วิถีดาบแหวกแนวแห่งต้าหมิง

ตอนที่ 12

การแลกเปลี่ยน

ทว่าเถาจี้ที่อยู่บนเรือกำลังพึมพำถึงเจ้าแมวดำ “พานจวินทำกับมันรุนแรงถึงเพียงนั้น ไม่รู้ว่าจะทิ้งมันไปเพื่อหนีเอาตัวรอดหรือไม่”

อย่างไรเสียเด็กหญิงที่พาแมวดำไปด้วยก็ค่อนข้างสะดุดตาและสอบถามได้ง่ายกว่า หากเป็นเขา เขาอาจจะทิ้งแมวดำไว้เพื่อสลัดผู้ติดตามก็เป็นได้

เถาจี้เพียงแค่นึกภาพว่าเจ้าแมวดำจะต้องระหกระเหินในโลกมนุษย์ อดอยากหนาวเหน็บ ขาพิการหนึ่งข้างต้องทนทุกข์ทรมาน วันหน้าหากได้พบกันอีก ขนของมันอาจพันกันยุ่งเหยิง มอมแมมไปทั้งตัว จนคนเก่าแมวเก่าเดินสวนกันแต่จำกันไม่ได้ เขาก็รู้สึกปวดใจนัก

เสวียนเมี่ยวปรายตามองเขาแวบหนึ่ง “ศิษย์พี่สาม ท่านอย่ามัวแต่สนใจเพียงวิถีแห่งเต๋า ยามปกติก็น่าจะหัดเรียนรู้วิชาพยากรณ์บ้าง”

“พานจวินไม่มีทางทิ้งแมวตัวนั้นหรอก แม้ข้าจะไม่รู้ต้นสายปลายเหตุ แต่ชะตาของพวกเขาก็ผูกพันกัน วาสนาระหว่างคนหนึ่งกับแมวหนึ่งตัวนั้น ลึกซึ้งยิ่งกว่าวาสนาระหว่างนางกับพานหงผู้เป็นบิดาเสียอีก”

เถาจี้ “ถ้าเช่นนั้นพอถึงไคเฟิง เราก็เพียงแค่สอบถามชาวบ้านเกี่ยวกับเด็กหญิงที่อุ้มแมว ก็สามารถตามหานางพบแล้วมิใช่หรือ”

เสวียนเมี่ยว “หากนางซ่อนแมวเอาไว้ก็จะหาตัวยาก อย่างไรก็ต้องรอบคอบหน่อย หลักๆ ให้สอบถามหาเด็กอายุราวเจ็ดแปดขวบที่อยู่ตัวคนเดียว”

เด็กวัยนี้หากแต่งตัวสักนิดก็แยกไม่ออกว่าเป็นหญิงหรือชาย ดังนั้นแม้แต่เพศก็ยังระบุให้แน่ชัดไม่ได้

ทว่าพวกเขาคาดไม่ถึง พอไปถึงตำบลจูเซียนแล้วสอบถามดู กลับไม่มีเด็กอายุเจ็ดแปดขวบคนใดที่มาถึงท่าเรือเพียงลำพังเลย

มีคนหนึ่งถูกถามไปถามมาสองรอบจนเริ่มรำคาญ จึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวด้วยความโมโห “บ้านใครจะกล้าปล่อยให้เด็กเจ็ดแปดขวบนั่งเรือจากเมืองต้าหมิงมาไคเฟิงเพียงลำพัง? ไม่กลัวถูกผีพรายจับไปเป็นตัวตายตัวแทนหรืออย่างไร”

เถาจี้ที่ถูกตะคอกใส่ยืนทำหน้าซื่อตาใส แล้วหันไปมองเสวียนเมี่ยว

เสวียนเมี่ยวขมวดคิ้วมุ่น นางหันหลังกลับแล้วกล่าว “หาอะไรกินก่อนเถอะ อิ่มแล้วค่อยหาต่อ”

ทั้งสองหาแผงลอยนั่งลง เสวียนเมี่ยวหยิบเหรียญทองแดงออกมาหนึ่งกำ เลือกเหรียญที่สะอาดที่สุดและไม่แตกต่างกันสามเหรียญวางบนฝ่ามือแล้วเขย่า โยนเหรียญติดต่อกันหกครั้ง จากนั้นจึงเริ่มการวางกั้วทำนายดวงชะตา

เถาจี้กล่าวเสียงเบา “ศิษย์น้องหญิง ไม่ใช่ว่าเจ้าเคยบอกหรือว่าเรื่องเดียวกันไม่ควรเสี่ยงทายซ้ำไปซ้ำมา?”

