ตอนที่ 33
ตอนที่ 33 เตรียมสร้างเครื่องแปลภาษา
ตอนที่ 33 เตรียมสร้างเครื่องแปลภาษา
เสิ่นเย่หลานจัดการสวมหน้ากากอย่างคล่องแคล่ว แล้วเตรียมตัวจะออกไปซื้อของบางอย่างที่ร้านช่างตีเหล็ก
ตอนเดินออกจากวิหาร เธอพบกับผู้อาวุโสวิหารโดยบังเอิญ ท่านจึงเอ่ยปากเรียกไว้
เสิ่นเย่หลานถามด้วยความสงสัย “ท่านผู้อาวุโสมีอะไรจะสั่งหรือคะ?”
ผู้อาวุโสส่ายหน้าแล้วกล่าวเสียงต่ำ “แม่หนู เจ้าไปล่วงเกินใครไว้หรือเปล่า? มีคนมาคอยดักซุ่มสำรวจร่องรอยของเจ้าที่หน้าวิหาร แม้วิหารจะช่วยกันไม่ให้พวกมันเข้ามาข้างในได้ แต่หากเจ้าออกไปนอกวิหาร เราไม่มีสิทธิ์จับกุมพวกมันหรอกนะ”
เสิ่นเย่หลานชะงักไป รีบไล่เรียงเหตุการณ์ทั้งหมดตั้งแต่สถานะ[หลิวกวง]เข้าเกมมา
หากจะบอกว่ามีคนติดตามสถานะ[สร้างพ่อไปฟาดแก]เธอยังพอเข้าใจได้ แต่ทำไมจู่ๆ ถึงต้องมาสะกดรอยตาม[หลิวกวง]?
ทั้งที่[หลิวกวง]เป็นแค่หมอที่ตีไม่เข้า หนีไม่เร็ว และรับดาเมจไม่ไหวด้วยซ้ำ?
คิดไปคิดมาก็ไม่เข้าใจเจตนาของอีกฝ่าย เสิ่นเย่หลานจึงขี้เกียจจะใส่ใจ
ประจวบเหมาะจริงๆ! หน้ากากปลอมตัวที่เพิ่งได้มาก็เอามาใช้งานได้พอดีเลยไม่ใช่หรือ?
เธอขอบคุณผู้อาวุโสจากใจจริง ก่อนจะออกจากวิหาร เสิ่นเย่หลานแวะไปแถวที่ยามยืนเวรเพื่อหาโอกาสคัดลอกรูปลักษณ์ของยาม
ยามที่เข้าเวรอยู่กำลังคุยกับเพื่อนร่วมงาน “แปลกจริงๆ เลย สองวันนี้รู้สึกของหายบ่อยๆ เมื่อวานหายไปเหรียญเงิน วันนี้หายไปอีกไม่กี่เหรียญทองแดง”
อีกคนปลอบ “แค่นี้เอง เมื่อวานฉันยังทำเหรียญทองหายเหรียญหนึ่งเลย สงสัยตอนจัดการกับพวกสิ่งปนเปื้อนน่าขยะแขยงพวกนั้นคงตกหายไปล่ะมั้ง ปกติจะตายไป”
เสิ่นเย่หลานเดินผ่านไปโดยไม่หันมอง เมื่อเดินผ่านก็แอบคัดลอกรูปลักษณ์ของยามคนหนึ่งมา...
