ตอนที่ 100
บทที่ 99 : เทศกาลอันยิ่งใหญ่ 2
ท่ามกลางทุ่งรกร้างอันว่างเปล่า ที่กลางวันถูกเผาด้วยแดดแผดเผา และกลางคืนถูกห่อหุ้มด้วยความหนาวชื้นราวฤดูหนาว ฉันก็พบว่าตัวเองกลับมาติดอยู่ในฝันเดิมอีกครั้ง—ฝันที่ยังคงหลอกหลอนฉันไม่เคยเลือนหาย
‘เหตุการณ์เดิม... ความรู้สึกเดิม...’
ในมือกำแน่นอยู่กับอาวุธโลหะที่คอยปกป้องฉันมาตลอด ร่างกายสั่นระริกทุกครั้งที่มีเสียงระเบิดดังขึ้นใกล้ ๆ
ภาพใบหน้าของเหล่าสหายที่ล้มตายลงอยู่รอบตัวผุดขึ้นมาในความทรงจำ
ฉันตระหนักได้อย่างแจ่มชัด... ว่าฉันไม่เคยลืมอดีตเหล่านั้นเลยแม้เพียงนิด
“เฮ้! มัวทำอะไรอยู่ ลุกขึ้นสิ ไอ้โง่!” เสียงตะคอกดังขึ้น
“แต่... กัปตันโทนี่ เขา—”
“เงียบแล้ววิ่งซะ ไอ้บ้า!” คำสั่งนั้นตัดความลังเลของทุกคนราวกับมีดกรีดกลางอากาศ
เขาผลักชายที่ยืนเหม่ออยู่ราวกับถุงข้าวสารเปล่าให้พ้นทาง แล้วก้าวไปข้างหน้า ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธ ความเสียใจ และการยอมรับในโชคชะตา
ราวกับชายที่กำลังก้าวเข้าสู่ปลายอุโมงค์มืดมิด โดยรู้ตัวดีว่าไม่มีวันกลับมาได้อีก แววตาของเขาแน่วแน่และเด็ดเดี่ยว
“พาโทนี่กลับไป รายงานที่ศูนย์บัญชาการ” เขาสั่งเสียงเข้ม “ฉันจะอยู่ข้างหลังเอง”
เสียงปืนกลดังแผดแหวกอากาศจากด้านนอกทะลุผ่านกำแพงของอาคารที่พังยับเยิน ร่างกายของฉันขยับออกไปก่อนที่สมองจะทันคิด กล้ามเนื้อที่ปวดระบมตึงเกร็งขณะที่อะดรีนาลีนบังคับให้ฉันออกจากสถานที่น่าขยะแขยงแห่งนั้นให้เร็วที่สุด
มันคือความทรงจำอันเลวร้าย—เต็มไปด้วยความเสียใจ ไม่ใช่แค่ของฉัน... แต่ของทุกคนที่อยู่ตรงนั้น ทว่าลึก ๆ แล้ว ฉันรู้ดีว่าในเวลานั้นความผิดก็เป็นของฉันเช่นกัน
‘ถ้าฉันตัดสินใจเหนี่ยวไกตั้งแต่แรก...’
ฉันยังจำความโกลาหลนั้นได้ชัดเจน
กลิ่นดินปืนลอยอวลในอากาศปะปนกับกลิ่นไหม้ของเศษซากที่กำลังเผาไหม้
ความร้อนจากเปลวเพลิงรวมกับเหงื่อเย็นของความหวาดกลัวที่เกาะอยู่บนผิว สร้างความรู้สึกร้อนรุ่มราวกับกำลังไข้
ขาของฉันหนักราวกับต้องก้าวฝ่ากองโคลนหนืด ทุกย่างก้าวคือการต่อสู้กับน้ำหนักของความผิดและภาพน่าสยดสยองที่ตอกตรึงในใจ
ความรู้สึกนั้น... ไม่ต่างจากการพลิกหน้ากระดาษในหนังสือที่เก็บความทรงจำเล่มเดิมเอาไว้เลย
‘ฉันใช้แฟนตาซีกับเกมเพื่อลืมมัน... แต่ทำไมตอนนี้ถึงนึกถึงเรื่องพวกนั้นอีก?’
