วิถีดาบแหวกแนวแห่งต้าหมิง

ตอนที่ 28

กลายเป็นผี

อ๋องโจวคลี่ยิ้มกล่าวจบก็สิ้นลมปราณไป

จูจื่อจิ่นผู้ถือถ้วยน้ำแข็งไสเห็นบิดาสิ้นลมไปกะทันหันก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยื่นนิ้วสั่นเทาออกไปอังจมูกเพื่อตรวจสอบลมหายใจของท่าน

พานจวินลุกขึ้นยืนพลางกล่าวกับบ่าวที่รออยู่ด้านข้างว่า "อ๋องโจวสิ้นพระชนม์แล้ว"

จูจื่อจิ่นทรุดเข่าลงกับพื้นพลางปล่อยโฮออกมา เสียงร้องไห้ระงมดังสนั่นไปทั่วทั้งเรือนในทันที

เหล่าผู้ที่เคยปรนนิบัติใกล้ชิดอ๋องโจวต่างร้องไห้เสียงดังที่สุดและโศกเศร้าที่สุด พวกเขาทรุดนั่งลงกับพื้นแล้วแหงนหน้าคร่ำครวญ

พวกเขาไม่ได้ร้องไห้ให้แก่อ๋องโจวเพียงอย่างเดียว แต่ยังร้องไห้ให้กับชะตากรรมของตนเองด้วย

สายตาของพานจวินกวาดมองไปทั่วร่างของพวกเขา ในบรรดานั้นคนที่มีอายุน้อยที่สุดมีอายุราวสิบเจ็ดปี

ตลอดสองเดือนที่ผ่านมา พานจวินคุ้นเคยกับเขาเป็นอย่างดี เขาเป็นคนทำงานจริงจังมาโดยตลอด บิดาของเขาเคยติดตามอ๋องโจวไปรับโทษทัณฑ์ที่ยูนนาน ดังนั้นทันทีที่เขาเข้าจวนจึงได้รับความไว้วางใจให้ทำงานสำคัญ และในปีที่เขาอายุสิบสามด้วยผลงานที่โดดเด่นจึงได้รับการเลื่อนตำแหน่งมาปรนนิบัติใกล้ชิดอ๋องโจว

เขาเริ่มรู้ตัวมาตั้งแต่ปีที่แล้วว่าจะต้องถูกฝังร่วมกับศพ ทั้งที่ตอนนั้นเขามีอายุเพียงสิบหกปีเท่านั้น

พานจวินหมุนตัวเดินจากไป

บริเวณริมทางเดินนอกเรือนหลักยังมีเหล่าหญิงงามที่ร้องไห้จนล้มพับไปมากมาย ในบรรดานั้นสตรีที่แต่งกายหรูหราที่สุดคือหญิงวัยสามสิบกว่า พวกนางล้วนเป็นอนุภรรยาของอ๋องโจว หากไม่มีราชโองการลงมา พวกนางย่อมเป็นผู้ที่ต้องถูกฝังร่วมกับศพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พระชายาก่งซื่อเดิมทีก็อยู่ที่นั่นด้วย ทว่าตอนนี้ไม่อยู่แล้ว

งานศพของอ๋องโจวได้มีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว พ่อบ้านในจวนรีบนำสิ่งที่เตรียมไว้มาจัดการ ศาลาตั้งศพถูกสร้างขึ้นอย่างรวดเร็วที่สุดโดยมีขุนนางจากกระทรวงพิธีการคอยช่วยเหลือ ไม่นานนักพวกเขาก็แนะนำให้จูจื่อจิ่นสวมชุดสำหรับผู้ล่วงลับให้อ๋องโจว ก่อนจะยกใส่โลงและนำไปวางไว้ในศาลาตั้งศพ

พานจวินเดินวนรอบศาลาตั้งศพหนึ่งรอบพลางบริกรรมคาถาเบาๆ ดวงวิญญาณที่เดิมทีควรจะแตกสลายไปกลับเริ่มรวมตัวกันแน่นขึ้น ในเวลาไม่นานก็ก่อรูปเป็นร่างนั่งอยู่บนหัวโลงศพ

เขามีสีหน้าสับสนงุนงง พานจวินเดินเข้าไปหาเขาแล้วใช้นิ้วแตะที่หน้าผากเบาๆ พลางกระซิบว่า "เรียกขวัญ"

อ๋องโจวได้สติกลับมาในทันที ทันทีที่ลืมตาขึ้นก็สบเข้ากับดวงตาที่เปื้อนยิ้มของพานจวิน

อ๋องโจว: ...

