NN3_SKY · เปลี่ยนชีวิตตัวประกอบ (โลกภารกิจ)

ตอนที่ 26

บทที่ 26 (โลกที่ 2) คุณหนูอันดับหนึ่ง

ฮ่องเต้ตรัสขึ้นด้วยความยินดี “บุตรีของท่านเสนาบดีเย่!” เมื่อกล่าวถึงนาง พระองค์ไม่อาจซ่อนความตื่นเต้นได้ ทอดพระเนตรองค์ชายสาม “ข้าจำได้ว่าเจ้าสนิทสนมกับเส้าฮัวอยู่ก่อนแล้ว ไฉนเจ้าจึงทำท่าทางประหลาดใจเช่นนี้?”

เมื่อสิ้นเสียงตรัส ทั้งสามคนในที่นั้นต่างเบิกตากว้างโดยพร้อมเพรียง โดยเฉพาะองค์ชายสามที่เหม่อมองแผ่นกระดาษตรงหน้าอย่างตกตะลึง

หากมิใช่ฮ่องเต้เป็นผู้ตรัสคำทองออกมา คงไม่มีผู้ใดเชื่อว่าภาพร่างแผนการอันละเอียดลออนี้จะมาจากมือของอดีตสตรีอันดับหนึ่งที่ถูกผู้คนลืมเลือนไปแล้ว

ในขณะที่แบบร่างที่ไป๋เจินเจินยึดถือไว้ดุจดั่งของล้ำค่า กลับดูหยาบกระด้างประหนึ่งกระดาษห่อของเมื่อนำมาเปรียบเทียบ

“หัวหน้าคลังอาวุธมาแล้วหรือยัง?” ฮ่องเต้ตรัสถามขันทีที่อยู่เคียงข้าง

“ทูลฝ่าบาท ใกล้จะถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใหญ่เอ่ยเสียงแหลม “กระหม่อมได้เร่งให้คนไปตามหัวหน้าคลังอาวุธอย่างเร็วที่สุดแล้วพ่ะย่ะค่ะ”

หัวหน้าคลังอาวุธที่รับผิดชอบเรื่องการประดิษฐ์อาวุธเดินทางมาถึงในเวลาไม่นานนัก ทันทีที่ได้เห็นแบบแผนที่เย่เส้าฮัวทิ้งไว้ เขาก็ถึงกับตะลึงงันเป็นเวลานาน “เร็ว รีบสั่งการไปยังคลังอาวุธ พวกเรามีแนวทางแล้ว! ในช่วงเวลานี้ อย่าให้ผู้ใดรบกวนเรา!”

เมื่อรู้ว่าแผนการนี้มาจากเย่เส้าฮัว หัวหน้าคลังอาวุธถึงกับสูดลมหายใจลึก

เขาถึงกับละเลยฮ่องเต้ไปเลยทีเดียว แต่ฮ่องเต้เข้าใจในความรู้สึกของเขาจึงมิได้ตรัสตำหนิ เพียงแค่โบกพระหัตถ์เป็นเชิงให้คนจากคลังอาวุธรีบทำงานกันในทันที

องค์ชายสามและคนอื่นๆ เดินออกไปพร้อมหัวหน้าคลังอาวุธ โดยที่หัวหน้าคลังยังมิรู้ว่าไป๋เจินเจินก็มาที่นี่เพื่อนำเสนอแบบแผนเช่นกัน เขาจึงประสานมือด้วยความร้อนใจ “องค์ชายสาม กระหม่อมขอตัวกลับไปจัดการเรื่องอาวุธก่อน”

องค์ชายสามยืนนิ่งอยู่กับที่ ฝืนยิ้มเพียงเล็กน้อย แต่กลับหัวเราะไม่ออก สายพระเนตรของฮ่องเต้ก่อนเสด็จออกไปนั้นหมายความว่าอย่างไรกันแน่?

