CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 69

บทที่ 68: ปัญหาช่วงบ่าย

“หืม~ หืม—หืม~ ”

เอลลี่… สาวใช้หลวงผู้ได้รับมอบหมายให้ดูแลเจ้าหญิงสโนว์ ฮัมเพลงด้วยท่าทีร่าเริง พลางเพลิดเพลินกับสายลมสดชื่นที่พัดผ่านผ้าม่านผืนบางยามเช้า เธอตื่นขึ้นมาพร้อมพลังงานที่แผ่วกระจายออกจากรอยยิ้มอันเปี่ยมชีวิตชีวา

ศีรษะของเธอส่ายไปมาตามจังหวะเพลงที่ฮัม ขณะค่อยๆ พับผ้าห่มและผ้านวมบนเตียง การเคลื่อนไหวเรียบลื่นและเปี่ยมด้วยความสง่างามนั้น สะท้อนถึงความพิถีพิถันอันเป็นธรรมชาติของเธอ

หลังจากเก็บกวาดเรียบร้อยแล้ว เอลลี่ก็ตรงไปยังห้องน้ำ เพื่อล้างหน้าเบาๆ ด้วยน้ำเย็นจัด ความเย็นซึมลึกช่วยปลุกประสาทสัมผัสให้ตื่นตัวอย่างสดชื่น ก่อนจะก้าวออกมาสู่ห้องพักสาวใช้เพื่อสวมเครื่องแบบหลวง

ชุดเครื่องแบบนั้นเป็นการผสมผสานระหว่างสีขาวและสีน้ำเงินอ่อน ลวดลายและการตัดเย็บชวนมองทั้งสง่างามและโดดเด่น บ่งบอกถึงฐานะอันทรงเกียรติของเธอในฐานะหนึ่งในสาวใช้หลวงผู้ปรนนิบัติใกล้ชิดราชสำนัก มันมิใช่เพียงเครื่องแต่งกายธรรมดา หากแต่คือสัญลักษณ์แห่งศักดิ์ศรี

“ฮิฮิ~” เธอหัวเราะคิกเบาๆ พลางหมุนตัวหน้ากระจกบานใหญ่ ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับด้วยความพอใจ ยามที่สายตาสำรวจเงาสะท้อนของตนเองในกระจก

ด้วยรอยยิ้มบาง เธอหวีเส้นผมให้เรียบเนียน ก่อนจะมัดมันเป็นหางเปียคู่ เพิ่มความอ่อนเยาว์และเสน่ห์อันสดใสให้กับภาพลักษณ์โดยรวม

“สมบูรณ์แบบ~!” เธอเอ่ยเบาๆ อย่างภาคภูมิใจกับรูปลักษณ์ที่เห็นตรงหน้า

สำหรับเอลลี่ กิจวัตรยามเช้านี้ไม่ต่างจากพิธีกรรมที่ผ่านการฝึกฝนจนชำนาญ ใช้เวลาเพียงห้านาทีเพื่อจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อยและไร้ที่ติ ราวกับเครื่องจักรที่หมุนทำงานอย่างไร้รอยสะดุด งานแต่ละอย่างถูกส่งต่อไปสู่อีกงานอย่างลื่นไหล ทำให้เธอพร้อมเริ่มต้นวันใหม่ภายในเวลาไม่ถึงสิบนาที

เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ เอลลี่ก็รู้สึกถึงความตื่นเต้นในอก วันนี้…เช่นเดียวกับทุกวัน เธอตั้งใจจะรับใช้เจ้าหญิงสโนว์ด้วยหัวใจทั้งหมดของเธอ

ตรวจสอบความเรียบร้อยครั้งสุดท้าย เสมือนยืนยันกับเงาสะท้อนว่าทุกอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว เธอก็พยักหน้าด้วยความพอใจ ก่อนหมุนตัวออกจากห้อง พร้อมล็อกประตูแน่นหนาไว้ด้านหลัง

ด้วยก้าวย่างที่มั่นคงและเปี่ยมจุดมุ่งหมาย เอลลี่มุ่งหน้าไปยังห้องของเจ้าหญิงสโนว์ ตอนนี้ดวงอาทิตย์ลอยสูงอยู่กลางฟ้า—ได้เวลาที่ฝ่าบาทควรจะตื่นแล้ว

เมื่อเข้าใกล้ห้อง ความรู้สึกถึงภาระหน้าที่ก็ถ่วงลงบนบ่าของเธอ เธอเปิดประตูเข้าไปอย่างเงียบงัน และสายตาก็สอดมองไปรอบๆ ด้วยคาดหวังว่าจะได้เห็นเจ้าหญิงตื่นพร้อมรับเช้าวันใหม่

แต่สิ่งที่ปรากฏกลับตรงกันข้าม—ฝ่าบาทยังคงหลับสนิท ร่างบอบบางขดตัวอยู่บนเตียง ใบหน้านั้นสงบงามราวภาพฝัน

