ตอนที่ 56
บทที่ 56
เกาฉิงเหมียววางของที่ซื้อกลับมาทิ้งไว้หน้าประตูบ้าน แล้วรีบพาเด็กๆ กลุ่มหนึ่งขี่จักรยานเข้าไปในหมู่บ้านอย่างภาคภูมิใจ
เกาฉิงเหอจัดการรับมือกับคำถามและสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวบ้านเสร็จ ก็เตรียมจะหยิบของเข้าบ้าน
“โอ้! ซื้อจักรยานแล้วยังไม่พอ ยังซื้อของกลับมาอีกตั้งเยอะ ได้ยินเจิ้งหัวเล่าว่าช่วงนี้พี่น้องสองคนเข้าเมืองไปตั้งแผงขายของทุกวัน ดูท่าทางจะได้กำไรไม่น้อยนะ!”
เป็นชุนฟาง พี่สะใภ้รองของโจวเจิ้งหัว ยืนพิงกรอบประตูบ้านของตัวเองพร้อมกับท้องที่เริ่มโต
สายตาเธอกวาดไปเห็นรองเท้ากองอยู่หน้าประตูกลางบ้านตระกูลเกา ก็อดรู้สึกอิจฉาและหมั่นไส้ไม่ได้
“จะได้มากหรือน้อย มันก็ไม่เกี่ยวกับเธอสักหน่อย!”
เกาฉิงหยาผลุนผลันออกมาจากในบ้าน แถมยังแลบลิ้นทำหน้าล้อเลียนใส่ชุนฟาง
“เฮ้ย!” ชุนฟางร้องขึ้นเสียงหนึ่ง กำลังจะต่อปากต่อคำ แต่เสียงตื่นเต้นของเกาฉิงเหอก็ดังขึ้นกลบพอดี
“น้องสาว กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เกาฉิงหยาเดินไปหยิบของที่พิงอยู่ข้างประตู มองพี่สาวด้วยสีหน้าทั้งโกรธทั้งงอน
“โรงเรียนเราสลับสัปดาห์เล็กกับสัปดาห์ใหญ่ อาทิตย์นี้เป็นสัปดาห์ใหญ่ก็เลยหยุดสองวัน ฉันกลับมาตั้งแต่เช้าแล้วนะ ครั้งก่อนก็บอกพี่แล้วไง!”
เกาฉิงเหอยิ้มแห้งๆ — เธอลืมจริงๆ
เธอเอื้อมมือไปบีบแก้มน้องสาวที่พองลม “คราวนี้พี่จะจำให้ได้แน่ๆ ไปเถอะ กลับเข้าบ้าน เดี๋ยวให้ดูว่าพี่ซื้ออะไรดีๆ มาให้บ้าง”
เกาฉิงหยายังไม่ทันขยับ ก็เห็นเกาฉิงเหมียวขี่จักรยานพุ่งตรงเข้ามา จนเธออ้าปากค้าง
“พี่! พี่กับพี่ชายซื้อจักรยานเหรอ? ของบ้านเราจริงๆ เหรอ?”
เกาฉิงเหอยิ้มพยักหน้าเบาๆ เกาฉิงหยายังไม่เชื่อ
“ตั้งแต่เมื่อไหร่บ้านเรามีเงินซื้อจักรยานได้กัน?”
เกาฉิงเหมียวเข็นจักรยานเข้ามาในบ้าน ปิดประตูไว้กันสายตาชาวบ้านที่ชอบสอดรู้สอดเห็น
เขาเอาขาตั้งลง จอดจักรยานเรียบร้อย แล้วเห็นน้องสาวอ้าปากค้างอยู่อย่างนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปปิดปากให้
“จักรยานแค่นี้เรื่องเล็ก เดี๋ยวพี่ชายรวยเมื่อไหร่ จะซื้อรถยนต์ให้ขับเลยคอยดูสิ!”
