วิถีดาบแหวกแนวแห่งต้าหมิง

ตอนที่ 10

ฮ่าฮ่าฮ่า หนีไปได้แล้ว

ขาหน้าทั้งสองข้างของแมวดำหายดีแล้ว แต่ขาหลังข้างหนึ่งยังคงห้อยรุ่งริ่งอยู่

นึกไม่ถึงว่าเถาจี้จะจัดกระดูกให้แมวเป็นด้วย เขาไม่เพียงแต่จัดกระดูกขาของมันให้เข้าที่ แต่ยังใช้กิ่งไม้เล็กๆ มัดขาของมันเอาไว้ด้วย

ดังนั้นตลอดการเดินทางครั้งนี้ ผู้ที่มีความสุขที่สุดก็คือแมวดำ ไม่ถูกเถาจี้อุ้ม ก็ถูกพานจวินอุ้ม กินอิ่มก็นอน นอนอิ่มก็ชมทิวทัศน์ การซุกตัวอยู่ในอ้อมกอดของคนอื่นไม่เพียงแต่ประหยัดแรง แต่ยังไม่หนาวไม่ร้อนแถมยังนุ่มนิ่มอีกด้วย อย่างไรเสียพานจวินก็อิจฉามันจนแทบทนไม่ไหว ถึงขนาดอยากจะแสร้งทำขาหักสักข้างเพื่อให้คนอื่นอุ้มบ้าง

แมวดำติดพานจวินมาก เพียงแค่คลาดสายตาครู่เดียวก็ส่งเสียงร้อง แม้แต่ตอนที่เสวียนเมี่ยวกับพานจวินไปทำธุระส่วนตัวหรือผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยกัน มันก็ยังร้องเมี๊ยวๆ ไม่หยุด เถาจี้เห็นแล้วก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย ทั้งที่ตลอดทางเขาดูแลมันดีกว่าแท้ๆ

"ข้ายังไม่ได้ถามเจ้าเลย ว่ามันชื่ออะไร?"

พานจวินก้มลงมองมันแวบหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า "เสี่ยวเฮย มันชื่อพานเสี่ยวเฮย"

แมวดำส่งเสียงร้องเมี๊ยวๆ ปฏิเสธอย่างโกรธเคือง "ข้าชื่อกระจกวิญญาณ กระจกวิญญาณ!"

[เลิกส่งเสียงได้แล้ว] พานจวินตอบกลับมันในความคิด [พวกเขายังไงก็ฟังคำพูดของเจ้าไม่รู้เรื่อง อีกอย่าง กระจกวิญญาณไม่ใช่ชื่อของเจ้า แต่นั่นเป็นชื่อของสิ่งของ เจ้าชื่อกระจกวิญญาณได้ ในวันหน้าหากมีคนหลอมสร้างของที่มีหน้าที่เหมือนกันขึ้นมา พวกเขาก็เรียกมันว่ากระจกวิญญาณได้เช่นกัน]

[มันก็เหมือนกับดาบในมือของพวกเขานั่นแหละ ทั้งหมดล้วนเรียกว่าดาบ แต่ถ้าอยากให้มันแตกต่าง ก็ต้องตั้งชื่อให้พวกมัน]

แมวดำชะงักไปครู่หนึ่ง หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ยอมรับได้ แต่มันยังร้องประท้วงว่า "ข้าไม่เอาชื่อเสี่ยวเฮย ตั้งชื่อที่เพราะกว่านี้ให้ข้าหน่อย"

พานจวินกลับยิ้มบางๆ อุ้มมันไว้ในอ้อมกอดแล้วเงยหน้ายิ้มให้เถาจี้ "ท่านดูสิ ตัวมันดำสนิทไปทั้งตัว ดำเหมือนกับผลึกมังกรเลยใช่ไหม?"