เสวียนเมี่ยว “หนทางข้างหน้าไร้ทางไป ก็ย่อมต้องเสี่ยงทาย”

เสวียนเมี่ยวมองดูภาพพยากรณ์ที่ปรากฏขึ้น คิ้วของนางขมวดมุ่น ภาพพยากรณ์นี้แปลกประหลาดนัก มันแสดงว่านางกำลังมีภัย แต่ในขณะเดียวกันภาพพยากรณ์กลับไม่ได้เลวร้าย นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตัดสินใจล้มเลิกแล้วเริ่มใหม่ตั้งแต่ต้น

เสวียนเมี่ยวเลือกวิธีที่ง่ายที่สุด โดยตั้งคำถามเพียงว่า “ตอนนี้พานจวินอยู่ที่ทิศใดของนาง”

เมื่อภาพพยากรณ์ปรากฏขึ้น เสวียนเมี่ยวจึงกล่าว “กินข้าวเสร็จแล้วเราจะมุ่งหน้าไปทางเหนือ ภาพพยากรณ์บ่งชี้ว่าพานจวินอยู่ทางทิศเหนือของเรา”

เถาจี้ “หรือว่านางเดินทางจากไคเฟิงมุ่งหน้าไปทางเหนือแล้ว? ถ้าเช่นนั้นเราเดินทางทางบกไปไล่ตามจะเร็วกว่า”

แม้เสวียนเมี่ยวจะรู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่ก็นึกไม่ออกว่าผิดตรงไหน จึงได้แต่พยักหน้า “อย่างไรเสียมุ่งหน้าไปทางต้าถงก็ไม่มีทางผิด เป้าหมายสุดท้ายของนางคือการไปต้าถงเพื่อตามหาพานหงและบุตรชาย”

หลังจากกินก๋วยเตี๋ยวเสร็จ เสวียนเมี่ยวและเถาจี้ก็ไปเช่าม้าที่ร้านเช่าม้า

ถูกต้องแล้ว เพื่อไล่ตามคน พวกเขาจึงยอมควักกระเป๋าเช่าม้าอย่างใจป้ำในที่สุด

คนหนึ่งม้าหนึ่งตัว ควบไปตามถนนหลวงมุ่งหน้าสู่ทิศเหนือ สายตากวาดมองผู้คนที่สัญจรไปมาตลอดทาง จนกระทั่งถึงยามเย็นจึงหยุดพัก

ข้างกองไฟ เถาจี้เติมฟืนพลางกล่าวอย่างไม่อยากจะเชื่อ “ตลอดทางมานี้กลับไม่พบวี่แววของนางเลย หรือว่านางเช่ารถม้าเหมือนกับคนอื่นๆ? ข้าจำได้ว่านางไม่มีเงินติดตัวนี่นา? หรือว่าพวกเราตามผิดทางกัน?”

เสวียนเมี่ยวกำลังวางกั้วทำนายดวงชะตาอยู่ ครู่ต่อมานางเก็บเหรียญทองแดงแล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “นางยังคงอยู่ทางทิศเหนือของเรา”

เถาจี้ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่างแต่ก็กลืนคำพูดนั้นกลับลงไป

เสวียนเมี่ยวแค่นเสียง “หึ” ออกมาคำหนึ่ง “ข้าไม่มีทางคำนวณพลาด ตอนนั้นนางเดินทางลงใต้ทางน้ำอย่างแน่นอน”

เช่นนั้นนางจะเดินทางไปอยู่ทางทิศเหนือของพวกเขาได้อย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?

