ตอนที่ 5
ซุ่มสังหาร
พานจวินถือกรรไกรกลับหัวพลางเคลื่อนที่อย่างช้าๆ เพียงไม่กี่ก้าวก็มาปรากฏตัวที่ด้านหน้าเยื้องไปทางด้านข้างของหวังหย่ง แต่เขามองไม่เห็นนาง ในสายตาของเขา ตำแหน่งที่พานจวินยืนอยู่ตอนนี้คือต้นเหมยต้นหนึ่ง และมันก็เป็นต้นเหมยจริงๆ นางยืนอยู่ข้างต้นไม้ต้นนั้นเอง...
หวังหย่งขมวดคิ้วมุ่น มือหนึ่งกดอยู่ที่ด้ามดาบพลางกวาดสายตาหาไปทั่ว แต่กลับไม่เห็นวี่แววของใครที่น่าสงสัยในป่าแห่งนี้ หรือว่าเขาจะหาผิดที่?
ในใจเริ่มรู้สึกไม่สงบ หวังหย่งเริ่มหายใจถี่รัว เขากำลังจะหันหลังกลับออกไป ทันใดนั้นเสียงฉีกอากาศก็ดังแว่วมา...
หวังหย่งชักดาบออกมาอย่างรวดเร็ว ฟันลงไปยังทิศทางที่มาของเสียง แต่กลับกลายเป็นว่าฟันกิ่งไม้ขาดก่อนจะปักลงไปในลำต้นอย่างแรง ในขณะเดียวกันนั้นเอง เขาก็รู้สึกเจ็บที่ข้อพับขาขวาจนเข่าอ่อนทรุดลงไปคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้นดังพลั่ก
เขามีปฏิกิริยาที่รวดเร็ว รู้ตัวว่าถูกลอบโจมตีจึงรีบใช้สองมือกุมด้ามดาบเตรียมจะดึงออกมาตามแรงส่ง แต่ในชั่วพริบตานั้นเอง คอของเขาก็รู้สึกเจ็บแปลบ เสียงฉึกดังขึ้นพร้อมกับเลือดที่พุ่งกระฉูด เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นเบื้องหน้า เลือดสาดกระเซ็นไปโดนร่างของนางแล้วหยดกลับลงมา เลือดที่ร้อนระอุอาบไปทั่วตัวของเขา
หวังหย่งเบิกตาโพลน สองมือปล่อยจากด้ามดาบโดยสัญชาตญาณเพื่อไปกุมสิ่งที่ปักอยู่ที่ลำคอ เขามองเด็กหญิงตัวน้อยที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยความไม่อยากเชื่อ ไม่เข้าใจว่านางมาปรากฏตัวที่นี่ได้อย่างไร ทั้งที่เมื่อครู่เขามองไม่เห็นนางเลยแท้ๆ
พานจวินกำกรรไกรแน่น ออกแรงทิ่มลงไปให้ลึกยิ่งขึ้นพลางจ้องมองตาเขาอย่างดุดัน "ข้าจำเจ้าได้ เจ้าชื่อหวังหย่ง เป็นน้องชายของหวังซาน และเป็นหลานชายของหวังเจิ้น พวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกันป้ายสีท่านพ่อของข้า คนที่ต้องตายอย่างอยุติธรรมเพราะเจ้ากำลังรอเจ้าอยู่ข้างๆ นี้แหละ!"
หวังหย่งอ้าปากอยากจะบอกว่าเขาไม่ใช่ เขาแค่มีแซ่เดียวกับคนพวกนั้นจึงเข้าร่วมตระกูลด้วยเท่านั้น แต่เขากลับพูดไม่ออก พออ้าปาก เลือดคำโตก็ทะลักออกมา พละกำลังในร่างค่อยๆ เลือนหายไป เขามองพานจวินด้วยความตื่นตระหนกและสิ้นหวัง เพิ่งจะตระหนักได้เป็นครั้งแรกว่าเขาก็ต้องตายเหมือนกัน...
แววตาของหวังหย่งค่อยๆ ดับวูบลง ร่างกายอ่อนระทวยและล้มลงกับพื้น...