เถาจี้มองดูแมวดำแล้วพยักหน้า "ดำมากจริงๆ"

"เพราะฉะนั้นมันจึงชื่อเสี่ยวเฮย ใช้แซ่ตามข้า เรียกว่าพานเสี่ยวเฮย"

เถาจี้: "...ทำไมไม่เรียกว่าผลึกมังกรล่ะ? ผลึกมังกรออกจะไพเราะจะตาย"

แมวดำพยักหน้าหงึกๆ ดวงตาที่เหมือนแก้วเจียระไนจ้องมองพานจวินอย่างโกรธเคือง

"เพราะข้าชอบเรียกมันว่าเสี่ยวเฮยนี่นา" พานจวินลูบขนของมันพลางเอ่ยอย่างนุ่มนวลว่า "ต่อให้ชื่อจะไพเราะแค่ไหนก็ซื้อความพอใจของข้าไม่ได้หรอก จริงไหมเสี่ยวเฮย เจ้าคงไม่คัดค้านข้าใช่ไหม?"

ร่างกายของแมวดำแข็งทื่อไปชั่วครู่ จากนั้นมันก็ซบลงในอ้อมกอดของนางอย่างยอมจำนนต่อโชคชะตา และไม่ส่งเสียงอีกเลย

พานจวินพยักหน้าอย่างพึงพอใจ แล้วเอ่ยกับเถาจี้ว่า "ท่านดูสิ มันชอบจะตาย"

เถาจี้: "..."

เสวียนเมี่ยววางตะเกียบลง นับเหรียญอีแปะวางไว้บนโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยว่า "ไปกันเถอะ"

เถาจี้รีบวางตะเกียบลง เช็ดปากลวกๆ แล้วลากพานจวินให้เดินตามไปทันที

พานจวินเสียหลักเซไปสองสามก้าวก่อนจะทรงตัวได้

เมื่อเดินผ่านร้านตัดเสื้อร้านหนึ่ง เสวียนเมี่ยวเงยหน้าขึ้นมองหน้าร้าน แล้วหันไปบอกกับเถาจี้ว่า "เจ้ารออยู่ที่นี่"

เมื่อเห็นนางมองมา พานจวินก็รีบเอ่ยว่า "ข้าไม่มีอะไรต้องซื้อ ข้าจะรออยู่ข้างนอกกับเขา"

เสวียนเมี่ยวขมวดคิ้วเล็กน้อย เมื่อนึกได้ว่าตอนนี้นางคงไม่สะดวก และคงไม่อยากให้ใครรู้จริงๆ แม้ว่าพานจวินจะเป็นเด็กสาวเหมือนกันก็ตาม

นางหันไปมองเถาจี้แล้วกำชับว่า "ดูนางไว้ให้ดี"

เถาจี้ให้คำมั่น "ศิษย์น้องหญิงวางใจเถอะ พอเจ้าเข้าไปข้าจะรีบทำการสกัดจุดนางทันที ทำให้นางขยับเขยื้อนไม่ได้ ทั้งปิดกั้นเส้นชีพจรและสกัดจุด ต่อให้นางจะฉลาดเป็นกรดแค่ไหนก็หนีไปไม่ได้หรอก"

พานจวินเอ่ยอย่างขุ่นเคือง "พวกท่านดูถูกคนเกินไปแล้ว ข้าก็รับปากว่าจะไปกับพวกท่านแล้ว ตลอดทางข้าเคยหนีบ้างไหม?"

เสวียนเมี่ยวเห็นด้วยกับการกระทำของเถาจี้ทันที ก่อนจะหมุนตัวเดินเข้าร้านตัดเสื้อไป

พอขยับกายจากไป เถาจี้ก็ชูนิ้วขึ้นสองนิ้วแล้วเดินตรงเข้ามาหา

พานจวินส่งเสียงฮึใส่เขาอย่างไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้ขัดขืน เพียงแค่เบือนหน้าไปทางอื่น

ความว่าง่ายของนางทำให้เถาจี้ลดความระแวดระวังลงไปมาก ขณะที่เขากำลังจะสกัดจุดชีพจรของนาง พานจวินก็พลันตาเป็นประกายแล้วร้องขึ้นว่า "เดี๋ยวก่อน!"

