NN3_SKY · เปลี่ยนชีวิตตัวประกอบ (โลกภารกิจ)

ตอนที่ 22

บทที่ 22 (โลกที่ 2) คุณหนูอันดับหนึ่ง

ณ เมืองหลวง บนชั้นสองของหอเฟิงหยา

"คุณหนู ที่นี่ช่างแปลกใหม่จริงๆ นะ" โม่เหินเอ่ยพลางมองดูสิ่งที่เรียกว่า “โซฟา” ซึ่งตั้งอยู่กลางห้องบนชั้นสอง รู้สึกคุ้นตาอย่างยิ่ง พอนึกได้ก็เอ่ยขึ้น “คุณ… คุณชาย นี่มันเหมือน…”

กับที่ทำในหุบเขามิใช่หรือ? อีกทั้งยังสวยกว่านี้ด้วยซ้ำ!

เพียงเอ่ยถึงตรงนี้ก็ถูกเย่เส้าฮัวขัด “ขนมอุดปากเจ้าไม่ไหวหรือ?”

โม่เหินกลืนขนมเค้กลงไปอย่างเสียไม่ได้ พลางชี้ไปยังอาหารอื่นๆ บนโต๊ะ “คุณชาย นี่คือพาสต้า อันนี้คือไอศกรีม และนี่คือน้ำผลไม้…”

นางรินน้ำให้เย่เส้าฮัวไปพลางแนะนำอาหารไปพลาง ยั้งปากไม่อยู่จนต้องชมออกมา “รสชาติช่างยอดเยี่ยมนัก! ข้าไม่ทราบเลยว่าเจ้าของร้านนี้มีความคิดได้เช่นไรกับการทำสิ่งแปลกใหม่ให้อร่อยเย่งนี้ ข้าได้ยินมาว่าที่หอเทียนเซี่ยอันดับหนึ่งนั้นมีสิ่งที่เรียกว่า ‘หม้อไฟ’ คุณหนู เราควรหาโอกาสไปลองชิมดูนะเจ้าคะ? ข้าว่ามิทราบว่าท่านรองแม่ทัพมีวิธีเช่นไร”

หากมิใช่เพราะมีคุณหนูของตนอยู่ตรงหน้า ผู้นี้ที่เรียกว่าท่านรองแม่ทัพคงกลายเป็นผู้ที่โม่เหินนับถือที่สุด

หอเฟิงหยาได้รับชื่อนี้เพราะเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความคิดของบัณฑิตนักปราชญ์ เมื่อสองปีก่อนยังมีลูกค้าที่ได้ตำแหน่งจอหงวนจากที่นี่ ทำให้หอเฟิงหยากลายเป็นที่กล่าวขาน

สามปีมานี้ บรรดาขุนนางในเมืองหลวงก็คุ้นเคยที่จะมาหาผู้ปราดเปรื่องที่นี่ อีกทั้งสภาพแวดล้อมที่นี่ก็ไม่เลวเลยทีเดียว

“ดูเพียงเปลือก” เย่เส้าฮัวยกน้ำผลไม้ขึ้นจิบแล้วส่ายหน้า จากนั้นชี้ไปที่น้ำผลไม้กล่าวว่า “หากใส่เพคตินลงไป รสชาติจะดีกว่านี้ มีเวลาข้าจะให้เจ้าลองดู”

นางคาดเดาว่าไป๋เจินเจินน่าจะไม่มีความรู้ทางเคมี ไม่เช่นนั้น หากใส่เพคตินลงไป รสชาติจะยิ่งน่าลิ้มลอง

เย่เส้าฮัวมองโม่เหินกินอย่างเอร็ดอร่อย ส่วนตนเองไม่อยากจะลงมือ โม่เหินเองก็กินเพราะเพียงแต่แปลกใหม่ ทว่าในความเป็นจริงแล้วของที่นี่รสชาติเพียงธรรมดา นางไม่รู้ว่า “เพคติน” ที่คุณหนูพูดถึงคืออะไร แต่ก็ไม่แปลกที่จะเจอสิ่งประหลาดๆ มากมายจนชิน

เย่เส้าฮัวผู้เคยชิมอาหารมิชลินในยุคปัจจุบันแล้วมิได้รู้สึกสนใจสิ่งเหล่านี้เลย

เมื่อโม่เหินกินเสร็จแล้ว ทั้งสองก็เตรียมตัวจะลงไปยังชั้นล่าง แต่นึกไม่ถึงว่าชั้นสองจะเต็มไปด้วยผู้คน