ริมฝีปากของเอลลี่คลี่ยิ้มอ่อนหวาน ดวงตาฉายความอ่อนโยนยามทอดมอง เธอรู้ดีว่าตารางเมื่อวานของเจ้าหญิงหนักหนาเพียงใด และหัวใจเธอก็เอ่อท้นด้วยความเห็นใจ

แม้อยากปล่อยให้ฝ่าบาทพักผ่อนต่ออีกสักหน่อย แต่หน้าที่ของเธอก็ต้องมาก่อน

เอลลี่ก้าวข้ามห้องไปอย่างว่องไว มือค่อยๆ ดึงผ้าม่านให้เปิดออก ปล่อยให้แสงแดดยามเช้าส่องอาบใบหน้าที่กำลังหลับใหลนั้น

“อรุณสวัสดิ์เพคะ ฝ่าบาท”

เสียงของเธอนุ่มละมุน เต็มไปด้วยความอบอุ่นและความเคารพ ขณะก้าวเข้ามาใกล้เตียงของผู้เป็นนาย…

“อืม…?”

เสียงกระซิบแผ่วเบาราวลมยามเช้าหลุดจากริมฝีปากของสโนว์ ขณะที่เธอค่อยๆ ลืมตาขึ้น ดวงตายังพร่าเลือนมองเห็นเพียงเงาร่างของเอลลี่อยู่ตรงหน้า

“เอลลี่…?”

“อืม~ สาวใช้หลวงคนเดียวที่น่ารักที่สุดของท่านเพคะ ฝ่าบาท” เอลลี่ตอบพลางยิ้มอย่างขี้เล่น มือเรียวค่อยๆ ดึงผ้าห่มสีขาวที่คลุมเรือนกายบอบบางออก “ได้โปรดตื่นเถิดเพคะ ฝ่าบาท ดวงอาทิตย์ขึ้นแล้ว”

“ขอเวลาอีก…ห้านาทีได้ไหม อย่างน้อยก็เถอะ?” สโนว์พยายามอ้อนวอนด้วยแววตาแบบลูกสุนัข แต่เอลลี่เพียงส่ายหน้าเบาๆ

“ไม่ได้เพคะ ท่านเป็นคนสั่งหม่อมฉันเองมิใช่หรือ ให้ปลุกไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม” น้ำเสียงของเอลลี่แฝงความอ่อนโยนปนดื้อรั้น

“ใจร้าย…”

“นั่นแหละเพคะ เหตุผลที่หม่อมฉันได้รับเกียรติให้ดูแลท่าน ฮิฮิ~” เอลลี่หัวเราะเบาๆ ขณะช่วยประคององค์หญิงให้ลุกขึ้นจากเตียง

เมื่อสโนว์ลุกขึ้นแล้ว เอลลี่ก็จัดการเก็บห้องอย่างพิถีพิถัน ก่อนจะพาเธอไปยังโต๊ะอาหารเช้า ซึ่งมีมื้อร้อนๆ จากฝีมือเชฟชั้นเลิศรออยู่

หลังจากรับประทานเสร็จ เอลลี่ก็นำทางฝ่าบาทเข้าสู่ห้องน้ำ แม้สโนว์จะยังคงงัวเงีย ตอบสนองอย่างคนที่ยังไม่ตื่นเต็มตา

เมื่อสโนว์อาบน้ำเสร็จ ร่างบอบบางก็ถูกแต่งกายในชุดเครื่องแบบของโรงเรียน พร้อมคลุมผ้าคลุมไหล่สีขาวอันเป็นเอกลักษณ์ เอลลี่จัดให้เธอนั่งลงหน้ากระจก หวีเส้นผมสีขาวดุจหิมะอย่างระมัดระวัง และปรับแต่งเมคอัพบางเบาเพื่อขับความงามตามธรรมชาติ

อย่างเช่นทุกครั้ง—เจ้าหญิงของเธอยังคงงดงามไร้ที่ติ ราวกับบุปผาที่เบ่งบานท่ามกลางหิมะฤดูหนาว

แทบไม่เกินเลยนักหากจะกล่าวว่า ฝ่าบาทคือสตรีที่งดงามที่สุดในโรงเรียนตอนนี้

เอลลี่เผยรอยยิ้มพึงพอใจ ภูมิใจในงานของตนที่มอบให้ด้วยความทุ่มเทและเอาใจใส่

“ท่านสมบูรณ์แบบเหมือนเคยเพคะ ฝ่าบาท ฮิฮิฮิ~”

“เอลลี่…”

“เพคะ ฝ่าบาท?”

“เอ่อ…ช่วยแต่งหน้าให้ดูเบาลงหน่อยได้ไหม?”

