คุณนายโชคดีสายเผือก กับ ท่านนายพลอ่านใจ

ตอนที่ 22

ถือว่าข้าได้ชดใช้บุญคุณที่ท่านให้กำเนิดแล้ว

สาวใช้หงฉาออกมาต้อนรับ

“คุณผู้หญิง”

หงฉาเรียกไป๋ม่านม่านก่อน แล้วจึงเบนสายตามาที่หลิวซีอิน สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็นไม่เต็มใจ “คุณหนูรอง”

หลิวซีอินยิ้มตอบอย่างขอไปที

ไป๋ม่านม่านพาหลิวซีอินเดินเข้าไปข้างในแล้วถามว่า “คุณหนูใหญ่ดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

ดวงตาของหงฉาแดงก่ำขึ้นทันที “คุณหนูเพิ่งจะอาเจียนออกมาอีกเจ้าค่ะ กินอะไรไม่ได้เลย”

พูดพลางนางก็ถลึงตาใส่หลิวซีอินโดยคิดว่าตนเองทำอย่างแนบเนียนแล้ว

หลิวซีอินพูดไม่ออก

คราวที่แล้วที่หลิวหมิงเยว่ตกน้ำ ก็เป็นเพราะนังนี่ที่บอกว่าเห็นหลิวซีอินอยู่แถวนั้น ทำให้คนอื่นเข้าใจผิดว่าหลิวซีอินเป็นคนผลักหลิวหมิงเยว่

วันนี้หลิวซีอินอยากจะรู้นักว่าเป็นเพราะหงฉาจงรักภักดีต่อเจ้านายเกินเหตุ หรือว่าเป็นเพราะหลิวหมิงเยว่ที่นางเคยชอบพอได้เผยด้านมืดออกมากันแน่

ไป๋ม่านม่านมองตามสายตาของหงฉาไปที่หลิวซีอิน นางไล่คนอื่นๆ ในห้องออกไป แล้วหันมาเผชิญหน้ากับหลิวซีอินพร้อมสั่งเสียงเย็น “คุกเข่าลง”

?

เรื่องราวยังไม่ทันได้สอบถามให้ชัดเจน ก็จะตัดสินความผิดนางเลยหรือ?

ท่านจอมพลเยี่ยนเป็นพวกโจรป่า ไม่พูดเหตุผลก็แล้วไปเถอะ แต่ไป๋ม่านม่านเป็นถึงฮูหยินใหญ่ของตระกูลสูงศักดิ์ เหตุใดถึงได้ใช้อำนาจตามอำเภอใจเช่นนี้?

หลิวซีอินไม่คุกเข่า นางเงยหน้าขึ้นอย่างสงสัย “ท่านแม่ พี่หญิงกินอะไรไม่ได้ก็ควรตามหมอไม่ใช่หรือเจ้าคะ? เหตุใดต้องให้ข้าคุกเข่าด้วย?”

ไป๋ม่านม่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟันราวกับอยากจะกินเลือดกินเนื้อนาง “เจ้ายังจะกล้าพูดอีก หากไม่ใช่เพราะกินของที่เจ้าส่งมาจากเรือน นางจะเป็นเช่นนี้ได้อย่างไร?”

“?” หลิวซีอินถาม “ท่านแม่ พี่หญิงไปกินของที่ข้าส่งมาจากเรือนตั้งแต่เมื่อไหร่เจ้าคะ?”

“ก็วันที่เจ้าแต่งงานออกไปนั่นไง ยังจะปฏิเสธอีกหรือ?”

“……” หลิวซีอินยิ่งงุนงงหนัก มองสีหน้าของนางด้วยความเอือมระอา “ท่านแม่ วันนั้นข้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ท่านบอกว่าเจ้าสาวไม่ควรทานอาหาร จึงไม่อนุญาตให้ห้องครัวเล็กของข้าจุดไฟทำอาหาร และไม่อนุญาตให้ห้องครัวใหญ่ส่งอาหารมาให้ข้า ท่านลืมไปแล้วหรือเจ้าคะ?”

