ตอนที่ 34
บทที่ 34 (โลกที่ 2) คุณหนูอันดับหนึ่ง
อวี้เหิงยืนไขว้หลัง ฟังเสียงของเย่เส้าฮัว จนถึงกับหดคอด้วยความหวาดหวั่น
ผู้ใดไม่รู้เรื่องนี้ แต่เขาย่อมทราบดี ว่าผู้ที่ท้าทายความอดทนของนางครั้งก่อน...บัดนี้แม้แต่บ้านของตนก็หาทางกลับไม่เจอแล้ว
ในพระตำหนักองค์รัชทายาท ขันทีหัวหน้าจากกรมในดูเหมือนจะได้ยินเสียง เมื่อเห็นเย่เส้าฮัวก็เชิญนางเข้าไปทันที
"ท่านขันที การหมิ่นองค์รัชทายาทมีโทษประการใดหรือ?" เย่เส้าฮัวเก็บมือกลับมา รับผ้าจากอวี้เหิงเช็ดนิ้วอย่างไม่รีบร้อน
"โทษใหญ่เท่ากบฏ"
เย่เส้าฮัวดูพึงพอใจ "ดี เท่านั้นแหละ"
กล่าวจบ นางก็พาอวี้เหิงเข้าไปข้างใน
ขันทีผู้มีสีหน้าเย็นชาต่อองค์ชายสามกลับเคารพนบนอบต่อเย่เส้าฮัว สร้างความประหลาดใจแก่เหล่าขุนนางที่มองดูอยู่
การเดินทางไปเจียงหนานขององค์รัชทายาทแคว้นอวิ๋นที่เตรียมไว้ก็หยุดชะงักลง เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงนี้ ท้ายที่สุดแล้ว หากคนผู้นั้นไม่ต้องการพบพระองค์...
พระองค์แม้จะสิ้นพระชนม์ก็มิอาจหานางพบ จึงเลือกจะอยู่ดูเรื่องราวต่อไป
ยิ่งไปกว่านั้น...เย่เส้าฮัวทำให้พระองค์รู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด
ฮ่องเต้ทรงคุ้มครองพระตำหนักรัชทายาทไว้ไม่ให้แม้แต่น้ำหยดหนึ่งไหลเข้ามา เย่เส้าฮัวพาผู้คนเข้าไปก็ราวกับถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ผู้คนต่างพากันคาดเดาถึงสภาพขององค์รัชทายาท
ขณะนั้นเอง ฮ่องเต้ก็ทรงมีเวลามาจัดการกับเรื่องราวของฮองเฮาและองค์ชายสาม ทรงกริ้วใหญ่โต และทรงลงโทษฮองเฮาและองค์ชายสามให้กักบริเวณ
สำหรับไป๋เจินเจิน ฮ่องเต้ทรงอ้างว่าเป็นการหมิ่นพระเกียรติองค์รัชทายาท แต่ด้วยเพราะไป๋เจินเจินมีชื่อเสียงในหมู่ประชาชน สุดท้ายจึงทรงลดตำแหน่งขุนนางไป๋ลงสองขั้น
เรื่องนี้ทำให้ไป๋เจินเจินโกรธจัด มือสั่นจนขว้างแจกันล้ำค่าแตกหลายใบ
นี่แหละยุคโบราณที่ปราศจากสิทธิมนุษยชน ไร้อำนาจก็ถูกคนอื่นย่ำยีอยู่ร่ำไป!
ไป๋เจินเจินเพิ่งได้เข้าใจเป็นครั้งแรก ว่าในยุคโบราณนี้ราชอำนาจนั้นเหนือสิ่งอื่นใด หากวันหนึ่งฮ่องเต้ไม่พอพระทัย ศีรษะของนางก็อาจจะถูกประหารเพียงเพราะนางเป็นบุตรีแม่ทัพ ไม่มีฐานะสูงเท่าเย่เส้าฮัว ก็ต้องถูกเชื้อพระวงศ์และเย่เส้าฮัวรังแกเช่นนั้นหรือ?
