ตอนที่ 4
ไล่ล่า
หวังหย่งขมวดคิ้วแน่น สายตาเขากวาดผ่านร่างนางไป แล้วเปลี่ยนไปสนใจพวกขอทานน้อยที่หมอบอยู่ตามมุมถนนแทน
เขากำลังลังเลอยู่ในใจว่า เรื่องนี้ตกลงจะทำหรือไม่ทำดี?
หากทำ ก็อาจเกิดปัญหาแทรกซ้อน ตระกูลพานหาตัวบุตรสาวไม่พบ ส่วนใหญ่น่าจะเป็นไปตามที่เขียนไว้ในจดหมายว่าบุตรสาวของพานหงเสียชีวิตไปตั้งแต่ต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้ว
พานหงและบุตรชายทั้งสองถูกเนรเทศไปแล้ว หากตอนนี้หาบุตรสาวมาสวมรอยให้เขาได้ ก็คงจะดึงเอาตระกูลของพานเทาที่ซ่อนตัว 'นาง' ไว้มาพัวพันด้วย ไม่รู้ว่าจะสามารถเพิ่มโทษให้พานหงจนเปลี่ยนเป็นโทษประหารได้หรือไม่ หากประหารพานหงได้ พี่ใหญ่กับท่านอาต้องสะใจกว่านี้แน่
เพียงแต่ความเสี่ยงจะเพิ่มมากขึ้น
หากไม่ทำ เขาที่วุ่นวายมาขนาดนี้กลับไม่ได้อะไรเลย ช่างไม่ยินยอมพร้อมใจเอาเสียเลย
จะเป็นการมองผิดไปได้อย่างไร สายลับที่เขาส่งไปเห็นเด็กหญิงที่มีอายุตรงกันอยู่ในตระกูลพานอย่างชัดเจน
เมื่อนึกถึงรูปวาดที่สายลับส่งมา สายตาของหวังหย่งก็อดไม่ได้ที่จะมองตามไปข้างหน้า แต่กลับพบว่าบนถนนที่พ้นสายตาไปนั้นไม่มีเงาร่างของเด็กหญิงคนนั้นแล้ว ส่วนชายที่นางเรียกว่า 'ท่านพ่อ' เมื่อครู่ เพิ่งจะถือเหล้าออกมาจากร้านเหล้า เดินกอดคอกับชายอีกคนมุ่งหน้าไปข้างหน้า
ผู้ชายที่ไหนจะพาลูกสาวออกมาดื่มเหล้าด้วย?
หวังหย่งได้สติกลับมาทันควัน ความคิดในใจหมุนวนไปมานับพันตลบ ก่อนจะรีบควบม้าตามไปทันที
หลิวจิ้งที่ตามหลังมาหนึ่งก้าวเพิ่งจะก้มลงมองนกกระดาษในมือ เมื่อเห็นอีกฝ่ายควบม้าไปอย่างรวดเร็วด้วยท่าทางเร่งรีบ แววตาเขาก็ไหววูบเล็กน้อย หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาก็ตัดสินใจติดตามไปอยู่ห่างๆ
เขาไม่สามารถแย่งผลงานจากมือของหวังหย่งได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าอีกฝ่ายแอบทำอะไรลับหลัง บางทีในอนาคตอาจจะมีประโยชน์ก็ได้?
พานจวินแทรกตัวผ่านฝูงชน เจอหัวมุมก็เลี้ยว เจอตรอกก็เข้า เพียงเพื่อต้องการสลัดหวังหย่งที่ตามมาข้างหลังให้หลุด นางหันกลับไปมองเป็นพักๆ จนไม่เห็นหวังหย่งแล้ว แต่สัญชาตญาณกลับยังคงส่งสัญญาณ 'อันตราย' มาให้ตลอด เห็นได้ชัดว่านางยังไม่พ้นขีดอันตราย
[เจ้ายังรออะไรอยู่ ช่วยข้าสิ!]
กระจกวิญญาณที่เพิ่งแบ่งปราณวิญญาณออกมาส่วนหนึ่งแม้จะบ่นอุบ แต่ก็ยังส่งจิตสัมผัสวิญญาณออกมาจากข่ายที่นางเปิดไว้
นี่เป็นครั้งแรกที่มันได้ใช้จิตสัมผัสวิญญาณของตนเองสังเกตโลกใบนี้อย่างเปิดเผยนับตั้งแต่มาถึงที่นี่ เมื่อก่อนเพื่อไม่ให้พานจวินรู้ตัว มันจึงได้แต่มองโลกผ่านดวงตาของนางมาโดยตลอด
นี่เป็นโลกที่คุ้นเคยมาก ในช่วงเวลาหลายพันปีที่มันดำรงอยู่ โลกส่วนใหญ่ก็มีหน้าตาเป็นเช่นนี้
มันมองเห็นหวังหย่งที่ไล่ตามมาติดๆ อย่างรวดเร็ว และยังเห็นพวกเจ้าหน้าที่ทางการที่โอบล้อมเข้ามาจากทุกทิศทาง ในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงยังตามตื้อนางไม่เลิก ทั้งที่มองไม่เห็นพานจวินแล้ว
[ไปข้างหน้า ผ่านไปอีกสองตรอกแล้วเลี้ยวขวา วิ่งไปให้สุดทาง ตรงนั้นมีป่าละเมาะอยู่แห่งหนึ่ง ยังไม่มีคน]
พานจวินวิ่งไปตามคำสั่งของมัน
จิตสัมผัสวิญญาณของกระจกวิญญาณอดไม่ได้ที่จะลอบสังเกตผู้คนรอบข้าง พานจวินดูเหมือนจะรู้ว่ามันกำลังคิดอะไรอยู่ ขณะที่วิ่งไป นางยังคุยกับมันในใจว่า [คิดจะหนีจากข้าไปหาคนอื่นงั้นหรือ?]