อย่าว่าแต่วันแต่งงานเลย แม้แต่เดือนก่อนหน้านั้น หลิวซีอินก็ไม่กล้าส่งอาหารจากห้องครัวเล็กไปให้ใครกินทั้งนั้น

กลัวเหลือเกินว่าหากเกิดปัญหาขึ้นมา จะหาทางแก้ต่างให้ตัวเองไม่ได้

ไป๋ม่านม่านชะงักไปครู่หนึ่ง สีหน้ายิ่งดูแย่ลงกว่าเดิม “ยังจะกล้าเถียงอีกหรือ? วันนั้นไม่จุดไฟ แล้ววันก่อนหน้าล่ะ? คนรับใช้ทุกคนต่างบอกว่าเป็นของที่ส่งมาจากเรือนของเจ้า หากไม่ใช่เจ้า แล้วจะเป็นใคร?”

“ข้ารู้ว่าเจ้าเร่ร่อนอยู่ในชนบทมาสิบหกปี รู้สึกว่าหมิงเยว่ได้เสวยสุขแทนที่เจ้าควรจะได้รับ แต่ที่หมิงเยว่มีวันนี้ได้เป็นเพราะความฉลาดและขยันของนางเอง เจ้าใจแคบเช่นนี้ ต่อให้ไม่สลับตัวกัน เจ้าก็ไม่มีทางเป็นได้อย่างหมิงเยว่หรอก”

“ใช้วิธีการลับๆ ล่อๆ น่ารังเกียจพวกนี้ มีแต่จะทำให้เจ้าดูต่ำต้อยยิ่งขึ้นเท่านั้น”

โธ่ พูดจาร้ายกาจขนาดนี้ ถ้าหลิวซีอินตัวจริงยังอยู่คงโกรธจนเต้นเร่าไปแล้วแน่ๆ

โชคดีที่นางไม่ใช่คนคนนั้น เล่นเอาข้าตกใจแทบตาย

หลิวซีอินลูบหน้าอกตัวเอง มองไป๋ม่านม่านอย่างประหลาดใจ “ท่านแม่ ในเมื่อคนรับใช้บอกว่าเป็นของที่ส่งมาจากเรือนข้า แล้วพวกเขาบอกไหมเจ้าคะว่าข้าส่งอะไรไป?”

สีหน้าของไป๋ม่านม่านแข็งค้าง

ดีมาก นางยังไม่ได้ถามเลยด้วยซ้ำว่าหลิวหมิงเยว่กินอะไรเข้าไป แต่กลับปักใจเชื่อว่าเป็นฝีมือนาง ตกลงว่าใครกันแน่ที่ใจแคบ!

หลิวซีอินเอียงคออย่างจนใจ “พี่หญิงกินของไม่รู้ที่มาเข้าไปจนอาเจียนไม่หยุด ท่านแม่ไม่ไปตามหมอ แต่กลับมารอให้ข้ากลับเยี่ยมบ้านเพื่อมาคาดคั้นความผิดข้า ท่านอยากให้ข้าช่วยควักมันออกมาจากคอพี่หญิงหรือเจ้าคะ?”

“เจ้า!” ไป๋ม่านม่านคาดไม่ถึงว่านางจะพูดจาเช่นนี้ เพราะในความทรงจำของนาง หลิวซีอินเป็นเพียงเด็กสาวบ้านนอกที่ขี้ขลาดตาขาวจนไม่กล้าแม้แต่จะพูดเสียงดัง

“ดี! ในที่สุดเจ้าก็เสแสร้งต่อไม่ไหวแล้วสินะ? คิดว่าแต่งงานกับเส้าส่วยแล้วจะสามารถมาต่อปากต่อคำกับข้าได้งั้นหรือ?”

ไป๋ม่านม่านโกรธจนคุมไม่อยู่ นางคว้าไม้ขนไก่ที่คนรับใช้ทำตกไว้ แล้วพุ่งเข้ามาจะตีหลิวซีอิน

หลิวซีอินไม่หลบ

“เพียะ!”

