ตอนที่ 57
บทที่ 57
“รองเท้าขาดๆ คู่หนึ่งมีอะไรให้อวดนักหนา? ทำเหมือนคนอื่นไม่มีอย่างนั้นแหละ! ดูท่าทางเธอตอนทำหน้าภูมิใจนั่นสิ น่าขยะแขยงจริงๆ!”
จงซื่อกระแทกโต๊ะ “ปังๆ” ความอิจฉาในใจพุ่งขึ้นถึงศีรษะ
พี่สะใภ่คนโต กุ้ยฮวา ยกน้ำอุ่นมาให้แม่สามีล้างเท้า พลางถามด้วยน้ำเสียงระวังๆ
“แม่ ใครทำให้แม่ไม่พอใจเหรอคะ?”
จงซื่อยังไม่ทันตอบ ชุนฟางก็แค่นยิ้ม แล้วพยักพเยิดไปทางบ้านข้างๆ
“จะมีใครอีกล่ะ ก็บ้านเกาไงล่ะ คิดไม่ถึงเลยว่าขายของที่ตลาดจะได้เงินขนาดนั้น แค่ไม่นานก็ขี่จักรยานกลับบ้านได้แล้ว ทั้งบ้านยังมีรองเท้า ‘หุ่ยลี่’ คนละคู่อีกต่างหาก!”
น้ำเสียงของชุนฟางยังอิจฉายิ่งกว่าจงซื่อเสียอีก
ชุนฟางกระเดาะลิ้น “พี่สะใภ้ เมื่อกี้พี่ไม่ได้ไปที่ร้านโชห่วย ไม่รู้หรอกว่าแม่เฒ่าเถียนทำท่าภูมิใจขนาดไหน พูดถึงรองเท้าคู่นั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก เหมือนมันประดับด้วยทองคำยังไงยังงั้น”
กุ้ยฮวารู้ทันที ว่าที่แม่สามีอารมณ์เสียก็เพราะคนบ้านเกานั่นเอง
เธอถามอย่างอยากรู้อยากเห็น “น้องสะใภ้ บ้านเกาพี่น้องคู่นั้นเขาขายของได้ตั้งเท่าไหร่กันนะ?”
ชุนฟางชูนิ้วขึ้นห้านิ้ว กดเสียงเบา “ฉันคำนวณแล้ว อย่างน้อยก็ราวๆ นี้”
“อะไรนะ? ห้าร้อยหยวน!” กุ้ยฮวาลุกพรวด หัวใจเต้นแรงด้วยความตกใจ
ชุนฟางรำคาญนิสัยตื่นตกใจของพี่สะใภ้ หันมามองค้อน “พี่อย่าเสียงดังสิ เดี๋ยวทำให้ฉันตกใจจนปวดท้องอีก”
จงซื่อรีบถามอย่างห่วงใย “ไม่เป็นอะไรใช่ไหม หลานชายคนโตของฉันยังดีอยู่ไหม?”
“ไม่เป็นไรค่ะ ยังดีอยู่ค่ะ” ชุนฟางหัวเราะแห้งๆ เพราะกลัวความห่วงใยแบบฉับพลันของแม่สามี
แต่จงซื่อยังไม่หยุด “ฉันว่าพวกเธอหาเวลาให้เจิ้งหัวพาไปโรงพยาบาลในเมืองดูให้แน่ใจหน่อยสิ ถ้าแน่แล้วว่าเป็นหลานชาย ฉันจะได้เตรียมของไว้ให้”
หัวใจของชุนฟางสะดุดวูบ แต่คิดถึงช่วงนี้ตัวเองชอบกินของเปรี้ยว ท้องก็ดูกลมขึ้น คนที่เห็นต่างบอกว่าเป็นลูกชายแน่ๆ
เธอเลยสบายใจขึ้นหน่อย ตอบยิ้มๆ “อีกไม่กี่วันพอเจิ้งหัวว่าง เราจะเข้าเมืองไปดูแน่ค่ะ แม่ไม่ต้องห่วง รับรองว่าจะให้แม่ได้อุ้มหลานชายตัวโตแน่นอน!”
คำพูดนั้นเหมือนกรีดใจของกุ้ยฮวา — เธอแต่งกับลูกชายคนโตมาห้าหกปีแล้ว แต่ในท้องกลับไม่มีวี่แววสักที
แม่สามีด่าทุกวันว่ามีลูกไม่ได้ แม้แต่ชาวบ้านยังพูดกันด้วยความสงสาร
ตอนนี้น้องสะใภ้กลับตั้งท้องก่อน เธอยิ่งไม่กล้าคิดเลยว่าต่อไปแม่สามีจะรังเกียจเธอขนาดไหน
คิดถึงเรื่องเหล่านี้ กุ้ยฮวาก็หมดอารมณ์จะสนใจว่าบ้านเกาจะหาเงินได้เท่าไหร่
ถ้าได้ลูกชายสักคน ต่อให้ต้องสละเงินหมื่นหยวนเธอก็ยอม!