“เหมยจื่อหลิวซวนอ่อนโยนกับฟัน เขียวชอุ่มของกล้วยบังผ้าม่าน หนึ่งวันยามตื่นไร้ความคิด ไร้กังวลชมเด็กน้อยเล่นกับดอกหลิว” หลังจากคนหนึ่งอ่านกลอนจบก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวชม “เพียงไม่กี่ลมหายใจสามารถแต่งกลอนได้ถึงเพียงนี้ คุณหนูรองไป๋ช่างมีสติปัญญาเหนือกว่าผู้ใด พวกเราตามไม่ทันยิ่งนัก ตัวอักษรทั้งอ่อนโยนและแข็งแกร่ง ช่างไม่ธรรมดาจริงๆ สมแล้วที่ได้ชื่อว่าเป็นสตรีอันเปี่ยมด้วยความสามารถอย่างแท้จริง ถือเป็นแบบอย่างของสตรีจริงๆ”

ผู้คนรอบข้างก็พากันเห็นด้วยตามคำชมเหล่านั้น

ไป๋เชียนหู่ที่ได้ยินก็ภูมิใจนักจนแผ่หน้าอกตรงออกมา จวนแม่ทัพมีบุตรีอันแสนฉลาดออกมาครานี้ ใครจะกล้ากล่าวว่าแม่ทัพไร้สมองอีก?

เย่เส้าฮัวเพียงก้าวเท้าเดินไปข้างหน้า แต่โม่เหินที่ตามมาข้างหลัง เมื่อได้ยินคำพูดนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองกลอนที่แขวนอยู่ในห้องโถง พลางพึมพำเบาๆ “ก็ไม่เห็นจะเท่าไหร่”

คำพูดนี้เบามาก แต่ทว่าไป๋เชียนหู่ซึ่งฝึกยุทธมาตั้งแต่เด็กได้ยินเข้า และตลอดหลายปีมานี้ก็ไม่เคยมีใครดูแคลนน้องสาวของเขามาก่อน พอได้ยินเข้าก็อดโมโหไม่ได้ “บ่าวหยาบช้า เจ้ารู้ความหมายของบทกลอนนี้หรือไม่? ยังมี ‘อักษรลิ่ว’ ที่คิดขึ้นมาเองนี้ ในโลกนี้ใครจะสามารถเขียนออกมาได้อีก?!”

เย่เส้าฮัวมิได้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนถึงสามปี ครั้งนี้นางปลอมตัวเป็นบุรุษ ศิลปะการแปลงโฉมของนางนั้นยอดเยี่ยมยิ่งนัก กระทั่งพี่น้องสกุลไป๋ยังมิสามารถจำแนกออกว่าเป็นนาง

โม่เหินเมื่อเห็นคุณหนูของตนเงียบอยู่ ก็อดไม่ได้ที่จะยืดอกเอ่ยขึ้น “ใครว่ามิได้ ข้ารู้จักผู้หนึ่ง!”

เมื่อได้ยินดังนี้ ผู้คนในที่นั้นต่างพากันหยุดฟัง กระทั่งไป๋เจินเจินที่ปกติเอาชนะไม่เป็นรองผู้ใด ยังหยุดมือและหันมามองโม่เหิน ใบหน้านางงดงามยิ่งนัก “มิทราบว่าเป็นผู้ทรงปัญญาผู้ใดหรือ?”

“ย่อมเป็นบุตรสาวคนโตสกุลเย่ นางคือเย่เส้าฮัว คุณหนูใหญ่แห่งตระกูลเย่ สตรีอันทรงปัญญาแห่งเมืองหลวงโดยแท้” โม่เหินกล่าวด้วยความภาคภูมิใจยิ่ง

เมื่อคำพูดนี้ตกลง เหล่าบัณฑิตผู้มากด้วยความใคร่รู้ ณ ที่นั้น ก็พากันส่ายหน้าราวมิอาจเชื่อในคำพูดนี้ ทุกคนต่างคิดว่าเย่เส้าฮัวนั้นมิอาจเทียบกับไป๋เจินเจินได้อีกต่อไปแล้ว

ไป๋เชียนหู่มิได้สงวนท่าทีเช่นบัณฑิตเหล่านั้น เขาหัวเราะเยาะ “บุตรสาวคนโตสกุลเย่รึ? เช่นนั้นเจ้าไปถามนางสิว่า นางกล้าออกมาหรือไม่? สามปีก่อน นางพ่ายแพ้ให้กับน้องสาวของข้าแล้ว สตรีอันทรงปัญญาแห่งเมืองหลวง? เจ้าเพิ่งมาเมืองหลวงใช่หรือไม่? หาไม่ก็รู้ดีว่ายศนี้ได้เปลี่ยนมือไปแล้ว!”