ภายในและภายนอกศาลาตั้งศพเต็มไปด้วยเสียงร้องไห้ อ๋องโจวหันกลับไปมองร่างที่นอนอยู่ในโลงอย่างแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเรื่อยๆ

เขา... เขา... เขา... กลายเป็นผีไปแล้วจริงๆ!

นี่คือโลกใบใหม่ การรับรู้ใหม่ทั้งหมด

อ๋องโจวค่อยๆ ลอยตัวขึ้นด้วยความสนใจใคร่รู้ลอยไปลอยมาอย่างไร้ทิศทาง ลอยออกจากศาลาตั้งศพ ลอยออกจากเรือน... ทว่ากลับลอยออกไปไม่ได้อีก

เขาหันกลับมามองด้วยความสงสัยแล้วลอยกลับมาเบาๆ ในตอนแรกยังไม่ค่อยคล่องแคล่ว มักถูกลมพัดพาไปผิดทิศทางเสมอ แต่ทว่าค่อยๆ จับเคล็ดได้ คล้ายกับเด็กที่เพิ่งหัดเดิน เขาสามารถลอยไปข้างหน้าอย่างทุลักทุเลได้ดั่งใจนึก

เขาลอยไปตรงหน้าพานจวินแล้วถามว่า "ทำไมข้าถึงออกไปจากจวนอ๋องโจวไม่ได้?"

พานจวิน: "ท่านอ๋อง ท่านมีเวลาเพียงเจ็ดวัน หากลอยออกไปแล้วเกิดหาทางกลับไม่ถูก จนไม่สามารถไปเกิดในปรโลกได้ ท่านจะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ซึ่งง่ายต่อการถูกภูตผีปีศาจภายนอกจับกิน จวนอ๋องแห่งนี้กำลังปกป้องท่านอยู่"

"เมี๊ยว—" พานเสี่ยวเฮยส่งเสียงเตือนว่ามีคนกำลังมา

เสียงของมันยังไม่ทันขาดคำ เสวียนเมี่ยวก็ผลักประตูเข้ามา "เจ้ามาทำอะไรที่นี่ พระชายาอ๋องโจวเชิญเจ้าไปพบ ส่วนอ๋องจวิ้นเสียงฝูขอให้อนุภรรยาคนที่หกฝังร่วมกับศพ..."

น้ำเสียงของเสวียนเมี่ยวหยุดชะงักลงทันที นางเบิกตากว้างมองดูดวงวิญญาณของอ๋องโจวที่ลอยอยู่กลางอากาศ กำลังชะเง้อมองคานบ้านด้วยความอยากรู้อยากเห็น

นางตวัดสายตาคมกริบมองพานจวินพลางลดเสียงต่ำลงแล้วตำหนิว่า "เจ้าบ้าไปแล้วหรือ!"

ในโลกนี้ นอกจากผู้ตายที่มีความยึดติดแรงกล้าจนสามารถกลับมายังโลกมนุษย์ได้หลังสิ้นใจแล้ว วิญญาณอื่นล้วนไม่สามารถก่อรูปเป็นร่างมนุษย์ได้ แต่มักจะเป็นเพียงกลุ่มพลังงานที่เลือนลางเท่านั้น

พวกมันจะค่อยๆ สลายไปตามธรรมชาติ บ้างก็ว่ากระบวนการสลายตัวนี้คือการกลับคืนสู่ธรรมชาติ บ้างก็ว่านี่คือกระบวนการไปเกิดใหม่ยังปรโลก