“เอ๋? แต่ตอนนี้ท่านงดงามมากอยู่แล้วนะเพคะ…”

“อ่า… ไม่ใช่ว่าไม่ชอบนะ ฉันก็ชอบลุคนี้ แต่วันนี้… แค่อยากให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นหน่อย”

เอลลี่เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยสีหน้าฉายความสงสัย ทว่าท้ายที่สุดก็ถอนหายใจเบาๆ และพยักหน้า เคารพความต้องการของเจ้านาย “เช่นนั้น… หม่อมฉันจะปรับให้เพคะ”

ในความจริงแล้ว ไม่ว่าฝ่าบาทจะแต่งหน้าหรือไม่ ความงามของเธอก็ยังเปล่งประกายไม่เปลี่ยน แต่ถึงอย่างนั้น ความคิดสงสัยก็คืบคลานเข้ามา—เพราะการขอเปลี่ยนเช่นนี้เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน

เธอรับใช้ฝ่าบาทมาตั้งแต่ทั้งสองมีอายุเพียงสิบขวบ รู้ซึ้งถึงรสนิยมและความชอบไม่ชอบของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี สโนว์มักจะอ่อนไหวต่อผิวซีดเนียนของตนเอง และนั่นคือเหตุผลที่เอลลี่มักแต่งหน้าให้เน้นผิวอยู่เสมอ

วิธีการแต่งกายและจัดองค์ประกอบทั้งหมดก็ล้วนเป็นสิ่งที่ฝ่าบาทโปรดปรานมาโดยตลอด ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงความคิดเช่นนี้—โดยไร้เหตุผลที่ชัดเจน—ย่อมทำให้เอลลี่อดไม่ได้ที่จะสงสัย

เมื่อก้มมองผลงานของตนอีกครั้ง เธอก็ยังไม่เห็นว่ามีสิ่งใดผิดพลาด แล้วเหตุใด…ฝ่าบาทจึงต้องการเปลี่ยนอย่างกะทันหันกันเล่า?

‘มีปัญหาอะไรหรือเปล่านะ…?’

“เอลลี่… เธอไม่คิดเหรอว่าบางทีการเปลี่ยนทรงผมใหม่ๆ บ้างก็อาจจะดี?” สโนว์เอ่ยขึ้นอย่างลังเล น้ำเสียงของเธอแฝงความไม่มั่นใจอยู่ลึกๆ

เอลลี่ชะงักไปเล็กน้อยกับคำขอที่ไม่คาดคิด “…เพคะ?”

“แล้ว… ผ้าคลุมไหล่นี่ บางทีเราควรจะวางมันไว้ก่อนสำหรับวันนี้ก็ได้?” สโนว์พูดต่อ คราวนี้น้ำเสียงฟังดูเร่งร้อนขึ้นเล็กน้อย

“ขอประทานโทษนะเพคะ?” ความงุนงงของเอลลี่ยิ่งทวีขึ้น—เพราะเป็นที่รู้กันดีว่าเจ้าหญิงสโนว์มีความผูกพันอย่างยิ่งกับผ้าคลุมไหล่อันเป็นเอกลักษณ์ คำแนะนำให้ถอดมันออกจึงดูไม่เหมือนตัวเธอเลยสักนิด

“โอ้ ไม่นะ ไม่ใช่ว่าฉันคิดว่ามันไม่ดีหรืออะไรแบบนั้น” สโนว์รีบชี้แจง แก้มขึ้นสีแดงจางๆ “ฉันแค่ว่า… เราอาจจะเก็บมันไว้ใช้วันหลังก็ได้ แล้วเครื่องแบบ… บางทีเราอาจจะลองแบบตัดพิเศษ…”

ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันนี้ทำให้เอลลี่ตั้งตัวไม่ทัน เธอสังเกตว่าฝ่าบาทกำลังบีบมือเข้าหากันอย่างประหม่า แก้มแดงระเรื่อมากขึ้น

“ค-คือ… เธอก็รู้ใช่ไหม… อะไรที่ทำให้ฉันดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นน่ะ?” เสียงของสโนว์สั่นน้อยๆ ดวงตาหลบสายตาเธอ

เอลลี่ที่ยังเต็มไปด้วยความฉงน ก็อดพึมพำไม่ได้ว่า “แต่ท่านก็สมบูรณ์แบบในแบบที่ท่านเป็นอยู่แล้วนี่เพคะ ฝ่าบาท…”

“ฉ-ฉันรู้หรอกน่า…” สโนว์ตอบเสียงตะกุกตะกัก ความอับอายชัดเจนยามที่หลบตาเธอในกระจก

“ก็แค่ว่า… วันนี้ฉันรู้สึกอยากจะโชว์ผิวมากขึ้นหน่อยน่ะ”

เมื่อเอลลี่ใช้เวลาเพียงชั่วครู่ประมวลผลพฤติกรรมที่ผิดสังเกตนี้ ความจริงก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้นในใจเธอ “อ่า~ หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ” รอยยิ้มรู้ทันแต้มบนริมฝีปากเธอ