พานจวินยังคงกำกรรไกรไว้ ร่างกายทรุดลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น เมื่อแน่ใจว่าเขาตายสนิทแล้วนางก็กระชากกรรไกรออกมาอย่างแรง เลือดพุ่งกระจายไปทั่ว ทั้งบนเสื้อผ้า ใบหน้า หรือแม้แต่บนศีรษะของนาง
นางมีสีหน้าเย็นชา ใช้เสื้อผ้าของเขาเช็ดกรรไกร แต่เมื่อพบว่าเช็ดไม่สะอาดก็ล้มเลิกอย่างเด็ดขาด แล้วก้มลงมองร่างที่นอนจมกองเลือดอยู่
กระจกวิญญาณที่มีตัวตนมานานหลายพันปีและผ่านประสบการณ์มาไม่น้อยยังต้องตกใจกับความเด็ดเดี่ยวและเลือดเย็นของนาง มันกระซิบเบาๆ ว่า [ข้าดูคนไม่ผิดจริงๆ เจ้าช่างอำมหิตเช่นนี้ ในภายภาคหน้าย่อมต้องประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน]
[จะชมข้าก็ชมดีๆ หน่อย] พานจวินกล่าว [ตอนนี้ข้าไม่เพียงแต่เคยจับผี แต่ยังเคยฆ่าคนมาแล้วด้วย เชื่อหรือไม่ว่าครั้งหน้าข้าจะลองฆ่าวิญญาณดูบ้าง?]
กระจกวิญญาณไม่กล้าเอ่ยปากขึ้นมาในทันที
เมื่อได้พูดออกมา พานจวินก็เริ่มสงบสติอารมณ์ได้ สติสัมปชัญญะกลับคืนมา นางจึงเริ่มคิดถึงการจัดการหลังจากนี้
นางกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะลงมือเปลื้องผ้าหวังหย่งอย่างรวดเร็ว นางใช้กรรไกรตัดเสื้อตัวนอกของเขาออก พันมือทั้งสองข้างไว้ แล้วเริ่มถอดเสื้อผ้าของเขาออก จนในไม่ช้าเขาก็เหลือเพียงเสื้อตัวในและกางเกงชั้นในเท่านั้น นางจัดการห่อเสื้อผ้าทั้งหมดเก็บไว้ จากนั้นจึงถอยหลังไปสิบกว่าก้าว สำรวจดูพื้นที่บริเวณนี้ [เจ้าสามารถเก็บศพนี้ไปได้หรือไม่?]
กระจกวิญญาณ: [อย่าได้หวัง เจ้าแบกเอง ลากเองเถอะ ข้าไม่มีวันยอมให้เจ้าเอาเขาเข้าไปในมิติกระจกวิญญาณของข้าเด็ดขาด]
มันมีแผ่นหยกสามแผ่น แผ่นหนึ่งในนั้นเป็นพื้นที่สำหรับเก็บสิ่งของโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่ยังคงถูกผนึกไว้ ปัจจุบันเพิ่งคลายผนึกได้เพียงส่วนเล็กน้อยเท่านั้น และสะอาดสะอ้านมาก
พานจวินเองก็ไม่ได้อยากทำเช่นนั้น เพราะอย่างไรเสียในนั้นก็เก็บข้าวของของนางเอาไว้ นางจึงเพียงแค่ถามดูเท่านั้น
เมื่อเห็นว่ากระจกวิญญาณไม่ยินยอม นางก็ไม่เซ้าซี้อีก แต่เริ่มมองหาเครื่องมือที่พอจะใช้งานได้แทน
แต่นางเป็นถึงคุณหนูในห้องหอ แม้แต่อาวุธยังมีเพียงกรรไกร แล้วจะมีสิ่งใดมาจัดการกับศพได้?