มีเพียงผู้ที่มีความแค้นหรือความยึดติดแรงกล้าไม่ยอมตายและไม่ยอมรับความตายของตนเท่านั้น จึงจะสามารถเรียกขวัญกลับมาได้ตามธรรมชาติ และดำรงอยู่ในรูปแบบร่างมนุษย์ในมิติอื่นที่คนทั่วไปมองไม่เห็น ผู้คนจึงเรียกมันว่าผี

นอกจากผีที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติแล้ว ยังมีอีกวิธีหนึ่งคือการชักนำพลังวิญญาณของผู้ที่เพิ่งสิ้นใจให้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง เพื่อปลุกจิตวิญญาณเมื่อครั้งมีชีวิตให้ตื่นขึ้น จึงกลายเป็นผีได้

เสวียนเมี่ยวเคยปราบผีและสื่อสารกับวิญญาณมาตลอดชีวิต ทว่านี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นการรวมวิญญาณเป็นผีด้วยน้ำมือมนุษย์

นางก้าวเข้าไปคว้าแขนพานจวินแล้วดึงมาไว้ด้านหลังพลางจ้องมองอ๋องโจวด้วยความระแวดระวัง

อ๋องโจว: ...

ก่อนตายตอนที่เขาแบ่งมรดก เขายังมอบดาบเล่มหนึ่งให้เสวียนเมี่ยวด้วยซ้ำ เหตุใดเพียงแค่สองชั่วยามผ่านไป เขาถึงถูกมองเป็นศัตรูไปเสียได้?

พานจวินยื่นหน้าออกมาจากด้านหลังเสวียนเมี่ยวพลางอธิบายว่า "เจ้าวางใจเถอะ ความทรงจำของเขายังอยู่ครบถ้วน ดวงวิญญาณนี้รวมตัวกันแน่นหนามาก ไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่เสี้ยวเดียว"

อ๋องโจวใจกระตุกวูบ ลอยลงมาถามว่า "ยังขาดดวงวิญญาณได้ด้วยหรือ?"

พานจวินกล่าวว่า "เป็นได้สิ คนที่วิชาไม่ถึงขั้นเวลาเรียกวิญญาณ อาจเรียกมาได้เพียงเสี้ยวเดียว ส่วนที่เหลือก็กระจัดกระจายไปทั่วหล้า วิญญาณที่ถูกเรียกมาแบบนี้จะมีนิสัยไม่สมบูรณ์ จำอะไรไม่ค่อยได้ก็ว่าแย่แล้ว บางครั้งยังอาจดุร้ายอีกด้วย"

พานจวินกล่าวต่อว่า "แต่ข้าไม่ใช่คนวิชาไม่ถึงขั้น สิ่งอื่นข้าอาจจะแค่พอใช้ แต่เรื่องค่ายกล ยันต์ และการเรียกวิญญาณข้าเชี่ยวชาญที่สุด เพราะฉะนั้นท่านอ๋องวางใจเถอะ ตอนนี้ท่านสมบูรณ์ครบถ้วนมาก"

เสวียนเมี่ยวเห็นสีหน้าของอ๋องโจวมีชีวิตชีวาก็เบาใจลงเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นพานจวินพูดราวกับเป็นเรื่องง่ายดายก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีก

นางกำลังจะพูด ประตูก็ถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง เถาจี้เดินเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน "ศิษย์น้องหญิง พวกเจ้าทำอะไรกันอยู่ พระชายา ซื่อจื่อ และอ๋องจวิ้นเสียงฝูกำลังทะเลาะกันแล้ว"

เถาจี้พูดพลางเดินทะลุผ่านร่างวิญญาณอ๋องโจวมา เมื่อเดินผ่านไปเขาก็ตัวสั่นสะท้านแล้วขมวดคิ้ว "ทำไมถึงมีไอเย็นยะเยือกเช่นนี้ ที่นี่ห่างจากศาลาตั้งศพออกจะไกลนะ..."

พานจวินเบิกตากว้าง มองเถาจี้ มองร่างวิญญาณอ๋องโจว แล้วมองเสวียนเมี่ยวอีกครั้ง ดวงตาเป็นประกาย "ท่านมองไม่เห็นหรือ?"

เถาจี้: "มองไม่เห็นอะไร?"

