ตอนที่ 97
บทที่ 97 ลูกพี่ช่างองอาจกำยำนัก
บทที่ 97 ลูกพี่ช่างองอาจกำยำนัก
ประจวบเหมาะกับเวลานี้ เฉินเส้าจวินได้ยินเสียงวุ่นวายดังมาจากหน้าประตู มีคนร้องอุทานเสียงต่ำว่า ของหายไปแล้ว
จากที่ไกลแสนไกล ยังแว่วเสียงคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยวของหวังซินหยวนมาด้วย
“เรื่องแดงเร็วขนาดนี้เชียวรึ?”
เฉินเส้าจวินกะพริบตาปริบๆ ย่อมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้น
ตอนที่เขาลงมือเขารู้ดีว่า วิชาหัตถ์ว่างเปล่าแม้จะล้ำเลิศ รับประกันได้ว่ายามลงมือจะไม่ถูกใครพบเห็น
ทว่าของที่หายไปย่อมเป็นความจริง ไม่ช้าก็เร็วต้องถูกตรวจพบอยู่ดี
ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น
ในตอนนี้ เห็นชัดว่ามีคนพบว่าของหายไปแล้ว จึงเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น
เขาไม่ลังเลเลย คาดเดาว่าต่อให้พวกหวังซินหยวนจะยังไม่สงสัยมาที่ตน แต่ไม่ช้าก็เร็วต้องสืบมาถึงที่นี่แน่นอน
ดังนั้นเขาจึงโยนอาวุธทั้งสามชิ้นบนถาดเข้าสู่แหวนมิติ พร้อมกับอาศัยจังหวะนำหีบอุปกรณ์ออกมาจากแหวนมิติด้วย
“ไปล่ะนะ!”
ร่างพุ่งวูบ กระโดดลงไปในหีบไม้โดยตรง
พลังจิตสั่นไหวเล็กน้อย กระตุ้นโครงสร้างวิชาอาคมภายในหีบในชั่วพริบตา
วูบ!
หลังจากคลื่นพลังงานพิเศษแผ่ออก ประดุจการย้ายร่างสลับเงา พริบตาต่อมาเขาก็รู้สึกว่าตนเองมาปรากฏอยู่ในหีบอีกใบหนึ่งแล้ว
เขาสะบัดศีรษะที่มึนงงเล็กน้อย วิชาเล่นกลคนซ่อนในหีบนี้ สำหรับผู้ที่อยู่ในหีบแล้วช่างไม่รื่นรมย์เอาเสียเลย
เขายังไม่รีบร้อนก้าวออกจากหีบในทันที หากแต่เอียงหูฟังความเคลื่อนไหวรอบกายก่อน เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอยู่ใกล้ๆ จึงค่อยเปิดหีบใบนี้ออก
ยามนี้ เขาปรากฏตัวอยู่ในห้องกั้นที่ค่อนข้างแคบแห่งหนึ่ง รอบกายมีผ้าใบและเชือกวางกองอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นห้องเก็บของจิปาถะ
เขาสะบัดมือเก็บหีบอุปกรณ์เข้าสู่แหวนมิติอีกครั้ง เฉินเส้าจวินรีบใช้วิชาแปลงโฉม ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ตนเองให้กลายเป็นจอมยุทธ์พเนจรคนหนึ่ง จากนั้นจึงเดินออกไปอย่างสง่าผ่าเผย
การรั้งอยู่ที่เดิมต่อไปเห็นชัดว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาด กลุ่มนักยุทธ์ชุดแดงเหล่านั้นย่อมต้องหาจนพบในไม่ช้า
แผนการในตอนนี้ มีเพียงต้องขึ้นไปยังชั้นสองก่อนเท่านั้น
ชั้นสองคือส่วนที่เปิดกิจการเรือสำราญ มีหญิงสาวและแขกผู้มีเกียรติมากมาย กลุ่มนักยุทธ์ชุดแดงย่อมไม่กล้าบุ่มบามขึ้นไปง่ายๆ ต่อให้ขึ้นไปก็ต้องเกรงใจผลกระทบ ไม่กล้าทำให้เรื่องราวบานปลาย นับเป็นสถานที่ซ่อนตัวที่เหมาะสมที่สุด
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเดินมุ่งหน้าขึ้นสู่ชั้นสองของเรือสำราญ
เฉินเส้าจวินเห็นเฉาเฟิ่งทางการหลายคนอยู่ในนี้จริงๆ
ในใจพลันได้ข้อสรุปทันที
คนเหล่านี้ คาดว่าคงยอมสวามิภักดิ์ต่อพรรคร้อยอาภรณ์ไปนานแล้ว ถึงได้รับอนุญาตให้ขึ้นมาหาความสำราญบนชั้นสองของเรือสำราญเช่นนี้ได้
มิเช่นนั้นชะตากรรมคงไม่ต่างจากเขาเมื่อครู่ ที่ต้องตรากตรำประเมินอาวุธต่อไปถึงจะได้พักผ่อน
ส่วนเรื่องจะได้ขึ้นมาเสพสุขกับสาวงามบนชั้นสองหลังจากพักผ่อนรึ? ย่อมไม่ต้องฝันถึงเลยเสียดีกว่า
เขาหาที่นั่งใกล้ๆ กับคนกลุ่มนี้ แล้วลอบสังเกตสถานการณ์ในห้องโถงอย่างเงียบเชียบ
ยามนี้บนเวทีสูงมีการแสดงของหญิงสาวหน้าตาหมดจดนางหนึ่ง ทรวดทรงอ้อนแอ้น ฝีมือการดีดพิณนับว่าสูงส่งนัก เสียงพิณที่บรรเลงออกมาประดุจวิหคโบยบินเข้าสู่มวลบุปผา ไพเราะจับใจยิ่ง
ทว่า เมื่อมองดูรูปลักษณ์ของอีกฝ่าย เฉินเส้าจวินกลับรู้สึกขยะแขยงอยู่บ้าง
ต่อให้ผิวพรรณจะงดงามเพียงใด แต่เนื้อแท้ของหญิงสาวนางนี้กลับเป็นอสูรจิ้งจอกตนหนึ่ง
ภายใต้วิชาเนตรวิญญาณ ใบหน้าที่แหลมเล็กและขนปุยของนาง ชวนให้ผู้ที่พบเห็นรู้สึกหนาวสั่นไปถึงขั้วหัวใจ
สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกพิสดารที่สุด คือบนใบหน้าที่เต็มไปด้วยขนของนาง กลับสวมแผ่นหนังหน้ามนุษย์ที่ผ่านการปรุงแต่งมาเป็นพิเศษไว้ชิ้นหนึ่ง
หรืออาจเป็นไปได้ว่า มันคือสิ่งที่ถูกถลกออกมาจากร่างมนุษย์จริงๆ...
