วิถีดาบแหวกแนวแห่งต้าหมิง

ตอนที่ 14

ข้าจะพาเขาไป

เมื่อมีขอทานรวมตัวกันอยู่รอบๆ ไม่ยอมแยกย้าย ทหารทางการก็ถือกระบองออกมาฟาดใส่ร่างผู้คนโดยตรง เหล่าขอทานจึงแตกฮือหนีหายไปทางทุ่งกว้าง

เด็กๆ ที่ปะปนอยู่ในกลุ่มขอทานต่างวิ่งตามพวกผู้ใหญ่ไป บนใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกเพราะกลัวจะถูกทอดทิ้ง

หากอยู่ในเมืองพวกเขายังพอมีชีวิตรอด แต่เมื่อออกไปสู่ทุ่งกว้าง นอกจากต้องแย่งชิงทรัพยากรในการดำรงชีวิตกับมนุษย์แล้ว ยังต้องแย่งชิงกับสัตว์ป่าอีกด้วย

พานจวินยืนมองเหตุการณ์นั้นอย่างเงียบเชียบท่ามกลางฝูงชน ผ่านไปเนิ่นนานจนผู้คนแยกย้ายและเหล่าขอทานวิ่งไปไกลแล้ว นางจึงหมุนตัวเดินมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก

ขอทานน้อยอายุราวสามสี่ขวบคนหนึ่งหมอบอยู่บนพื้น เขาคือคนที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง หลังจากถูกผู้คนชนล้มลงติดๆ กันก็ไม่ได้ลุกขึ้นมาอีก ยังดีที่ไม่มีใครเหยียบลงบนร่างของเขา

มิฉะนั้นด้วยร่างกายเล็กๆ นี้ เพียงแค่ถูกเหยียบทีเดียวก็คงส่งคนไปสู่สุขคติได้แล้ว

พานจวินเดินผ่านข้างกายเขาไปโดยไม่ปรายตามอง จากนอกเมืองเดินไปทางทิศเหนือไม่รู้ว่าต้องใช้เวลาถึงหนึ่งวันหรือไม่ นางยังต้องหาคนสอบถามเส้นทางไปต้าถงอีกครั้ง

ในเมื่อเข้าเมืองไม่ได้ ก็ไม่สามารถไปเช่ารถหรือขออาศัยรถจากสำนักรถม้าได้ ลำพังเพียงสองเท้าไม่รู้ว่าต้องเดินนานแค่ไหนถึงจะถึงต้าถง ดังนั้นยังคงต้องหาทางเข้าเมืองให้ได้สักแห่ง หากหาหนังสือเดินทางปลอมได้ก็คงดี ไม่สิ นางยังเด็กเกินไป หนังสือเดินทางจะดึงดูดสายตาเกินไป สำมะโนครัวปลอมน่าจะดีกว่า...

นางขบคิดหลายสิ่งหลายอย่าง แต่เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นเขาคว้าดินกำหนึ่งยัดเข้าปาก นางก็อดใจไม่ไหวต้องหยุดฝีเท้าลง

นางหยุดชะงักเพียงครู่เดียวก่อนจะหันหลังกลับไป ยื่นมือไปหิ้วเจ้าตัวเล็กที่หมอบอยู่บนพื้นขึ้นมา ตบดินออกจากมือเขา เลิกชายเสื้อขาดรุ่งริ่งของเขาขึ้นมาเช็ดดินและกรวดออกจากปากด้วยสีหน้ารังเกียจ แล้วก็หิ้วตัวเขาเดินไปทันที

เด็กน้อยเตะขาขัดขืนอยู่ครู่หนึ่ง แต่คงเป็นเพราะหิวโหยเกินไปจึงไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง ไม่นานนักก็สงบนิ่งไป

นางหิ้วเขาเดินไปจนไกล เมื่อพ้นสายตาผู้คนตรงประตูเมืองแล้ว นางจึงวางเด็กน้อยลงบนพื้น แล้วหยิบซาลาเปาจากถุงกระดาษส่งให้เขาลูกหนึ่ง

เด็กน้อยตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบคว้าไปอย่างรวดเร็วแล้วอ้าปากกัดกินทันที

พานจวินนั่งลงบนสนามหญ้าด้านข้างมองเขากิน แมวดำในอ้อมอกของนางส่งเสียงร้องครางเบาๆ พลางถามว่า "เหตุใดเจ้าจึงให้ซาลาเปามันกินเล่า?"