อ๋องโจวที่อยู่ตรงหน้าเขากำลังโบกมือแรงๆ อย่างนึกสนุก แถมยังเอามือไปลูบหน้าของเขาอีกด้วย

เถาจี้ขมวดคิ้ว สะบัดมือไปตรงหน้าแล้วเบียดเข้าไปยืนข้างๆ เสวียนเมี่ยวพร้อมกับมองซ้ายมองขวา "ศิษย์น้องหญิง เจ้าสัมผัสได้หรือไม่ ไอเย็นในห้องนี้รุนแรงเป็นพิเศษ"

เสวียนเมี่ยวถอนหายใจพลางประสานมือคำนับอ๋องโจว "สัมผัสได้ ท่านอ๋อง ได้โปรดปล่อยศิษย์พี่สามของข้าไปเถิด อย่าได้กลั่นแกล้งเขาอีกเลย"

เถาจี้อุทาน "เฮ้ย!" แล้วกระโดดตัวลอยสูงสามศอกพุ่งไปที่มุมห้องในทันที เพื่อเว้นระยะห่างให้มากที่สุด "เขา... เขา... เขา... ทำไมถึงกลายเป็นผีไปได้?"

อ๋องโจว: "ข้าตายแล้วไม่ให้เป็นผี จะให้เป็นอะไร?"

พานจวินขี้เกียจจะอธิบาย อุ้มแมวดำขึ้นมาแล้วเดินออกไป ที่แท้นักพรตในโลกนี้ก็ไม่ได้มองเห็นการมีอยู่ของวิญญาณทุกคนเหมือนเสวียนเมี่ยวหรอกหรือนี่

พานจวินรู้สึกมั่นใจขึ้นมาทันที

นางเดินยิ้มกว้างตรงไปยังห้องข้างๆ ศาลาตั้งศพ

พระชายา จูจื่อจิ่น และครอบครัวของอ๋องจวิ้นเสียงฝูต่างอยู่ที่นี่กันหมด

ขณะนี้เป็นฤดูร้อน อากาศร้อนอบอ้าวมาก โดยปกติแล้วจะตั้งศพไว้เพียงสามถึงเจ็ดวันก็ต้องนำโลงศพไปไว้ที่อื่นเพื่อรอการจัดการต่อไป

จะฝังหรือไม่เป็นอีกเรื่อง แต่จะตั้งไว้ในศาลาตั้งศพตลอดไปไม่ได้ อาจนำไปฝากไว้ที่วัดหรือสำนักพรตเพื่อรอราชโองการฉบับต่อไป หรือรอให้เหล่าอ๋องครองแคว้นส่งคนมาแสดงความเสียใจ

ทว่าก่อนหน้านั้น สิ่งของเครื่องใช้และผู้ที่ต้องฝังร่วมกับศพจะต้องจัดการให้เรียบร้อยในช่วงเวลาการตั้งศพ เมื่อถึงเวลานั้นใครที่ต้องลงหลุมฝังก็ต้องลง ใครที่ต้องนำไปไว้ในที่เก็บศพก็ต้องนำไป

แม้ก่อนสิ้นพระชนม์อ๋องโจวจะทิ้งคำสั่งเสียให้จัดงานศพอย่างประหยัดที่สุด และไม่ต้องการให้มีสิ่งของมีค่าฝังร่วม แต่ของจำเป็นบางอย่างก็ยังต้องมีอยู่ดี

มิเช่นนั้น ไม่ต้องพูดถึงอ๋องจวิ้นเสียงฝู แม้แต่ขันทีและขุนนางกระทรวงพิธีการที่อยู่ในที่นี้ก็คงกังขาในความกตัญญูของจูจื่อจิ่น

เรื่องสิ่งของฝังร่วมทุกคนไม่มีความเห็นคัดค้าน ทว่าเรื่องคนที่จะต้องถูกฝังร่วม จูจื่อจิ่นและพระชายาต่างปฏิเสธพร้อมกัน