อีกทั้ง…แผนเช่นนี้ ไฉนจึงมาจากเย่เส้าฮัวได้? องค์ชายสามครุ่นคิดถึงข้อมูลของเย่เส้าฮัวที่เคยทราบมา ฝ่ายนั้นเป็นเพียงสตรีเรียบร้อยธรรมดาเหมือนเช่นสตรีทั่วไป เมื่อตนได้เห็นความแตกต่างอันเฉียบแหลมของไป๋เจินเจิน ก็ถึงกับลืมเลือนนางไปเสียสนิท

แต่บัดนี้ ใครเลยจะคิดว่าสตรีผู้นั้นกลับมีสติปัญญาล้ำเลิศถึงเพียงนี้?!

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อวานนี้เสนาบดีเย่ถึงกับมาที่ตำหนักของตนด้วยตนเอง แต่ตนกลับละเลยไม่สนใจ คิดถึงตรงนี้ พระพักตร์ขององค์ชายสามยิ่งเต็มไปด้วยความเสียใจ

ตอนนั้นตนคิดว่าตระกูลเย่หมดประโยชน์แล้ว สุดท้ายต้องล่มสลาย ใครเลยจะคาดการณ์ว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นได้!

ในช่วงเวลาเช่นนี้ ต้องมิผลักไสตระกูลเย่ออกไป “ใครก็ได้ ไปเรียกให้ท่านหมอหลวงหลี่แห่งสำนักหมอหลวงมาเข้าเฝ้าข้า”

องค์ชายสามจดจำได้ดีว่าโรคภัยของคนในจวนเสนาบดีนั้นเป็นท่านหมอหลวงหลี่ที่รับผิดชอบรักษาทั้งสิ้น

องค์ชายสามจึงรีบเร่งกลับไปโดยมิได้เอ่ยอะไรเพิ่มเติมกับไป๋เจินเจิน

ไป๋เจินเจินเองก็ยังไม่สงบลง นางรู้ว่าแบบแผนนี้มาจากยุคอนาคต เมื่อบัดนี้มีผู้วาดแบบแผนได้ละเอียดเช่นนี้ แสดงว่าเย่เส้าฮัวเองก็มาจากยุคอนาคตเช่นกันหรือ?

ไม่ใช่ หากเย่เส้าฮัวมาจากยุคอนาคตแล้ว นางคงเปิดเผยความเท็จของตนไปนานแล้ว ดังนั้นคงเป็นเพียงเรื่องบังเอิญ

ครุ่นคิดดังนี้แล้ว จิตใจของไป๋เจินเจินก็ค่อยๆ สงบลง สายตาก็แฝงความลึกซึ้ง ตราบใดที่เป็นคนโบราณก็เพียงพอแล้ว นางมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายที่ผ่านการพัฒนาอย่างสมบูรณ์มากมายในสมอง เพียงแค่นำสิ่งใดออกมาสักอย่างก็สามารถทำให้ฮ่องเต้ประทับใจได้ มีวิธีมากมายที่จะใช้จัดการกับเหล่าคนโบราณเหล่านี้

องค์ชายสามนำหมอหลวงหลี่ไปยังจวนตระกูลเย่ แม้หมอหลวงหลี่มิได้เต็มใจนัก แต่ก็ยอมตามมาเพื่อเห็นแก่หน้าองค์ชายสาม

“เสนาบดีเย่ ข้าได้ยินว่าฮูหยินท่านป่วยหนัก ข้าจึงได้เชิญหมอหลวงหลี่มาเพื่อให้ท่านรักษา” องค์ชายสามกล่าวด้วยถ้อยคำอ่อนโยนอย่างยิ่ง อีกทั้งยังแสดงท่าทางสุภาพอ่อนน้อม “ข้าเชื่อว่าท่านเองก็คงไม่ต้องการให้ฮูหยินของท่านต้องป่วยเช่นนี้ไปตลอด ใช่หรือไม่?”