สโนว์ก้มหัวลงด้วยความอับอายราวถูกจับได้คาหนังคาเขา แม้เอลลี่เองจะไร้เดียงสาในเรื่องของความรัก แต่เธอก็สังเกตเห็นมานานแล้ว—ตั้งแต่เหตุการณ์ “วันนั้น”—ว่าฝ่าบาทของเธอมีความรู้สึกบางอย่างต่อชายหนุ่มคนหนึ่ง

“ดูเหมือนว่าฝ่าบาทของหม่อมฉันจะได้พบกับฤดูใบไม้ผลิของตัวเองแล้วสินะเพคะ~ อิอิอิ” เธอหัวเราะเบาๆ “ไม่ต้องเป็นกังวลไปเพคะ หม่อมฉันจะทำให้ท่านเป็นคนที่งดงามที่สุดในโรงเรียนในวันนี้!”

เมื่อชั้นเรียนกลับมาเปิดอีกครั้ง หลังการระงับกิจกรรมเป็นเวลาสองสัปดาห์ บรรยากาศในโรงเรียนก็กลับมามีชีวิตชีวามากกว่าที่เคย

นี่เป็นสิ่งที่คาดการณ์ได้อยู่แล้ว—เพราะตลอดเวลานั้น โรงเรียนบังคับให้นักเรียนอยู่แต่ในหอพัก ไม่อนุญาตให้ก้าวออกนอกเขตไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตาม

สำหรับฉันที่รู้ว่าการล็อกดาวน์เกิดขึ้นเพราะต้องสอบสวนเหตุการณ์ลอบสังหารเจ้าหญิงสโนว์ จึงไม่ได้รู้สึกเดือดร้อนอะไรมากนัก

แต่สำหรับนักเรียนทั่วไปที่ไม่รับรู้ถึงเหตุผลเบื้องหลัง มันก็คงดูไม่ต่างจากการถูกกักตัวอย่างไร้เหตุผล

‘พวกเขาน่าจะหาข้ออ้างสักอย่าง ไม่ว่ามันจะฟังดูน่าขันแค่ไหนก็ตาม’ ฉันคิดในใจ

ในมุมมองของโรงเรียน การรักษาภาพลักษณ์ว่าไร้อคติเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง พวกเขาไม่อาจเสี่ยงให้ผู้ใดมองว่าเข้าข้างเจ้าหญิงได้

แต่ถึงอย่างนั้น การไม่พูดอะไรเลยก็ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเลวร้ายลง

ฉันสัมผัสถึงแรงกดดันและความตึงเครียดที่ปกคลุมหอพัก แม้ว่าตัวฉันแทบจะไม่ออกจากห้อง เพราะเอาแต่หมกมุ่นฝึกฝนในห้องฝึกส่วนตัวของตนเองก็ตาม

ทว่า เมื่อย่างก้าวออกสู่โถงทางเดิน พลังงานและความคึกคักจากเหล่านักเรียนที่กลับมาเรียนก็ชัดเจน บทสนทนาปะปนเสียงหัวเราะดังสะท้อนไปทั่วทางเดิน…

มันชัดเจน…ว่าทุกคนกระหายที่จะได้พูดคุยกัน หลังจากต้องถูกกักอยู่ภายในกำแพงหอพักเป็นเวลานาน

ระหว่างที่ฉันก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างเฉยเมย ไม่แม้แต่จะเหลียวตามองการหยอกล้อหรือเรื่องตลกที่เกิดขึ้นรอบตัว สายตาแผ่วเบากลับเล็ดลอดเข้ามาในความรู้สึก—จับจ้องมาที่ฉัน

จากทางซ้าย จากทางขวา จากด้านหน้า และแม้กระทั่งจากข้างหลัง… ราวกับว่ามีนับร้อยคู่ตากำลังเฝ้าติดตามทุกจังหวะการเคลื่อนไหวของฉันด้วยเหตุผลบางอย่างที่ฉันไม่อาจเข้าใจได้

ฉันเหลียวมองรอบๆ อย่างไม่ให้ผิดสังเกตนัก เพื่อหลีกเลี่ยงการกระตุ้นให้ผู้ใดรู้ตัวว่าฉันสังเกตพวกเขา แต่—กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ เลย

นักเรียนรอบข้างยังคงสนทนากันตามปกติ บ้างเดินตรงไปยังห้องเรียน บ้างยืนพิงกรอบหน้าต่างรับลมเย็นที่พัดผ่านเข้ามา เป็นภาพยามเช้าที่ฉันคุ้นตา… ภาพที่ฉันเห็นเป็นประจำทุกครั้งที่มุ่งหน้าไปยังห้องเรียนของตัวเอง

‘เป็นไปได้ไหมว่า… ลียาน่า?’

