วิถีดาบแหวกแนวแห่งต้าหมิง

ตอนที่ 3

ถูกพบตัว

พานจวิน: “ในเมื่อเจ้าช่วยข้าไม่ได้ เช่นนั้นตั้งแต่นี้ไปก็อย่าหวังว่าจะได้ปราณวิญญาณจากตัวข้าไปแม้แต่นิดเดียว ข้าจะบำเพ็ญเพียร ด้วยพลังของข้าเอง ข้าก็สามารถช่วยคนได้”

กระจกวิญญาณฉงนใจยิ่งนัก “เจ้าเกิดใหม่พร้อมความทรงจำเดิม เหตุใดจึงยังเห็นพวกเขาเป็นครอบครัวอีก? หรือเจ้าไม่อยากกลับไปหาครอบครัวในชาติก่อน? ข้าสามารถส่งเจ้ากลับไปหาพวกเขาได้นะ”

พานจวิน: “แปดปีนะ ต่อให้เลี้ยงสุนัขสักตัวก็ย่อมต้องมีความผูกพัน แล้วนี่เป็นคนล่ะ? ข้าที่เป็นเพียงทารกขี้โรค แถมยังถูกเจ้าแย่งชิงปราณวิญญาณไปจนเติบโตมาได้ขนาดนี้ พวกเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปเท่าไหร่? ต่อให้ไม่นับเรื่องความผูกพัน แค่เพื่อทดแทนบุญคุณที่เลี้ยงดูมา ข้าก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้”

ยิ่งไปกว่านั้น ในชาติก่อนนางไม่มีครอบครัวเหลืออยู่แล้ว สิ่งเดียวที่ต้องตอบแทนก็คือประเทศชาติ

กระจกวิญญาณ: “หากเจ้าต้องการทดแทนบุญคุณพวกเขา เช่นนั้นก็ควรทดแทนบุญคุณข้าก่อน ตอนที่ห้องทดลองระเบิด เป็นข้าที่โอบอุ้มวิญญาณของเจ้าหลบหนีออกมา หากไม่ใช่เพราะข้า เจ้าคงวิญญาณแตกสลายไปเหมือนคนอื่นๆ แล้ว”

พานจวินแค่นเสียงเย็น “หากข้าไม่คำนึงถึงบุญคุณนี้ เจ้าคิดว่าเจ้าจะอยู่ในหนีหวันกงของข้ามาได้ถึงแปดปีหรือ? แล้วก็อย่าพูดให้ตัวเองดูสูงส่งนักเลย ที่เจ้าโอบอุ้มวิญญาณข้าหนีออกมา ก็เพียงเพราะเจ้าจำเป็นต้องมีร่างสถิต และตอนนั้นข้าก็อยู่ใกล้เจ้าที่สุด ดังนั้นเจ้าช่วยข้า ข้าก็ช่วยเจ้า พวกเราหายกันไปนานแล้ว หากจะคิดบัญชีจริงๆ แปดปีที่ผ่านมานี้คือเจ้าที่ติดค้างข้า”

กระจกวิญญาณเงียบไป แต่มันกลับกะพริบแสงวูบวาบ ก่อนจะพุ่งพรวดพยายามจะออกจากหนีหวันกงของนาง ทว่าพอพุ่งออกไปกลับถูกตาข่ายผืนหนึ่งดักเอาไว้ จากนั้นก็มีเส้นสายปรากฏขึ้นกลางอากาศ มัดร่างมันไว้แน่นหนาในพริบตา

กระจกวิญญาณตกใจสุดขีด “ต้องเริ่มจากหลอมแก่นปราณ แล้วค่อยหลอมปราณจิต ทำไมเจ้าถึงสามารถหลอมจิตได้ก่อนล่ะ?”

พานจวินที่อยู่ในหนีหวันกงแยกเขี้ยวส่งยิ้มให้มัน “เจ้าลองทายดูสิ?”