แววตาของไป๋เจินเจินลึกขึ้น นางไม่เคยคิดจะทำร้ายเย่เส้าฮัว คิดแต่จะปล่อยนางไป แต่ตอนนี้เย่เส้าฮัวกลับรังแกนางมากเกินไป ในเมื่อเย่เส้าฮัวบีบนางเช่นนี้ นางก็ไม่จำเป็นต้องมีเมตตาต่อตระกูลเย่อีกต่อไป
เมื่อคิดได้ดังนั้น ไป๋เจินเจินก็รีบเรียกคนสนิทมา ส่งสารลับไปยังองค์ชายสามอย่างเงียบๆ
ด้วยฮ่องเต้ทรงกริ้วใหญ่ลงโทษพรรคพวกขององค์ชายสาม ทำให้ผู้คนอดสงสัยมิได้ว่า หวงฝู่อวิ๋นเจิงจะไม่มีทางรักษาได้แล้วจริงหรือไม่
พระตำหนักองค์รัชทายาทยังคงถูกคุ้มครองแน่นหนาจนไม่สามารถเข้าถึงได้ ไม่มีข่าวดีใดๆ ส่งออกมา ยิ่งเสริมความสงสัยในใจผู้อื่นให้มากขึ้นไปอีก
ในช่วงนี้ แม้แต่บ่าวไพร่ในวังหลวงก็หลีกเลี่ยงพระตำหนักองค์รัชทายาทราวกับเป็นปีศาจ
ฮ่องเต้ทรงลงโทษประหารขันทีหลายคน ในขณะนี้ มีนางกำนัลและขันทีใหม่กลุ่มหนึ่งถูกแบ่งไปที่พระตำหนักรัชทายาท
"เป็นลางร้ายแท้ๆ" ขันทีวัยกลางคนคนหนึ่งพูดเบาๆ "กลับถูกจัดมาที่แห่งนี้เสียได้!"
"ระวังคำพูด" นางกำนัลวัยสาวที่อยู่ข้างๆ ซึ่งอาจจะเป็นคนใหม่กล่าวเสียงเบา "ด้านในนั้นคือองค์รัชทายาท..."
"องค์รัชทายาทอะไร อีกไม่นานก็จะกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อนแล้ว" ขันทีวัยกลางคนมองไปที่คนข้างกาย "อย่าว่าข้าไม่เตือนพวกเจ้าเลย คนผู้นั้นมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นานหรอก พวกเจ้าคิดให้ดี ข้าซื้อทางออกจากกรมในไว้แล้ว พรุ่งนี้ก็จะย้ายไปอยู่ที่จวนองค์ชายสาม แม้จะเป็นแค่คนรับใช้ก็ดีกว่ารอความตายที่นี่"
"แต่บ่าวขององค์รัชทายาทเพิ่งบอกว่าองค์รัชทายาทเดินได้แล้ว และบอกว่าพระองค์จะกลับมาแข็งแรงยิ่งกว่าคนทั่วไปเสียอีก..." นางกำนัลผู้นั้นกล่าวอย่างลังเล
"เจ้าพวกใหม่ช่างใสซื่อ บ่าวขององค์รัชทายาทเพิ่งคุกเข่ากราบวิงวอนหน้าพระตำหนักของฮองเฮาเมื่อสองสามวันก่อนเช่นนี้เอง" ขันทีผู้ใหญ่หัวเราะหยันเสียงเบา "จะฟื้น? ฝันกลางวันกระมัง!"
โดยเฉพาะในช่วงนี้ไป๋เจินเจินลอบใช้เงินจำนวนมากซื้อนักรบจัดหาอาวุธที่ดีที่สุดให้เหล่าทหาร และโน้มน้าวใจขุนนางใหญ่ในราชสำนัก
บัดนี้องค์รัชทายาทตกอยู่ในภาวะคับขัน ขุนนางเฉินพี่ชายฮองเฮาพาขุนนางกลุ่มใหญ่กราบททูลเข้าบีบบังคับให้ฮ่องเต้ยกเลิกการกักบริเวณองค์ชายสามในท้องพระโรง
ขุนนางเฉินป็นถึงลุงแท้ๆขององค์รัชทายาท แต่กลับยืนอยู่ข้างองค์ชายสาม เกรงว่าองค์รัชทายาทจะไร้หนทางรอดจริงๆ
บรรดาผู้ที่เคยรักษาความเป็นกลางต่างก็เริ่มคลอนแคลนทีละคน
ฮ่องเต้ทรงมีพระโอรสไม่เพียงแต่รัชทายาทและองค์ชายสาม ในหมู่พวกเขานั้น องค์ชายเจ็ด บุตรของพระสนมผู้เป็นที่โปรดปราน คือผู้ที่มีความสามารถในการหลอกลวงเหมือนสุกรล่าสัตว์ร้ายในคราบอ่อนแอที่สุด
บุรุษผู้นี้มักสงบนิ่งเงียบเร้นอยู่เสมอ ตามวิถีดั้งเดิมที่เย่เส้าฮัวประสบก่อนมาถึงโลกนี้ เขาคือคู่ต่อสู้ที่ยิ่งใหญ่ขององค์ชายสาม กระนั้นท้ายที่สุด เขาก็หลงรักไป๋เจินเจิน ผู้อยู่เบื้องหลังความมั่งคั่งของแคว้น และสละตำแหน่งบัลลังก์เพื่อเธอ