[เพราะข้าเป็นคนใจดี] พานจวินมองดูเด็กน้อย รอจนเขากินซาลาเปาจนหมดโดยไม่ติดคอ นางก็ลุกขึ้นยืนแล้วเดินจากไป

เด็กคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบคว้าชายเสื้อของนางไว้ทันควัน

พานจวินหันกลับมามองเขาแล้วเอ่ยว่า "ข้าพาเจ้าไปด้วยไม่ได้หรอก เจ้าไปหาขอทานตามหมู่บ้านหรือตำบลใหญ่ๆ เถอะ หากโชคดีอาจได้เจอคนใจบุญรับเจ้าไปเลี้ยง เมื่อนั้นเจ้าก็จะมีบ้านแล้ว"

เด็กน้อยชี้ไปทางกำแพงเมืองแล้วพูดว่า "ข้ารู้วิธีเข้าไปข้างใน"

เจ้าตัวเล็กพูดจาฉะฉานชัดเจน ไม่เหมือนท่าทางของเด็กอายุสามสี่ขวบเลยแม้แต่น้อย

พานจวินก้มลงมองเขา สบเข้ากับดวงตากลมโตของเด็กน้อย หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก็ถามว่า "เข้าไปได้อย่างไร?"

พานเสี่ยวเฮยส่งเสียงหัวเราะเยาะในหัวของนาง [ก็เดินเข้าไปจากประตูเมืองสิ]

สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ เจ้าตัวเล็กนำทางพวกเขาเดินเลียบกำแพงเมืองไปเรื่อยๆ เริ่มมีพุ่มไม้และพงหญ้ารกชัฏกั้นกลางระหว่างพวกเขาและกำแพง ห่างออกจากตัวกำแพงไปทุกที...

ในตอนที่พานจวินจวนจะหมดความอดทน เจ้าตัวเล็กก็หยุดฝีเท้าลง เขาเปรียบเทียบต้นไม้แถวนั้นอยู่สองสามต้นก่อนจะเลือกได้สองต้น แล้วก็มุดหัวเข้าไปในพงหญ้าทันที

พานจวิน: ......

เด็กน้อยใช้ร่างกายคลานจนเกิดเป็นเส้นทางเล็กๆ กดทับต้นหญ้าลงไปใต้ร่าง แล้วหายลับเข้าไปในดงหญ้า

"อยู่นี่เอง!" เสียงแสดงความดีใจของเด็กน้อยดังออกมา

พานจวินมุดตามเข้าไปดู พบว่าที่ฐานกำแพงเมืองมีรูอยู่รูหนึ่ง ขนาดไม่ใหญ่นัก พอที่จะให้คนผอมบางคนหนึ่งมุดผ่านไปได้พอดี

รอบตัวและเหนือศีรษะเต็มไปด้วยวัชพืชและเถาวัลย์ พานจวินยืดตัวตรงไม่ได้ จึงวางแมวดำไว้บนบ่าแล้วคลานผ่านไป

พานเสี่ยวเฮย: "เมี๊ยว นี่มันรูหมาลอดนี่นา"

พานจวินไม่สนใจมัน นางพิจารณาพื้นผิวของรูอย่างละเอียดก่อนจะส่ายหน้า "ไม่หรอก นี่เป็นฝีมือคนขุดขึ้นมา"

เมื่อเด็กน้อยเห็นนางตามมาทัน ก็รีบปีนเข้าไปอย่างรวดเร็ว แล้วนั่งลงในรูพลางกล่าวว่า "ในนี้อุ่นดี"

พานจวินคลานตามเข้าไป เมื่อเด็กน้อยเห็นนางตามมาแล้ว ก็รีบมุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วเพื่อนำทางนางคลานออกไปอีกด้าน

ด้านนี้ก็มีวัชพืชขึ้นรกชัฏเช่นกัน ปากรูมีกองฟางสุมไว้ นางออกแรงดันกองฟางออกไปอย่างยากลำบากเพื่อคลานออกมา และพบว่าที่นี่คือพื้นที่รกร้าง บนพื้นเต็มไปด้วยหญ้าคา ห่างออกไปไม่ไกลเป็นเรือกสวนไร่นา และไกลออกไปอีกหน่อยเป็นบ้านเรือนและแปลงผักที่ตั้งอยู่กระจัดกระจาย

พานจวินหันกลับไปมองปากรูที่ซ่อนอยู่หลังกองฟาง นางจัดการปิดบังมันไว้อีกครั้ง แล้วจูงมือเด็กน้อยเดินจากไป

"เจ้ารู้ได้อย่างไรว่ามีรูอยู่ตรงนั้น?"