หัวใจของฉันแทบหยุดเต้นเพียงแค่คิดเช่นนั้น ความกลัวปนความกังวลพุ่งขึ้นมาทันที แต่ทว่าถ้าเป็นลียาน่าจริง—สัญชาตญาณและประสาทสัมผัสของฉันควรจะตื่นตัวตั้งแต่แรกแล้ว

เพราะในฐานะคนที่เคยถูกเธอเฝ้ามองมาตลอด ฉันรู้ซึ้งถึงพลังของ “ดวงตามังกร” คู่นั้นดี… ความรู้สึกเหมือนถูกแทงทะลุถึงวิญญาณ เป็นสิ่งที่ไม่มีวันลืมได้

ดังนั้นฉันจึงส่ายหัวปฏิเสธความคิดนั้นในทันที—ไม่มีทาง… ใช่ไหม?

ฉันเดินต่อไป พยายามสลัดความรู้สึกไม่สบายใจออกจากหัว ขณะที่บรรยากาศคึกคักรอบตัวขัดแย้งกับความปั่นป่วนในใจอย่างสิ้นเชิง เสียงหัวเราะและเสียงพูดคุยร่าเริงแผ่วเป็นเพียงฉากหลัง… แต่ในหัวฉันกลับเต็มไปด้วยเงามืดของความสงสัย

นี่เป็นเพียงจินตนาการของฉัน… หรือมีบางสิ่งที่เลวร้ายกว่ากำลังก่อตัวขึ้น?

หากตัดชื่อของลียาน่าออกไปจากสมการ ก็เหลือเพียงสามคนในโรงเรียนนี้เท่านั้น ที่สามารถเฝ้าติดตามใครบางคนได้โดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย—

[แมวแฟนตาซี เชสเชียร์]

[อาจารย์ใหญ่ของโรงเรียน]

และ [ประธานนักเรียน โดโรธี] พร้อมแฟมิเลียผู้ศักดิ์สิทธิ์ของเธอ—[นางฟ้าแม่มดผู้ยิ่งใหญ่ ออซ]

ทั้งสามล้วนเป็นผู้ทรงพลังที่สามารถโค่นฉันได้อย่างง่ายดาย หากพวกเขาเลือกจะทำเช่นนั้น… แต่เหตุใดกันเล่า ถึงต้องมาจับตามองฉัน?

‘หรือว่าฉันไปก่อเรื่องอะไรโดยไม่รู้ตัวอีกแล้ว?’

ความคิดนี้เริ่มกัดกินใจ แม้เรื่องราวหลักของบทแรกจะปิดฉากลงไปแล้ว ฉันก็ไม่คิดว่าตัวเองทำสิ่งใดที่จะดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้อีก—

การพยายามลอบสังหารเจ้าหญิงสโนว์น่ะหรือ? นั่นเป็นเหตุการณ์ที่ฉันไม่ได้เกี่ยวข้องตั้งแต่แรกอยู่แล้ว… แถมฉันยังเป็น “ผู้กอบกู้” ของเธอเสียด้วย ไม่มีอะไรเกินกว่านั้น

‘หรือว่าพวกเขาสงสัยในความก้าวหน้าที่รวดเร็วของฉัน?’

นั่นก็เป็นไปได้ เพราะไม่ใช่เรื่องปกติที่นักเรียนธรรมดาจะสามารถทำสัญญากับแฟมิเลียระดับ A อย่างไรจิน—หมาป่าแห่งพายุพิฆาต—ได้สำเร็จ การกระทำนั้นเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ใครหลายคนจับตาอยู่แล้ว…

หรือบางที… มันอาจเป็นเพราะความสัมพันธ์ของฉันกับอลิซ—ผู้ซึ่งมีชื่อเสียงโดดเด่นในแบบของเธอเอง…

โรงเรียน…

เมื่อฉันทบทวนรายชื่อผู้ต้องสงสัยทั้งสามคนในหัว ก็อดไม่ได้ที่จะพิจารณาอย่างถี่ถ้วนทีละคน

เชสเชียร์—แม้จะมีนิสัยแปลกประหลาด แต่เขาก็เป็นคนที่เข้าหาเรื่องที่สนใจอย่างเปิดเผยและตรงไปตรงมาเสมอ ถ้าเขาคือคนที่เฝ้ามองฉันจริงๆ ป่านนี้คงโผล่มาให้เห็นตั้งแต่ตอนที่ฉันเริ่มรู้สึกแล้ว อีกอย่าง… ฉันไม่คิดว่าอลิซจะมีเหตุผลใดๆ ที่จะสั่งให้เขามาตามจับตาฉัน

อาจารย์ใหญ่—ถึงแม้บุคลิกของเธอจะลึกลับ แม้กระทั่งในเส้นเรื่องของเกม แต่เธอก็ยึดมั่นในสิทธิของนักเรียน รวมถึงความเป็นส่วนตัว การให้เธอมาสะกดรอยหรือเฝ้าดูฉันจึงไม่น่าจะเกิดขึ้น