จงซื่อมองหน้าท้องของลูกสะใภ้คนรองแล้ว ความโกรธที่ถูกแม่เฒ่าเถียนทำให้เสียหน้า ค่อยๆ คลายลงบ้าง
เธอเหลือบมองห้องที่ยังเปิดไฟของลูกชายคนเล็ก แล้วชี้ให้กุ้ยฮวาเช็ดเท้าให้แห้ง
จริงๆ แล้วกุ้ยฮวารู้สึกขยะแขยงเท้าของแม่สามีมาก
แต่เพราะไม่มีลูก ทำให้แม่สามีระบายความไม่พอใจใส่เธอ
เท้าของจงซื่อเคยถูกพันไว้ตั้งแต่เด็ก นิ้วเท้าเหี่ยวลีบ เนื้อบิดเบี้ยวเหมือนก้อนเน่าที่จับตัวกันอยู่ตรงกลางเท้า
ฝ่าเท้าโก่งผิดรูปจนหาซื้อรองเท้าที่ใส่ได้ยาก ต้องทำรองเท้าผ้าใช้เอง
ทุกครั้งที่เห็นแม่เฒ่าเถียนสวมรองเท้าผ้าใบ “หุ่ยลี่” เดินอย่างสบาย เธอก็อยากสาปฟ้าให้ลงโทษ
เมื่อเช็ดเท้าเสร็จ จงซื่อสวมถุงเท้า ใส่รองเท้าผ้าคู่เล็กที่อัดเศษผ้าไว้ตรงปลาย เดินกระโผลกกระเผลกไปที่ห้องของโจวเจิ้งหัว
เธอเคาะประตูเบาๆ
“เข้ามาได้ครับ”
จงซื่อเปิดเข้าไป ถามด้วยความห่วงใย “ยังเขียนเอกสารอยู่อีกเหรอ?”
จริงๆ เธอไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้หรอก แค่ถามไปอย่างนั้นเอง
โจวเจิ้งหัวละปากกา ลุกขึ้นพยุงแม่ให้นั่งลงบนเก้าอี้ แล้วถามว่าแม่มีธุระอะไร
จงซื่อพูดตรงๆ “เรื่องลูกสาวบ้านเกาที่มีคนมาสู่ขอ แกรู้แล้วใช่ไหม?”
ช่วงนี้โจวเจิ้งหัวพยายามหลีกเลี่ยงเรื่องนี้มาตลอด แต่ไม่คิดว่าแม่จะพูดขึ้นตรงๆ
เขาทำได้แค่พยักหน้า แล้วนั่งลง สีหน้าเต็มไปด้วยความหม่นเศร้า
เห็นลูกชายยังมีเยื่อใย จงซื่อพึมพำด่าคำหนึ่ง ก่อนพูดอย่างเหยียดๆ ว่า
“ก็แค่ผู้หญิงเรียนมัธยมจบ ไม่มีงานทำ เอาแต่เอาหน้าออกไปขายของพอได้เงินนิดหน่อย ก็คิดว่าตัวเองเก่งนักเหรอ ผู้หญิงแบบนั้นไม่คู่ควรกับแกเลย!”
“ตอนนั้นพวกแกยังเด็ก แม่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ตอนนี้เธอมีคนมาจีบแล้ว แกอย่ามัวอยู่เฉย ไม่อย่างนั้นบ้านเกานั่นจะคิดว่าตัวเองได้เกาะคนรวย แล้วทำตัวลอยจนหางชี้ฟ้า!”
โจวเจิ้งหัวขมวดคิ้ว “แม่ เขาแค่ขายของตามตลาดนัด ไม่ใช่อย่างที่แม่พูดนะครับ”
“อีกอย่าง ฉิงเหอไม่ใช่คนแบบนั้น”
จงซื่อหน้าถมึงทึง “ยังจะปกป้องอีกเหรอ! เขาไม่เห็นจะนึกถึงแกเลย แกยังจะไปสนใจทำไม!”
“แม่ว่าอาจารย์โอวหยางนั่นดีออก ไม่ใช่กำลังคุยกันอยู่เหรอ? คืบหน้าไปถึงไหนแล้ว?”
“ให้แม่หาคนไปสู่ขอไหม สาวดีๆ แบบนั้น พ่อก็เป็นหัวหน้าแผนกในอำเภอ ดีกว่าเกาฉิงเหอตั้งหมื่นเท่า!”