ของที่เก็บเข้ามิติเก็บของในวันนี้ล้วนเป็นเสื้อผ้า รองเท้า ถุงเท้า อ่างไม้ มุ้ง และของใช้ในชีวิตประจำวันอื่นๆ อย่าว่าแต่จอบเลย แม้แต่ของที่มีปลายแหลมก็ยังหาไม่ได้สักชิ้น
นางสัมผัสถึงตันเถียนที่ว่างเปล่า แล้วกล่าวกับกระจกวิญญาณว่า [แบ่งปราณวิญญาณให้ข้าอีกหน่อย ข้าจะฝังศพ]
กระจกวิญญาณบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย แต่ก็ยังยอมมอบให้
นี่คือองครักษ์เสื้อแพร หากจัดการไม่ดีแล้วพวกเขาถูกสืบพบ ทุกอย่างคงจบเห่ มันไม่คิดว่าตอนนี้พานจวินจะรับมือกับกลุ่มองครักษ์เสื้อแพรไหว ขนาดจัดการคนเดียวพานจวินยังต้องอาศัยค่ายกลช่วยเลย
พานจวินสัมผัสได้ถึงพลังที่กลับคืนสู่มืออีกครั้ง นางจึงกล่าวว่า [สอนวิชาอาคมสำหรับขุดหลุมให้ข้าหน่อย]
กระจกวิญญาณ: [เอ๊ะ เจ้าไม่รู้หรือ?]
พานจวิน: [ชาติก่อนขุดหลุมก็มีหุ่นยนต์ อย่างแย่ที่สุดก็มีรถขุด ข้าที่เป็นนักวิจัยจะไปรู้วิชาอาคมขุดหลุมทำไมกัน?]
กระจกวิญญาณกล่าวว่า [ต่อไปพลังวิญญาณที่เจ้าฝึกฝนในแต่ละวันต้องแบ่งให้ข้าครึ่งหนึ่ง]
พานจวิน: [เจ้ามาต่อรองกับข้าเอาตอนนี้เนี่ยนะ?]
กระจกวิญญาณ: [ความรู้มีมูลค่า เจ้าก็รู้ว่าพวกเจ้าบันทึกความรู้ไว้ในตัวข้ามากเท่าไหร่ ต่อไปเจ้าจะไม่ต้องใช้มันงั้นหรือ? แค่พลังวิญญาณครึ่งเดียว คิดซะว่าเป็นค่าเล่าเรียน ในอนาคตเมื่อผนึกของข้าคลายออก เจ้ายังจะได้เห็นคัมภีร์ฝึกตนจากยุคบรรพกาล ถึงตอนนั้นความรู้ในการฝึกตนที่เจ้าต้องการก็สามารถหยิบใช้ได้ทุกเมื่อ]
พานจวินหลุบตาลงครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะส่งเสียง [อ้อ] ออกมาคำหนึ่ง
กระจกวิญญาณลอบถอนหายใจ มันรู้อยู่แล้วว่าเมื่อความลับถูกเปิดโปง มันก็ไม่อาจได้รับปราณวิญญาณจากนางมาโดยง่ายได้อีก และสิ่งที่มันมีมากที่สุดในตอนนี้ก็คือคัมภีร์ฝึกตนและสรรพวิชาความรู้ต่างๆ ที่บันทึกไว้ในตัวมัน
ทันทีที่กระจกวิญญาณตกลง ในห้วงความคิดของพานจวินก็ปรากฏเคล็ดวิชา เคล็ดมือ และแผนผังการโคจรพลังวิญญาณชุดหนึ่ง
พานจวินรู้สึกคุ้นตามาก มันคือการเรียงลำดับตามปกติในแบบเรียนของโรงเรียนแห่งชาติของพวกเขา
เพื่อให้เหล่านักเรียนศึกษาด้วยตนเองได้สะดวก แบบเรียนจึงจัดทำไว้อย่างละเอียดเสมอมา ตั้งแต่เคล็ดวิชา เคล็ดมือ แผนผังการโคจรพลังวิญญาณของวิชาอาคม หรือแม้กระทั่งท่าทางที่เหมาะสมที่สุดในการใช้วิชาอาคมนั้นยามต่อสู้ก็ยังมีระบุไว้
เดิมทีพานจวินก็เป็นเด็กเรียนดีอยู่แล้ว เพียงกวาดสายตามองผ่านๆ ก็จดจำได้ทันที นางหลุบตาลงร่ายเคล็ดมือพลางบริกรรมคาถาในใจ พลังงานที่มองไม่เห็นสายหนึ่งทำให้ผืนดินเบื้องหน้าขยับเขยื้อน ดินอ่อนตัวลงและแยกออกไปทั้งสองข้าง ไม่นานก็ปรากฏหลุมขนาดใหญ่ขึ้น
พานจวินถอนหายใจอย่างโล่งอก นางผลักศพของหวังหย่งลงไปในหลุมดิน จากนั้นก็ร่ายเคล็ดมือย้อนกลับ ดินที่อ่อนนุ่มก็พังทลายลงและเคลื่อนที่ย้อนกลับมาถมหลุมจนราบเรียบในไม่ช้า
กระจกวิญญาณเห็นดังนั้นจึงอดถามไม่ได้ว่า [เจ้ารู้วิชาอาคมถมหลุมด้วยหรือ?]