เวลาล่วงผ่านไปสามปี ตั้งแต่คราวประชันฝีมือ เย่เส้าฮัวได้พำนักอยู่ในหุบเขาตลอดเวลา ขณะที่สามปีนี้ไป๋เจินเจินได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ตนด้วยบทกวี “เจียงจิ่นจิ่ว” และ “มั่นเจียงหง” จนเป็นที่นิยมไปทั่วเมืองหลวง

มิใช่เพียงเท่านั้น นางยังคิดค้นอักษร “แบบลิ่ว” เป็นลายอักษรเฉพาะที่ได้รับความชื่นชอบอย่างกว้างขวาง เพลงที่นางบรรเลงก็ขจรขจายไปทั่วแม้ในตรอกซอย ส่วนเพลง “กว่างหลิงซ่าน” กระทั่งปรมาจารย์ในวังหลวงยังมิกล้าเล่น

ที่สำคัญที่สุด คือตารางหมากล้อมที่นางวางไว้ในหอเฟิงหยาจนบัดนี้ยังมิอาจหาผู้ใดคลี่คลายได้

“เจ้า…” โม่เหินรู้ดีว่าอักษรของคุณหนูตนนั้นเคยได้รับการชมเชยจากอาจารย์เทียนจีว่าน่าพิศวง โม่เหินมิอาจเข้าใจสิ่งเหล่านี้นัก แต่ก็มองเห็นลายมือของคุณหนูของตนที่ทรงพลัง เปี่ยมด้วยอารมณ์ ลึกซึ้งและอ่อนช้อยกว่าลายมือของบุรุษทั่วไป โม่เหินจึงรู้ดีว่าอักษรของไป๋เจินเจินนั้นเทียบกับคุณหนูของตนมิได้เลย

“โกวจื่อ” เย่เส้าฮัวมิได้มีอาการใด นางสะบัดพัดเสียงดัง “แปะ” พลางหันหน้าเล็กน้อยด้วยท่าทีสง่างามเยือกเย็น “เราไปกันเถิด”

แม้จะแต่งกายเป็นบุรุษพร้อมทั้งปลอมโฉม แต่ใบหน้าของนางที่ประณีตดุจพู่กันจุ่มหมึกของฝีมือยอดเยี่ยมนั้น ทำให้ผู้คนมิกล้าจ้องมองตรงๆ

กระทั่งไป๋เชียนหู่ที่คิดจะตอกกลับยังมิอาจทำได้ กลับเบือนหน้าไปทางอื่นทันที ช่างเป็นชายที่มีรูปร่างหน้าตาอันหายากยิ่งนัก!

เย่เส้าฮัวฟังเสียงบ่นตลอดทางของโม่เหินจนในที่สุดก็มาถึงจวนเสนาบดี

เมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อสามปีก่อนที่จวนนี้เคยคราคร่ำไปด้วยผู้คน ปัจจุบันจวนเสนาบดีมิได้ยากจนลงแต่กลับเงียบเหงากว่ามาก

ทันทีที่นางกลับมาถึงจวน นางเข้าเรือนไปแปลงโฉมด้วยอาภรณ์สีขาวปักลายดอกเหมยปักอย่างงดงาม สวมทับด้วยผ้าสีชมพู เมื่อสวมใส่แล้วทำให้รูปลักษณ์ของนางดูสง่างามดุจภาพวาดทุกย่างก้าว ดึงดูดทุกสายตา

ไม่เพียงแต่ฮูหยินเย่ที่พึงพอใจ แม้แต่โม่เหินที่อยู่กับคุณหนูทุกวันยังนิ่งงันไปนาน กระซิบกับตนเองว่าคุณหนูงามกว่าเดิมจนใครจะเทียบได้ก็มิทราบ

ฮูหยินเย่พาเย่เส้าฮัวไปยังห้องหนังสือของท่านเสนาบดี สองคนยืนอยู่หลังฉากกั้น ฮูหยินเย่ชี้ไปยังมุมห้องข้างหน้าแล้วกล่าวเสียงแผ่วเบา “เห็นหรือไม่ ผู้นั้นคือฟางถัว จอหงวนเมื่อสองปีก่อน หล่อเหลาสง่างาม ยังมิได้แต่งงาน พ่อของเจ้าก็ชมมิขาดปาก อีกทั้งยังเป็นสหายร่วมรุ่นกับพี่ชายของเจ้า เจ้าเห็นเป็นเช่นไร?”

เมื่อได้ฟัง เย่เส้าฮัวก็อดไม่ได้ที่จะกุมหน้าผากถอนหายใจ ทว่านางก็มิได้ขัดความดีใจของฮูหยินเย่

เพราะนางรู้ดีว่า ฟางถัวผู้นี้คือคนที่ไป๋เจินเจินหนุนหลังอยู่ ฟางถัวยังรู้ความจริงที่ว่า “ท่านรองแม่ทัพผู้เลื่องลือ” กับคุณหนูรองไป๋นั้นคือคนเดียวกัน

หลังจากได้เห็นความคิดล้ำยุคของคุณหนูรองไป๋ และสติปัญญาอันเหนือชั้น เขาย่อมมีใจผูกพันต่อคุณหนูรองผู้นั้น นับประสาอะไรที่เขาจะสนใจในบุตรีสกุลเย่ผู้ไร้ชื่อเสียงมาถึงสามปี

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์