ไม้ขนไก่ฟาดลงบนแขนของหลิวซีอินจนขนไก่ปลิวว่อน และเมื่อยกไม้ขึ้นก็ฟาดถูกปิ่นหยกบนหัวของหลิวซีอินจนร่วงลงพื้น

นั่นคือปิ่นที่ฉินหว่านปักให้ก่อนออกเดินทาง

หลิวซีอินมองปิ่นที่แตกเป็นสามท่อนแล้วขมวดคิ้ว มวยผมของนางเริ่มหลุดลุ่ยเพราะปิ่นร่วงลงพื้น ทำให้เส้นผมบางส่วนตกลงมา

เห็นได้ชัดว่าไป๋ม่านม่านไม่คาดคิดว่านางจะไม่หลบ มือที่ถือไม้ขนไก่สั่นเทาเล็กน้อย เมื่อเห็นปิ่นที่หักอยู่บนพื้น นางก็เหมือนเพิ่งได้สติจึงรีบทิ้งไม้ขนไก่ลง

“หลิวซีอิน……” นางพึมพำเรียก

หลิวซีอินกุมแขนตัวเอง ย่อตัวลงเก็บปิ่นที่หัก แล้วห่อด้วยผ้าเช็ดหน้าก่อนจะเก็บเข้าไว้ในอกเสื้อ

เมื่อเงยหน้าขึ้น ดวงตาของนางกลับดูใสซื่อและราบเรียบ “ท่านแม่ ในเมื่อท่านไม่ต้องการข้าเป็นบุตรสาว ข้าเองก็ไม่เคยคิดอยากจะมีท่านเป็นมารดาเช่นกัน หากท่านอยากจะตัดขาดความเป็นแม่ลูกนี้ วันนี้จะตีข้าให้ตายก็ได้ ข้าถือว่าชดใช้บุญคุณที่ให้กำเนิดแล้ว”

“แต่” นางเน้นย้ำทุกถ้อยคำ “วันนี้เมื่อข้าก้าวออกจากประตูตระกูลหลิวไปแล้ว ต่อไปหากท่านพบข้าอีก ขอให้ท่านทำเป็นว่าไม่รู้จักข้าเสีย”

“ว่าอย่างไรนะ?” ไป๋ม่านม่านตั้งตัวไม่ทัน

หลิวซีอินกล่าว “ที่ข้ากลับมาแต่งงานกับเส้าส่วย ไม่เคยเป็นเพราะต้องการความร่ำรวยของตระกูลหลิว และไม่ใช่เพราะอยากเป็นเส้าฮูหยินแห่งจวนต้าส่วย ข้าเพียงแค่ไม่อยากให้พ่อแม่บุญธรรมของข้าต้องเดือดร้อน ในใจของข้า พ่อแม่ของข้าคือสองสามีภรรยาชาวนาในชนบทเท่านั้น”

“ข้าไม่เคยคิดอยากจะเป็นคนตระกูลหลิวของพวกท่าน และไม่มีความสนใจจะแย่งชิงอะไรกับหลิวหมิงเยว่ทั้งนั้น รวมถึงท่านด้วย ท่านฮูหยินหลิว ที่ข้าพูดไปเช่นนี้ ชัดเจนพอหรือยังเจ้าคะ?”

“เจ้า……” ไป๋ม่านม่านถูกสายตาและคำพูดอันชัดเจนของนางทำให้ถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ราวกับเพิ่งได้ยินเรื่องเหลือเชื่อที่สุดในชีวิต

“น่าเสียดายจริง ที่พ่อแม่ผู้เลี้ยงดูข้ามาก็แซ่หลิวเหมือนกัน ไม่อย่างนั้นแซ่นี้ข้าก็ไม่อยากได้หรอก”

พูดจบ หลิวซีอินก็ไม่สนใจไป๋ม่านม่านอีก นางหันหลังเดินขึ้นบันไดไป

ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมานางคอยหลบหน้าหลิวหมิงเยว่ ผลกลับกลายเป็นว่ายิ่งหลบหลีกก็ยิ่งนำพาความวุ่นวายมาสู่ตัว วันนี้นางจะต้องรู้ให้ได้ว่านางเอกคนนี้กำลังเล่นตุกติกอะไรอยู่กันแน่

“เจ้าจะทำอะไร? ชั้นบนเป็นห้องของพี่สาวเจ้า!” ไป๋ม่านม่านรีบตามมาอย่างตื่นตระหนก

นางกลัวว่าหลิวซีอินจะทำร้ายหลิวหมิงเยว่

หลิวซีอินแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ขาของเด็กสาววัยสิบหกปีคล่องแคล่วกว่าไป๋ม่านม่านมาก ต่อให้ไป๋ม่านม่านจะรีบตามมาแค่ไหน ก็ยังรั้งนางไว้ไม่ทัน

ชั้นสองทั้งชั้นมีเพียงห้องเดียว เป็นห้องนอนหลักขนาดใหญ่ที่มองเห็นวิวได้รอบทิศของหลิวหมิงเยว่

หลิวซีอินผลักประตูห้องนอนออก เห็นหลิวหมิงเยว่ยืนเท้าเปล่าอยู่บนพรมขนกระต่ายหิมะที่ปูไปทั่วครึ่งห้อง นางมองมาด้วยความตกตะลึง ราวกับว่าเพิ่งได้ยินเสียงจากชั้นล่างจึงเพิ่งลุกจากเตียงเพื่อจะออกไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น

ไป๋ม่านม่านตามมาทัน เมื่อเห็นหลิวหมิงเยว่สวมเพียงชุดตัวในก็รีบพูดด้วยความสงสาร “เยว่เอ๋อร์ ลูกลุกขึ้นมาทำไม? อากาศข้างนอกหนาว รีบห่มผ้าคลุมเร็วเข้า”

หลิวหมิงเยว่ขยับริมฝีปากที่ซีดเซียว ยิ้มให้นาง “ท่านแม่ มีระบบทำความร้อนอยู่ ข้าไม่หนาวหรอกเจ้าค่ะ”

ตึกหยกมรกตมีชื่อที่ดูโบราณ แต่ความจริงแล้วเป็นตึกสไตล์ตะวันตกสมัยใหม่ การตกแต่งทุกอย่างภายในนำเข้ามาจากต่างประเทศ ในขณะที่บ้านส่วนใหญ่ยังคงใช้ระบบทำความร้อนใต้พื้น ตึกหยกมรกตกลับติดตั้งท่อระบบทำความร้อนที่มีราคาแพงลิ่วไว้

เพียงแค่หลิวหมิงเยว่ยืนอยู่ในห้อง ต่อให้ไม่สวมเสื้อคลุมตัวนอก ก็ไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นแม้แต่น้อย

ไป๋ม่านม่านถอดรองเท้าอย่างระมัดระวัง แล้วเข้าไปหยิบผ้าคลุมไหล่ประดับมุกมาคลุมให้หลิวหมิงเยว่ “ลูกไม่ได้กินอะไรเลยมาหลายวันแล้ว ถ้ามาป่วยเพราะความหนาวอีกจะทำอย่างไร? มีอะไรก็เรียกใช้ คนรับใช้อย่างหงฉาถ้าดูแลไม่ดีก็ให้บอกท่านแม่”

หลิวซีอินไม่ได้เข้าไปข้างใน นางเพียงมองหลิวหมิงเยว่ด้วยสายตาเรียบเฉย หลิวหมิงเยว่เองก็มองนางเช่นกัน

หลิวหมิงเยว่เป็นดั่งดอกโบตั๋นที่ได้รับการดูแลอย่างดี รูปร่างสมส่วนสูงโปร่ง ผิวหน้าขาวผ่องดูนุ่มนวล แม้จะมีสีหน้าซีดเซียวจากอาการป่วย แต่ก็ยังคงความสง่างามสูงส่ง งดงามจนยากจะหาใครเปรียบ

นางเคยเป็นไข่มุกที่เปล่งประกายที่สุดแห่งเมืองอันเฉิง

ต่อให้ตอนนี้สถานะของนางจะถูกบดบังจนหม่นหมองลงไปบ้าง แต่นั่นกลับยิ่งเพิ่มความอ่อนหวานให้กับนาง และไม่ได้ทำให้รัศมีของนางลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์