[ไม่รู้หรอก ข้าแค่คิดย้อนกลับจากวิชาอาคมขุดหลุมน่ะ] พานจวินกล่าวอย่างเย็นชา [มันยากนักหรือ?]
กระจกวิญญาณ: ......
พานจวินยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย นางเลือกเสื้อผ้าที่ยังพอดูสะอาดจากกองเสื้อผ้าของหวังหย่งมาตัวหนึ่ง แล้วห่อเสื้อผ้าสกปรกที่เหลือทั้งหมดเข้าด้วยกัน ก่อนจะกล่าวว่า [เก็บเจ้านี่ไปเถอะ ร่องรอยบนเสื้อผ้าพวกนี้มีมากเกินไป จะให้พวกเขารู้ไม่ได้ว่าผู้ลงมือเป็นเจ้าคนแคระตัวจ้อย]
มันง่ายเกินไปที่จะเดาอายุของนางออก
แม้ความเป็นไปได้จะมีไม่มาก แต่นางก็ยังไม่ยอมให้ใครนำเรื่องนี้ไปเชื่อมโยงกับตระกูลพาน หรือเชื่อมโยงกับพานจวินได้ แม้เพียงเศษเสี้ยวของความเป็นไปได้ก็ไม่ได้
ครั้งนี้กระจกวิญญาณเก็บห่อผ้าไปโดยไม่มีคำบ่น
พานจวินยังไม่จากไปในทันที นางเพิ่งฆ่าคนมา อีกทั้งยังอายุน้อยและร่างกายอ่อนแอ พลังวิญญาณก็ถูกใช้ไปจนเกือบหมด ดูเหมือนในยามนี้นางจะเริ่มพยุงร่างกายไว้ไม่ไหว จึงเอนกายพิงต้นเหมยนั่งขัดสมาธิลงบนพื้นและเริ่มบำเพ็ญเพียร
กระจกวิญญาณก็ไม่เร่งรัด สถานที่แห่งนี้เปลี่ยวร้าง ปกติไม่มีใครย่างกรายเข้ามา ยามนี้ข้างนอกเต็มไปด้วยเจ้าหน้าที่ทางการและผู้คุมที่หวังหย่งเรียกมา อยู่ในป่าต้นเหมยแห่งนี้ยังปลอดภัยเสียกว่า
พานจวินโคจรเสี่ยวโจวเทียนติดต่อกันสองรอบ แม้การโคจรจะเชื่องช้า แต่พลังวิญญาณที่ก่อเกิดขึ้นกลับไหลลงสู่ตันเถียนอย่างแท้จริง เมื่อมีพลังวิญญาณไหลเวียนผ่าน ความปวดเมื่อยและอ่อนแรงทั่วทั้งสรรพางค์กายก็เริ่มมลายหายไป กำลังวังชาเริ่มฟื้นคืนกลับมา
พานจวินรู้สึกเบาใจลงบ้างแต่ก็ยังไม่หยุดพัก นางหลุบตาลงเพื่อบดบังความเย็นชาในแววตา เคลื่อนย้ายพลังวิญญาณทั้งหมดในตันเถียนล่างให้ไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณต่อ จนกระทั่งเคลื่อนไปถึงหนีหวันกง
จิตสำนึกของนางดิ่งลงสู่หนีหวันกงพร้อมกับพลังวิญญาณอย่างรวดเร็ว กระจกวิญญาณพลันเห็นจิตสำนึกของนางจมลึกลงมาก็เริ่มระแวดระวัง ทว่าในพริบตาต่อมาก็เห็นพลังวิญญาณของนางแปรเปลี่ยนเป็นยันต์แผ่นหนึ่งฟาดลงมา...
กระจกวิญญาณแผดร้องเสียงหลง [เจ้าคนบ้าเอ๊ย ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือไง ถึงได้กล้าผนึกข้าไว้ในหนีหวันกงของตัวเองน่ะ อ๊าก—]