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ร่างกายของฉันปวดร้าว แต่ในเวลาเดียวกันก็เหมือนล่องลอยอยู่บนสวรรค์ เมฆนุ่ม ๆ และอุ่น ๆ คล้ายปุยฝ้ายโอบรับอยู่ด้านหลังศีรษะ
แต่ฉันไม่ควรจะตกลงมากระแทกพื้นแข็งหลังจากที่เปลวระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ลงใกล้พวกเราเหรอ?
ไม่... ฉันจำได้แล้ว ความเจ็บปวดนี้ไม่ได้เกิดจากแรงระเบิด แต่เกิดจากแสงสีฟ้าสว่างวาบที่พุ่งเข้ามา
และใบหน้าของเด็กสาว... ที่เป็นเจ้าของแสงเหล่านั้น
[ดาบซ่อนเร้น - กระบวนท่าที่ 4]
[จันทรคราส]
อา...
ใช่แล้ว—ซอเป็นคนปล่อยฝนฟาดฟันของดาบใส่ฉันราวกับสายฟ้ากระหน่ำ... ‘ฉันหมดสติไปเหรอ?’
ดูเหมือนความเสียหายที่สะสมมามันมากเกินไปสำหรับความทนทานอันน้อยนิดของฉันจะรับไหว
ความเจ็บปวดนี้... มันชวนให้ฉันนึกถึงชีวิตในกองทัพอีกครั้ง
ฉันหมดสติอยู่บนพื้นงั้นหรือ? ไม่... ความอบอุ่นนี้ ฉันเคยสัมผัสมาก่อน แต่คราวนี้มันนุ่มนิ่มกว่าเดิม และออกจะนุ่มละมุนกว่าเสียอีก ความรู้สึกนี้มัน...
‘ลิยาน่า?’
ฉันค่อย ๆ ลืมตา สายตาพยายามโฟกัสท่ามกลางม่านหมอกแห่งความเจ็บปวด
เพดานสีขาวสะอาดของห้องที่ไม่คุ้นตาปรากฏขึ้นพร้อมกับใบหน้าของซอที่โน้มลงมา แววตาที่ปกติจะเย็นชากลับแฝงด้วยความกังวลเล็กน้อย
“นายฟื้นแล้ว” เธอกล่าว น้ำเสียงยังคงราบเรียบเช่นเคย แต่ฉันจับได้ถึงความโล่งใจบางอย่าง มือของเธอแตะศีรษะฉันอย่างแผ่วเบา ลูบเบา ๆ
“ซอ...?” ฉันพึมพำช้า ๆ พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ต้องขมวดคิ้วเมื่อความเจ็บคมแล่นไปทั่วซี่โครง คราวนี้เพิ่มด้วยความปวดแปลบที่คอ ศีรษะ และแขน—เธอเล่นงานฉันหนักจริง ๆ
“นายหลับไปตั้งแต่เมื่อวาน... ฉันเป็นห่วงมากนะ” เธอกล่าว
เมื่อวาน? นั่นแปลว่าฉันสลบไปเกือบทั้งวันเลยงั้นหรือ? ดูเหมือนฉันจะฝืนร่างกายเกินไปจริง ๆ
ฝ่ามือของเธอยังอุ่นแนบหน้าผาก สัมผัสอ่อนโยนตัดกับบุคลิกปกติของเธอ “นายไม่ควรฝืนตัวเองขนาดนั้น...”
“ขอโทษ...” ฉันทำได้เพียงเอนศีรษะกลับลงบนหมอนนุ่มด้านหลัง แม้จะรู้ว่าควรระวังตัวให้มากกว่านี้ แต่การเผชิญหน้าด้วยตนเองก็เป็นวิธีเดียวที่จะไม่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้ายกว่านี้ในอนาคต
แม้ลูคัสจะไม่เร็วเท่าซอ แต่ก็ไม่ได้ทิ้งห่างมากนัก
เขาไม่เพียงแต่เป็นอัจฉริยะในการควบคุมออร่า แต่ยังเก่งในเชิงดาบด้วย
ฉันรู้ว่าต้องเตรียมตัวเผื่อเหตุการณ์เลวร้าย แต่ก็ต้องยอมรับว่าวิธีนี้ของฉันมันเห็นแก่ตัวไม่น้อย
“นายเอาแต่ขอโทษอยู่เรื่อย...” ซอบ่นพึมพำ แต่เพราะเธออยู่ใกล้ ฉันจึงได้ยินชัดทุกถ้อยคำ
แม้แต่ความหงุดหงิดที่ซ่อนอยู่ก็รับรู้ได้
ความรู้สึกนี้... ฉันเคยสัมผัสมาก่อน แต่ตอนนี้ฉันยิ่งรู้สึกว่าตัวเองเอาเปรียบความใจดีของซอมากเกินไป ตั้งแต่วันแรกที่เราพบกัน ฉันไม่เคยทำอะไรเพื่อตอบแทนเธอเลย มีแต่ขอให้ช่วย หรือทำให้เธอต้องกังวลแทบทุกครั้ง
‘ฉันมันเพื่อนห่วยแตกจริง ๆ’
“ขอโทษนะ”
“นั่นไง... ขอโทษอีกแล้ว”
“...ขอโทษ”
“.....”
เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นคิ้วของซอกระตุกเล็กน้อย—สัญญาณบ่งบอกถึงความหงุดหงิดที่ชัดเจนในแววตาที่ปกติไร้อารมณ์
แต่ไม่นานเธอก็เพียงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะลูบผมฉันต่อ
ว่าแต่... ทำไมเธอถึงอยู่ใกล้ขนาดนี้?
ฉันเหลือบมองไปรอบ ๆ และเพิ่งรู้ตัวว่าเธอนั่งอยู่บนเตียงเดียวกัน... และความนุ่มอุ่นที่อยู่ด้านหลังฉันนั้นไม่ใช่หมอน แต่คือ...
...ตักของเธอ
‘นี่มันอธิบายได้ว่าทำไมถึงนึกถึงลิยาน่า’
เธอเคยทำแบบนี้ตอนเราเป็นเด็ก แต่ตอนนี้เมื่อซอทำ... กลับทำให้ฉันรู้สึกเขินอย่างประหลาด ราวกับเด็กที่ถูกแม่โอบอุ้มอย่างทะนุถนอม
รอบตัวเป็นห้องพักส่วนตัว ไม่ยากที่จะเดาเจ้าของ เตียงใหญ่เกินความจำเป็นเหมือนกับของฉัน
การตกแต่งมีเอกลักษณ์แบบตะวันออก—ชัดเจนว่าเป็นห้องของผู้หญิง... และเป็นผู้หญิงตระกูลร่ำรวยจากฝั่งตะวันออกด้วย
‘นี่คือห้องของซอ’
แต่เธอพาฉันมาที่นี่ทำไม? หรือถูกห้ามโดยสาวใช้ของเธอรึเปล่า? แล้วคนที่เดินผ่านไปมาไม่เห็นหรือไง?
ในสถาบันนี้ หอพักชายและหญิงถูกแยกชัดเจน และ [คิลเลียนฮอลล์] ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น
มีกฎห้ามเพศตรงข้ามเข้าใกล้หรือผ่านบริเวณหอของอีกฝ่ายอย่างเด็ดขาด
หัวฉันเต็มไปด้วยคำถาม และความกังวลก็เริ่มดังลั่นในหัว
“อะ... ซอ...” ฉันเอ่ยอย่างลังเล
“คะ?” เธอตอบ น้ำเสียงราบเรียบ
“นี่... ห้องของเธอเหรอ?”
“ใช่”
“อ... อืม แล้วฉันมาที่นี่ได้ยังไง?”
“ฉันอุ้มนายมาหลังจากนายหมดสติเมื่อวาน” เธอตอบอย่างตรงไปตรงมา
“แล้ว... มีคนเห็นไหม?” ฉันถาม ทั้งที่ไม่อยากได้ยินคำตอบ
“เห็นสิ… ผู้หญิงเพียบเลยที่มองหน้านาย ตอนฉันอุ้มนายผ่านทางไป”
‘ฮะฮะ...’
‘จบสิ้นแล้ว’
ทำไมเธอไม่พาฉันไปห้องพยาบาลแทนตอนที่ฉันหมดสติล่ะ?
ภาพลักษณ์ของฉัน...
“ฮะฮะ... ฮะฮะ...”
“ไรลีย์?”
ด้วยจำนวนข่าวฉาวที่ฉันมีอยู่แล้ว... คงต้องเพิ่มอีกฉายาหนึ่งเข้าไป
….