อ๋อ ที่แท้ก็เป็นเพราะแกนี่เองที่เหรียญทองร่วง! ช่างเป็นคนดีจริงๆ เดี๋ยวคราวหน้าจะช่วยเติมเลือดให้เยอะๆ นะ
เมื่อมาถึงมุมลับตาคน หลังจากเปลี่ยนรูปลักษณ์แล้ว เสิ่นเย่หลานก็เดินเชิดหน้าออกจากประตูหน้าวิหารไปอย่างสบายใจ
ที่หน้าวิหารนั้น เธอเห็นผู้เล่นท่าทางลับๆ ล่อๆ สามสี่คนกำลังจับจ้องมาที่ประตูทางเข้าจริงๆ ด้วย
เสิ่นเย่หลานเดินผ่านไปโดยไม่สนใจ เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครแล้วจึงคืนร่างเดิม พลางหลอมรวมเข้ากับเงาแล้วใช้ทักษะก้าวกระโดดมิติตรงไปยังร้านช่างตีเหล็ก
เวลานี้ร้านช่างตีเหล็กปิดสนิท แต่มีผู้เล่นมุงอยู่รอบๆ ร้านส่งเสียงเอะอะโวยวายกันไม่หยุด
ดูเหมือนจะมีผู้เล่นดวงดีบังเอิญได้อาวุธจากที่นี่ไป ทำให้มีผู้เล่นคนอื่นแวะเวียนมาหวังจะเลียนแบบความโชคดีนั้น
ดูท่าจะเข้าทางประตูหน้าไม่ได้เสียแล้ว
เสิ่นเย่หลานย่องไปหลังร้าน ครั้งก่อนที่มาเธอเห็นรูบนกำแพงสูงครึ่งเมตร ดูท่ารูนี้จะมีมานานแล้วและช่างตีเหล็กก็คงขี้เกียจซ่อม
ดูสิ นี่ไม่เรียกว่าอำนวยความสะดวกให้เธอหรอกเหรอ?
เสิ่นเย่หลานมุดรูเข้าไปอย่างหน้าตาเฉย พอเข้ามาในสวนหลังบ้านก็เจอช่างตีเหล็กนั่งสูบยาเส้นด้วยท่าทางหงุดหงิดอยู่
ดูท่าจะโดนผู้เล่นหน้าบ้านกวนใจไม่น้อย
เมื่อเห็นเสิ่นเย่หลานบุกเข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ สีหน้าของช่างตีเหล็กก็ดิ่งลงทันที
เสิ่นเย่หลานไม่คิดว่าการมุดรูหมาเข้ามาจะจ๊ะเอ๋กับเจ้าของบ้านพอดีแบบนี้
เธอหัวเราะแห้งๆ พลางลุกขึ้นปัดฝุ่นตามตัว “ขอโทษทีค่ะลุง หนูแค่อยากมาซื้อของนิดหน่อยน่ะค่ะ”
ช่างตีเหล็กทำหน้าบึ้งแล้วกล่าวเสียงเย็น “มองไม่เห็นหรือไงว่าข้าปิดร้าน? วันนี้ไม่ขาย”
เสิ่นเย่หลานทำหน้าด้านเข้าไปใกล้ หยิบตราสัญลักษณ์หมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์ออกมาแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า “ผู้อาวุโสบอกว่า ถ้ามีตรานี้ สามารถซื้อของทุกอย่างในหมู่บ้านอุกกาบาตศักดิ์สิทธิ์ได้ค่ะ”
ช่างตีเหล็กขมวดคิ้วแน่น สูบยาเส้นแรงขึ้นกว่าเดิม
เธอเฝ้ามองช่างตีเหล็กด้วยความหวาดเสียว กลัวว่าลุงแกจะบันดาลโทสะใช้มือที่บดขยี้ระเบิดได้นั้นมาบดขยี้เธอเป็นผุยผง
เธอกล้าเอาหัวเป็นประกันเลยว่า กระดูกของเธอคงไม่แข็งแกร่งเท่ากับระเบิดวิศวกรรมพวกนั้นหรอก
พอเห็นช่างตีเหล็กลุกขึ้นยืน เสิ่นเย่หลานก็ ‘ฟึ่บ’ มุดเข้าเงาทันที
ที่ไหนได้ ช่างตีเหล็กแค่ลุกขึ้นไปเปิดประตูห้องด้านใน พอหันกลับมาเห็นเสิ่นเย่หลานที่หลบไปไกลแล้ว สายตาก็เต็มไปด้วยความดูแคลนอย่างชัดเจน
เสิ่นเย่หลานกลับมาที่เดิมแล้วแก้ต่าง “หนูแค่ยืดเส้นยืดสายน่ะค่ะ”
ช่างตีเหล็กไม่สนใจนางเพียงถามว่า “จะเอาอะไร”
เสิ่นเย่หลานร่ายรายการของที่ต้องการออกมาอย่างคล่องแคล่ว “ไมโครมิเตอร์, ตะไบเหล็ก, ปากกาจับงาน, เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก, ค้อนเหล็กอุกกาบาต...”