เถาจี้เบิกตากว้าง “หรือว่าจะเป็นวิชาประหลาด? วิชาย่นระยะทาง วิชาเดินทางพันลี้?”

ยิ่งพูดเถาจี้ก็ยิ่งตื่นเต้น “เป็นไปได้จริงๆ นะศิษย์น้องหญิง นางสามารถพรางตัวในต้นเหมยได้ วิชาประหลาดพวกนี้ขนาดเจ้ายังทำไม่ได้เลย น่าเสียดายที่ตลอดทางมานี้นางดุมาก ไม่อย่างนั้นคงได้ถามเรื่องลับพวกนี้บ้าง”

เสวียนเมี่ยวครุ่นคิด นางเองก็กำลังพิจารณาถึงความเป็นไปได้นี้เช่นกัน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไร นางก็กระตุ้นความอยากเอาชนะของตนเองขึ้นมาได้สำเร็จ มือบางกำหมัดแน่นพลางกล่าวว่า “ข้าต้องจับนางให้ได้”

ท่ามกลางแสงไฟที่วูบไหว พานจวินเสร็จสิ้นการโคจรลมปราณเสี่ยวโจวเทียน นางกดปราณวิญญาณลงสู่ตันเถียนเพื่อเปลี่ยนให้เป็นพลังของตน ส่วนปราณที่ไม่สามารถรวบรวมได้ก็ปล่อยให้สลายไปตามแขนขาและร่างกายเพื่อบำรุงส่วนต่างๆ

ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางติดต่อกันหลายวันมลายหายไปสิ้น นางลุกขึ้นขยับแข้งขยับขาด้วยความปลอดโปร่ง “แปดปีแล้ว ไม่เคยมีช่วงเวลาไหนที่ข้าจะรู้สึกแข็งแรงเท่าตอนนี้เลย”

แมวดำที่หมอบอยู่บนกองใบไม้เงียบงันไม่พูดจา

พานจวินก้มมองมันแวบหนึ่ง ก่อนจะนั่งขัดสมาธิลงตรงหน้า เลือกที่จะสนทนากับมันอย่างเปิดเผย “ตั้งแต่ที่เราพบกันอย่างเป็นทางการจนถึงตอนนี้ เรายังไม่มีโอกาสและเวลาที่จะคุยกันอย่างจริงจังเลย ตอนนี้ที่นี่ไม่มีคนนอก เพื่ออนาคตของเรา เจ้าไม่คิดว่าเราควรจะเปิดอกคุยกันหน่อยหรือ?”

แมวดำยันกายท่อนบนขึ้น นั่งด้วยก้นเลียนแบบนาง เพียงแต่ขาหลังถูกกิ่งไม้ขัดไว้ จึงทำได้เพียงแยกขาออกข้างหนึ่ง ดูแล้วไม่น่าเกรงขามเอาเสียเลย แต่มันก็ยังคงทำหน้าขรึมพลางส่งเสียงร้องเมี้ยว “ได้ เรามาคุยกัน”

ดาบซิ่วชุนเล่มหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือของพานจวิน แมวดำตกใจจนหงายหลัง กลิ้งขลุกไปทั้งตัว มันร้อง “เมี้ยว” อย่างโกรธเคือง แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร พานจวินก็วางดาบพาดไว้บนเข่าของตนแล้วกล่าวว่า “เจ้าดูสิ ไม่ต้องมีเจ้า ข้าก็สามารถนำของออกมาจากกระจกวิญญาณสามหยกได้”

ความโกรธของแมวดำชะงักไป มันไม่ได้พูดอะไร

“หมายความว่า กระจกวิญญาณสามหยกที่ไร้จิตวิญญาณแห่งกระจกวิญญาณ ก็เหมือนกับตอนที่อยู่ในสถาบันวิจัยในชาติก่อน ส่วนที่คลายผนึกแล้วย่อมสามารถใช้งานได้” พานจวินกล่าว “และตอนนี้ มันสถิตอยู่ในหนีหวันกงของข้า หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับดวงวิญญาณของข้า แน่นอนว่านอกจากส่วนที่ยังถูกผนึกอยู่ ที่เหลือข้าอยากจะใช้อะไรก็ย่อมใช้ได้”