กระจกวิญญาณ: ตกลงว่าใครอยู่ในหัวใครกันแน่เนี่ย?
พานจวิน: [เจ้าคิดว่าเจ้าจะหนีพ้นหรือ? ขอเพียงเจ้ากล้าหนี ข้าก็กล้าพาเจ้าตายตกไปตามกัน]
พานจวินกล่าวอย่างเด็ดขาด เพราะเคยมีตัวอย่างที่นางสร้างข่ายขังมันไว้ก่อนหน้านี้ กระจกวิญญาณจึงไม่กล้าขยับเขยื้อน
แม้ว่าในชาติก่อนมันจะถูกพวกเขาทำการวิจัย แต่นักวิจัยสาวผู้นี้แสดงออกเพียงทักษะทางวิชาชีพเท่านั้น มันหาได้รู้จักตัวตนของนางไม่
ส่วนในชาตินี้ แม้ว่ามันจะติดตามนางมาตั้งแต่เกิด แต่นางกลับมีชีวิตที่เรียบง่าย ไม่ออกไปไหนมาไหน พ่อและพี่ชายต่างก็รักถนอมนาง ชีวิตในแต่ละวันถ้าไม่ใช่การอ่านเขียนเรียนหนังสือหรือกินยา ก็คือการบำเพ็ญเพียร อารมณ์ความรู้สึกราบเรียบเป็นเส้นตรงมาโดยตลอด
จะมีที่แปรปรวนหนักๆ ก็เพียงสองครั้ง ครั้งแรกคือเมื่อสองเดือนก่อนที่พานหงบิดาคนปัจจุบันของนางถูกจับ จนคนในบ้านถูกเนรเทศไปด้วย ส่วนอีกครั้งก็คือเมื่อครู่นี้ ที่เกือบจะทำให้คนทั้งตระกูลพานต้องพลอยเดือดร้อน
แม้แต่เมื่อปีก่อนที่นางล้มป่วยปางตาย อารมณ์ความรู้สึกก็ไม่ได้แปรปรวนเท่าใดนัก จนทำให้กระจกวิญญาณเริ่มไม่แน่ใจว่านางเป็นคนเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนี้จริงหรือไม่
แต่ไม่ว่านางจะเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่ อย่างไรเสียกระจกวิญญาณก็ไม่ใช่คนแบบนั้น
มันดำรงอยู่มานานแสนนาน ย่อมไม่อยากมาจบสิ้นเพราะคนเลือดร้อนเพียงคนเดียว
ความคิดนั้นเพิ่งแวบผ่านไป พานจวินก็ผ่อนน้ำเสียงลงแล้วถามมันในหัวอย่างเชื่องช้าว่า [อีกอย่าง เจ้าจะหาอัจฉริยะในการบำเพ็ญเพียรที่เก่งกาจไปกว่าข้าในโลกใบนี้ได้อีกหรือ?]
มีความคิดที่จะบำเพ็ญเพียรตั้งแต่เกิด สามารถหลอมรวมปราณกำเนิดได้ ทั้งยังเป็นยอดอัจฉริยะในหมู่คนอัจฉริยะในช่วงการฟื้นคืนของพลังปราณในชาติก่อน แถมยังมีความรู้ด้านการบำเพ็ญเพียรที่กว้างขวางยิ่งนัก ใครเล่าจะเทียบเทียมนางได้?
กระจกวิญญาณเงียบลงและตอบนางด้วยการกระทำ [หวังหย่งอยู่ห่างจากเจ้าไปอีกสองตรอก แต่เขายังไม่แน่ใจร่องรอยของเจ้า จึงสั่งให้คนแยกย้ายกันตามหา ตอนนี้เขาอยู่ใกล้เจ้าที่สุด]
มันกล่าวต่อว่า [ด้านหน้าป่าละเมาะเป็นวัด ทางซ้ายและขวาไม่ไกลนักเป็นทุ่งนา ไกลออกไปอีกหน่อยเป็นกลุ่มบ้านเรือน หากไกลกว่านั้นข้าก็มองไม่เห็นแล้ว]
พานจวินพอใจมาก นางวิ่งเข้าไปในป่า ซึ่งเป็นป่าต้นเหมย ยามนี้บนกิ่งก้านเต็มไปด้วยใบไม้สีเขียวขจี และยังมีผลเหมยขนาดเท่าหัวแม่มือแทรกตัวอยู่ตามใบเหล่านั้น
พานจวินกวาดสายตามองไปรอบๆ พลางเดินลึกเข้าไปในป่า นางหยิบก้อนหินสองสามก้อนขึ้นมาจากพื้นแล้วสะบัดมือขว้างออกไป...
