ตอนที่ 11
ประชันบทบาท
“โถ ลูกเอ๊ย น่าสงสารจริง” คุณยายกุมมือน้อยๆ ของนางพลางตบเบาๆ เพื่อปลอบโยน แล้วเอ่ยด้วยความสงสารว่า “พ่อของเจ้าไม่อยู่บ้าน ต่อให้เจ้าต้องทนทุกข์ใจเพียงใดก็ไม่มีใครออกหน้าแทนเจ้าได้”
“แม่เลี้ยงของเจ้าช่างใจคออำมหิตนัก หนทางจากไคเฟิงไปต้าหมิงไกลถึงเพียงนี้ กลับปล่อยให้เจ้าเดินทางเพียงลำพัง หากเจ้ากลับไปมือเปล่าเช่นนี้ จะมีชีวิตที่ดีได้อย่างไร?”
แววตาของคุณยายยิ่งดูเมตตามากขึ้น นางเอ่ยด้วยสีหน้ากังวลว่า “คนแก่อย่างข้าไม่มีความรู้อะไรหรอก แต่ผ่านโลกมามาก เห็นคนมาก็เยอะ พวกแม่เลี้ยงใจร้ายมักจะหาข้ออ้างขายเด็กผู้หญิงในบ้านกิน...”
พานจวินตัวสั่นเทาอยู่ในมือนางพร้อมสีหน้าหวาดกลัว คุณยายจึงกุมมือของนางให้แน่นขึ้นแล้วเอ่ยอย่างเวทนาว่า “เด็กดี เจ้าอย่าเพิ่งรีบกลับไปเลย รอให้พ่อของเจ้ากลับมาก่อนแล้วค่อยเข้าบ้าน เช่นนี้ต่อให้แม่เลี้ยงของเจ้าจะโมโหเพียงใด ก็ไม่กล้าทำอะไรเจ้ามากนัก”
พานจวินมีสีหน้าลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะส่ายหน้าอย่างลำบากใจ “แต่ครั้งนี้ที่มาทวงหนี้ บ้านท่านลุงโกรธมาก ต้องไม่ยอมรับเลี้ยงข้าแน่ ข้า... ข้าไม่รู้จะไปที่ไหนดี...”
คุณยายย่อมรู้อยู่แล้วว่าบ้านลุงของนางจะไม่รับเลี้ยง เพราะหากญาติพี่น้องพอจะมีมโนธรรมอยู่บ้าง ย่อมไม่มีทางวางใจส่งเด็กคนนี้ออกมาเพียงลำพังแน่
นี่ไม่ใช่ว่าจงใจส่งคนมาให้ถึงมือของนางหรอกหรือ?
คนมาอยู่ตรงหน้าแล้ว หากนางไม่รับไว้ ก็คงจะเสียแรงที่สวรรค์อุตส่าห์เมตตา
คุณยายจึงตบมือพานจวินเบาๆ แล้วเอ่ยว่า “เด็กดี หากเจ้าไม่รังเกียจก็ไปกับข้าเถอะ ไปพักที่บ้านข้าสักสองสามวัน รอจนสืบรู้ว่าพ่อของเจ้ากลับมาแล้ว เจ้าค่อยกลับบ้าน”
ดวงตาของพานจวินเป็นประกายขึ้นมาเล็กน้อย กำลังจะพยักหน้าแต่แล้วก็เปลี่ยนเป็นส่ายหน้า “ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ แม่เลี้ยงของข้ามีลูกพี่ลูกน้องเป็นผู้ดูแลเล็กๆ อยู่ที่ท่าเรือไคเฟิง เขาเป็นคนส่งข้าขึ้นเรือมา หากข้ากลับถึงไคเฟิงแล้วแต่ไม่เข้าบ้าน เกรงว่าภายหน้าคงไม่มีหน้าไปพบผู้คนแล้ว”
“ครอบครัวของข้าย้ายมาจากเมืองหลวงมาอยู่ที่ไคเฟิง แม่เลี้ยงของข้ารู้จักคนในไคเฟิงเยอะมาก แต่ข้า... ข้าไม่รู้จักใครเลยสักคน...”
ความสงสัยสุดท้ายในใจของคุณยายมลายหายไปสิ้น เดิมทีนางกำลังจะถามอยู่พอดีว่า เด็กคนนี้บอกว่าบ้านอยู่ไคเฟิง แต่ไฉนถึงพูดสำเนียงเมืองหลวง
นางจินตนาการปูมหลังครอบครัวของพานจวินขึ้นมาในใจทันที
แม่แท้ๆ ตายจาก พ่อแท้ๆ ก็ย้ายบ้านมาอยู่ไคเฟิงเพื่อทำมาค้าขาย แล้วแต่งงานใหม่กับคนในพื้นที่ไคเฟิง ฝากฝังลูกสาวและบ้านเรือนไว้กับภรรยาใหม่ ส่วนตัวเขาก็ออกไปค้าขายข้างนอก ผลสุดท้ายภรรยาใหม่กลับทนเห็นลูกสาวของภรรยาเก่าไม่ได้...
รอยยิ้มบนใบหน้าของคุณยายยิ่งดูเบิกบานขึ้น นางตบมือน้อยๆ ของพานจวินเบาๆ แล้วกล่าวว่า “เด็กดี เจ้าไม่ต้องกังวล พวกเราไม่ได้ไปที่ตำบลจูเซียน แต่จะลงที่เจียวจางโข่วซึ่งอยู่ถัดลงไป”
พานจวินทำสีหน้างุนงง “ที่นั่นคือที่ไหนหรือเจ้าคะ?”
คุณยาย: “ที่นั่นเป็นท่าเรือแห่งหนึ่งของจางเต๋อฟู่ อยู่ไม่ไกลจากอันหยางนัก บ้านข้าอยู่ที่อันหยาง เจ้าตามข้ากลับบ้านไปพักสักระยะ รออีกสักพักพอพ่อของเจ้ากลับมา ข้าจะให้ลูกชายไปส่งเจ้ากลับบ้าน สะดวกสบายมาก”
พานจวิน: “เรือสามารถจอดกลางทางที่เจียวจางโข่วได้ด้วยหรือเจ้าคะ?”
“ได้แน่นอนสิ ไม่เพียงแต่ลงกลางทางได้เท่านั้น แต่ยังขึ้นกลางทางได้ด้วย เดี๋ยวข้าจะไปบอกคนประจำเรือเอง เจ้าแค่ตามข้ามาก็พอ”
พานจวินพยักหน้าด้วยสีหน้าเชื่อมั่น ดวงตาเป็นประกายขณะมองนาง ช่างเป็นคนดีจริงๆ เลย~~
คุณยายเองก็มองนางด้วยสีหน้าเป็นประกายเช่นกัน ช่างเป็นแม่หนูที่ยอดเยี่ยมจริงๆ เลย~~
หลังจากนั่งเรือมานานพอสมควร เรือก็เริ่มแล่นเข้าหาฝั่ง เบื้องหน้าไม่ไกลนักเป็นท่าเรือเล็กๆ ที่สร้างขึ้นจากไม้ มีคนยืนอยู่บนฝั่งห้าหกคน ต่างพากันโบกมือเรียกเรือ
พอเรือเทียบฝั่ง คนประจำเรือก็โยนเชือกคล้องขึ้นไป ไม่นานเรือก็ถูกยึดไว้แน่นหนา คนประจำเรือวางแผ่นกระดานทางเดิน คนที่รออยู่บนฝั่งก็รีบแบกข้าวของขึ้นเรือทันที บางคนก็ขึ้นเรือตามไปด้วย บางคนก็ไม่ไป แค่วางของเสร็จก็จากไป
เมื่อเห็นพานจวินมองดูอย่างสนใจใคร่รู้ คุณยายก็อธิบายว่า "ทุกคนต่างก็ต้องทำมาหากิน ค่าแรงของคนประจำเรือนั้นน้อยนิด จึงต้องหาลำไพ่พิเศษจากเรื่องพวกนี้ อีกทั้งยังช่วยอำนวยความสะดวกให้คนยากคนจนอย่างพวกเราด้วย"
พานจวินยิ้มแต่ไม่เอ่ยคำใด คนอื่นอาจจะยากจน แต่คุณยายที่นั่งอยู่ข้างนางผู้นี้ไม่ใช่แน่
สายตาของนางเหลือบมองชายร่างสูงใหญ่ที่อยู่ฝั่งตรงข้าม มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย มือที่ลูบไล้แมวดำยิ่งนุ่มนวลขึ้นไปอีก
แมวดำสลัดขนในมือก่อนจะหมอบนิ่งอยู่ในอ้อมอกนางต่อ ดวงตาที่เหมือนแก้วเจียระไนกวาดมองคุณยายด้วยความเวทนา
คุณยายเองก็มองแมวดำแวบหนึ่ง แต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ
แม้การเดินทางโดยพกแมวไปด้วยจะดูแปลกประหลาด แต่แม่หนูคนนี้ยังเด็กนัก และดูท่าจะสนิทกับแมวตัวนี้มาก เมื่อเทียบกับภูมิหลังของนางแล้วจึงดูไม่น่าแปลกใจเท่าใดนัก
ส่วนใหญ่คงเกรงว่าหากทิ้งสัตว์เลี้ยงไว้ที่บ้านจะถูกแม่เลี้ยงทารุณ จึงได้พาติดตัวไปด้วยทุกที่
ตลอดทาง ขอเพียงมีคนโบกมือเรียก คนประจำเรือก็จะหยุดเรือครู่หนึ่ง ส่วนใหญ่จะเป็นท่าเรือที่จอดได้ แต่บางแห่งก็ไม่มีแม้แต่ท่าเรือ ต้องนั่งเรือแจวลำเล็กออกมาเพื่อส่งทั้งคนและของขึ้นเรือใหญ่
พานจวินเฝ้าดูมาตลอดทางจนเริ่มเข้าใจแล้วว่า ผู้โดยสารที่ไม่ได้ซื้อตั๋วเรือจากทางการหรือจ่ายเงินที่สถานีต้นทางเช่นนี้ ค่าโดยสารที่จ่ายไปจะถูกแบ่งกันในหมู่คนประจำเรือ และอาจจะต้องใช้ติดสินบนหัวหน้างานที่อยู่เบื้องบนด้วย
เรือลำนี้เป็นเรือของทางการเมืองต้าหมิง จัดเตรียมไว้สำหรับเหล่านักเดินทางและพ่อค้าชาวเมืองต้าหมิงโดยเฉพาะ ตลอดเส้นทางจะจอดเพียงสี่ท่าเรือที่เป็นทางการเท่านั้น และค่าโดยสารที่เรียกเก็บครอบคลุมเพียงสี่ท่าเรือนี้เท่านั้น
เจียวจางโข่วไม่ได้อยู่ในสี่แห่งนั้น
จนกระทั่งเที่ยงของวันที่สอง เรือจึงเดินทางถึงเจียวจางโข่ว
คุณยายเข้าไปคุยกับคนประจำเรือล่วงหน้า เมื่อเรือถึงเจียวจางโข่วจึงเลี้ยวเข้าสู่ท่าเรือ ทันทีที่เทียบฝั่ง คุณยายก็จูงมือพานจวินขึ้นฝั่งไปอย่างแน่นหนา โดยมีชายวัยกลางคนร่างสูงใหญ่กำยำอายุประมาณสามสิบปีเดินตามหลังมาด้วย
พานจวินถูกคุณยายจูงขึ้นฝั่งด้วยสีหน้างุนงง เดินมาได้สักพักถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าเหมือนมีคนตามมาด้วย พอนางหันกลับไปเห็นแววตาอำมหิตที่ปิดไม่มิดของชายวัยกลางคน ก็มีท่าทีหวาดกลัวพลางหลบไปอยู่ข้างหลังคุณยาย "นี่คือ..."
คุณยายยิ้มปลอบนางว่า "นี่ก็คือลูกชายของข้าเอง เจ้าอย่าเห็นว่าเขาหน้าตาดูดุดันนะ จริงๆ แล้วเขาเป็นคนดีมาก"
ชายวัยกลางคนฝืนยิ้มให้นาง แต่กลับทำให้ทั้งใบหน้าดูน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม
แต่พานจวินกลับดูเหมือนจะไม่ทันสังเกต นางผ่อนคลายลงด้วยสีหน้าวางใจ พร้อมกับเอ่ยเรียกอย่างว่าง่ายว่า "สวัสดีเจ้าค่ะท่านน้า"
"ดีๆๆ พวกเราเร่งเดินทางกันเถอะ" คุณยายกล่าว "จากที่นี่ไปอันหยางยังเหลือระยะทางอีกไกลนัก พวกเราต้องรีบหน่อย มิเช่นนั้นจะไปไม่ทันเข้าพักที่สถานีพักม้าในคืนนี้"
นอกเจียวจางโข่วเป็นตัวตำบล ทั้งสองพาพานจวินเดินมุ่งหน้าออกไปนอกตำบลทันที เมื่อพ้นเขตที่มีบ้านเรือนผู้คนก็เริ่มเบาบางลง ถนนสายใหญ่กลายเป็นเส้นทางตัดสลับตามทุ่งนา หลังจากเดินมาได้สักพัก ทุ่งนาก็ค่อยๆ หายไป สองข้างทางเดินแคบๆ มีเพียงต้นไม้และพงหญ้า
เมื่อเห็นพานจวินเอาแต่เหลียวมองซ้ายมองขวา คุณยายก็คะเนระยะทางดูแล้วตัดสินใจเกลี้ยกล่อมให้นางยอมเดินเองต่อไป จึงอธิบายว่า "เดินเส้นทางลัดจะใกล้กว่า พวกเราจะไปถึงสถานีพักม้านอกเมืองอันหยางได้ก่อนพระอาทิตย์ตกดิน"