ดังนั้นสำหรับนางแล้ว จิตวิญญาณแห่งกระจกวิญญาณกลับมีข้อเสียมากกว่าข้อดี เว้นแต่ว่ามันจะสามารถสร้างผลประโยชน์ที่มากพอให้แก่นางได้ มิฉะนั้นมันคงยากที่จะหว่านล้อมให้นางเก็บมันไว้

แมวดำติดตามนางมาตลอดทาง ย่อมรู้ดีว่าการใช้ไม้อ่อนเรื่องความผูกพันนั้นใช้กับนางไม่ได้ผล นางเป็นคนใจคออำมหิต อีกทั้งยังฝังใจเจ็บเรื่องที่มันสูบกินปราณวิญญาณของนางไปถึงแปดปี คงเป็นไปไม่ได้ที่จะยอมรับมันกลับเข้าไปในหัวเพียงเพราะการช่วยเหลือกันมาตลอดทางนี้

“ความทรงจำที่เก่าแก่เกินไปถูกผนึกไว้ ข้าจำได้ไม่มากนัก” แมวดำเอ่ยขึ้น “แต่ข้ายังจำเจตนารมณ์แรกเริ่มที่ข้าถูกสร้างขึ้นมาได้”

มันนั่งตัวตรง แหงนมองดวงจันทร์บนท้องฟ้าพลางรำลึกความหลัง “ร่างกายมนุษย์เป็นเพียงภาชนะ ดวงวิญญาณต่างหากที่เป็นรากฐาน หากดวงวิญญาณยังคงอยู่ มนุษย์ย่อมเป็นอมตะ ผู้สร้างข้าต้องการจะขัดเกลาข้าให้กลายเป็นโลกที่สามารถบรรจุดวงวิญญาณได้ ในโลกของข้า ชีวิตที่อยู่ในรูปของจิตสำนึกเหล่านี้จะสามารถดำรงอยู่ต่อไปและก้าวข้ามขีดจำกัด มีสติปัญญาที่เหนือล้ำ”

ในโลกของข้า พวกเขาจะได้รับชีวิตอมตะ!”

พานจวินเลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ ทิศทางความเป็นไปเช่นนี้เป็นสิ่งที่นางคาดไม่ถึง

นิ้วเรียวอดไม่ได้ที่จะเคาะฝักดาบเบาๆ พลางครุ่นคิด “ซูเปอร์ AI หรือ? ไม่ ไม่ใช่ การเป็นอมตะโดยปราศจากร่างกาย เป็นสิ่งที่แม้แต่ซูเปอร์ AI ก็ทำไม่ได้”

แมวดำมองนางด้วยสายตาดูแคลน “นี่คือการหลอมจิต!”

พานจวินปรายตามองมันแล้วถามว่า “เจ้ากับผู้สร้างของเจ้าทำสำเร็จหรือไม่?”

แมวดำก้มหัวลงทันที “ไม่รู้สิ ข้าถูกผนึกไว้”

“แต่ข้าบอกเลยว่า สิ่งที่คลายผนึกออกมาในตอนนี้เป็นเพียงส่วนเสี้ยวเล็กๆ ของข้าเท่านั้น ไอ้มิติเก็บของหรือฟังก์ชันการ์ดความจำอะไรนั่น เมื่อเทียบกับสิ่งอื่นของข้าแล้ว มันไม่คู่ควรจะเอ่ยถึงด้วยซ้ำ”

เมื่อเห็นพานจวินไม่ได้โต้แย้ง แมวดำก็กล่าวด้วยความจริงใจมากขึ้นว่า “โลกนี้ไม่เหมือนชาติก่อน ที่นี่ปราณวิญญาณเบาบาง การฝึกตนยากลำบากกว่าเมื่อก่อนมาก อีกทั้งเทคโนโลยีการผลิตที่นี่ยังล้าหลัง เบื้องบนยังมีฮ่องเต้ที่กำหนดความเป็นตายของผู้คนได้ตามอำเภอใจ การที่เจ้าจะไขว่คว้าหาทรัพยากรฝึกตนในที่แห่งนี้จะยากเย็นแสนเข็ญยิ่งกว่าชาติก่อนหลายเท่า”

“แต่ข้านี่แหละ คือทรัพยากรของเจ้า!”