กระจกวิญญาณมองไปยังจุดที่ก้อนหินเหล่านั้นตก [ตอนนี้เจ้ามีปราณวิญญาณเพียงพอที่จะวางค่ายกลเชียวหรือ?]
พานจวินนั่งขัดสมาธิลงหลังต้นไม้ต้นหนึ่ง กลิ่นอายพลันเปลี่ยนไปประหนึ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับต้นเหมยด้านหลัง นางปรับลมปราณเพื่อฝึกฝน [เจ้าคอยเฝ้าไว้ ข้าต้องฟื้นฟูเรี่ยวแรงและปราณวิญญาณเสียหน่อย]
กระจกวิญญาณรับคำ เมื่อเห็นหวังหย่งขยับเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ มันก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะยอมปล่อยปราณวิญญาณออกมาส่วนหนึ่ง
ทันทีที่ปราณวิญญาณปรากฏขึ้นในเส้นชีพจร พานจวินก็รู้สึกได้ในทันที นางประหลาดใจเล็กน้อยแต่การเคลื่อนไหวกลับไม่ช้าเลย นางรีบชักนำและเริ่มโคจรปราณวิญญาณนั้นทันที...
นอกจากปราณวิญญาณในร่างกายแล้ว ยังมีพลังที่ดูดซับมาจากภายนอกและพลังงานในกาย ซึ่งถูกนางหลอมรวมเข้าด้วยกันจนกลายเป็นลมปราณ หลังจากโคจรลมปราณจนครบหนึ่งรอบแล้วจึงถูกเก็บรวบรวมไว้ที่ตันเถียน...
เมื่อหลอมรวมลมปราณเหล่านี้จนกลายเป็นของตนเองแล้ว นางก็ลืมตาขึ้นแล้วซัดลมปราณเข้าใส่จุดค่ายกลแต่ละจุด...
ไอน้ำในป่าเริ่มหนาแน่นขึ้นจนกลายเป็นหมอกจางๆ และหวังหย่งที่คอยตามหาอยู่ตลอดก็ตามมาถึงที่นี่จนได้
นังเด็กคนนั้นต้องมีปัญหาแน่!
หวังหย่งมีข้อสันนิษฐานอยู่ในใจแล้ว สายลับของเขาคงไม่ได้ดูผิด ตระกูลพานแอบซุกซ่อนบุตรสาวของพานหงไว้ แม้จะไม่รู้ว่าตระกูลพานไปได้ข่าวมาจากที่ใดถึงได้เตรียมการป้องกันไว้ล่วงหน้าเช่นนี้
เมื่อคิดว่าตนเองกำลังจะได้สร้างความดีความชอบ และอาจจะกระชากหน้ากากคนในองครักษ์เสื้อแพรที่ไม่ภักดีต่อท่านอาออกมาได้ เขาก็ตัวสั่นสะท้านด้วยความตื่นเต้นอย่างยิ่ง
เขากับหวังเจิ้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือด ฐานะจึงห่างชั้นกับหวังซานที่เป็นหลานแท้ๆ อยู่มาก แต่เขาทำงานเก่งนี่นา ส่วนหวังซานที่เป็นพวกสอพลอไร้ความสามารถคนนั้นจะทำอะไรได้?
หากหวังเจิ้นสามารถมองเห็นความสามารถของเขาได้ล่ะก็...
ดวงตาของหวังหย่งทอประกาย เขาไล่ตามมาถึงหน้าป่าละเมาะแห่งหนึ่ง พลางก้มลงมองรอยเท้าจางๆ บนพื้น ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเงาไม้ที่ทอดตัวสลับซับซ้อน แล้วอดไม่ได้ที่จะผลิยิ้มออกมา คิดหรือว่าหลบอยู่ที่นี่แล้วจะพ้นหูพ้นตาเขาไปได้?
มือของเขากดลงบนด้ามดาบ พลางก้าวเท้าเข้าไปในป่าอย่างช้าๆ...
เขาไม่ทันสังเกตเลยว่า ยิ่งเดินลึกเข้าไปเท่าไร หมอกก็ยิ่งหนาตาขึ้นเท่านั้น จนสุดท้ายเงาร่างของเขาก็เริ่มพร่าเลือน
พานจวินลุกขึ้นยืนอย่างไร้สุ้มเสียง มือขวากำก้อนหินไว้ก้อนหนึ่ง แบมือซ้ายออกพลางเรียกกระจกวิญญาณในห้วงความคิด [ส่งกรรไกรให้ข้า]
นั่นคือกรรไกรที่นางใช้สำหรับเย็บปักถักร้อย
กระจกวิญญาณไม่ได้ถามเหตุผล กรรไกรเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของพานจวินทันที