ตอนที่ 116
บทที่ 115: ชัยชนะและความพ่ายแพ้ 2
หลังจากการต่อสู้อันยิ่งใหญ่ระหว่างไรลีย์กับลูคัส เทศกาลอันยิ่งใหญ่ก็ยังคงดำเนินต่อไปตามตารางการประลองของวันนั้น
เหล่านักเรียนอันดับท็อปต่างทุ่มเทพลังทั้งหมดของตน แสดงความสามารถและศักดิ์ศรีต่อสายตาของผู้คนทั้งโลก
การประลองแต่ละคู่ที่ตามมาเต็มไปด้วยความเร้าใจ ทั้งได้รับเสียงเชียร์และการปรบมืออย่างล้นหลามจากผู้ชม
ทว่าในบรรยากาศกลับแฝงไปด้วยความตึงเครียดบางอย่างที่ยากจะปฏิเสธ
“มันไม่ได้สนุกและน่าตื่นเต้นเหมือนการต่อสู้คู่แรกเลย” หลายคนคิดในใจ
การปะทะอันน่าตื่นเต้นระหว่างไรลีย์กับลูคัสได้สร้างมาตรฐานสูงลิบ ทั้งผู้ชมและคณะกรรมการต่างก็รู้สึกสนุกกับการแข่งขันต่อๆ มา แต่ไม่มีคู่ใดที่สามารถถ่ายทอดความตระการตาและความเข้มข้นได้เทียบเท่ากับการต่อสู้ครั้งแรกนั้น
การปะทะครั้งแรกเป็นการผสมผสานระหว่างทักษะ พลังดิบ และน้ำหนักทางอารมณ์อย่างกลมกลืน มันได้สร้างความประทับใจที่ลึกซึ้งจนบดบังการแข่งขันถัดไปทั้งหมด
แม้เหล่านักเรียนระดับหัวกะทิจะทุ่มเทอย่างเต็มที่แล้วก็ตาม บรรยากาศยังคงปกคลุมไปด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังดูสิ่งที่ “ตามหลัง”
ทุกการปะทะ ทุกเวทมนตร์ และทุกคมดาบ แม้จะยอดเยี่ยมในตัวเอง แต่ก็ยังดูจืดจางเมื่อเปรียบกับศึกดวลอันยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้นก่อนหน้า
ผู้ชม แม้ยังคงมีส่วนร่วม แต่ก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกได้ว่าจุดสูงสุดของเทศกาลได้ผ่านไปแล้วตั้งแต่ต้น
แม้แต่คณะกรรมการก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ศาสตราจารย์เอลดริกที่เคยตื่นเต้นจนลุกไม่ติดเก้าอี้ ตอนนี้กลับนิ่งเงียบลง แววตาเต็มไปด้วยความคิดครุ่นคำนึง
ศาสตราจารย์อเล็กซ์ แม้ยังคงชื่นชมความพยายามของนักเรียน แต่สายตาของเขาก็มักจะเหลือบมองไปยังจุดที่ไรลีย์กับลูคัสเคยปะทะกัน ราวกับหวังจะได้สัมผัสช่วงเวลาที่เร้าใจแบบนั้นอีกครั้ง
แต่ถึงแม้ฝูงชนจะมีร่องรอยของความผิดหวังอยู่บ้าง ก็ยังมีใครบางคนที่กลับรู้สึกพอใจไม่น้อย โดยไม่สนใจแรงกดดันลึกลับที่ไรลีย์กับลูคัสได้ทิ้งไว้ให้คนอื่นต้องเผชิญ
“และต่อไป คู่การประลองที่ทุกคนรอคอย—เทพธิดาแห่งแสงผู้เปล่งประกาย โรส บริลเลียนซ์ ปะทะแชมป์สูงสุดแห่งภาคเวทมนตร์ปีสอง กุสตาฟ วัตซูก!” เสียงประกาศดังก้องด้วยความกระตือรือร้น
โรสก้าวลงบันไดด้วยท่วงท่าสง่างาม แววทองของเส้นผมเธอส่องประกายท่ามกลางแสงไฟในสนามประลอง ริมฝีปากแต้มรอยยิ้มบางเบา ขณะที่เธอเดินผ่านรุ่นพี่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งแอบเหลือบมองด้วยความสนใจ แต่โรสไม่สนใจแม้แต่น้อย จิตใจเธอเต็มไปด้วยภาพเหตุการณ์ที่เพิ่งได้ชมไป
นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เธอได้เห็นโลกเบื้องหน้าถูกโอบกอดด้วยสีสันอันงดงามเช่นนั้น
สีสันที่เธอเคยลืมเลือน และสีสันที่เธอยังไม่เคยสัมผัส เพียงการปะทะครั้งเดียวระหว่างลูคัสกับไรลีย์ก็เพียงพอที่จะปลุกโลกที่เคยขาวดำของเธอให้พร่างพรายด้วยสีสันสดใส
เมื่อเธอก้าวเข้าสู่เวที ภาพความเข้มข้นและพลังดิบจากการต่อสู้ยังคงฉายชัดในใจ ฟ้าแลบ พลังอันมหาศาล และเจตจำนงที่ส่องประกายจากทั้งสองคน ได้รังสรรค์เป็นภาพวาดชิ้นเอกในความทรงจำของเธอ
โรสรู้สึกเหมือนได้รับชีวิตใหม่ เหมือนถูกเปิดม่านสู่โลกอีกด้านที่เธอไม่เคยเข้าใจมาก่อน
หากในอดีตยังเคยมีเงาของความสงสัยต่อไรลีย์ มันก็ได้หายสิ้นไปแล้ว สิ่งที่เคยเป็นเพียง “ความอยากได้” ได้กลายเป็น “ความจำเป็น” สำหรับเธอ
‘ไรลีย์… นายช่างพิเศษเหลือเกิน~’
เธอเคยมั่นใจมาโดยตลอดว่าเธอเองก็เป็นคนพิเศษ แต่หลังจากได้เห็นการต่อสู้นั้น เธอกลับยิ่งเชื่อมั่นหนักแน่นขึ้นกว่าเดิม
ข้อสรุปที่ผุดขึ้นทั้งในใจและในสมองมีเพียงหนึ่งเดียว—เธอต้องการไรลีย์ เพื่อพาตัวเองออกจากโลกอันไร้สีสันนี้ และเพื่อสิ่งนั้น เธอยอมทำทุกทางเพื่อให้เขาเป็นของเธอ
ทว่าก่อนอื่น เธอจำเป็นต้องจัดการกับอุปสรรคที่จะเกิดขึ้นระหว่างทาง
สายตาของเธอแอบเหลือบไปยังดยุกเบื้องบน แผนการต่างๆ ก่อตัวขึ้นในจิตใจที่ทั้งคำนวณและเล่นสนุกในเวลาเดียวกัน หนึ่งในอุปสรรคที่เธอต้องเผชิญอยู่ตรงนั้นเอง
เหตุการณ์ในวันนี้คือโอกาสที่สมบูรณ์แบบสำหรับเธอที่จะเริ่มเดินหมากและสร้างแรงผลักดันให้ตนเอง แผนการเดิมที่จะใช้สภานักเรียนเป็นสะพานเชื่อมอาจไม่สำเร็จ แต่เมื่อดยุกยังอยู่ตรงนี้ เธอก็สามารถคิดกลยุทธ์ใหม่ได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจของสภา
หลังจากจบการประลองในวันนี้ เธอต้องหาหนทางเพื่อพูดคุยกับเขาให้ได้
เมื่อยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามเวที โรสกวาดตามองคู่ต่อสู้ด้วยสายตาเฉยเมย ไม่มีความรู้สึกใดปรากฏให้เห็นในแววตา นอกจากร่องรอยบางเบาของความรังเกียจที่ถูกซ่อนเร้น
กุสตาฟ วัตซูก นักเรียนปีสอง เป็นคนที่ค่อนข้างมีชื่อเสียงและเป็นที่รู้จักในหมู่เพื่อนร่วมปี เขาไม่เพียงเป็นหัวกะทิของภาคเวทมนตร์ แต่ยังถูกมองว่าเป็นชายหนุ่มรูปงามอีกด้วย
กุสตาฟ ผู้ซึ่งเคยชินกับการที่หญิงสาววิ่งเข้าหา ถึงกับสะดุดเมื่อได้เห็นโรสกับตาตัวเอง
เธอเป็นความงามที่แท้จริง แตกต่างจากใครก็ตามที่เขาเคยพบมา
ผิวขาวราวหิมะ ประกอบกับออร่าที่เปล่งประกาย และความสง่าของเส้นผมสีทองกับดวงตาสีอำพัน ราวกับผสมผสานระหว่างศักดิ์ศรีกับความสูงส่งอันหาที่เปรียบไม่ได้
