ตอนที่ 35
บทที่ 35 (โลกที่ 2) คุณหนูอันดับหนึ่ง
ฮูหยินเย่เดิมทีคิดจะกล่าวอะไรบางอย่างอยู่ พลันหางตาเหลือบเห็นเย่เส้าฮัว นางรีบยกมือเช็ดน้ำตา แสร้งทำเป็นปราศจากเรื่องทุกข์ใจแล้วเอ่ยทักเย่เส้าฮัวอย่างราบเรียบ
ท่านอาหญิงเย่ก็รีบเช็ดน้ำตา จับมือเย่เส้าฮัวขึ้นมาดูพลางเอ่ยชม “เส้าฮัวนี่ช่างงดงามยิ่งนัก สาวงามที่ขึ้นชื่อในแคว้นอวิ๋นหนานนั้น ยังไม่อาจเทียบได้แม้ครึ่ง”
เมื่อพูดถึงเย่เส้าฮัว ท่านอาหญิงเย่ก็ระลึกถึงเหตุที่มาวันนี้ นางล้วงเอาตั๋วเงินและโฉนดร้านค้าออกมาเป็นปึก ๆ “พี่สะใภ้ ถึงจวนเสนาบดีจะไม่รุ่งโรจน์เช่นเก่า ทว่าการแต่งงานของเส้าฮัวกับไหว่จิ่นนั้นสำคัญนัก นี่เป็นเงินเก็บสะสมของข้ามาหลายปีไว้เพิ่มสินสมรสให้เส้าฮัว น่าเสียดาย ที่จริงยังมีเครื่องประดับหยกโลหิตแดงอีกชุดหนึ่ง ยิ่งเหมาะสมกับเส้าฮัวโดยแท้”
บุตรีแห่งตระกูลเย่ ไม่ว่าจะประการใด ก็ต้องได้ออกเรือนอย่างสมเกียรติ
เมื่อครั้งนางออกเรือน พี่ชายพี่สะใภ้ให้สินสมรสยาวถึงสิบลี้ เรียกได้ว่าครึ่งหนึ่งของสมบัติทั้งตระกูลเย่ ถูกส่งไปกับนางยังแคว้นอวิ๋นหนาน
ทว่าสินสมรสนั้นสิบลี้ กลับถูกความละโมบของท่านแม่ทัพเหวินหัวใจพยัคฆ์ฉกชิงไปจนหมด
ชีวิตนางในจวนเหวินคงอยู่ไม่สุขแน่ ฮูหยินเย่ไม่อยากรับทรัพย์สินของนาง แม้ตระกูลเย่จะเสื่อมทรัพย์แต่ก็ยังพอมอบสินสมรสให้แก่เย่เส้าฮัวได้
แต่เนื่องจากเย่เส้าฮัวอยู่ตรงนี้ ฮูหยินเย่ไม่อาจพูดความจริงทั้งหมดออกมาได้
ท่านอาหญิงเย่ยัดเงินลงในมือฮูหยินเย่อย่างเด็ดขาด ก่อนจะกลับไปจวนเหวิน
ท่วงท่านางหาได้เดินอย่างเบาสบายเหมือนปกติ หากแต่เหมือนบาดเจ็บภายใน ทุกย่างก้าวดูอ่อนแรง
เย่เส้าฮัวจับคางมองตามหลังท่านอาหญิงเย่ ยิ้มเอ่ยเบาๆ “ท่านแม่ พวกเราเชิญท่านอาหญิงกลับมาอยู่ที่นี่เถอะ”
“พูดเหลวไหลอีกแล้ว” ฮูหยินเย่ส่งสายตาดุใส่ “สถานการณ์ในจวนเช่นนี้ เจ้ายังอยากให้อาเจ้ากลับมาทนทุกข์หรือ?”