เถาจี้ชะงักมือ "มีอะไร?"

พานจวินชี้ไปยังถังหูลู่ที่อยู่ไม่ไกลแล้วกล่าวว่า "ข้าอยากกินเจ้านั่น ท่านช่วยสกัดจุดที่ขาแล้วเหลือมือข้าไว้ ให้ข้าได้กินถังหูลู่สักไม้ได้หรือไม่?"

เถาจี้: "เพิ่งกินบะหมี่ไปเจ้าก็หิวแล้วหรือ? นี่มันท้องไส้อะไรกัน..."

อารมณ์ของพานจวินหม่นหมองลงทันควัน นางกล่าวอย่างเศร้าสร้อยว่า "ข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ตั้งแต่เกิดมาก็แทบไม่ได้ก้าวเท้าออกจากบ้านเลย เคยแต่ได้ยินเรื่องถังหูลู่ แต่ยังไม่เคยได้กินเลยสักครั้ง พี่รองของข้ารับปากว่า เมื่อข้าหายดีแล้ว ทันทีที่ออกไปข้างนอกได้เขาจะซื้อถังหูลู่ให้ข้ากิน แต่เขายังไม่ทันได้ซื้อให้ก็ต้องตามท่านพ่อไปที่ต้าถงเสียก่อน ข้าโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยได้กินถังหูลู่เลยแม้แต่คำเดียว..."

ยังไม่ทันสิ้นคำพูด ขอบตาของพานจวินก็แดงก่ำ โดยไม่รอให้เถาจี้ได้ทันตั้งตัว หยดน้ำตาเม็ดเขื่องก็ร่วงพรู นางเริ่มสะอึกสะอื้นจนพูดไม่ออกในทันที

ในตอนแรกนางเพียงแค่คิดจะเสแสร้งแสดงละคร แต่พอยิ่งพูดไป ก็นึกถึงพี่รองที่อายุเพียงสิบสี่ปี ทั้งที่เขายังเป็นเพียงเด็กหนุ่มจอมซนคนหนึ่งแท้ๆ กลับถูกล่ามโซ่ลากตัวออกไป ได้ยินว่าพวกเขาถูกเนรเทศไปที่ต้าถงเพื่อเป็นทหารรักษาชายแดน ซึ่งเป็นสถานะที่ต่ำต้อยที่สุดในบรรดาทหารทั้งหลาย

พานจวินร้องไห้โฮออกมา

ผู้คนที่เดินผ่านไปมาบนถนนต่างพากันหยุดชะงักแล้วหันมามอง

เถาจี้ทำตัวไม่ถูกพลางลนลานกล่าวว่า "เจ้า... เจ้า... เจ้าอย่าร้องไห้สิ ก็แค่ถังหูลู่ไม่ใช่หรือ ข้าจะซื้อให้เจ้าเดี๋ยวนี้แหละ"

พูดจบเขาก็ควักเงินออกมาแล้วเดินไปซื้อ

ท่านอาคนขายถังหูลู่เองก็ชะเง้อคอมองมาทางนี้ พอเห็นเถาจี้ควักเงินก็รีบยิ้มแย้มเดินเข้ามาหา พร้อมกับดึงไม้ที่ใหญ่และแดงที่สุดออกมาจากแกนฟาง "ท่านนักพรต ไม้นี้หวานขอรับ น้ำตาลเยอะที่สุดเลย"

เถาจี้มองดูแล้วรู้สึกพอใจ หลังจากคิดครู่หนึ่งก็ชี้ไปยังอีกไม้ที่อยู่ด้านบนแล้วบอกว่า "เอามาอีกไม้หนึ่ง"