เมื่อเห็นพานจวินกำลังครุ่นคิด แมวดำก็เชิดหน้าขึ้นอย่างภูมิใจแล้วกล่าวว่า “เจ้าคงยังไม่รู้ล่ะสิ ว่าคัมภีร์ฝึกตนที่พวกเจ้าฝึกกันในชาติก่อนน่ะมีปัญหามาตลอด อัตราการกักเก็บปราณที่ฝึกได้นั้นต่ำมาก มักจะสลายออกไปรอบตัวอยู่เสมอ”

พานจวินมองมันด้วยสายตาดูแคลนแล้วกล่าวว่า “ข้ารู้อยู่แล้ว ไม่ใช่แค่ข้ารู้หรอกนะ แต่คนทั้งประเทศ คนทั้งโลกเขาก็รู้กันทั้งนั้นแหละ”

คำพูดโอ้อวดที่เตรียมมาเต็มท้องของแมวดำพลันจุกอยู่ที่ลำคอทันที

พานจวิน: “ไม่อย่างนั้นเจ้าคิดว่าทำไมสถาบันวิจัยถึงได้ทุ่มเททรัพยากรมากมายขนาดนั้นใส่ตัวเจ้า เพื่อหวังจะให้เจ้าคลายผนึกออกล่ะ?”

“ในสายตาของพวกเรา เจ้าเปรียบเสมือนฟังก์ชันการ์ดความจำ มิแตกต่างจากคัมภีร์สวรรค์ในยุคบรรพกาล เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการต่างปักใจเชื่อว่าในตัวเจ้ามีคัมภีร์ฝึกตนที่เหล่าบรรพชนบันทึกไว้”

พานจวินมองมันด้วยสายตาเย็นชา “ตอนนี้ดูเหมือนว่าในตัวเจ้าจะมีจริงๆ แถมเจ้ายังจำได้ด้วย แต่เจ้ากลับหลบซ่อนอยู่ในหนีหวันกงของข้ามาหลายปี เฝ้ามองข้าใช้คัมภีร์ฝึกตนชั้นเลวโดยไม่แม้แต่จะเตือน เป็นเพราะปราณวิญญาณเหล่านั้นมักจะถูกเจ้าดูดซับไปจนหมดก่อนที่จะสลายไปใช่หรือไม่?”

แมวดำเงียบกริบ

พานจวิน: “ตกลง ข้ายอมตกลงที่จะไม่ผนึกเจ้า ตอนนี้เรามาคุยเรื่องข้อแลกเปลี่ยนกันเถอะ อย่าได้พูดจาไร้เดียงสาประเภทขอกึ่งหนึ่งของปราณที่ข้าฝึกได้อีกเลย ในตอนนี้แต้มต่อในมือเจ้ายังไม่มีน้ำหนักพอจะได้ค่าตอบแทนขนาดนั้น”

แมวดำไหล่ตก ร่างเล็กจ้อยดูน่าสงสารจับใจ “แล้วเจ้าจะให้เท่าไหร่ล่ะ?”

พานจวินนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ก่อนจะกล่าวว่า “หนึ่งในห้าสิบ ถือเสียว่าเป็นค่าเช่ากระจกวิญญาณสามหยก”

หน้าอกของแมวดำกระเพื่อมขึ้นลงด้วยความขัดใจ แต่เมื่อสบสายตาของพานจวิน มันก็ยอมจำนน ปราณวิญญาณเพียงน้อยนิดนี้จะว่าไปก็เหมือนค่าแลกเปลี่ยนคัมภีร์ฝึกตนกับมัน มากกว่าจะเป็นค่าเช่ากระจกวิญญาณสามหยกเสียอีก

เพราะอย่างไรเสีย ตอนนี้มันก็ไม่ได้อยู่ในร่างเดิม นางเองก็สามารถใช้งานกระจกวิญญาณสามหยกได้เช่นกัน

แมวดำตกลง แต่ก็อดบ่นพึมพำไม่ได้ว่า “น้อยเพียงนี้ ข้าต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะคลายผนึกได้กัน?”

พานจวิน: “การคลายผนึกจะหวังพึ่งแค่ให้เจ้าดูดซับปราณวิญญาณเพื่อคลายเองไม่ได้หรอก เจ้ารอให้ข้าศึกษาเรื่องค่ายกลและยันต์ก่อน ถึงตอนนั้นค่อยมาดูว่าพอจะช่วยคลายจากภายนอกได้หรือไม่”

แมวดำ: “อาจารย์ของเจ้า รวมไปถึงเหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการที่เก่งกว่าเจ้าตั้งเท่าไหร่ยังไร้หนทาง แล้วเจ้าจะเก่งกว่าพวกเขาได้รึ?”

พานจวิน: “ข้ามีพรสวรรค์ เจ้าไม่เคยได้ยินสำนวนโบราณหรือ? คลื่นลูกหลังย่อมไล่พัดคลื่นลูกหน้า และข้านี่แหละคือคลื่นลูกหลังนั่น”

“เอาล่ะ เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ส่งคัมภีร์ฝึกตนมาให้ข้า”

นางต้องรีบฝึกตน ในใจนางมักมีความรู้สึกไม่สงบ ราวกับว่านางยังหนีไม่พ้นจากการถูกบงการ และยังคงอยู่ภายใต้เงื้อมมือของผู้อื่น

ร่างเดิมของแมวดำอยู่ในหนีหวันกงของนาง แม้จะไม่สามารถล่วงรู้ความคิดที่แน่ชัดของนางได้ แต่ก็ยังรับรู้ความรู้สึกบางอย่างได้ ราวกับมีใจสื่อถึงกัน

ยากจะอธิบายให้ชัดแจ้ง

ดังนั้นมันจึงมีความรู้สึกเช่นนั้นด้วย

แมวดำกล่าวว่า “คัมภีร์ฝึกตนที่ข้ารู้จักถูกบันทึกไว้ในแผ่นหยกที่สองของข้า ในช่วงหลายปีมานี้มันคลายผนึกออกมานิดหน่อย แต่ข้าก็ผนึกมันกลับเข้าไปอีกครั้ง”

พานจวิน: “อ้อ เพื่อป้องกันไม่ให้ข้าล่วงรู้สินะ?”

แมวดำไม่สนใจคำพูดนั้น “เดี๋ยวข้าจะคลายผนึกมันให้ เจ้าก็ดูเอาเองแล้วกัน แต่ก่อนจะคลายผนึก ข้ายังมีเงื่อนไขอีกข้อหนึ่ง”

พานจวินส่งสัญญาณให้มันพูดมา

แมวดำนอนหงายหลัง พลางชูขาหลังขึ้นแล้วกล่าวว่า “นอกจากต้องให้ปราณวิญญาณเป็นค่าเช่าแก่ข้าแล้ว เจ้ายังต้องรับประกันความปลอดภัยของข้าด้วย ความปลอดภัยของจิตวิญญาณแห่งกระจกวิญญาณ!”

มันเน้นย้ำว่า “ข้าจะรักษาสัญญา ต่อไปจะไม่ขโมยปราณวิญญาณของเจ้าอีก และเจ้าก็ต้องรับรองด้วยว่าจะไม่คิดผนึกข้าอีกเด็ดขาด และไม่ยอมให้ใครมาทำร้ายข้าด้วย”

พานจวินตอบตกลงทันที “ตกลง”

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์