ในสถาบันนี้ มีอาคารอยู่สามแห่งที่ถือว่าสำคัญที่สุด—หนึ่งในนั้นคือ [คิลเลียนฮอลล์] คฤหาสน์หรูคล้ายปราสาทสำหรับนักเรียน 10 อันดับแรกของแต่ละชั้นปีและแต่ละภาควิชา
ที่นี่... คือที่พำนักของเหล่าอัจฉริยะและสัตว์ประหลาดแห่งสถาบัน ผู้รอคอยจะกางปีกโบยบินออกไปสู่โลกกว้าง
[คิลเลียนฮอลล์] คือสถานที่แห่งเกียรติสูงสุด เปรียบดังรังบ่มเพาะยอดฝีมือที่เปี่ยมด้วยศักยภาพ ให้เตรียมพร้อมสำหรับอนาคตในฐานะผู้นำและผู้สร้างสรรค์สิ่งใหม่
แห่งที่สองคือ [เฮฟเวนลี่ฮอลล์] อาคารใหญ่สูงสามชั้น หนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของสถาบัน
ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลเฮฟเวนโดยตรง ที่นี่ไม่เพียงแต่สง่างาม หากยังเป็นสัญลักษณ์ของศักดิ์ศรีตระกูลขุนนางผู้ให้การอุปถัมภ์
หน้าที่หลักของมันคือเป็นศูนย์บัญชาการของสภานักเรียนของสถาบัน สถานที่ซึ่งดูแลด้านการจัดการและปฏิบัติการทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังอำนาจของสภา
ภายในคือเหล่านักเรียนผู้ทรงอิทธิพลและเปี่ยมความสามารถ ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อรักษาระเบียบและสนับสนุนชีวิตความเป็นอยู่ของนักเรียนทั้งมวล
และที่สุดของความสำคัญ—คือ [โครนอสฮอลล์]
นี่คืออาคารที่สูงที่สุด ใหญ่ที่สุดของสถาบัน และมีเพียงหอนาฬิกาเท่านั้นที่พอจะทัดเทียมได้ในด้านความสูง
[โครนอสฮอลล์] คือผลงานชิ้นเอกทางสถาปัตยกรรม เป็นสัญลักษณ์ของคำมั่นสัญญาที่สถาบันมีต่อความรู้ ความก้าวหน้า และการเดินหน้าอย่างไม่หยุดยั้งของกาลเวลา
ภายในบรรจุทั้งหอสมุดหลัก ห้องปฏิบัติการวิจัยขนาดมหึมา และห้องบรรยายที่ใช้สำหรับการเรียนการสอนขั้นสูงสุด ภายในกำแพงสูงตระหง่านเหล่านี้คือคลังแห่งความลับและภูมิปัญญานับไม่ถ้วน รอคอยผู้ที่ปรารถนาจะไขปริศนาของโลก
นี่คืออาคารแรกที่ถูกสร้างขึ้นในสถาบัน เป็นอนุสรณ์แห่งวิสัยทัศน์ของเหล่าผู้ก่อตั้ง และตั้งชื่อตามมหาอัคราจารย์ผู้เป็นตำนาน ลาวีน โครนอส ผู้จุดประกายยุคทองแห่งเวทมนตร์ เปิดศักราชใหม่แห่งความอัศจรรย์และการค้นพบ
[โครนอสฮอลล์] ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งก่อสร้างงดงาม แต่คือหัวใจแห่งชีวิตทางปัญญาของสถาบัน
มันคือที่พำนักของคณาจารย์ระดับสูง รวมถึงหัวหน้าภาควิชา และอธิการบดีเองก็อยู่ที่นี่
ที่นี่ทำหน้าที่เป็นฐานบัญชาการของเจ้าหน้าที่ทั้งหมด เปิดพื้นที่เพื่อการร่วมมือและการบริหารจัดการ