สถานการณ์รุกรับพลันเปลี่ยนไป บัดนี้พานจวินกลายเป็นฝ่ายกุมอำนาจเหนือกว่าแล้ว

กระจกวิญญาณรู้จักผ่อนปรนตามสถานการณ์ จึงเปลี่ยนคำพูดว่า “ในเมื่อเจ้าเป็นหนึ่งในนักวิจัย เจ้าก็ควรจะรู้ว่าข้าถูกผนึกไว้ ความสามารถหลายอย่างจึงไม่อาจใช้ได้ เจ้ารอให้ข้าคลายผนึกก่อน แล้วข้าจะช่วยเจ้า...”

“นานเกินไป ชาติก่อนประเทศชาติทุ่มเททรัพยากรให้เจ้าตั้งมากมาย ผ่านไปสิบปีเจ้าเพิ่งจะคลายผนึกได้เพียงนิดเดียว แถมยังทำได้แค่บันทึกข้อมูล ใครจะไปรู้ว่าต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าเจ้าจะคลายผนึกได้ทั้งหมด?” พานจวินไม่เชื่อว่ามันจะไร้หนทางโดยสิ้นเชิง “เจ้าเอาปราณวิญญาณที่แย่งชิงไปจากข้าตลอดหลายปีนี้คืนมาให้ข้าครึ่งหนึ่งก่อน เพื่อให้ข้าเพิ่มระดับตบะ แล้วข้าจะได้ไปหาคนมาช่วยครอบครัว”

“ข้าหลอมรวมไปหมดแล้ว ไม่มีเหลือแล้ว”

พานจวินแค่นเสียงเย็น “เห็นข้าเป็นเด็กสามขวบหรือ? หากเจ้าไม่มีปราณวิญญาณสำรองไว้ แล้วเจ้าจะรักษาการทำงานของมิติเก็บของของเจ้าได้อย่างไร?”

กระจกวิญญาณ: “...ก็แค่พอรักษาการทำงานของมิติเก็บของเท่านั้นแหละ ในนั้นก็มีแต่ของของเจ้าทั้งนั้น”

พานจวิน: “ทิ้งไปซะ เอาปราณวิญญาณมาให้ข้า”

กระจกวิญญาณ: “เจ้ามิสู้รออีกหน่อย รอให้ข้าคลายผนึกอีกสักนิด ข้าคือเทพแห่งกระจกวิญญาณ เป็นกระจกวิญญาณที่เคยผ่านการแต่งตั้งเทพมาแล้ว เมื่อใดที่ข้าคลายผนึกได้...”

พานจวินแค่นเสียงหัวเราะต่อเนื่อง “เทพไม่สามารถบำเพ็ญเพียรได้ด้วยตนเอง...”

กระจกวิญญาณ: “รอให้ข้าคลายผนึกส่วนนั้นได้ ข้าก็จะสามารถ...”

พานจวินกล่าวต่อ “เทพยังต้องคอยกินปราณวิญญาณที่ข้าบำเพ็ญเพียรออกมาอีก”

กระจกวิญญาณ: “รอให้ข้าได้รับการแต่งตั้งเทพใหม่อีกครั้ง...”

พานจวิน: “กินมาตลอดแปดปี”

กระจกวิญญาณโกรธเกรี้ยว “รอให้ข้าได้รับการแต่งตั้งเทพใหม่อีกครั้ง...”

พานจวิน: “แปดปีไม่ยอมปริปากสักคำ”

กระจกวิญญาณเริ่มเสียงอ่อย “รอให้ข้าได้รับการแต่งตั้งเทพใหม่อีกครั้ง ข้าจะชดเชยให้เจ้า...”

พานจวิน: “แปดปีเชียวนะ ท่านพ่อและพี่ชายของข้าต้องรับเคราะห์เพราะถูกใส่ร้าย ก็เป็นเพราะข้าไม่มีตบะ จึงช่วยอะไรไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว”

กระจกวิญญาณยอมจำนน “ข้าให้ปราณวิญญาณเจ้าได้บ้าง แต่ให้ครึ่งหนึ่งนั้นทำไม่ได้ ปราณวิญญาณส่วนใหญ่ข้าหลอมรวมไปหมดแล้ว และข้ายังต้องเหลือไว้ส่วนหนึ่งเพื่อรักษามิติเก็บของด้วย”

มันกล่าวว่า “มิติเก็บของมีประโยชน์เพียงใดเจ้าคงรู้ดี หากเมื่อครู่ข้าไม่เปิดมิติเก็บของให้เจ้าซ่อนของ ครอบครัวเจ้าจะรอดพ้นจากเคราะห์ร้ายเมื่อครู่ไปได้หรือ?”