สิ่งนี้ทำให้เหลือเพียงคนสุดท้าย—ประธานสภานักเรียน โดโรธี แม้ว่าเราจะไม่มีความสัมพันธ์ใดๆ กัน แต่ในทางเทคนิคแล้ว เธอคือบุคคลที่ฉันควรระวัง เพราะในเนื้อเรื่องดั้งเดิม เธอเป็นหนึ่งใน “มินิบอส” ของบทที่ 2 อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่มีเหตุผลที่จะต้องมาเฝ้าดูฉัน เว้นเสียแต่ว่าฉันจะทำบางอย่างที่สั่นคลอนตำแหน่งของเธอภายในโรงเรียน

“เฮ้อ… โรงเรียนเพิ่งกลับมาสู่สภาพปกติแท้ๆ ตอนนี้ฉันก็ต้องมาจัดการกับเรื่องบ้าๆ นี่อีกแล้ว…” ฉันพึมพำกับตัวเอง รู้สึกถึงน้ำหนักของสถานการณ์ที่กดลงมา

เมื่อเข้าใกล้ประตูห้องเรียน ฉันสูดลมหายใจลึก พยายามปรับจิตใจให้สงบลง ก่อนจะก้าวเข้าไป

สายตาของฉวกวาดผ่านเพื่อนร่วมชั้น มองหาสัญญาณเล็กน้อยของความสงสัยหรือความเป็นศัตรู แต่สิ่งที่เห็นกลับเป็นเพียงใบหน้าที่คุ้นเคย—บางคนยิ้มให้ บางคนทำเพียงมองเฉยๆ—ไม่มีอะไรที่บ่งบอกถึงสิ่งผิดปกติเลย

‘บางทีฉันอาจจะหวาดระแวงเกินไป…’ ฉันพยายามโน้มน้าวตัวเอง แต่ความรู้สึกที่แฝงอยู่ในอกก็ไม่ยอมหายไป ความระมัดระวังในตอนนี้จึงยิ่งจำเป็นกว่าที่เคย

“อรุณสวัสดิ์” เสียงทักเบาๆ ของซอดังขึ้น พร้อมแววความสุขเล็กน้อย แม้สีหน้าของเธอจะยังคงนิ่งเฉยตามปกติ

“อรุณสวัสดิ์ ซอ” ฉันตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะนั่งลงข้างๆ ความตึงเครียดในอกคลายลงเล็กน้อย ความคิดฟุ้งซ่านค่อยๆ ถูกวางไว้ชั่วคราว

เมื่อคิดดูแล้ว… มันก็ผ่านไปหลายวันแล้วตั้งแต่เราเจอกันครั้งสุดท้าย หลังจากฉันออกจากโรงพยาบาล เราก็ยังไม่เคยพบกันอีกเลย

“นายสบายดีแล้วใช่ไหม ไรลีย์?” ซอถามด้วยน้ำเสียงที่แฝงความห่วงใย มือเรียวค่อยๆ แตะแก้มฉันราวกับตรวจดูไข้

ความรู้สึกถึงสายตาของเพื่อนร่วมชั้นที่จับจ้องมา ทำให้ฉันค่อยๆ ปัดมือเธอออก พร้อมหัวเราะเบาๆ

“ฮ่าๆ ใช่แล้ว… รู้ว่ามันอาจจะช้าไปหน่อย แต่ก็ต้องขอบคุณอีกครั้งนะ ที่ดูแลฉันในช่วงเวลานั้น”

แม้จะเคยพูดคำนี้ไปหลายครั้ง แต่ความรู้สึกขอบคุณที่มีต่อเธอก็ไม่เคยลดน้อยลงเลย—เพราะแม้เธอจะบอกว่าทำไปเพราะเป็นสิ่งที่เพื่อนควรทำ แต่สำหรับฉัน… มันมีค่ามากกว่านั้น

ฉันจะไม่รู้สึกซาบซึ้งได้อย่างไร ในเมื่อเธอดูแลฉันอย่างแท้จริงขณะฉันนอนป่วยติดเตียง—แม้แต่ภารกิจเล็กน้อยและน่าเบื่อเพียงใด เธอก็ทำให้โดยไม่ลังเล

พูดตามตรง… ในตอนนั้น ฉันถึงกับคิดว่าถ้าได้แต่งงานกับซอ ก็คงไม่เสียหายอะไร เธอคือภาพลักษณ์สมบูรณ์แบบของ “ภรรยาในอุดมคติ”—ทำความสะอาด, ทำอาหาร, ดูแลฉัน, และแม้แต่ช่วยในระหว่างการฝึกฝนหรือออกกำลังกายที่ถูกจำกัดด้วยซ้ำ