นอกจากนี้ ยังเป็นหอพักสำหรับนักศึกษาระดับบัณฑิตที่ต้องการเดินบนเส้นทางวิชาการเวทมนตร์อย่างเต็มตัว
เหล่านักศึกษาเหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยความปรารถนาจะขยายพรมแดนแห่งความรู้ และมอง [โครนอสฮอลล์] เป็นประตูสู่การปิดท้ายวิทยานิพนธ์ และการก้าวหน้าในเส้นทางอาชีพ
ชื่อเสียงของที่นี่ในฐานะประตูสู่เส้นทางอาชีพอันทรงเกียรตินั้นคู่ควรกับความจริงอย่างยิ่ง ภายในกำแพงของมัน นักเรียนและนักวิชาการเข้าถึงทรัพยากรที่หาที่เปรียบมิได้ การชี้แนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ และโอกาสมีส่วนร่วมในชุมชนวิชาการเวทมนตร์
บรรยากาศของความร่วมมือนั้นกระตุ้นให้เกิดนวัตกรรม ผลักดันให้ผู้คนกล้าก้าวข้ามขีดจำกัดของสิ่งที่เคยเป็นไปได้
บนชั้นสูงสุดของโถงกว้าง คือห้องส่วนตัวที่ตระหง่านอยู่
ห้องนี้ถูกปิดผนึกด้วยประตูเวทมนตร์บานใหญ่—คือห้องทำงานของอธิการบดี ที่ซึ่งการตัดสินใจซึ่งกำหนดอนาคตของสถาบันถูกลงนาม
เมื่อมือแตะประตู อธิการบดี เลย์ล่า เกรซ ก็ปลดกลไกเวทมนตร์ให้ประตูสลายหายไปทันที
เธอก้าวเข้าสู่ห้อง—เพียงการปรากฏตัวก็เรียกสายตาทุกคู่ให้หันมาทันที
“อ่า... ท่านอธิการ มาพอดีเลย!” เอเมเลีย เกรซ เลขาและหลานสาว กล่าวต้อนรับด้วยรอยยิ้ม รีบเข้ามาช่วยถอดเสื้อคลุมขนนกสีเข้มออกจากบ่า
เลย์ล่าเดินไปนั่งประจำที่ปลายสุดของโต๊ะกลมขนาดใหญ่ สายตากวาดมองหัวหน้าภาคและเจ้าหน้าที่ที่มาถึงก่อนแล้ว—แต่ละคนมีสีหน้ากังวล
“ขอโทษที่ให้รอนะ แต่ฉันติดภารกิจตรวจสอบเรื่องสำคัญ” น้ำเสียงของเลย์ล่าหนักแน่น แต่แฝงแรงกดดัน
“ไม่เป็นไร ท่านอธิการ” คณบดีเกล หัวหน้าภาคอัศวินตอบทันที เขาสัมผัสได้ถึงความเครียดและความขุ่นเคืองที่ฉายชัดบนใบหน้า ทุกคนในที่นั้นต่างก็สังเกตเห็นเช่นกัน
เวทมนตร์เฉพาะตัวของเลย์ล่าปรากฏให้เห็นชัด—เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนเปลี่ยนเป็นดำสนิท และดวงตาสีฟ้ากลายเป็นม่วงเรืองรอง การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นสัญญาณชัดว่าเธอกำลังไม่พอใจ โดยปกติเลย์ล่าคือผู้นำที่ใจดีและมีเสน่ห์ เข้าถึงง่ายและเข้าใจผู้อื่น ทว่าตอนนี้... ปัญหาที่รุมเร้าได้ผลักดันให้ความอดทนของเธอถึงขีดสุด
“เหตุการณ์ล่าสุดทำให้เราทุกคนตึงเครียดอยู่แล้ว” เธอเริ่มด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “และตอนนี้นักเรียนระดับ S สองคนก็หายตัวไป โดยไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไรหรืออย่างไร ฉันเชื่อว่าพวกคุณก็ไม่มีข้อมูลใหม่เช่นกัน ใช่หรือไม่?”