"คนเลวพาข้ามา ข้าแอบอยู่ พวกเขาเลยหาข้าไม่เจอ"

คำพูดนั้นสับสนปนเปจนพานจวินแทบฟังไม่เข้าใจ นางจูงเด็กน้อยให้ห่างออกมาเล็กน้อย ก่อนจะย่อตัวลงประจันหน้ากับเขา

สายตาของนางไล่ตั้งแต่นัยน์ตาไปจนถึงหน้าผาก เครื่องหน้า และรูปหน้าทั้งหมดของเขา

นางไม่สันทัดเรื่องการดูลักษณะคน แต่พื้นฐานยังพอมีอยู่บ้าง ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้สกปรกเกินไป เส้นผมยุ่งเหยิงราวกับรังนกจนมองเครื่องหน้าไม่ชัด

ยามนี้นางปัดผมของเขาไปด้านหลัง เผยให้เห็นหน้าผาก แล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าถูเบาๆ จนปรากฏเครื่องหน้าที่ดูหมดจดงดงาม

แมวดำชูคอขึ้นมองแวบหนึ่ง ก่อนจะร้องเมี๊ยวออกมาว่า "โหงวเฮ้งดีนี่นา"

พานจวินพึมพำเช่นกัน "โหงวเฮ้งดีจริงๆ ขนาดคนมีความรู้แค่ครึ่งๆ กลางๆ อย่างข้ายังดูออกเลยว่าเป็นโหงวเฮ้งที่ดีมาก"

คนที่มีโหงวเฮ้งดีเช่นนี้ ย่อมไม่มีชาติตระกูลที่จะตกอับจนต้องมาเป็นขอทาน

ปลายนิ้วของนางลูบผ่านคิ้วและตาของเขา น่าเสียดายที่ดูเหมือนจะเป็นคนอายุสั้น แม้ชาติตระกูลจะสูงส่ง แต่กลับต้องสิ้นใจแต่เยาว์วัย

พานจวินจัดผมของเขากลับลงมาตามเดิม แล้วหยิบดินขึ้นมาหยิบมือหนึ่งละเลงลงบนใบหน้าของเขา ทำให้เด็กน้อยที่เดิมทีดูหมดจดกลับมามอมแมมอีกครั้ง

เด็กน้อยยอมให้ทำแต่โดยดี เพราะตอนที่เขาคลุกคลีอยู่ในกลุ่มขอทาน พวกพี่ๆ ที่โตกว่าก็ชอบเอาอะไรมาทาหน้าเขาแบบนี้เช่นกัน

สำหรับอำเภอเซ่อแล้ว เด็กน้อยมีความคุ้นเคยมากกว่านางมาก เขานำทางเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาอย่างชำนาญ ไม่นานนักก็หลุดพ้นจากย่านที่มีกลิ่นอายชนบท จนมาถึงถนนที่มีร้านรวงและผู้คนสัญจรไปมา

แต่เด็กน้อยไม่กล้าเดินออกไปตรงๆ เขาหลบอยู่ในซอยพลางชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวา เมื่อสบโอกาสที่ไม่มีใครสังเกตเห็นก็พาพานจวินข้ามถนนอย่างรวดเร็ว และเดินลัดเลาะไปตามเงามืดของกำแพงในแต่ละถนน

ไม่นานนัก เขาก็มุดเข้าไปในซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง

ซอยนี้กว้างเพียงประมาณหนึ่งเมตร ความจริงแล้วเป็นเพียงทางเดินแคบๆ ระหว่างกำแพงบ้านสองหลังที่พอให้คนเดินผ่านได้ทีละคนเท่านั้น

ทว่าในซอยแคบๆ นั้นกลับมีฟืนกองสุมไว้ไม่น้อย และยังค่อนข้างชื้นแฉะ บ้านทั้งสองหลังต่างก็เปิดประตูบานเล็กหันเข้าหาซอย เห็นได้ชัดว่าใช้ทางเดินนี้เป็นพื้นที่เก็บของของตนเอง

มีเสียงขยับเบาๆ ดังออกมาจากกองฟืน เด็กน้อยมุดหายเข้าไปทันที จากนั้นพานจวินก็ได้ยินเสียงกระซิบจากด้านในว่า "เชี่ยเชี่ย?"