ช่างตีเหล็กชะงักไปเล็กน้อย หันกลับมามองนางด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะจัดเตรียมของให้เงียบๆ
ตอนที่เสิ่นเย่หลานกำลังตรวจสอบรายการของ ช่างตีเหล็กก็เอ่ยถามขึ้นมาอย่างไม่คาดคิด “แบบแปลนที่ให้ไป เรียนไปหมดหรือยัง?”
เสิ่นเย่หลานชะงักไป สัญญาณเตือนภารกิจดังขึ้น นี่คือมีเควสส่งมาถึงที่!
เธอรีบตอบด้วยท่าทีนอบน้อมที่สุด “ลุงคะ หนูเรียนหมดแล้วค่ะ”
ตอนทดสอบเบต้าเธอได้แบบแปลนมาก็กดเรียนรู้แบบคลิกเดียวทันที
หลังจากเธอล็อกอินเข้าเกมในวันเปิดทดสอบจริง ก็พบว่าความรู้ที่เรียนไปในตอนนั้นเหมือนถูกถ่ายทอดลงในสมองของเธอโดยตรง
เพียงแต่การจำได้เป็นเรื่องหนึ่ง การจะประยุกต์ใช้นั้นจำเป็นต้องฝึกฝน วันนี้เพิ่งเป็นวันที่ 3 ของการเปิดเกม ซึ่งตลอด 3 วันที่ผ่านมาเธอไม่ว่างเลย!
ของพวกนั้นในแบบแปลน สมองบอกว่าเรียนรู้แล้ว แต่เธอเองยังไม่เคยลงมือทำจริง จึงไม่กล้าการันตีร้อยเปอร์เซ็นต์ว่าตัวเองจะสร้างออกมาได้
วันนี้มาซื้อของพวกนี้ ก็เพื่ออีกเรื่องหนึ่ง นั่นคือ: เครื่องแปลภาษา
ใช่แล้ว เสิ่นเย่หลานเตรียมจะสร้างเครื่องแปลภาษา
ในเมื่อตอนนี้เกมกำลังฮิต แต่ผู้เล่นกลับติดกำแพงภาษาจนทำอะไรไม่ได้
ถ้าผู้เล่นไม่พัฒนา แล้วเธอจะไปรีดเงินจากใครได้? ดังนั้นก็ต้องเลี้ยงให้โตก่อนถึงจะค่อยเชือด
ยิ่งไปกว่านั้น เสิ่นเย่หลานยังสัมผัสได้ถึงวิกฤตที่บีบให้เธอต้องเร่งมือ
ตั้งแต่ได้รู้ตัวตนของผู้เล่นในฐานะผู้ฝืนชะตาจากปากของเซราฟิส ความสำคัญของเครื่องแปลภาษาก็พุ่งสูงขึ้นทันที
ชัดเจนเลยว่า ผู้เล่นไม่ใช่ที่ต้อนรับในดินแดนราตรีนิรันดร์ เพราะพวกเขาถือเป็นขั้วอำนาจที่สามนอกเหนือจากราชสำนักและวิหารแห่งขุมนรก
เสิ่นเย่หลานต่อให้จะเก่งเป็นที่หนึ่งในหมู่ผู้เล่น แต่หากในอนาคตต้องเผชิญกับการรังเกียจและกดขี่จากคนพื้นเมือง เธอก็ไม่สามารถรับมือได้ด้วยตัวคนเดียวแน่
ผลกระทบของเกมที่มีต่อโลกความเป็นจริงไม่มีทางยอมให้เธอเลิกเล่นเกมนี้ได้
ต้นไม้ต้นเดียวไม่อาจต้านทานลมพายุ มีเพียงการทำให้กลุ่มผู้เล่นทั้งหมดแข็งแกร่งขึ้น เธอถึงจะซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางผู้เล่นเพื่อพัฒนาตัวเองได้