จูจื่อจิ่นกล่าวว่า "ท่านพ่อมีคำสั่งเสียก่อนสิ้นพระชนม์ว่าไม่ต้องการให้ผู้ใดต้องฝังร่วมกับศพ ข้าไม่อยากทำผิดต่อความประสงค์สุดท้ายของท่าน"

อ๋องจวิ้นเสียงฝูกล่าวว่า "นี่คือกฎบรรพชน อีกทั้งท่านพ่อของเจ้าต้องไปอยู่ปรโลกเพียงลำพัง เจ้าไม่คิดจะส่งคนไปปรนนิบัติเพื่อแสดงความกตัญญู แต่กลับมัวแต่คิดหาชื่อเสียงจอมปลอม เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่ลูกแท้ๆ ย่อมไม่รู้ใจกันจริงๆ"

พระชายากล่าวว่า "ท่านอาสี่ นี่เป็นความประสงค์ของข้าและท่านอ๋องเช่นกัน ดังที่ท่านอากล่าว เราสองสามีภรรยาไม่มีบุตรสืบสกุล ท่านอ๋องเชื่อมาตลอดว่าเป็นเพราะกรรมจากการฆ่าฟันเมื่อครั้งออกรบในวัยเยาว์"

นับแต่นั้นเราจึงเมตตาต่อผู้คน สั่งสมบุญบารมีเพียงหวังให้ชาติหน้าได้มีบุตรเป็นของตนเอง ทั้งข้าและท่านอ๋องต่างไม่ต้องการให้ผู้ใดต้องตายตาม บัดนี้หมอจางจากกระทรวงพิธีการอยู่ที่นี่ด้วย น่าจะทราบดีว่าท่านอ๋องยื่นฎีกาขอละเว้นประเพณีการฝังร่วมกับศพในจวนทุกปี การที่ซื่อจื่อทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการปฏิบัติตามความประสงค์ของท่านอ๋องแล้ว"

หมอจางพยักหน้าทันที "ถูกต้อง มีเรื่องนี้จริง"

"ถ้าเช่นนั้น ในสายตาของท่านหมอจาง การกระทำของซื่อจื่อถือเป็นความกตัญญูหรือไม่?"

หมอจางหยุดคิดเล็กน้อยก่อนพยักหน้า "การปฏิบัติตามความประสงค์ของบิดา ย่อมถือเป็นความกตัญญู"

จูโหย่วเจวี๋ยถามอย่างเย็นชาว่า "ถ้าเช่นนั้นเรื่องการฝังร่วมกับศพ พี่สะใภ้จะจัดการอย่างไร ตามกฎบรรพชนเพื่อไม่ให้ท่านพี่ต้องเหงาหรือลำบากระหว่างทาง อนุภรรยาทั้งหกในจวนควรจะถูกฝังตามไปโดยเร็ว หรือว่าพี่สะใภ้และซื่อจื่อจะฝ่าฝืนกฎบรรพชนแล้วดื้อดึงที่จะระงับเรื่องนี้ไว้?"

พานจวินและพวกอีกสองคนเดินมาหน้าห้องข้าง พานจวินสะกิดเถาจี้ที่ยืนอยู่ข้างกายเบาๆ

เถาจี้สะดุ้งตัวเล็กน้อยก่อนกล่าวทันทีว่า "เรื่องนี้จะยากอะไร? ในเมื่อก่อนสิ้นพระชนม์อ๋องโจวได้ยื่นฎีกาไว้แล้ว ก็เพียงแค่กราบทูลขอพระบรมราชวินิจฉัยจากจักรพรรดิอีกครั้งก็สิ้นเรื่อง"

จูจื่อจิ่นพยักหน้ารัว "ใช่ๆ จะปฏิบัติตามกฎบรรพชนหรือความประสงค์ของท่านพ่อ ให้ฝ่าบาทเป็นผู้ตัดสิน ข้าจะรีบเขียนฎีกากราบทูลฝ่าบาทเดี๋ยวนี้"

จูโหย่วเจวี๋ยมองไปทางขันที "เกรงว่าเวลาจะไม่พอ จนพลาดฤกษ์ยามอันเป็นมงคลของท่านพี่"

ขันที: "เอ่อ..."