เขารู้ดีว่าโรสมีฐานะสูงศักดิ์ แต่เมื่อยืนต่อหน้าเธอจริงๆ เธอกลับไม่ต่างอะไรจากเชื้อพระวงศ์—หรือไม่ก็ใกล้เคียงกับการดำรงอยู่ของเทพธิดา
แม้จะมั่นใจในตนเองเสมอมา แต่กุสตาฟกลับอดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งเกรงขามและตื่นตะลึงในตัวเธอ
โรสยังคงสงบนิ่ง ใบหน้าของเธอไร้อารมณ์ใดๆ มองเขาด้วยสายตาเย็นเฉยที่ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจ
แต่ในขณะเดียวกัน ความกดดันลึกลับที่ซ่อนอยู่ในแววตาเฉยชานั้น กลับยิ่งทำให้เขารู้สึกเร้าใจ
กุสตาฟเลียริมฝีปาก ความคิดของเขาโลดแล่นด้วยความเป็นไปได้มากมาย
ถ้าเขาสามารถโจมตีได้ดีสักสองสามครั้ง แล้วใช้เสน่ห์ของตนทำให้เธอหวั่นไหว—นั่นคงทำให้เขากลายเป็นชายที่ถูกอิจฉามากที่สุดในโรงเรียนนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
“ฮะฮะ เป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันอย่างเป็นทางการใช่ไหม คุณหนูโรส?” กุสตาฟเอ่ยออกมา พยายามทำเสียงให้ฟังดูมีเสน่ห์
“ถึงแม้ผู้ประกาศจะพูดแนะนำไปแล้ว แต่ก็ขออนุญาตแนะนำตัวอีกครั้ง ผมชื่อกุสตาฟ วัตซูก รู้สึกยินดีที่ได้อยู่ต่อหน้าผู้หญิงที่งดงามขนาดนี้จริงๆ”
“…..”
“ไหนๆ เราก็ได้ประลองกันเพื่อแสดงสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว ทำไมเราไม่มอบการแสดงที่คู่ควรให้ผู้คนได้ชมกันล่ะ?” กุสตาฟกล่าวต่อ โดยไม่สนใจความเงียบของเธอ
“แต่เพราะว่ามันออกจะไม่ยุติธรรมอยู่หน่อยๆ ที่ฝูงชนได้สนุกกันเต็มที่ ส่วนเราสองคนกลับไม่ได้อะไรเลย ทำไมเราไม่เพิ่มความน่าสนใจให้กับเกมนี้อีกสักนิดล่ะ? ถ้าผมชนะคืนนี้…อนุญาตให้ผมเชิญคุณไปดินเนอร์สักมื้อดีไหม?” กุสตาฟเผยรอยยิ้มมั่นใจ
“อา~ คุณเขินหรือเปล่า? ไม่ต้องกังวลนะ ผมไม่กัดหรอก~” เขาเอ่ยพร้อมส่งสายตาขี้เล่น หวังเจาะทะลุท่าทีเย็นชาของเธอ
แต่ความเงียบของโรสนั้นกลับดังกึกก้องยิ่งกว่าคำพูด สีหน้าของเธอคือหน้ากากแห่งความเฉยเมย การพยายามอวดเสน่ห์ของเขาดูสิ้นหวังในสายตาเธอ และความทะนงตัวของเขาก็น่ารำคาญยิ่งนัก
ความมั่นใจล้นเกินของกุสตาฟปะทุออกมาอย่างชัดเจน ทว่ามันกลับไม่สามารถทำให้โรสมีอารมณ์สะทกสะท้านแม้แต่น้อย
เขาพยายามจะชวนเธอคุยทุกทาง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามีเพียงความเงียบ โรสมองเขาด้วยแววตาเรียบเฉยจนคิ้วของกุสตาฟกระตุกด้วยความหงุดหงิด
‘เด็กคนนี้หูหนวกหรือไงกันนะ?’ เขาเริ่มสงสัย
มันเป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้เลยที่ “กุสตาฟ” คนนี้จะถูกผู้หญิงเมินเฉย โรสบางทีอาจจะงดงาม แต่เขานี่สิ—หล่อกว่ามาก อย่างน้อยในความเชื่อของตัวเอง
การที่เธอเมินเฉยต่อเขา มันก็ไม่ต่างอะไรกับการเมินเฉยต่อเทพธิดาแห่งความงามเองมิใช่หรือ?