ถ้าในอนาคตมีสิ่งใดเบ่งบานระหว่างเราสองคน… ฉันก็คงไม่ลังเลที่จะยอมรับมัน

‘ซอ… มีตำแหน่งพิเศษในหัวใจของฉันอยู่แล้ว’

“ฉันบอกแล้ว ไรลีย์… ว่านายไม่จำเป็นต้องขอบคุณ มันคือสิ่งที่เพื่อนควรทำ ดังนั้นไม่เป็นไร” ซอกล่าว

แม้จะพยายามทำเหมือนไม่ต้องการคำขอบคุณ แต่แววตาของเธอกลับซ่อนความสุขเล็กน้อยเอาไว้ ฉันซ่อนรอยยิ้มกว้างที่กำลังจะเผยออกมา ก่อนค่อยๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะเธอ

“ไรลีย์?” เธอมองฉันด้วยดวงตาที่แฝงความงุนงงเล็กน้อย แววตานั้นค่อยๆ หรี่ลงทุกครั้งที่ฝ่ามือของฉันขยับ ลักษณะนั้นทำให้เธอดูคล้ายแมวเสียยิ่งกว่ามนุษย์—และนั่นก็ยิ่งทำให้ฉันอยากทำต่อไป

‘ถ้าเธอไม่ยอมรับคำขอบคุณทั้งหมดของฉัน… งั้นก็ให้รางวัลเธอแทนก็แล้วกัน’

ในเกม มีเพียงไม่กี่การกระทำที่จะเพิ่มค่าความรักของซอได้มาก—และหนึ่งในนั้นก็คือ “การลูบหัว” มันเป็นหนึ่งในจุดอ่อนสำคัญของเธอ และยังเป็นเสน่ห์ประจำตัวละคร แม้จะฟังดูไร้สาระแค่ไหนก็ตาม

เปลือกตาของซอค่อยๆ ปิดลง รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก พร้อมโน้มตัวเข้าหาสัมผัสนั้น ความตึงเครียดที่เธอแบกไว้เหมือนจะค่อยๆ ละลายหายไป เหลือไว้เพียงความสงบอันอ่อนโยน

“อืม~” เสียงพึมพำแผ่วเบาหลุดออกมาจากริมฝีปาก คล้ายเสียงครางของแมวที่พึงพอใจ เสียงนั้นยิ่งทำให้ฉันอยากลูบหัวเธอต่อไป…

แต่—เช่นเดียวกับทุกช่วงเวลาที่งดงาม—มันมักถูกทำลายด้วยสิ่งที่ไม่น่ายินดีเสมอ

“นายกำลังทำอะไรนะ?”

เสียงที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ฉันชะงัก เมื่อหันไปข้างๆ รอยยิ้มบนใบหน้าก็เลือนหายไปทันที

“ลูคัส…” ฉันเอ่ยชื่อเขาออกมาอย่างแผ่วเบา จ้องเข้าไปในดวงตาสีทองนั้น

ฉันรู้ดีว่าตัวเอกคนนี้มีนิสัยทึ่มเหมือนก้อนอิฐ แต่เขามองไม่ออกเลยหรือไง ว่าฉันกำลังมีช่วงเวลาน่ารักๆ กับซออยู่? แล้วทำไมเขาถึงต้องมาขัดจังหวะด้วยการโผล่มาแบบนี้… แถมยังมีสีหน้าเหมือนกำลังหงุดหงิดอีก?

“ล-ลูคัส! ฉันบอกแล้วว่าอย่าไปกวนไรลีย์” ยานิก้า เพื่อนสมัยเด็กของเขารีบพูดเสียงประหม่า พร้อมโค้งขอโทษและพยายามลากเขาออกไป “ฉันขอโทษด้วยนะ ไรลีย์… ลูคัสแค่อารมณ์ร้อนไปหน่อยช่วงนี้”

“ยานิก้า! ฉันบอกแล้วไงว่าฉันไม่ได้อารมณ์ร้อน!”

“ใช่สิ นายเป็น!” เธอโต้กลับทันควัน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหงุดหงิด

ความรำคาญของลูคัสแผ่ออกมาอย่างเห็นได้ชัด แต่เหตุผลที่เขามาขัดจังหวะ… ฉันกลับไม่เข้าใจเลยสักนิด

เขามีปัญหากับการที่ฉันอยู่ใกล้ซอหรือไง? ถ้าใช่… มันก็น่ารำคาญอยู่ไม่น้อย

ฉันบังคับตัวเองให้คงท่าทีสงบ “นายต้องการอะไร?” น้ำเสียงราบเรียบมั่นคง ขณะที่มือหยุดลูบศีรษะของซอ—ซึ่งทันทีที่สัมผัสนั้นหายไป แววตาเธอก็หม่นลงเล็กน้อย ทำให้ฉันถอนหายใจในใจ

จากนิสัยของผู้ชายคนนี้… เขามาที่นี่เพราะอยากท้าทายฉันอีกรอบงั้นหรือ? หรือเขายังหงุดหงิดที่ฉันไม่ได้ขอบคุณของขวัญที่เขาให้ครั้งก่อน? หรือบางที… แค่รำคาญที่เห็นฉันคุยกับซอ?

ถ้าเป็นเพียงเท่านั้น เขาก็ไม่จำเป็นต้องยืนอยู่ตรงหน้าฉันหรอก… ฉันเริ่มรู้สึกเหนื่อยกับบทสนทนานี้ และกำลังจะปัดเขาออกไปอยู่แล้ว—ทว่า การจ้องมองของเขากลับเข้มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

มือของเขาเลื่อนไปจับฝักดาบ—ทำให้สัญชาตญาณของฉันตื่นตัวในทันที แม้แต่ซอ ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ใส่ใจเขาเท่าไร ก็ยังปรายตามองด้วยแววอันตราย

“ไรลีย์… ฉันได้เรียนรู้หลายอย่างระหว่างการสอบคู่ และนายพูดถูก… ฉันมันอ่อนแอ”

‘ชายคนนี้… จะพล่ามอะไรอีกล่ะเนี่ย?’

“เมื่อฉันต้องเผชิญหน้ากับปีศาจที่แข็งแกร่งอย่างแท้จริง… ฉันรู้สึกสิ้นหวังอย่างมาก และคำพูดที่นายพูดในวันนั้น… มันก้องอยู่ในหัวฉันไม่หยุด นั่นจึงเป็นเหตุผลที่…” เขาก้มหัวลงต่ำตรงหน้าฉัน “ขอบคุณ ที่ทำให้ฉันตระหนักถึงความผิดพลาดของตัวเอง”

…ห๊ะ?

หมอนี่เพิ่งพูดอะไรออกมานะ? ทั้งหมดที่ฉันทำวันนั้น… ก็แค่พูดเรื่องไร้สาระไปตามสถานการณ์ ไม่ได้ตั้งใจให้มันลึกซึ้งอะไรขนาดนั้นเลยสักนิด

“เป็นเช่นนั้นเหรอ?” ฉันตอบเสียงเรียบ พยายามไม่ให้สีหน้าแสดงความงงงวย ทั้งที่ภายในหัวความคิดกำลังวิ่งวุ่น

ลูคัสเงยหน้าขึ้น สีหน้าจริงจัง “ใช่แล้ว… คำพูดของนายทำให้ฉันได้ทบทวนการกระทำของตัวเอง และแนวทางที่จะทำให้ฉันแข็งแกร่งขึ้น ฉันเข้าใจแล้วว่าความแข็งแกร่งไม่ได้หมายถึงแค่พลัง แต่คือความเข้าใจและการเติบโต… ฉันเป็นหนี้บุญคุณนาย ที่ทำให้ฉันตระหนักถึงสิ่งนั้น”

“ฉันเข้าใจ… งั้นก็ดีแล้วที่มันมีประโยชน์กับนายน่ะ” ฉันตอบพลางพยายามคิดว่าจะจัดการกับสถานการณ์ประหลาดนี้ยังไงดี

เขายืดตัวตรงอีกครั้ง ก่อนจะเหลือบมองซอที่อยู่ข้างฉัน—แล้วหันกลับมามองฉัน ปากขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดลง พร้อมถอนหายใจหนักๆ

จริงๆ นะ… หมอนี่มันเป็นอะไรของเขากัน? เขาไม่ได้มีบุคลิกแบบนี้ตอนที่ฉันยังเป็นคนเล่นเขาในเกมนี่นา หรือว่านี่คือ “ตัวตนจริง” ของเขา… ที่ไม่ได้ถูกควบคุมด้วยการกดปุ่มและตัวเลือกของผู้เล่น?

แม้ว่าเขายังคงโครงร่างและท่าทางของตัวเอกเหมือนเดิม แต่ก็ยังรู้สึกแปลก ที่เห็นเขาแสดงออกต่างไปจากที่เคยรู้จัก

และที่สำคัญ… ทำไมเขาดูว้าวุ่นใจมานานขนาดนี้กัน?

“ไรลีย์… บ่ายนี้ นายมีเวลา—”

“ไม่” ฉันตอบทันควัน ตัดบททันทีที่รู้ว่าเขากำลังจะพูดอะไร

เขาอึ้งไปเล็กน้อยที่ฉันไม่ยอมให้พูดจบ… แต่ขอโทษนะ—ฉันไม่มีเวลามานั่งฟังเรื่องไร้สาระอีกแล้ว

กรุณากลับไปทำหน้าที่ตัวเอกของคุณ… แล้วไปบังเอิญพบกับหนึ่งในนางเอกของคุณเถอะ

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์