ดูเหมือนศิษย์น้องหญิงจะชอบกินของหวานเหมือนกัน พอดีเลยจะได้แบ่งกันคนละไม้

เถาจี้ถือถังหูลู่ไว้มือละไม้ หมุนตัวกลับมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า ทว่าตรงที่พานจวินเคยยืนอยู่นั้นกลับว่างเปล่าไร้ร่องรอย

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาแข็งค้าง รู้สึกเย็นวาบไปทั้งมือและเท้า เขาหันมองไปรอบๆ อย่างลนลาน คนที่เพิ่งร้องไห้โฮอยู่เมื่อครู่หายตัวไปแล้ว มองไปข้างหน้าและข้างหลัง บนถนนที่ทอดยาวกลับไม่มีใครที่มีลักษณะคล้ายพานจวินเลยสักคน

"นาง... นาง... นาง..." เถาจี้หันกลับไปถามท่านอาขายถังหูลู่อย่างร้อนรน "คนล่ะ นางหายไปไหนแล้ว?"

ท่านอาขายถังหูลู่กวาดสายตามองตามไปด้วย พลันสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก "แย่แล้ว หรือว่าจะเจอนักลักพาตัวเด็กเข้าให้แล้ว?"

เถาจี้ชูถังหูลู่วิ่งพรวดเข้าไปในร้านตัดเสื้อ ในร้านมีคนอยู่เพียงประปราย และไม่มีวี่แววของพานจวินเลย "เถ้าแก่ แม่นางน้อยที่ยืนอยู่กับข้าข้างนอกเมื่อครู่ได้เข้ามาข้างในหรือไม่?"

เถ้าแก่ตอบว่า "ไม่มีนี่ขอรับ..."

ไม่รอให้เขาพูดจบ เถาจี้ก็พุ่งกลับออกไปยังถนนราวกับพายุหมุน เขามองซ้ายมองขวาแล้วตัดสินใจวิ่งไปทิศทางหนึ่ง สายตาจ้องเขม็งไปยังทุกคนที่อยู่ริมทาง แต่ก็ยังไม่พบพานจวิน

ขอบตาของเขาแดงก่ำขึ้นมาทันที เขากระทืบเท้าอย่างเจ็บใจก่อนจะวิ่งกลับเข้าไปในร้านแล้วตะโกนลั่น "ศิษย์น้องหญิง ศิษย์น้องหญิง เจ้าออกมาเร็วเข้า ข้าทำพานจวินหนีไปได้แล้ว!"

ส่วนด้านนอก ท่านอาขายถังหูลู่ก็ได้ช่วยป่าวประกาศด้วยความหวังดี "ทุกคนช่วยกันหาเร็วเข้า นักลักพาตัวเด็กนั่นคงยังหนีไปไม่ไกลแน่..."

เถาจี้ได้ยินเช่นนั้นก็ถ่มน้ำลายอย่างขุ่นเคือง นักลักพาตัวเด็กที่ไหนจะมาลักพาตัวนางไปได้?

นางนั่นแหละที่หนีไปเอง!

เถาจี้มองถังหูลู่ที่กำอยู่ในมือด้วยความโกรธจนอยากจะขว้างทิ้ง แต่เมื่อยกมือขึ้นเขากลับรู้สึกว่ามันช่างไม่รู้อีโหน่อีเหน่ เขาไม่ควรเอามันมาเป็นที่ระบายอารมณ์

ในขณะที่เขากำลังเป็นทุกข์ เสวียนเมี่ยวก็สะพายห่อสัมภาระถือกระบี่เดินออกมา

เถาจี้มองนางด้วยสีหน้าละห้อยระคนน้อยใจ "ศิษย์น้องหญิง ข้า... ข้าเฝ้านางไว้ไม่ดี ทำนางหนีไปเสียแล้ว"