"ข้าเอง ข้าเอง พี่เสี่ยวฮวา พี่ต้าจู้ถูกไล่ไปแล้ว"

"เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว เจ้าไปกินซาลาเปามาใช่ไหม ข้าได้กลิ่นซาลาเปา"

พานจวินกระแอมเบาๆ เสียงในกองฟืนพลันเงียบกริบไปทันที ผ่านไปครู่ใหญ่จึงมีเสียงเด็กน้อยพูดตะกุกตะกักว่า "พี่เสี่ยวฮวา นี่คือพี่สาวที่มาส่งข้า นางให้ข้ากินซาลาเปาด้วย"

ซาลาเปามอบพลังอันมหาศาลให้อีกฝ่าย ในที่สุดกองฟืนก็ถูกผลักออก มีศีรษะเล็กๆ โผล่ออกมา ดูแล้วอายุน้อยกว่านางเสียอีก

เขามองเห็นถุงกระดาษในมือของพานจวินในแวบเดียว จึงมุดพรวดออกมา พร้อมกับฉุดเด็กน้อยที่หมอบอยู่ให้ออกมาด้วย แล้วดึงให้มายืนตรงหน้านางด้วยกัน ก่อนจะกล่าวขอบคุณราวกับเป็นผู้ใหญ่ "ขอบคุณท่านที่มาส่งเขา และยังให้ซาลาเปาเขากินด้วย คนดีย่อมได้ดี ขอสวรรค์คุ้มครองให้คุณหนูราบรื่นในทุกสิ่ง ประสบแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒน์มงคล"

พานจวินหยิบซาลาเปาออกมาลูกหนึ่งส่งให้เขา "ใครสอนให้เจ้าพูดจาเป็นมงคลเช่นนี้?"

เขารับซาลาเปาไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ได้กินทันที กลับซุกเก็บไว้ในอกเสื้อ "ขอทานเฒ่าสอนขอทานใหญ่ ขอทานใหญ่สอนขอทานน้อย พวกเราได้รับความเมตตาจากผู้มีพระคุณ ก็ต้องสวดมนต์ให้พรผู้มีพระคุณขอรับ"

พานจวินอารมณ์ดีขึ้นมาก นางหยิบซาลาเปาออกจากถุงมาอีกสองลูก แบ่งให้พวกเขาทั้งสองคนละลูก ส่วนนางเองก็หยิบมาลูกหนึ่ง แล้วนั่งบนท่อนฟืนคุยกับเด็กทั้งสอง

"ทำไมที่นี่ถึงมีแค่เจ้าอยู่ล่ะ?"

เสี่ยวฮวา หรือแท้จริงแล้วคือเด็กที่ชื่อเสี่ยวหัวกล่าวว่า "มีแค่ข้าที่วิ่งหนีกลับมาได้ คนอื่นๆ ไม่รู้ไปแอบอยู่ที่ไหน หรืออาจจะถูกไล่ออกนอกเมืองไปแล้ว"

จากคำบอกเล่าของเสี่ยวหัวทำให้ทราบว่า เมื่อไม่กี่วันก่อนมีผู้คุมมาแจ้งพวกขอทานอย่างพวกเขาให้ไปจากตัวอำเภอ และห้ามกลับเข้ามาอย่างน้อยหนึ่งเดือน

แต่ไม่มีใครใส่ใจ

หากไม่ขอทานในตัวอำเภอ ออกไปข้างนอกจะไปขออะไรกินได้?

ดังนั้นจึงไม่มีใครไป

ผู้คุมมาแจ้งเตือนหลายครั้ง เมื่อเห็นว่าวันนี้พวกเขายังไม่ยอมไป จึงระดมทหารทางการมาขับไล่ขอทานทุกคนที่เห็นบนท้องถนนให้ออกไปนอกเมือง อีกทั้งยังบุกไปตรวจค้นตามวัดร้างและบ้านพังๆ ที่พวกเขาเคยพักอาศัยจนทั่ว

เสี่ยวหัวนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วและร่างกายคล่องแคล่ว พอเห็นท่าไม่ดีก็ผลุบหายวิ่งหนีมายังซอยนี้

ซอยนี้ลึกมาก ปกติพวกเขาไม่ได้พักอยู่ที่นี่ แต่เวลาถูกไล่ล่าจนหนีไม่พ้น ก็จะวิ่งวนไปมาในซอยแล้วมาแอบที่นี่

ที่นี่มีฟืนเยอะ ขอเพียงมุดเข้าไปซ่อนตัวแล้วไม่ส่งเสียง ก็มักจะรอดพ้นไปได้เสมอ นานวันเข้าที่นี่จึงกลายเป็นที่หลบภัยของเด็กๆ แม้แต่พวกขอทานใหญ่ก็ยังไม่รู้

คงเพราะพานจวินอายุไล่เลี่ยกับพวกเขา ทั้งยังใจกว้างแบ่งซาลาเปาให้กิน เสี่ยวหัวจึงยอมบอกความลับนี้แก่นาง

พานจวินพยักหน้าพลางชี้ไปที่เด็กน้อยแล้วถามว่า "เจ้าเรียกเขาว่าเชี่ยเชี่ยรึ?"