พานจวินตอบรับเสียงเบา เมื่อเห็นว่าแถวนี้ต้นไม้หนาทึบ พงหญ้ารกชัฏ และไม่มีผู้คนเลยสักคนเดียว นางก็ขยับเข้าไปใกล้คุณยายแล้วกระซิบเสียงเบายิ่งกว่าเดิมว่า "คุณยายเจ้าคะ ข้า... ข้าอยากไปทำธุระส่วนตัวเจ้าค่ะ"
คุณยายแย้มยิ้มอย่างเมตตา "เด็กดี ไม่ต้องเกร็งขนาดนั้นหรอกจ้ะ ยายจะไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง"
นางโยนห่อสัมภาระให้ชายวัยกลางคน บอกให้เขารออยู่ที่ริมถนน แล้วจูงมือพานจวินมุดเข้าไปในป่า
พานจวินวางแมวไว้บนบ่า แล้วมองคุณยายด้วยใบหน้าแดงก่ำ
คุณยายเข้าใจดีว่าเด็กผู้หญิงมักจะขี้อาย จึงหันหลังให้อย่างรู้ความ
พานจวินทำตัวว่าง่ายและเชื่อฟังเกินไป ตลอดทางนางว่าอย่างไรก็ว่าตามนั้น ประกอบกับรูปลักษณ์ที่ยังเด็ก ทำให้คุณยายไม่ระแวดระวังเลยแม้แต่น้อย
หากเปลี่ยนเป็นคนอื่น นางไม่มีทางหันหลังให้เช่นนี้แน่
ทันทีที่นางหันหลังไป รอยยิ้มบนใบหน้าของพานจวินก็มลายหายไป ดาบซิ่วชุนเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นในมือของนางโดยที่ยังไม่ได้ชักออกจากฝัก นางกุมมันด้วยสองมือแล้วฟาดลงที่ท้ายทอยของคุณยายอย่างแรง...
คุณยายเพิ่งจะหันหลังยืนนิ่ง ไม่ทันได้ตั้งตัวเลยแม้แต่น้อย หัวสมองพลันพร่าเบลอ ตาเหลือกค้างแล้วล้มพับไปด้านข้าง
พานจวินยื่นมือไปรับไว้ แล้วค่อยๆ วางนางลงบนพื้น ดูเหมือนจะยังไม่วางใจ ขณะประคองนางลงยังช่วยจัดท่าทางให้นอนหงาย จากนั้นก็ใช้สันมือสับเข้าที่คอของนางอีกหลายครั้ง แมวดำเห็นแล้วยังรู้สึกเจ็บแทน
เมื่อเห็นนางโหดเหี้ยมถึงเพียงนี้ แมวดำก็ยิ่งเจียมเนื้อเจียมตัว ยืนนิ่งอยู่บนบ่าของนางอย่างว่าง่าย ไม่กล้าขยับเขยื้อน
พานจวินกระชับดาบเดินออกไปอย่างแผ่วเบา ย่องเข้าไปข้างหลังชายวัยกลางคนที่ยืนหันหลังให้พวกเขาอย่างไร้สุ้มเสียง แล้วเงื้อฝักดาบฟาดลงไป
คราวนี้นางไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ฟาดฝักดาบลงไปรัวๆ สามครั้งซ้อน "ปัง ปัง ปัง" อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตาเหลือกค้าง ก็ล้มคว่ำหน้าลงกระแทกพื้นดังปัง
พานจวินลองใช้เท้าเขี่ยชายวัยกลางคนดู เมื่อเห็นว่าเขาไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ก็หยิบฝักดาบขึ้นมาฟาดเข้าที่คอและหัวของเขาอีกหลายครั้ง จนแน่ใจว่าเขาหมดสติไปโดยสมบูรณ์แล้ว จึงเก็บดาบและเริ่มค้นตัว
ในบรรดาคนทั้งสองนี้ คนหนึ่งดูหน้าตาท่าทางใจดี แต่กลับมีแววตาเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอก สันจมูกมีรอยย่นตามขวาง จิตใจปลิ้นปล้อน แววตาที่เต็มไปด้วยการเสแสร้งนั้นจับจ้องอยู่ที่ตัวนางตลอดเวลา ยังคิดจะให้นางเชื่อใจอีกหรือ?