ท่านเสนาบดีเย่มิปรารถนาจะพูดคุยกับองค์ชายสามมากนัก ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ได้เห็นธาตุแท้ของผู้คนมากกว่าที่เคยเห็นมาในช่วงชีวิตเสียอีก

โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าบุตรสาวของตนต้องมารับเคราะห์ ท่านเสนาบดีเย่ขบคิดแล้วค่อยๆ ปฏิเสธคำขออย่างสุภาพ

"ท่านเสนาบดีเย่ โรคของฮูหยินท่านจะมีเพียงหมอหลวงหลี่เท่านั้นที่รักษาได้" องค์ชายสามมองท่านเสนาบดีเย่ด้วยน้ำเสียงแฝงไปด้วยการคุกคาม

ทุกคนรู้ดีว่าหมอหลวงหลี่นั้นเป็นคนขององค์ชายสาม

"มีแต่เขาคนเดียวหรือที่รักษาได้? ข้าเองยังไม่กล้ากล่าวเช่นนี้เลย" บุรุษในอาภรณ์สีเขียวเข้มก้าวเข้ามาจากหน้าประตู บุคลิกของเขาเยือกเย็นสงบนิ่งดังเช่นต้นสน มีหยกโบราณแขวนอยู่ที่เอว

"หมอเทวดาอวี้เหิง!" หมอหลวงหลี่อุทานด้วยความตกใจ

องค์ชายสามรู้สึกตื่นตะลึง หมอเทวดาอันดับหนึ่งแห่งยุทธภพอวี้เหิงซึ่งเป็นที่รู้จักกันเพียงนามเท่านั้น อีกทั้งยังไม่เคยข้องแวะกับราชสำนัก เช่นเดียวกับท่านเทียนจี ไฉนถึงมาอยู่ที่นี่?

มิใช่แค่องค์ชายสาม ท่านเสนาบดีเย่ก็ถึงกับตกตะลึง

หมอเทวดาอวี้เหิงผู้สูงส่งเช่นนี้จะสนใจหมอหลวงหลี่ได้อย่างไรกัน เขาเพียงแค่คำนับท่านเสนาบดีเย่ "เส้าฮัวตัวน้อยของข้าส่งพิราบสื่อสารเรียกข้ามา ท่านลุงเย่ ข้ารีบละทิ้งทุกอย่างเพื่อเดินทางมาเมืองหลวง ครานี้ท่านต้องให้รางวัลข้าอย่างสาสม"

เมื่อองค์ชายสามก้าวออกจากจวนเย่ เขารู้สึกราวกับเดินอยู่ในความฝัน ไม่คิดเลยว่าเส้าฮัวผู้ที่ตนเองไม่ได้ไถ่ถามสารทุกข์สักสามปี จะมีความสามารถถึงเพียงนี้ ถึงกับเป็นสหายกับหมอเทวดาอวี้เหิง

รุ่งขึ้น ฮ่องเต้ทรงพระกรุณาประทานรางวัลแก่จวนเย่ สมบัติล้ำค่าต่างๆ ถูกส่งมาราวกับน้ำหลาก

หลังจากผ่านพ้นช่วงเวลาที่จวนเย่ตกต่ำ จวนนี้ก็กลับมาเป็นจวนอันดับหนึ่งในเมืองหลวงอีกครั้ง บรรยากาศยิ่งคึกคักกว่าสมัยก่อนมากนัก!

และในขณะเดียวกัน ก็มีแม่สื่อมาขอเจรจาเรื่องสมรสให้กับเส้าฮัวและเย่ไหว่จิ่นมากมายจนมิอาจนับได้

เพื่อหลบเลี่ยงหมอเทวดาอวี้เหิงและฮูหยินเย่ เส้าฮัวจึงออกไปเที่ยวเล่นตามตรอกซอกซอยกับโม่เหิน

เส้าฮัวถือกรงนกในมือข้างหนึ่ง อีกมือหนึ่งถือนกเพื่อให้อาหาร พลางเป่าปากเลียนเสียงนกเล่นๆ ในท่าทางของลูกหลานตระกูลสูงที่เกียจคร้าน