"เขาบอกว่าเขาชื่อเชี่ยเอ๋อร์"

เด็กน้อยที่อยู่ข้างๆ รีบบอกอย่างร้อนรนว่า "เชี่ยเอ๋อร์ ข้าชื่อเชี่ยเอ๋อร์"

"ใช่ๆๆ เจ้าชื่อเชี่ยเชี่ย" เสี่ยวหัวพยักหน้าส่งๆ

แม้เสียงจะคล้ายกัน แต่เด็กน้อยกลับรู้สึกว่าไม่ค่อยถูกต้องนัก จึงมองไปทางพานจวินด้วยความรู้สึกขัดเคืองเล็กน้อย

พานจวินครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะถามว่า "เจ้ารู้ไหมว่าเขามาจากไหน?"

"เขาหนีออกมาจากมือของพวกค้ามนุษย์น่ะ" เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ เสี่ยวหัวกล่าวว่า "เมื่อก่อนช่วงตรุษจีน ทางการไปจับพวกค้ามนุษย์แถวๆ โพรงกำแพง เขาเลยอาศัยช่วงชุลมุนหนีออกมาได้"

"ในเมื่อเขาถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวมา ทำไมไม่ส่งตัวให้ทางการล่ะ? เผื่อผ่านทางทางการ เขาอาจจะได้พบพ่อแม่ก็ได้"

เสี่ยวหัวส่ายหน้า "ท่านปู่สามพาเขาไปแล้ว แต่บอกว่าดูท่าไม่ดี ในที่ว่าการมีคนกำลังตามหาเด็กอยู่จริง แต่ดูแล้วเหมือนไม่ได้ตั้งใจจะพากลับบ้านดีๆ เลยพากลับมาเสียก่อน"

เขามองเด็กน้อยแวบหนึ่ง ก่อนจะเงยหน้าพูดกับพานจวินว่า "คุณหนู ท่านเป็นคนดี ท่านยินดีจะรับเขาไว้ไหมขอรับ? ถ้าท่านยินดีก็พาเขาไปเถิด"

พานจวินจึงยิ้มพลางถามเขาว่า "แล้วถ้าข้าไม่ยินดีล่ะ?"

เสี่ยวหัวถอนหายใจพลางกล่าวว่า "ถ้าท่านไม่ยินดี เช่นนั้นข้าก็จะพาเขาไปเอง ข้าหาบ้านใหม่ได้แล้ว ตระกูลจางในตรอกถงหลัวไม่มีบุตรชาย พวกเขาอยากรับข้าเป็นลูกมาตลอด เมื่อก่อนข้าไม่เต็มใจ แต่ตอนนี้มีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ไหวแล้ว ข้าเลยจะไปเป็นลูกของบ้านพวกเขา"

เขาเอ่ยต่อว่า "ในเมื่อท่านไม่ยินดีจะพาเขาไป ข้าก็จะรับเขามาเป็นน้องชาย ต่อไปข้าจะแบ่งข้าวปลาอาหารให้เขาครึ่งหนึ่ง แล้วจะโขกศีรษะขอร้องท่านพ่อจางกับท่านแม่จางให้มากหน่อย พวกเขาต้องยอมตกลงแน่ๆ"

พานจวินก้มลงมองเขาอย่างละเอียด หากพาเด็กคนนี้ไปด้วยจริงๆ ตระกูลจางอาจจะไม่ยินดีรับเลี้ยงเขาแล้วก็ได้ เพราะอย่างไรเสีย เด็กที่ชื่อเชี่ยเอ๋อร์คนนี้ก็ดูดีกว่าเขา แถมยังอายุน้อยกว่าเขาอีกด้วย

หากตระกูลจางต้องการบุตรชายเพียงคนเดียว ย่อมต้องเลือกคนที่อายุน้อยกว่าและหน้าตาดีกว่าอย่างแน่นอน

ทว่านางไม่ได้พูดออกไป แต่ยิ้มแล้วกล่าวว่า "เมื่อเขาโตขึ้นและได้รับรู้เรื่องนี้ เขาจะต้องซาบซึ้งในตัวเจ้ามากแน่ๆ"

นางหันไปมองเด็กน้อยที่ยังไร้เดียงสาแวบหนึ่ง แล้วกล่าวว่า "ข้าจะพาเขาไปเอง"

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์