ส่วนอีกคนมีตาเหลี่ยม หว่างคิ้วหมองคล้ำ แม้นางจะไม่เชี่ยวชาญด้านการดูลักษณะใบหน้า แต่ก็มองออกว่าเขาไม่ใช่คนดี กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งออกมาจากตัว ไม่รู้ว่ามือคู่นั้นต้องเปื้อนเลือดผู้บริสุทธิ์มาเท่าไหร่แล้ว
พานจวินค้นถุงเงินจากตัวของทั้งสองคนออกมา แต่น่าเสียดายที่ทั้งคู่ไม่มีเงินติดตัวมากนัก มีเพียงเหรียญอีแปะไม่กี่พวงกับเศษเงินอีกเล็กน้อย
หลังจากเก็บเงินไปจนหมด นางก็มองดูเสื้อผ้าบนตัวพวกเขาด้วยความนึกรังเกียจ แต่ก็ยังลากทั้งคู่มาไว้ที่เดียวกัน จากนั้นก็ถอดเสื้อผ้าออกจนหมด เหลือทิ้งไว้เพียงชุดชั้นในเท่านั้น
นางใช้กริชที่ค้นได้จากตัวชายคนนั้นกรีดลงบนแขนของเขา พอเลือดไหลออกมาก็ใช้นิ้วของเขาจุ่มเลือด แล้วเขียนตัวอักษรตัวใหญ่ห้าตัวไว้บนชุดชั้นในด้านหลังของคุณยายว่า "ข้าคือพวกค้ามนุษย์"
พอเขียนเสร็จเลือดก็เริ่มไหลน้อยลง นางจึงกรีดลงบนแขนของเขาอีกแผลอย่างไม่นึกสงสาร คราวนี้จับนิ้วของคุณยายไปจุ่มเลือด แล้วเขียนตัวอักษรตัวใหญ่สี่ตัวบนชุดชั้นในด้านหลังของชายคนนั้นว่า "ข้าฆ่าคนตาย"
พานจวินชื่นชมผลงานของตัวเองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจอย่างมาก
โชคดีที่อีกฝ่ายมีสองคน หากมีเพียงคนเดียว นางคงต้องใช้นิ้วของตัวเองไปจุ่มเลือด ซึ่งนั่นคงทำให้ตัวนางแปดเปื้อนเกินไป
นางมัดทั้งสองคนไว้กับต้นไม้ด้วยกัน ผูกเงื่อนตายให้แน่นหนา จากนั้นก็หยิบข้าวของที่เหลือติดตัวไปแล้วเดินจากไปอย่างสบายใจ
เมื่อเดินมาถึงถนนใหญ่ พานจวินก็สังเกตตำแหน่งดวงอาทิตย์เพื่อกะเวลาอย่างละเอียด หลังจากระบุทิศทั้งสี่ได้แล้ว นางก็มุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ
เมื่อราตรีเยือนพานจวินจึงไปหาฟืนมาจำนวนหนึ่ง นางรวมพลังวิญญาณไว้ที่ปลายนิ้วแล้ววาดพาดผ่านกลางอากาศเป็นยันต์เพลิงหนึ่งแผ่น จากนั้นจึงจุดกองฟืนให้ติดไฟ
เมื่อมีกองไฟ นอกจากจะช่วยให้อบอุ่นแล้ว ยังทำให้รู้สึกถึงความปลอดภัยมากขึ้นด้วย
พานจวินพ่นลมหายใจออกมา นางหักกิ่งไม้ที่มีใบดกหนามาปูบนพื้นแล้วนั่งขัดสมาธิเริ่มนั่งสมาธิฝึกตน
แมวดำขยับตัวเล็กน้อยแล้วหมอบลงข้างขาของนางอย่างว่าง่าย มันแหงนหน้าขึ้นมองดวงจันทร์พลางดูดซับแสงจันทร์กระจ่าง และอาศัยจังหวะนี้เบียดเสียดรับปราณวิญญาณที่ถูกนางดึงดูดเข้ามา
ฮือๆ ตั้งแต่ที่มันทิ้งร่างเดิมแล้วหนีออกมาจากหนีหวันกงของนาง วันคืนอันแสนสุขที่เคยไขว่คว้าพลังวิญญาณมาใช้ได้อย่างตามใจชอบก็ไม่หวนกลับมาอีก ตอนนี้มันทำได้เพียงแอบเก็บเกี่ยวปราณวิญญาณเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
คิดถึงร่างเดิมของมันจัง คิดถึงหัวของนางเหลือเกิน