ใบหน้าของเสวียนเมี่ยวเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง นางไม่ได้ตำหนิเถาจี้ แต่จ้องมองไปยังถังหูลู่สองไม้ในมือเขา หลังจากนับจำนวนแล้วก็นิ่งคำนวณในใจครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า "กัวบนคือคั่น กัวล่างคือซวิ่น สุ่ยเฟิงจิ่ง ในเมื่อนางจงใจหนี ก็ย่อมหนีไม่พ้น ติดริมน้ำ มุ่งทิศใต้ ไปที่ท่าเรือ พวกเราไปเมืองไคเฟิงกัน"

"อื้มๆ!" เถาจี้พยักหน้าอย่างแรง ก่อนจะรีบก้าวตามเสวียนเมี่ยวไปยังท่าเรืออย่างกระชั้นชิด

ฮึ วิชาพยากรณ์ดอกเหมยของศิษย์น้องหญิงเขานั้นเข้าขั้นฉกาจฉกรรจ์ คิดจะหนีรึ อย่าหวังว่าจะมีประตู หรือแม้แต่หน้าต่างก็ไม่มีทาง!

ดวงตาของเถาจี้ลุกโชนด้วยไฟโทสะ เขามุ่งหน้าไปยังท่าเรือด้วยท่าทางฮึดฮัด

เมื่อมาถึงท่าเรือ เห็นเรือนับสิบๆ ลำ ทั้งที่กำลังแล่นออกจากท่า และที่รอจะเข้าเทียบท่าอีกนับไม่ถ้วน เขาถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ "เรือเยอะขนาดนี้ นางแอบอยู่บนเรือลำไหนกัน?"

เสวียนเมี่ยวขมวดคิ้ว เมื่อพบว่าไม่สามารถคำนวณรายละเอียดที่ชัดเจนกว่านี้ได้ นางจึงตัดสินใจอย่างเด็ดขาด "หาดูรอบๆ ก่อน ถ้าหาไม่เจอก็ตรงไปที่เมืองไคเฟิงเลย"

ในเวลานี้ พานจวินแอบซ่อนตัวอยู่บนเรือลำใหญ่ลำหนึ่ง

พานจวินนั้นมีเงินติดตัว เพราะนางเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ อยู่เสมอ นอกจากท่านพ่อจะชอบใช้เงินปลอบโยนนางแล้ว พี่ใหญ่และพี่รองของนางก็ชอบทำเช่นนั้นด้วย เพียงแต่ว่า...

ส่วนใหญ่จะเป็นเหรียญอีแปะ เงินตำลึงเพียงก้อนเดียวที่มีนั้นเป็นเพราะนางนึกสงสัย ท่านพ่อจึงให้มาหนึ่งก้อน ขนาดไม่ใหญ่นัก เป็นเงินหลวงหนักห้าตำลึง

ในจังหวะที่เถาจี้เดินตรงไปหาลุงขายถังหูลู่ นางก็หยุดร้องไห้ทันที และในพริบตาที่สายตาของทุกคนหันไปมองเถาจี้ นางก็ประดุจปลาตัวน้อยที่เลื่อนไหลหายลับเข้าไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว

นางวิ่งตรงไปยังท่าเรืออย่างรวดเร็ว ตอนที่นั่งกินบะหมี่นางได้ยินมาว่า เรือเล็กที่จะไปเมืองไคเฟิงนั้นคนเต็มเมื่อไหร่ก็ออกเมื่อนั้น แต่เรือใหญ่เป็นเรือหลวงซึ่งมีเวลาออกที่แน่นอน โดยจะออกทุกๆ หนึ่งชั่วยาม ไม่ว่าคนหรือสินค้าจะเต็มหรือไม่ก็ตาม

เหลือเวลาอีกไม่ถึงหนึ่งเค่อก็จะถึงเวลาออกเรือ

นางอุ้มแมววิ่งถลาไปยังริมฝั่ง เป็นจังหวะเดียวกับที่คนงานบนเรือกำลังแก้เชือกและออกแรงดันเรือออกจากท่าพอดี...