“ฝันไปเถอะ!” เกาฉิงหยาว่าไปงั้น แต่สายตายังจ้องจักรยานสีดำเงินตรงหน้าด้วยความตื่นเต้น
“พี่ ฉันยังขี่จักรยานไม่เป็นเลย” เธอพูดพลางลูบแฮนด์จักรยานสีเงินแวววาวด้วยความเสียดาย
เกาฉิงเหอยิ้ม “ให้เหมียวเหมียวสอนสิ เธอฉลาดแค่นี้ ไม่เกินสิบนาทีก็ขี่ได้แล้ว”
พูดจบก็หันไปบอกให้เกาฉิงเหมียวไปตามพ่อแม่กับยายกลับมาบ้าน
เพราะซื้อรองเท้าใหม่มา จะไม่ลองใส่ได้ยังไงกัน
รองเท้าผ้าใบยี่ห้อ “ฮุ่ยลี่” พื้นหนากว่ารองเท้า “เจี๋ยฟาง” ที่ใช้กันอยู่ทั่วไป แถมยังนุ่มและเด้งกว่าเยอะ
คู่ที่เกาฉิงเหอซื้อให้พ่อเป็นสีขาว ส่วนของแม่กับยายเป็นสีน้ำเงินเข้ม เพราะรู้ว่าทั้งสองคนคงไม่กล้าใส่สีอ่อน
“พ่อ แม่ ยาย ไว้รอบหน้าจะซื้อรองเท้าหนังให้ ใส่ได้นานกว่านี้อีก”
เธอพูดพลางช่วยยายคลายเชือกรองเท้าให้
เกาฉิงหยาเองก็กำปากกาสีแดงด้ามใหม่ไว้แน่นด้วยความชอบสุดหัวใจ แค่เห็นก็รู้แล้วว่าพี่สาวเลือกให้เอง
ส่วนรองเท้านั้น พ่อแม่ซื้อให้พวกเธอทุกคน แต่กลับไม่ซื้อให้ตัวเอง
เกาฉิงหยามองรองเท้าคู่ใหม่บนเท้าพ่อแม่ “พี่ใหญ่ตาแหลมจริงๆ!”
“นี่เป็นครั้งแรกเลยที่ฉันมีปากกาสีแดงแบบนี้นะ เสียดายจะใช้เลย”
เธอยกปากกาขึ้นมาแนบแก้ม รู้สึกถึงความเย็นลื่นของโลหะที่ทำให้ยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว
เกาชงอี้เดินวนไปวนมาในห้องด้วยรองเท้าใหม่ ใจเขาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง — นี่เป็นครั้งแรกที่ลูกๆ ใช้เงินที่หามาเองมาซื้อของให้พ่อแม่
เขาพูดได้แค่คำเดียวซ้ำไปซ้ำมา “ดี ดีมาก!”
หวงอิงแอบหันหลังไปปาดน้ำตา แต่กลับถูกยายจับได้
ยายหัวเราะแซว “ดูซิ ทำเป็นน้ำตาไหล แค่ลูกๆ ซื้อรองเท้าให้ก็ซึ้งขนาดนั้นเหรอ? ถ้าอีกหน่อยพวกเขาแต่งงานมีลูก เธอไม่ร้องจนตาบวมเหมือนเมิ่งเจียงหนี่แล้วเหรอ?”
หวงอิงกลอกตา “ใครร้องกัน! ฉันไม่ได้ร้องสักหน่อย!”
เห็นลูกมองมา เธอรีบยกปลายเท้าขึ้นอวด “เป็นยังไงบ้าง ดูสิ แม่ก็กลายเป็นนักเรียนอีกคนแล้วนะ!”
รองเท้าผ้าใบแบบนี้กำลังฮิตที่สุดในหมู่นักเรียน ใครใส่ไปโรงเรียนมีหวังโดนเพื่อนรุมขอเหยียบให้เป็นรอยแน่
“แม่ ใส่ไปทำงานในนาได้นะ จะได้ไม่ปวดเท้า” เกาฉิงเหมียวพูด
แต่หวงอิงทำตาโตใส่ทันที “รองเท้าดีขนาดนี้จะเอาไปลุยโคลนได้ยังไง! จะเก็บไว้ใส่เวลาเข้าเมืองต่างหาก ส่วนคู่เก่าเอาไปใส่ทำงานได้อยู่”
เกาฉิงเหมียวหัวเราะ ไม่ว่าแม่จะเลือกยังไง แค่ชอบก็พอแล้ว
ยายเถียนเป็นคนจริงจัง ใส่แล้วไม่ยอมถอด เดินไปเดินมาแล้วยังยิ้มไม่หุบ “วันนี้ฉันจะใส่รองเท้าที่หลานๆ ซื้อให้ไปทำกับข้าว!”