พานจวินนิ่งเงียบ มิติเก็บของมีประโยชน์มากจริงๆ และเมื่อครู่มันก็ช่วยชีวิตคนในครอบครัวนางไว้ได้จริงๆ

ตั้งแต่นางตื่นนอนขึ้นมาในวันนี้ ทุกอย่างก็ดูจะติดขัดไปเสียหมด ดื่มน้ำก็สำลัก ลุกจากเตียงก็ล้ม แม้แต่ตอนรินน้ำ หูจับทองแดงที่เคยแข็งแรงมาตลอดก็ยังหักสะบั้น

สำหรับผู้บำเพ็ญเพียรแล้ว ย่อมไม่มีคำว่าโชคร้ายโดยไร้สาเหตุ หากเกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น ย่อมต้องเป็นสวรรค์ที่ส่งสัญญาณเตือน นางจึงใช้ความรู้ที่มีอยู่อันน้อยนิดพยากรณ์ดวงชะตาให้ตระกูลพานหนึ่งครั้ง

มหันตภัย!

ท่านพ่อและพี่ชายทั้งสองของนางถูกตัดสินให้เนรเทศไปยังต้าถงแล้ว คำพยากรณ์ที่นางถามถึงตระกูลพานนั้นเจาะจงเพียงท่านย่าและครอบครัวของท่านอา แล้วเหตุใดผลถึงออกมาเป็นมหันตภัยได้?

จุดอ่อนเพียงหนึ่งเดียวของตระกูลพานในตอนนี้ก็คือนาง

ในฐานะบุตรสาวของพานหง นางควรจะต้องถูกเนรเทศไปยังต้าถงด้วยกัน แต่ท่านพ่อของนางสงสารที่นางสุขภาพไม่ดี อีกทั้งเมื่อต้นฤดูใบไม้ผลิปีที่แล้วนางเกือบจะป่วยตาย คนภายนอกจึงไม่รู้ว่านางยังมีชีวิตอยู่ พานหงจึงตัดสินใจซ่อนตัวนางเอาไว้เสียเลย

การให้ที่พักพิงแก่นักโทษอาญานั้นเป็นความผิดมหันต์

ดังนั้นหลังจากคำนวณได้ผลเป็นมหันตภัย นางก็คิดจะวางเพลิงแล้วหนีไปทันที

ช่วยไม่ได้ ในห้องเต็มไปด้วยร่องรอยการใช้ชีวิตของนาง คนหนีได้ แต่ข้าวของหนีไม่ได้

นางไม่มั่นใจเสียด้วยซ้ำว่าการวางเพลิงจะลบเลือนร่องรอยได้ทั้งหมดหรือไม่ ประจวบเหมาะกับตอนนั้นเองที่มีเสียงหนึ่งดังขึ้นมาในหัว

นางไม่มีเวลาแม้แต่จะซักไซ้ เมื่อรู้ว่ามันมีมิติเก็บของ นางก็รีบเก็บข้าวของเครื่องใช้จำเป็นทั้งหมดเข้าสู่มิติเก็บของทันที จากนั้นก็วิ่งไปยังห้องเก็บของเพื่อนำสิ่งของมากมายมาวางระเกะระกะไว้ในห้องเพื่ออำพรางร่องรอยการอยู่อาศัยที่เหลืออยู่ ก่อนจะรีบไปพบท่านย่าและท่านอาเพียงครู่เดียวแล้วรีบจากไป

นางเพิ่งจะก้าวพ้นประตู องครักษ์เสื้อแพรก็มาถึงพอดิบพอดี นับว่าหลบเลี่ยงมาได้อย่างหวุดหวิด มันพูดไม่ผิด วันนี้มันช่วยนางและตระกูลพานเอาไว้จริงๆ