พระชายาหันไปมองแม่นมฉินแวบหนึ่ง

แม่นมฉินรีบก้าวเข้าไปยัดซองสีแดงใบใหญ่ใส่มือขันทีและหมอจางพลางกล่าว "ทันสิเจ้าคะ ทันแน่นอน จวนอ๋องของเราจะรีบส่งม้าเร็วไปยังเมืองหลวง รบกวนท่านทั้งสองอยู่ปฏิบัติราชการต่ออีกสักสองสามวันนะเจ้าคะ"

การติดสินบนอย่างโจ่งแจ้งนี้ทำให้ใบหน้าของจูโหย่วเจวี๋ยเขียวคล้ำขึ้นมา ทว่า... ไม่ว่าจะพูดสิ่งใดออกไปก็ไม่เหมาะสม เขาจึงได้แต่กล้ำกลืนเก็บความรู้สึกนั้นไว้

อ๋องโจวมองดูอยู่ด้านข้างพลางทอดถอนใจ "ไอ้สี่เป็นคนรู้จักอดทน หากไอ้สองอยู่ที่นี่แล้วโดนพระชายาตอกกลับแบบนี้ ป่านนี้มันคงพังศาลาตั้งศพของข้าไปแล้ว"

อาจเป็นเพราะตายไปแล้ว อ๋องโจวจึงเปิดเผยความรู้สึกมากขึ้น ต่อหน้าพานจวินและเสวียนเมี่ยว เขาวิจารณ์น้องชายคนนี้ออกมาตรงๆ

อันที่จริงไอ้สี่ก็ยังพอไหว เดิมทีข้าไม่ได้คิดจะรับตัวจื่อจิ่นกลับมา แต่พระชายาฝันร้ายไม่หยุดหย่อนจึงส่งคนไปสืบที่เมืองหลวง เฮ้อ เด็กคนนั้นลำบากเหลือเกิน ไอ้คนเลวอย่างไอ้สองนอกจากจะโยนงานนาในบ้านให้เขาทำแล้ว ยังคอยทุบตีเขาทุกวี่ทุกวัน ร่างกายเด็กนั่นแทบไม่มีส่วนไหนดีเลย อย่างไรเสียเขาก็เป็นเด็กที่ข้าเลี้ยงมากับมือ จะให้ข้าทนเห็นเขาตายได้ลงคอได้อย่างไรกัน...

พานจวินรำคาญที่เขาพูดมากจึงถอยห่างออกมาเล็กน้อย พอดีกับที่อ๋องจวิ้นเสียงฝูกำลังโจมตีเถาจี้ว่าวิชาแพทย์ไม่ได้เรื่อง อีกทั้งยังเป็นแค่นักพรตที่ทำตัวลึกลับหลอกลวง ทำให้พระชายาและซื่อจื่อถูกเขาหลอกจนทำเรื่องไร้เหตุผลเช่นนี้

เถาจี้หาได้เกรงกลัวเขาไม่ จึงโต้เถียงกลับไปอย่างดุเดือด สุดท้ายต้องเป็นหมอจางที่ออกมาไกล่เกลี่ย ทั้งสองจึงยอมหยุด

จุดประสงค์ที่พานจวินมาที่นี่ก็เพื่อแนะนำให้จูจื่อจิ่นเขียนฎีกา และถือโอกาสหยั่งเชิงหมอจางกับขันที วางหมากไว้ให้พวกเขาเสียหน่อย หวังว่าคืนนี้กลับไปพวกเขาคงจะฝันดี

ฎีกาฉบับนี้หากจวนอ๋องส่งไปเองคงยังดูขาดน้ำหนัก หากได้ทูตสวรรค์สองคนนี้ช่วยนำกลับไป อีกทั้งยังช่วยพูดจาดีๆ ให้จวนอ๋องโจวบ้าง นั่นถึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบ

ที่นางรวมดวงวิญญาณอ๋องโจวให้เป็นผีไม่ใช่เพื่อพามาดูเรื่องสนุกนะ เขาเองก็ต้องช่วยลงแรงเพื่อความประสงค์สุดท้ายของตัวเองบ้างไม่ใช่หรืออย่างไร?

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์