"คุณหนู พวกเราควรเลี่ยงไปซอยอื่น ข้างหน้ามีมือสังหาร" โม่เหินมองไปยังกลุ่มที่กำลังสู้กันอย่างดุเดือดในซอยข้างหน้าอย่างไม่พอใจ "ต้องอ้อมอีกแล้ว"

มือสังหารชุดดำที่อยู่ด้านหน้าได้ยินดังนั้นก็หันหน้ามองไปทางเส้าฮัวอย่างดุร้าย พร้อมกับถือดาบเข้ามาหาทางพวกนาง “เห็นแล้วหรือ? อย่าหวังว่าจะมีใครหนีรอดไปได้!”

“ระวัง!” องครักษ์ขององค์รัชทายาทอุทานขึ้นพร้อมกับเบิกตาโพล่งด้วยความตกใจ

ไม่คิดว่าโม่เหินจะยื่นมือไปหยิบดาบที่พุ่งจะตัดคอเส้าฮัวเอาไว้ระหว่างนิ้วมือทั้งสองอย่างง่ายดาย

องครักษ์ขององค์รัชทายาทเองก็ตกตะลึงอยู่ชั่วขณะ และในตอนนั้นเอง องค์รัชทายาทที่กำลังรับมือกับอาวุธลับก็เผลอทำดาบหลุดจากมือด้วยสีหน้าซีดเผือด "ฝ่าบาท!"

เส้าฮัวหรี่ตาลงเล็กน้อย กำลังจะหมุนตัวเดินจากไป แต่แล้วกลับเหลือบเห็นมือที่ห้อยขององค์รัชทายาท ซึ่งในฝ่ามือนั้นมีไฝสีแดงสดเด่นชัด

หวงฝู่อวิ๋นเจิงในขณะเกิดอาการบาดเจ็บนั้นนึกไว้ในใจแล้วว่าคงไม่อาจหนีรอดได้ แต่ในวินาทีถัดมา เสียงหนึ่งดังขึ้นเมื่ออาวุธลับที่ทาด้วยยาพิษปะทะเข้ากับเหรียญทองแดง สองสิ่งร่วงลงพื้นพร้อมกัน

หวงฝู่อวิ๋นเจิงหันขวับไปมองเงาร่างสีเหลืองอ่อนของหญิงสาว

“คุณหนู ท่านไม่ได้บอกว่าหากให้คนอื่นรู้ว่าท่านมีวรยุทธ์จะทำให้คนอิจฉาหรือ?”

“โกวจื่อน้อยไร้ประโยชน์ หากเจ้าทำอะไรได้บ้าง ข้าก็ไม่จำเป็นต้องลงมือเองสิ”

ในวังหลวง

ในตำหนักของฮองเฮา กลิ่นกำยานหอมลอยกรุ่นอยู่ในอากาศ หวงฝู่อวิ๋นเจิงและองค์ชายสามนั่งอยู่เบื้องล่างพระองค์

พระนางยกถ้วยชา ดื่มด้วยท่าทีเรียบเฉย แล้วเอ่ยขึ้นเบาๆ ว่า "อวิ๋นเจิง สุขภาพเจ้าไม่ดีนัก จงมอบคลังอาวุธให้กับน้องสามของเจ้าเป็นผู้จัดการเถิด"

องค์รัชทายาทหวงฝู่อวิ๋นเจิงผู้ซึ่งเพิ่งผ่านการลอบสังหารมา กลับมิได้รู้สึกเจ็บปวดเสียใจเลยแม้แต่น้อย ตั้งแต่เยาว์วัยเขาทิ้งรอยบาดแผลจากการสู้รบในสนามรบ จนเกิดอาการป่วยเรื้อรังที่รักษาไม่หาย บัลลังก์มิเคยเป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับเขา

ทุกคนรู้ดีว่า ตำแหน่งองค์รัชทายาทนั้นเป็นเพียงสิ่งที่พระบิดาประทานให้เป็นปลอบประโลมเท่านั้น

เขาเคยชินกับการถูกฮองเฮาเย็นชาใส่ตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์