ในที่สุดพานจวินก็ยอมถอยให้ก้าวหนึ่ง หนึ่งคนหนึ่งวิญญาณบรรลุข้อตกลงร่วมกันชั่วคราว

กระจกวิญญาณมอบปราณวิญญาณให้นางส่วนหนึ่ง

เดิมทีปราณวิญญาณเหล่านี้ก็เป็นของพานจวินอยู่แล้ว เมื่อมันถูกปล่อยออกมานางจึงสามารถใช้งานได้ทันที แต่นางยังคงนั่งขัดสมาธิเพื่อชักนำมันให้ไหลเวียนครบรอบเสี่ยวโจวเทียน แล้วจึงกดเก็บไว้ที่จุดตันเถียน

กระจกวิญญาณรอจนนางโคจรพลังเสร็จสิ้นจึงเอ่ยถาม “พวกเราจะไปที่ใดกันต่อ?”

พานจวินหลับตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าว “ตระกูลพานคงกลับไปไม่ได้แล้ว องครักษ์เสื้อแพรต้องเฝ้าจับตาดูอยู่แน่ ข้าอยากไปต้าถงเพื่อตามหาท่านพ่อและพี่ชาย มาเถอะ พาข้าใช้แต่วิชาเดินทางพันลี้ไปเสีย”

ครู่ต่อมา พานจวินยืนอยู่ด้านนอกตรอก นางนิ่งเงียบ นิ่งเงียบ และตกอยู่ในความเงียบงันอันไร้ที่สิ้นสุด

“นี่น่ะหรือวิชาเดินทางพันลี้ของเจ้า?” พานจวินเอ่ยเยาะเย้ย “กำแพงเดียวกับอีกครึ่งตรอกเนี่ยนะ?”

กระจกวิญญาณตอบอย่างรู้สึกผิด “ปราณวิญญาณที่ข้าบำเพ็ญมาถูกนำไปใช้คลายผนึกหมดแล้ว ส่วนใหญ่ก็ใช้ไปกับการเปิดมิติเก็บของและเคล็ดวิชา แถมเมื่อครู่ยังแบ่งปราณวิญญาณให้เจ้าไปตั้งมากมาย...”

พานจวินเน้นย้ำ “นั่นมันปราณวิญญาณที่ข้าบำเพ็ญมาต่างหาก! อีกอย่างที่เจ้าให้มาน่ะไม่เรียกว่ามากหรอก แค่นิดเดียวเท่านั้นแหละ”

ช่างเถอะ กระจกวิญญาณที่ถูกผนึกอยู่ตัวหนึ่ง จะไปคาดหวังอะไรได้มากนัก พานจวินทอดถอนใจ ขณะที่กำลังจะปรึกษากับมันว่าจะไปต้าถงอย่างไร พลันสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาอย่างน่าอึดอัด นางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วเงยหน้าขึ้นมอง

แล้วสายตาก็ประสานเข้ากับดวงตาของหวังหย่ง

เขานั่งอยู่บนหลังม้า กำลังกวาดสายตามองสำรวจนาง แววตานั้นชวนให้รู้สึกไม่สบายใจอย่างยิ่ง

เหตุใดเขาถึงมาอยู่ที่นี่ได้?

พานจวินกวาดสายตามองรอบๆ พลางกู่ร้องในใจ บัดซบเอ๊ย! กระจกวิญญาณไร้ประโยชน์ วิชาเดินทางพันลี้บ้าบออะไรข้ามมาแค่ตรอกเดียว ดันมาโผล่ที่ถนนใหญ่พอดีจนเจอเข้ากับหวังหย่งที่เพิ่งออกมาจากตระกูลพาน!

นางไม่แสดงสีหน้าใดๆ สายตากวาดผ่านใบหน้าของเขาไปอย่างเรียบเฉย ทำราวกับไม่รู้จักกัน เมื่อสายตากวาดมองผู้คนที่สัญจรไปมาบนท้องถนน นางก็เพ่งเล็งไปที่แผ่นหลังกว้างร่างหนึ่ง แล้วรีบออกตัววิ่งตามไปทันที “ท่านพ่อ...”

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์