และสิ่งที่ผู้เล่นต้องการเพื่อที่จะพัฒนา ก็คือการแก้ไขปัญหาเรื่องภาษา มีเพียงภาษาที่สื่อสารกันได้ ผู้เล่นถึงจะรับภารกิจและได้รับทรัพยากรในเกม
ในชาติก่อน กว่าที่ผู้เล่นกับคนในดินแดนราตรีนิรันดร์จะคุยกันรู้เรื่อง ก็ผ่านไปตั้ง 1 ปีหลังเปิดเกมแล้ว
ถึงอย่างนั้น ก็ยังมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สื่อสารได้ปกติ
กว่าเครื่องแปลภาษาจะออกมา ก็ปาเข้าไปปีครึ่งหลังเปิดเกม
ในช่วงเวลา 1 ปีครึ่งนั้น ตัวตนของผู้เล่นถูกคนในราตรีนิรันดร์มองออกหมดแล้ว และพวกเขายังมีวิธีคัดกรองตัวตนของผู้เล่นสารพัดวิธี
ดังนั้นในชาติก่อน ผู้เล่นจึงไม่ได้มีความได้เปรียบใดๆ ในเกมนี้เลย
แม้แต่ทักษะเทพอย่างการคืนชีพที่คนในราตรีนิรันดร์มองว่าขี้โกง สุดท้ายก็กลายเป็นสิ่งที่น่ากังวล เมื่อการตายซ้ำซากทำให้ไอดีถูกผนึกไว้
เมื่อคิดดูแล้ว ก็ต้องรีบสร้างเครื่องแปลภาษาออกมาโดยเร็วที่สุด ถึงจะแก้ไขสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกนี้ได้
ทว่าในดินแดนราตรีนิรันดร์ ทุกเผ่าพันธุ์ล้วนใช้ภาษากลาง จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องแปลภาษาเลย
ดังนั้นหากอยากสร้างเครื่องแปลภาษาที่ใช้ในเกมได้ เสิ่นเย่หลานก็ต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
นั่นจึงเป็นที่มาของการมาซื้ออุปกรณ์ในวันนี้
เมื่อเห็นท่าทีของช่างตีเหล็ก เธอมั่นใจเลยว่าตัวเองน่าจะเพิ่งกระตุ้นภารกิจลับเข้าให้แล้ว
เสิ่นเย่หลานระงับความต้องการที่จะล็อกเอาต์ออกไป พลางคิดในใจว่า ภารกิจสำคัญกว่า ส่วนตาแก่เสิ่นเหยียนฟางนั่นน่ะ จัดการเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่ต้องรีบ
เสิ่นเย่หลานควบคุมอารมณ์แล้วถามอย่างคาดหวัง “ลุงคะ มีแบบแปลนอื่นอีกไหม? ตอนนี้หนูมีเงินแล้ว ซื้อได้ค่ะ!”
เงิน 1,000 เหรียญทองในกระเป๋าที่อาจารย์ให้มายังอุ่นๆ อยู่เลย แบบแปลนเป็นของหายากที่ไม่ได้หากันง่ายๆ ตีมอนสเตอร์ตั้งหลายพันตัวยังไม่เห็นจะดรอปสักใบ มีโอกาสได้แบบแปลนเยอะขนาดนี้ ถ้าไม่คว้าไว้ก็คงเป็นคนโง่แล้ว
. . .