เหล่าหัวหน้าภาคพยักหน้ารับเงียบ ๆ ไม่กล้าทำให้เธอขุ่นเคืองไปกว่านี้
เลย์ล่าดูผิดหวัง แต่ไม่ซักต่อ “ไม่เป็นไร ฉันกำลังสอบสวนอยู่แล้ว ดังนั้นพวกคุณก็จงทำหน้าที่ให้รัดกุมด้วย โดยเฉพาะพวกคุณสองคน” เธอหันสายตาไปยังคณบดีเกลและคณบดีกานะ
“ฉันต้องการให้พวกคุณเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของสถาบันให้เข้มงวดยิ่งขึ้น ข่าวการหายตัวไปของฝาแฝดแพร่ไปแล้ว และภาพลักษณ์ของเรากำลังตกต่ำ”
“ตามรับสั่ง ท่านอธิการ” ทั้งสองคณบดีตอบพร้อมโค้งคำนับเล็กน้อย
พวกเขารู้ดีว่าเลย์ล่าในตอนนี้คงกำลังถูกกดดันและซักไซ้โดยบุคคลระดับสูงจากทั่วทุกมุมโลก
แม้แต่พวกเขาเองก็ไม่อาจจินตนาการได้ว่าการต้องเผชิญหน้ากับจักรพรรดิ พระสันตะปาปา และผู้นำเผ่าจากดินแดนต่าง ๆ มันกดดันเพียงใด
“เราจะทำทุกวิถีทางเพื่อกอบกู้ชื่อเสียงของสถาบัน” คณบดีเกลกล่าวอย่างหนักแน่น “ผมจะระดมกำลังลาดตระเวนเพิ่ม และเสริมความแข็งแกร่งของระบบป้องกัน”
เลย์ล่าพยักรับ ก่อนจะถอนหายใจแรง เวทมนตร์ที่โอบล้อมร่างค่อย ๆ จางไป ผมกลับคืนเป็นสีน้ำตาลอ่อน และดวงตากลับเป็นสีฟ้าใส
“แล้วเรื่องงานเทศกาลยิ่งใหญ่ล่ะ ดำเนินไปอย่างราบรื่นหรือไม่?” เลย์ล่าถาม
“ครับ ประธานโดโรธีกำลังดูแลอย่างละเอียดรอบคอบเช่นเดียวกับปีก่อน” หัวหน้าฝ่ายการเงินรายงาน “จากรายงานที่ส่งมาอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีปัญหาเกิดขึ้น”
เลย์ล่าพยักหน้า ความกดดันในใจคลายลงเล็กน้อย “ติดต่อโดโรธีและช่วยเหลือในการเตรียมงานให้เต็มที่ ตรวจสอบให้มั่นใจว่ามีงบเพียงพอสำหรับปิดงาน”
“รับทราบ ท่านอธิการ” หัวหน้าฝ่ายการเงินตอบทันควัน
แต่ก่อนที่เลย์ล่าจะเปิดหัวข้อถัดไป มือหนึ่งก็ยกขึ้นในโต๊ะกลม
เจ้าของมือคือศาสตราจารย์โรซ่า หัวหน้าภาคกิจการต่างประเทศ
“อะไรหรือ โรซ่า?” เลย์ล่าถาม
“ดิฉันคิดว่าเราอาจจะมีปัญหาเล็กน้อยเกี่ยวกับงานเทศกาล” โรซ่าตอบ
คำพูดนั้นสร้างเสียงซุบซิบทั่วโต๊ะ ทุกคนรอฟังต่อ
“ปัญหาแบบไหน?” เลย์ล่าถามทันที สายตาจับจ้องไปยังอีกฝ่าย
ในฐานะหัวหน้าภาคกิจการต่างประเทศ โรซ่ารับผิดชอบติดต่อ พบปะ และจัดตารางให้แขกต่างชาติผู้ทรงเกียรติที่จะมาร่วมงาน
ถ้ามีสิ่งใดที่อาจกลายเป็นปัญหา เลย์ล่ารู้ว่ามันต้องสำคัญแน่นอน
“แขกท่านใดยกเลิกกำหนดการมางานหรือ?” เธอถามต่อ เพราะแขกที่มาชมการแข่งขันนั้นมีความสำคัญ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ต้องจัดตารางใหม่ให้เหมาะสม
“อ่า... ไม่เชิงค่ะ จะเรียกว่า ‘อัปเกรด’ มากกว่า” โรซ่าเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนพูดต่อ
“อัปเกรด?” เลย์ล่าขมวดคิ้ว ทั้งสงสัยและกังวล
“เป็นฝั่งจักรวรรดิ... พวกเขาแจ้งเราว่า แทนที่จะส่งทูตประจำอย่างคุณเบลล่า ครั้งนี้ท่านดยุกจะเสด็จมาชมงานด้วยพระองค์เอง” โรซ่าเปิดเผย
“ท... ท่านดยุก?” น้ำเสียงของเลย์ล่าแสดงถึงความตกตะลึง
“ใช่ค่ะ พวกเขาบอกว่า ‘ดยุกเฮฟเวนส์’ จะมาเยือนและชมงานเทศกาลด้วยพระองค์เอง” โรซ่ายืนยัน
“ว่าไงนะ?” เสียงตกใจของเลย์ล่าสะท้อนก้องในห้อง ทำให้บรรยากาศเย็นยะเยือกลงทันทีในหมู่ผู้ฟัง
‘ทำไม... ทำไมผู้ชายคนนั้นถึงจะมาที่นี่!!!???’