พูดจบ จงซื่อยังเบ้ปาก “คนจะใช้ชีวิตคู่ ต้องเลือกแบบโอวหยางเหยียนสิ เกาฉิงเหอนั่นหน้าตาก็เหมือนคนเจ้าชู้ อยู่ด้วยกันไม่มีวันสงบสุข แกเลิกคิดถึงเธอได้แล้ว!”
โจวเจิ้งหัวแปลกใจ “แม่ เมื่อก่อนแม่ไม่พูดแบบนี้นี่ครับ”
เมื่อก่อนแม่ยังพูดเลยว่าผู้หญิงสวยอย่างเกาฉิงเหอถึงจะเหมาะกับเขา ถึงจะใช้ชีวิตไม่เป็นก็ช่าง ยังมีพี่สะใภ้สองคนคอยสอน
แต่จงซื่อไม่สนใจว่าเมื่อก่อนตัวเองพูดอะไร เธอถลึงตาใส่ลูกชาย “เมื่อก่อนก็อีกเรื่อง ตอนนั้นแกยังเป็นแค่นักศึกษา แต่ตอนนี้แกเป็นเจ้าหน้าที่ที่ผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน จะเหมือนเดิมได้ยังไง!”
โจวเจิ้งหัวพูดเบาๆ “เมื่อก่อนลุงชงอี้ ป้าอิง แล้วก็ยายเถียน ก็ช่วยบ้านเราไว้ตั้งเยอะ”
“แม่ คนเราต้องไม่ลืมบุญคุณคนอื่น”
จงซื่อหลบตาอย่างรู้สึกผิด แต่ก็ยังยืนยันให้ลูกชายไปเยี่ยมบ้านโอวหยางเหยียน รีบสานสัมพันธ์ไว้ จะได้มีหลานให้เธออุ้มเร็วๆ
ถ้าได้แต่งก่อนบ้านเกา ยิ่งดีใหญ่!
แต่เธอก็รู้ดีว่าลูกชายคนนี้ดื้อรั้นแค่ไหน
“ลูกเอ๋ย ลองคิดดูสิว่าบรรพบุรุษของตระกูลเรา แม่กับพี่น้องแกต้องอดทนลำบากส่งแกเรียนจนจบมหาวิทยาลัยเพื่ออะไร”
“ตระกูลโจวยังรอให้แกสร้างชื่อเสียงอยู่เลยนะ!”
ตราบใดที่มีอำนาจ สาวสวยๆ ก็มีให้เลือกมากมาย
“สาวอย่างโอวหยางเหยียนหาได้ยาก แกควรรีบคว้าไว้ อย่าไปทำร้ายคนดีๆ เพราะมัวไปยึดติดกับสาวข้างบ้านที่แค่เล่นกันตอนเด็กๆ เลย”
จงซื่อพูดจบก็ลุกขึ้นตบไหล่ลูกชาย โค้งหลังเดินออกจากห้องไปอย่างเชื่องช้า
ภายใต้แสงไฟสีเหลืองอ่อน ผมของแม่ดูขาวขึ้นกว่าเดิมอีกมาก
โจวเจิ้งหัวกำมือแน่น หลับตา ภาพของเกาฉิงเหอปรากฏขึ้นในหัวเต็มไปหมด
เขาเองก็อยากลืมเธอ แต่กลับทำไม่ได้เลย
ส่วนโอวหยางเหยียน ก็เป็นผู้หญิงที่ดีจริงๆ
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมทุกอย่างถึงกลายเป็นแบบนี้
ทั้งที่เขาแค่ไปฝึกงานที่โรงเรียนเดือนเดียว ทำไมคนที่รอเขากลับเปลี่ยนใจไปเสียแล้ว
มันผิดพลาดตรงไหนกันแน่?
ทุกอย่างเริ่มต้นจากวันที่ฉิงเหอออกจากโรงพยาบาล
หรือเพราะเขาไม่ยอมเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ เธอเลยตัดสินใจตัดขาดอย่างสิ้นเชิง?
หรือว่าเธอรอให้เขาพูดออกมาหลายครั้ง แต่ต้องผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สุดท้าย วันที่เขาปิดบังความจริงต่อหน้าโอวหยางเหยียน ก็กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้เธอหมดใจ
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง เธอคงเก็บความผิดหวังมานานจนแน่ใจแล้วว่าจะจากไป
โจวเจิ้งหัวปิดหน้าตัวเอง น้ำตาเม็ดหนึ่งไหลออกมาอย่างเจ็บปวด
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง... เขาก็จะเคารพการตัดสินใจของเธอ