พอเดินสองสามก้าวก็ยกเท้าขึ้นลองดู ยิ่งรู้สึกดีจนยิ้มจนตีนกาย่นไปหมด
อารมณ์ดีแบบนี้ แถมวันนี้เกาฉิงเหอกับน้องชายยังซื้อหมูสามชั้นสดๆ กลับมาด้วย
ยายเลยลงมือทำกับข้าวห้ากับหนึ่งซุป ทุกอย่างมีเนื้อทั้งนั้น
ไม่ต้องพูดถึงเกาฉิงหยา ที่นานๆ ทีจะได้กลับมากินของดี แม้แต่เกาฉิงเหอที่กินอาหารในเมืองจนเบื่อ ยังรู้สึกว่ามื้อค่ำนี้อร่อยเหมือนงานเลี้ยงใหญ่
“ยาย นี่ใช่ไหมที่เขาเรียกว่าฝีมือระดับเชฟ!” เกาฉิงเหมียวพูดติดตลก
ยายเถียนยืดอกอย่างภาคภูมิ “ตอนสมัยยายไปเป็นคนใช้บ้านเศรษฐี เขาจ้างพ่อครัวจากปักกิ่งมาทำอาหาร ยายฉลาดเลยคอยไปช่วย จนได้แอบเรียนสูตรมานิดหน่อย”
“แต่ก็นะ ตอนนั้นคิดว่าจะใช้ฝีมือนี้ทำมาหากิน กลับกลายเป็นเลี้ยงพวกเธอแทน”
เกาฉิงเหอยิ้ม “ไม่แปลกเลย ยายทำอะไรก็อร่อยหมด โดยเฉพาะขนมทอดวันก่อน กลิ่นหอมจนมีคนยื่นเงินจะซื้อเลยนะ!”
เธอพูดจริงจัง “ยาย ถ้ายายไปเปิดร้านขายของกินในเมือง ต้องรวยแน่ๆ!”
ยายเถียนเบิกตากว้าง “มีคนยอมจ่ายเงินซื้อเหรอ?”
“จริงสิ!” เกาฉิงเหมียวรีบพูดเสริม “พี่ขายชิ้นละห้าเหมา!”
ทั้งที่ขนมทอดหน้าสถานีรถบัสขายกันแค่สองถึงสามเหมา แต่ของยายชิ้นใหญ่เท่าฝ่ามือ ก็ไม่แปลกที่ลูกค้าจะซื้อ
พ่อเกาชงอี้ถึงกับพูดเสียงเบา “แม่เราคงถูกพวกเราเหนี่ยวรั้งไว้จริงๆ”
เขารู้ดีว่ายายต้องคอยดูแลหลานๆ ทำงานบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ไม่ได้หยุดพักเลยสักวัน ถ้าไม่มีภาระเหล่านี้ ยายคงใช้ชีวิตได้สบายกว่านี้มาก
หวงอิงคีบหมูสามชั้นแดงฉ่ำใส่ชามยาย “แม่ ลำบากแม่จริงๆ”
ยายเถียนน้ำตาคลอ รีบวางตะเกียบลงตบโต๊ะ “พูดอะไรไม่เข้าท่า!”
เธอหันมามองลูกสาว “จะร้องก็ร้องคนเดียว อย่ามาลากฉันไปด้วย!”
สามพี่น้องเกาฉิงมองหน้ากันแล้วยิ้มขำ
แม้ยายจะไม่คิดเปิดร้านตามที่พวกเขาเสนอ แต่เกาฉิงเหอก็ไม่ได้เสียใจ คิดในใจว่าคราวหน้าค่อยว่ากันอีก
หลังมื้อเย็น เกาฉิงเหอนั่งเอนตัวอ่านหนังสือพิมพ์ที่พ่อซื้อมา ส่วนเก็บโต๊ะล้างจานเป็นหน้าที่ของน้องๆ
เกาฉิงหยากลัวพี่สาวหนาวเลยเอาเสื้อคลุมมาให้ ก่อนจะกลับเข้าห้องอ่านหนังสือ
ส่วนยายเถียน กินข้าวเสร็จก็ใส่รองเท้าใหม่ออกจากบ้านไปหากลุ่มเพื่อนที่ร้านขายของชำประจำหมู่บ้าน
จนถึงสองทุ่มครึ่งที่วงเมาท์แตก “กลุ่มแปดข่าว” แยกย้ายกัน ยายถึงได้กลับบ้านอย่างอารมณ์ดี
บ้านตระกูลเกาอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและเสียงหัวเราะ
ส่วนบ้านข้างๆ ตระกูลโจว พอจงซือก้าวเข้าบ้านก็โมโหจนตบโต๊ะเสียงดัง