แม้จวนเหวินจะอยู่ไม่สุขนัก แต่ที่นั่นยังปลอดภัยกว่าจวนของเรา
“เอาล่ะๆ ท่านแม่ อย่าเพิ่งโกรธ มาดื่มชาเถิด” เย่เส้าฮัวยิ้มแย้มรินชาถ้วยหนึ่ง ยื่นไปให้ฮูหยินเย่
เย่เส้าฮัวนั่งคุยอยู่กับฮูหยินเย่ครู่หนึ่ง จนอีกฝ่ายคลายใจลงอย่างชัดเจน จึงลุกขึ้นกลับห้องของตนเอง
เมื่อกลับถึงห้อง รอยยิ้มบนใบหน้าของนางก็พลันหายวับ เปลี่ยนเป็นความเย็นเยียบเจ็บกระดูกในดวงตา
“คุณหนู?” โม่เหินที่ติดตามอยู่ข้างหลัง ไม่อาจห้ามขนลุกไปทั่วทั้งตัวได้
“คนจวนเย่หนีออกไปเท่าไหร่?” เย่เส้าฮัวเอ่ยเสียงนุ่ม
โม่เหินขมวดคิ้วเล็กน้อย “เกือบทั้งหมด พวกเขากลัวจะถูกตัดหัว ฮูหยินเห็นใจจึงคืนสัญญาขายตัวให้พวกเขากลับไปใช้ชีวิตอย่างสงบสุข”
เย่เส้าฮัวจุ่มพู่กันลงในหมึก เขียนคำลงในกระดาษหลายบรรทัด ก่อนจะพับเรียบร้อยแล้วยื่นให้โม่เหิน เอ่ยเสียงเรียบ “ส่งไปให้เสี่ยวเหิง”
“คุณหนู หากให้ข้ากล่าว ท่านควรเรียกคุณชายเหิง ตัดท่านแม่ทัพเหวินเป็นพันๆ ชิ้นไปเสีย!” โม่เหินขึงโกรธ และนึกขึ้นได้อีกครั้ง จึงกล่าวเสริม “ใช่แล้ว ทางตระกูลเสินส่งคนมาบอกว่า องค์รัชทายาทแห่งแคว้นอวิ๋นพร้อมกับองค์ชายสามและองค์ชายเจ็ด ต่างก็ส่งคนไปยังเจียงหนานเพื่อตามหาท่าน”
โม่เหินเป็นคนเดียวในจวนเย่ที่รู้ความลับเกี่ยวกับเย่เส้าฮัว
ฮูหยินเย่และเย่ไหว่จิ่นต่างคิดว่า นางเป็นเพียงคุณหนูธรรมดาคนหนึ่ง ทว่าโม่เหินรู้ดี ว่าคุณหนูของนางมิใช่หญิงสาวธรรมดา
ในสองปีที่นางอยู่ในหุบเขา นางสร้างแคว้นการค้าขึ้นมาด้วยสองมือของตนเอง
ความจริงในฐานะสุดยอดสายลับ ที่รัฐบาลประเทศเอ็มกลัวที่สุดในฝีมือการแฮ็กของเย่เส้าฮัว ตามมาด้วยเครือข่ายข่าวกรองของนาง ส่วนสิ่งที่กลัวเป็นอันดับสามนั้นก็คือตัวนางเอง
หลายปีที่ผ่านมานางได้สร้างเครือข่ายข่าวกรองกระจายอยู่ทั่วโลก ในขณะที่ไป๋เจินเจินยังเพียงวุ่นวายกับกิจการร้านค้าของตนเองอยู่นั้น เย่เส้าฮัวกลับแลกเปลี่ยนข้อมูลของทุกแคว้นผ่านระบบ และสร้างกองคาราวานการค้ากว่าร้อยทีม เริ่มทำการขนส่งสินค้าจากใต้ขึ้นเหนือ
เรือขนส่งที่ออกแบบขึ้นเองสามารถแล่นได้พันลี้ต่อวัน ความเร็วในการขนส่งนั้นไร้ผู้เทียบ
พ่อค้าอื่นทั้งปวงมิอาจเร็วไวดั่งนาง อีกทั้งยังไร้วิสัยทัศน์อันกว้างไกล การนำสินค้าขึ้นชื่อแห่งแดนเหนือส่งมายังแดนใต้ มักจะมีราคาสูงกว่าหลายสิบเท่า ความมั่งคั่งที่ได้รับจากการค้านี้ ย่อมประมาณได้
ผู้ใต้บังคับบัญชาของนางล้วนเป็นคนมากความสามารถ ทั้งที่ถูกเชื้อเชิญและที่สมัครใจมาด้วยเสน่ห์ของนาง
แม้แต่มือสังหารอันดับหนึ่งของแผ่นดินอย่าง “เหิง” ยังยอมสวามิภักดิ์
แม้แต่ฮ่องเต้จากทุกแคว้นต่างยังต้องให้เกียรตินางไม่มากก็น้อย
เพียงแต่ว่า เย่เส้าฮัวนั้นขี้เกียจจนเคยชิน มิใคร่ชอบดูแลเรื่องเหล่านี้นัก นางเพียงให้แผนการเพื่อให้ตระกูลเสิ่นได้ขบคิด เมื่อปรากฏกายก็จะสวมผ้าคลุมหน้า ฉะนั้นตัวตนของนางจึงเต็มไปด้วยความลึกลับ
แม้แต่คนในตระกูลเย่ก็ไม่รู้ว่า มหาเศรษฐีผู้มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วแผ่นดินนั้น คือตัวเย่เส้าฮัวเอง