ชาตินี้ ด้วยการปรากฏตัวของผู้ร่ำรวยจากเจียงหนาน องค์ชายเจ็ดจึงหันความสนใจไปยังเจียงหนาน มิได้สนใจ "ท่านรอง" แห่งฟงหย่าหลัวผู้นี้ และไม่ได้ข้องเกี่ยวกับไป๋เจินเจินแต่อย่างใด
ขณะนี้ รัชทายาททรงประชวรหนัก อีกไม่นานจะมีการสถาปนาผู้สืบราชบัลลังก์ใหม่ องค์ชายสามเผยแสนยานุภาพในท้องพระโรงอย่างเด่นชัด
ทว่า ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่า องค์ชายเจ็ดผู้ไม่เคยปรากฏเด่นมาแต่ก่อน กลับทำสิ่งยิ่งใหญ่ในช่วงเวลานี้
ศึกชิงบัลลังก์ระหว่างองค์ชายสามและองค์ชายเจ็ดได้เริ่มขึ้น
พระตำหนักองค์รัชทายาท
"เมื่อวานองค์ชายสามส่งคนมาวางสิ่งหนึ่งในตำหนักบรรทมของฝ่าบาท" องครักษ์ลับของรัชทายาทกราบทูลเสียงเบา "ฝ่าบาทจะให้พวกข้าพระองค์..."
รัชทายาทโบกพระหัตถ์ รับยาในมืออวี้เหิง เสวยอย่างไม่รีบร้อน “ไม่ต้องสนใจ”
อวี้เหิงยืนอยู่ข้างหนึ่ง เมื่อได้ยินดังนั้นก็มองรัชทายาทแวบหนึ่ง
แม้จะยังทรงประชวรไม่หายดี พระองค์ก็ยังเปี่ยมด้วยสง่าและแสงสว่างอันสดใส ยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนแต่ประหนึ่งไม่แปดเปื้อนโลกีย์
เมื่อคิดถึงความลำบากที่เย่เส้าฮัวได้เผชิญ เพื่อเสี่ยงเปิดเผยตนเองเพียงเพื่อช่วยองค์ชายพระองค์ผู้นี้ อวี้เหิงก็รู้สึกแน่นอึดอัด ท่าทีต่อรัชทายาทจึงไม่สู้ดีนัก
แต่รัชทายาทก็ทำเหมือนว่าไม่ได้รับรู้สิ่งใด ยังยิ้มอย่างเป็นมิตรต่อเขา ทำให้อวี้เหิงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก
เย่เส้าฮัวไม่สังเกตเห็นคลื่นลับระหว่างสองคนนี้ นางเพียงแต่ทบทวนความทรงจำที่ระบบมอบให้ ในชาติก่อน จวนเย่ล่มสลาย รัชทายาทถูกสวมรอยด้วยข้อหากบฏ ถูกคุมขังจนสิ้นพระชนม์ พวกเขามิได้อยู่ในสายตาขององค์ชายสามแม้แต่น้อยชาตินี้ แม้รัชทายาทจะทรงประชวรหนัก พวกเขาก็หาได้เว้นนางไม่ เย่เส้าฮัวแค่นหัวเราะเย็น แล้วนางจะทำให้องค์ชายสามและไป๋เจินเจินได้เห็นอย่างแท้จริงว่า การกบฏคือสิ่งใด
สองวันต่อมา องค์ชายสามพาผู้คนบุกเข้าตรวจค้นตำหนักบรรทมของรัชทายาท พบหลักฐานการกบฏ
ฮ่องเต้ทรงทราบว่ารัชทายาทมีพระอาการดีขึ้น แต่เมื่อเกี่ยวข้องถึงราชบัลลังก์ แม้จะทรงโปรดปรานรัชทายาทเพียงใด ก็ยังเกิดความเคลือบแคลงพระทัย จึงทรงสั่งกักบริเวณรัชทายาท
การนี้ทำให้จวนเย่ที่เคยสนับสนุนรัชทายาทต้องพลอยรับผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะเมื่อฮ่องเต้ทรงทราบว่า จวนเย่มีทรัพย์สินอันมาจากแหล่งที่มาไม่ชัดเจนปริมาณมหาศาล
ส่งผลให้พระองค์ยิ่งเพิ่มความระแวง และยึดคืนอำนาจการควบคุมที่แท้จริงจากเสนาบดีเย่
เมื่อเย่เส้าฮัวกลับมาถึงจวนเย่ ก็ได้ยินเสียงสตรีผู้หนึ่งร้องไห้ "พี่สะใภ้ เจ้าจะทำเช่นไรแล้วเล่า? เส้าฮัวกับไหว่จิ่นยังเด็ก ยังไม่ได้แต่งงานเลย..."