พานจวินไม่พูดไม่จา พุ่งตัวไปข้างหน้าแล้วกระโดดวับลงบนดาดฟ้าเรือได้อย่างมั่นคง

"เฮ้ เจ้าเด็กคนนี้ไม่กลัวตายหรือไง เรือจะออกแล้วยังกระโดดขึ้นมาอีก ผู้ใหญ่ในบ้านเจ้าไปไหนเสียล่ะ?"

พานจวินหอบหายใจถี่ นางหยิบเหรียญอีแปะกำหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อแล้วกล่าวว่า "คนในครอบครัวข้ากำลังรอข้าอยู่ที่เมืองไคเฟิงเจ้าค่ะ"

นางจ่ายค่าเรือแล้วเดินไปนั่งลงที่มุมด้านในสุด หลังจากเรือแล่นออกไปได้ไม่นาน นางก็เห็นเสวียนเมี่ยวกับอีกคนเร่งรีบมาถึงท่าเรือ

นางรีบเอนกายไปด้านหลัง ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดพลางเฝ้ามองพวกเขาสอบถามตามเรือทีละลำๆ

แมวดำส่งเสียง "เมี๊ยว" ทีหนึ่ง "พวกนั้นรวดเร็วปานนี้ เจ้าจะหนีพ้นหรือ?"

พานจวินเองก็รู้สึกว่าความเร็วของพวกเขานั้นเหลือเชื่อเกินไป นอกจากว่าพวกเขาจะพบทิศทางที่นางจากมาได้ทันทีหลังจากที่นางหายตัวไป แต่ตอนนั้นนางก็ได้อำพรางร่องรอยไว้แล้ว...

พานจวินกล่าวว่า "หากพวกเขาจะตามหา ก็คงมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ คงนึกไม่ถึงแน่ว่าพวกเราจะมุ่งลงใต้ไปยังเมืองไคเฟิงก่อน แล้วค่อยวกกลับขึ้นเหนือ เช่นนี้ก็คลาดกันแล้ว..."

พานจวินพูดถึงตรงนี้ก็ชะงักไป พลางขมวดคิ้ว "เจ้าพูดถูก พวกเขารวดเร็วเกินไป เป็นไปได้มากว่าจะเดาออกว่าข้ามุ่งหน้าไปยังเมืองไคเฟิง..."

"แม่หนู เจ้าพึมพำอะไรอยู่คนเดียวรึ?" หญิงชราท่าทางใจดีผู้หนึ่งมองนางด้วยความกังวล "เจ้าอายุยังน้อยเพียงนี้ พ่อแม่เจ้ากล้าปล่อยให้เจ้าเดินทางคนเดียวได้อย่างไร?"

พานจวินเหลือบมองนางแวบหนึ่ง กวาดสายตาสำรวจไปทั่วห้องโดยสารเรือ แล้วกระซิบเสียงเบาว่า "ท่านแม่ของข้าเสียแล้ว ท่านพ่อก็... ออกไปค้าขาย ที่บ้านมีแม่เลี้ยงเป็นคนดูแล นางให้ข้ามาที่เมืองต้าหมิงเพื่อทวงเงินจากท่านลุง ท่านลุงติดเงินที่บ้านข้าไว้เยอะมากเจ้าค่ะ"

หญิงชราเห็นได้ชัดว่านึกไม่ถึงว่านางจะซื่อตรงเพียงนี้ นางชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามต่อว่า "แล้ว... แล้วเจ้าได้เงินมาหรือไม่ล่ะ?"

พานจวินส่ายหน้า ขอบตาเริ่มแดงก่ำ สะอื้นไห้กล่าวว่า "ไม่เจ้าค่ะ ท่านลุงให้เพียงเศษเงินทองแดงไม่กี่อีแปะแล้วไล่ข้ากลับบ้าน ข้า... ข้าทวงเงินไม่ได้ ไม่กล้ากลับบ้านเลยเจ้าค่ะ..."

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์