โดยปรกตินางกลัวเรื่องยุ่งยาก แต่ครานี้ นางกลับถูกท่านแม่ทัพเหวินยั่วโทสะ จึงเลือกที่จะลงมือด้วยตัวเอง
ในขณะเดียวกัน การชิงตำแหน่งรัชทายาทระหว่างองค์ชายสามและองค์ชายเจ็ด ก็ได้เปิดฉากขึ้นแล้ว ทั้งสองต่างมีไพ่ในมือ องค์ชายสามมีไพ่เด็ดคือไป๋เจินเจิน
“เจินเจิน เมื่อข้าได้ครองบัลลังก์แล้ว ข้าจะแต่งเจ้าเป็นฮองเฮา” องค์ชายสามกล่าวพร้อมมองไปที่ไป๋เจินเจิน ดวงตาเปี่ยมไปด้วยความอ่อนโยน
เขามิใส่ใจใบหน้างดงามของใครอีกคนที่ผุดขึ้นมาในห้วงคิดของเขา
ต่างจากความสบายใจขององค์ชายสาม ฝั่งองค์ชายเจ็ดกลับมีปัญหา ไท่จื่อแห่งแคว้นอวิ๋นที่เขาพยายามกล่อมให้ช่วยอย่างยากลำบาก กลับปฏิเสธที่จะส่งทหารในยามนี้
และไม่มีคำอธิบายใดๆ ให้แก่เขาเลย
ไป๋เจินเจินมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าที่จะขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด นางต้องการเหยียบย่ำเย่เส้าฮัวไว้ใต้ฝ่าเท้า เพื่อให้เย่เส้าฮัวต้องสำนึกผิด จึงเลือกวิธีที่เสี่ยงที่สุด นั่นคือการบีบให้ฮ่องเต้ลงจากบัลลังก์
ฮ่องเต้ทรงค้นพบตุ๊กตาสาปที่ถูกปักด้วยเข็มและผ้าเหลืองภายในตำหนักรัชทายาท พระวรกายทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว ขณะนี้ถึงกับล้มหมอนนอนเสื่ออยู่บนเตียง
องค์ชายสามจึงถือโอกาสนี้ นำทหารจำนวนมากบุกเข้าไปในวังหลวง
องครักษ์ลับของวังหลวงก็ยังยอมสวามิภักดิ์แก่เขา จับกุมผู้ต่อต้านภายในวังทั้งหมด
การบีบให้ฮ่องเต้สละบัลลังก์ครั้งนี้ดูราบรื่นเกินคาด จนกระทั่งไป๋เจินเจินและองค์ชายสามเองก็แทบไม่เชื่อสายตา
“เป็นเจ้าหรือ?” ฮ่องเต้มององค์ชายสามที่นำทหารบุกเข้ามาในตำหนักด้วยแววตาผิดหวัง ชี้ไปยังเขาแล้วตรัสว่า “ลูกอกตัญญู เรียกคนมา จับเข้าคุกเดี๋ยวนี้!”
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดรับสนอง
องค์ชายสามจัดตั้งแท่นฝนหมึกตรงหน้าพระพักตร์ จ้องมองฮ่องเต้พลางกล่าวเย้ยหยัน “ทรงอย่าเสียแรงเปล่าเลย เสด็จพ่อ ทรงลงนามหนังสือสละราชบัลลังก์เถิด”
ฮองเฮายืนอยู่ข้างๆ จ้องมององค์ชายสามด้วยมือที่สั่นระริกด้วยความตื่นเต้น
นางกำลังจะได้เป็นไทเฮาแล้ว
รัชทายาทใช้ปลายนิ้วแตะริมฝีปาก พลางเหลือบมองท่านตาของตน ยังเหล่าขุนนางผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างหลังองค์ชายสามซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นขุนนางผู้ภักดีต่อพระองค์ “พวกเจ้าทุกคนยอมสวามิภักดิ์แก่เขาแล้วหรือ?”
“หวงฝู่อวิ๋นเจิง เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? โบราณกล่าวว่า ‘ผู้ชนะย่อมเป็นฮ่องเต้ ผู้พ่ายแพ้ย่อมเป็นโจร’ แต่แรกแล้วเป็นเพราะชะตาของเจ้าเองต่างหากที่ไม่ดี!” องค์ชายสามดวงตาเปี่ยมด้วยความเย่อหยิ่ง “สายตาเจ้าก็แย่นัก พี่ชายที่รัก เจ้ายังไม่รู้หรือว่า ตอนที่เสด็จพ่อจะยกคุณหนูรองไป๋ให้เจ้านั้นคือประมุขแห่งโรงสุราเฟิงหย่า! เสด็จพ่อทรงลำเอียงเข้าข้างเจ้าโดยแท้! ทว่าดีแล้วที่เจ้าไร้ความสามารถ แล้วตอนนี้เจ้ารู้สึกเช่นไร? โกรธหรือไม่? เสียใจหรือไม่?”