นี่คือน้องสาวแท้ๆ ของอัครเสนาบดีเย่ และเป็นท่านอาหญิงเพียงหนึ่งเดียวของเย่เส้าฮัว ภรรยาของท่านแม่ทัพเหวิน หลายวันก่อนนางเพิ่งกลับจากยูนหนานเพราะเรื่องของรัชทายาท
“ก่อนที่ข้าจะมา ข้าไปหาท่านสามีของข้า แต่เขาก็ไม่ยอมพบหน้าเลย…” ท่านอาหญิงของเย่เส้าฮัวกล่าวพร้อมกับก้มหน้าปาดน้ำตา
ฮูหยินเย่ถอนหายใจเบาๆ “เหตุใดเจ้าจึงมาเยือนจวนข้าในช่วงนี้? ตอนนี้รัชทายาทถูกกล่าวหาว่ากบฏ จวนเย่ก็ลำบากใจอย่างยิ่ง เวลานี้แยกตัวออกจากเรื่องนี้ย่อมเป็นหนทางที่ถูกต้อง เจ้าควรรีบกลับไป เจ้าก็ยังมีบุตรชายคนโต ท่านแม่ทัพเหวินเองก็ได้รับการอุปถัมภ์จากท่านเสนาบดี เขาย่อมไม่ทอดทิ้งเจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สาวใช้ของท่านอาหญิงเย่เอ่ยขึ้นว่า “ฮูหยินใหญ่ ท่านไม่ทราบหรือเจ้าคะ ท่านแม่ทัพเหวินนั้นเลี้ยงอนุนอกจวนมาก่อนแล้ว หลังจากเกิดเรื่องขององค์รัชทายาท ท่านแม่ทัพเหวินถึงกับรับอนุนอกจวนเข้ามาอยู่ในจวน บุตรสาวของนางกำลังจะได้แต่งเข้าสู่จวนของแม่ทัพไป๋ ท่านแม่ทัพเหวินถึงกับมอบร้านสินสอดของฮูหยินทั้งหมดให้แก่บุตรีของอนุนั่น! ฮูหยินที่จวนแม่ทัพเหวินบัดนี้มีสถานะต่ำกว่าหญิงรับใช้ของอนุนั่นเสียอีก”
นี่มันราวกับเลี้ยงหมาป่าในบ้าน!
“เจ้าสกุลเหวินนั่นกล้ากระทำเช่นนี้ต่อเจ้าหรือ?!” ฮูหยินเย่ที่เมื่อครั้งแต่งเข้าสกุลเย่ น้องสาวสามียังไม่ได้ออกเรือน ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่แน่นแฟ้น เมื่อได้ยินสิ่งเหล่านี้จึงโกรธจน อกสั่น
เวลานี้ เสนาบดีเย่ใกล้จะต้องขอลาออกจากราชการ ไหว่จิ่นก็ตกอยู่ในข้อหากบฏ ศึกระหว่างองค์ชายสามกับองค์ชายเจ็ดดำเนินไปภายนอกต่างก็เชื่อว่าจวนเย่ไม่มีหนทางที่จะลุกขึ้นมาได้
แม้แต่นางกำนัลและขันทีต่างพากันรู้จักพิจารณาเวลาสถานการณ์ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่ทัพเหวิน
“เขาว่าไม่ได้หย่าข้าก็ถือว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณที่พี่ชายข้าเคยช่วยเหลือเขาเมื่อปีก่อนแล้ว” ท่านอาหญิงของเย่เส้าฮัวก้มหน้า น้ำตารินไหลอย่างหนัก