เขาไม่อาจแม้แต่จะจินตนาการว่าโรสจงใจทำเป็นไม่สนใจเขา
“ในเมื่อคุณเขินจนตอบไม่ออก งั้นผมขอถือว่าความเงียบของคุณคือคำตอบตกลงก็แล้วกันนะ” เขากล่าวด้วยท่าทางอวดดี พยายามเรียกความมั่นใจคืนมา
“การประลอง…เริ่มได้!” เสียงผู้ประกาศดังขึ้น ประกาศจุดเริ่มต้นการต่อสู้
ทันทีที่ได้ยินเสียงประกาศ ทั้งคู่ก็ยืนประจันหน้า ไม้กายสิทธิ์และคทาในมือชูขึ้นพร้อมร่ายรบ
กุสตาฟรู้อยู่แล้วว่าโรสแข็งแกร่ง แต่ท้ายที่สุด เขาเป็นถึงนักเรียนปีสองและยังครองตำแหน่งสูงสุดของภาคเวทมนตร์ ขณะที่โรสเป็นเพียงนักเรียนปีหนึ่งที่อยู่อันดับสอง ในแง่ของพลังและประสบการณ์ เขาเชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมว่าตนเหนือกว่า นี่คือข้อได้เปรียบชัดเจน
‘ฉันจะทำให้เธอรู้จักคำว่าความเคารพผู้ชายเอง เจ้าหนูอวดดี!’ ความคิดนั้นผลักดันจิตใจเขาเต็มเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีที่ถูกท้าทาย
กุสตาฟโจมตีทันทีด้วยการกระหน่ำเวทมนตร์ราวห่าฝน หวังจะบดขยี้โรสด้วยปริมาณมหาศาล
ลูกไฟ สายฟ้า และคมมีดลม พุ่งเข้าหาเธอไม่ขาดสาย แต่ละคาถาเปี่ยมไปด้วยความชำนาญ เขายิ้มเยาะ คาดหวังว่าเธอจะล้มลงภายใต้แรงกดดัน
ทว่าโรสกลับไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย เพียงสะบัดไม้กายสิทธิ์ เธอก็เรียกม่านแสงประกายระยับขึ้นมาห่อหุ้มตัวเอง ดูดซับและสะท้อนการโจมตีทั้งหมดของเขาอย่างง่ายดาย
ภาพที่เห็นทำให้กุสตาฟตกตะลึงชั่วขณะ แต่เขายังไม่ปล่อยให้ใจสั่นคลอน
ตอนนี้เขายังคงมีความได้เปรียบ—การโจมตีถล่มทลายเช่นนี้จะต้องเผาผลาญมานาของโรสไปมาก และการสร้างกำแพงแสงซับซ้อนเช่นนั้น ย่อมทำให้เธอไม่อาจโจมตีโต้กลับได้ในทันที
ดังนั้น หากต้องการคว้าชัยชนะอย่างรวดเร็วเพื่อประจานหญิงสาวตรงหน้า เขาต้องร่ายเวทที่ทรงพลังยิ่งกว่า เพื่อทำลายปราการของเธอให้แตกพังในคราวเดียว
“โอ้—จิตแห่งสายลม ได้โปรดรับฟังเสียงของข้าและ—”
เขาเริ่มรวบรวมมานา เตรียมจะร่ายเวทมนตร์ขั้นสูง
ทว่าก่อนที่เขาจะกล่าวจบ ประกายแสงวาบจ้าก็แผ่กระจายเข้าตาเขาเสียก่อน
ชั่วขณะนั้น เขาเห็นหอกยักษ์แห่งแสงก่อตัวขึ้นเคียงข้างโรส
“เวทไร้ร่าย!?” เขาตะโกนลั่นด้วยความไม่อยากเชื่อ
เขาไม่มีเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียว
[เวทแสงระดับกลาง:]
[หอกสว่างไสว (Luminous Spear)]
ฟุ่บ!
บึ้มมมมมม!!!!
หอกแสงพุ่งทะยานด้วยความเร็วเหลือเชื่อ เจาะทะลวงการป้องกันของกุสตาฟราวกับเป็นเพียงเศษกระดาษ แรงระเบิดที่ตามมาดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมแสงสว่างเจิดจ้าที่กลืนกินทั้งเวที
ร่างกุสตาฟถูกเหวี่ยงกระเด็น ลอยกลางอากาศก่อนตกกระแทกพื้นดังสนั่น
ผู้ชมต่างพากันอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง พลังและความแม่นยำของเวทโรสนั้นน่าตื่นตะลึงเกินกว่าคำบรรยาย
กุสตาฟนอนแน่นิ่งกับพื้น ร่างกายปวดร้าว พยายามฝืนลุกขึ้นอย่างยากลำบาก
โรสยืนอยู่ตรงนั้นอย่างสงบนิ่ง สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เมื่อสนามทั้งสนามเงียบกริบ ผู้ประกาศจึงเอ่ยเสียงก้องขึ้นอีกครั้ง
“ผู้ชนะ—โรส บริลเลียนซ์!!”