เห็นชัดว่า ระดับวิชามายาของอสูรจิ้งจอกตนนี้ยังไม่ถึงขั้น จึงจำเป็นต้องอาศัยแผ่นหนังหน้ามนุษย์นี้ช่วยปกปิดสินะ?
"หือ?"
จู่ๆ เฉินเส้าจวินพลันชะงักไป เขาสังเกตเห็นคนผู้หนึ่งที่นั่งอยู่ที่โต๊ะไม่ไกลจากตนนัก
คนผู้นี้แต่งกายเป็นจอมยุทธ์พเนจรเช่นเดียวกับเขา ทว่าแววตากลับเฉียบคม ทุกการเคลื่อนไหวแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่บอกไม่ถูก
โดยเฉพาะภายใต้วิชาเนตรวิญญาณของเขา เลือดลมของอีกฝ่ายพุ่งพล่านดุจควันไฟ สง่าราศีประดุจคลื่นยักษ์โหมกระหน่ำ แท้จริงแล้วคือยอดฝีมือที่พละกำลังบรรลุถึงระดับสูงยิ่งท่านหนึ่ง
"ขอบเขตทะเลปราณขั้นที่แปด? วรยุทธ์ของคนผู้นี้ อย่างน้อยก็อยู่ในระดับขอบเขตทะเลปราณขั้นที่แปด! แข็งแกร่งกว่าผู้ดูแลจางและจั่วปู้ฝานที่อยู่ในขั้นที่เจ็ดเสียอีก"
เฉินเส้าจวินสีหน้าเรียบเฉย ทว่าในใจกลับประหลาดใจนัก
นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้พบยอดฝีมือวรยุทธ์เช่นนี้ที่นี่
นอกจากนี้ สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้คนผู้นี้จะกำลังชมความสำราญและมีหญิงสาวคอยปรนนิบัติข้างกาย แต่เฉินเส้าจวินกลับสังเกตเห็นว่า สายตาของอีกฝ่ายส่วนใหญ่มักจะคอยกวาดมองไปรอบกายอยู่เสมอ
ตำแหน่งที่เขานั่งอยู่ ก็เป็นจุดที่สามารถกวาดสายตาครอบคลุมพื้นที่โดยรอบได้ทั้งหมดพอดี
การลอบสังเกตของเฉินเส้าจวิน ดูเหมือนจะดึงดูดความสนใจของอีกฝ่ายเข้า สายตาที่ค่อนข้างเฉียบคมพลันตวัดมองมาทันที แสดงถึงความระแวดระวังอย่างเต็มเปี่ยม
"น้องชายมีธุระอันใดรึ?"
"หามิได้ เพียงแต่เห็นลูกพี่ช่างองอาจกำยำนัก ข้าจึงรู้สึกเลื่อมใสยิ่ง"
เฉินเส้าจวินยิ้มแห้งๆ พลางเอ่ยกลบเกลื่อน
เขารีบเบนสายตาไปทางอื่นทันที
เอาเถอะ เจอคนคุ้นเคยเข้าอีกแล้ว
ชายชราและบุรุษหนุ่มคู่หนึ่ง กำลังนั่งรวมกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์อสูรจิ้งจอกที่ดีดพิณอยู่นั่น
แท้จริงแล้วคือมือปราบสองคน ที่เคยตามสืบคดีการตายของเสิ่นลั่งและบุรุษหน้าบากในโรงรับจำนำตระกูลหลินนั่นเอง
คนหนึ่งดูเหมือนจะแซ่เย่ อีกคนแซ่สิง เป็นหัวหน้ามือปราบ
สองคนนี้เป็นคนของทางการแท้ๆ ยังชอบมาเที่ยวที่แบบนี้ด้วยรึ?
ต่อให้โลกใบนี้จะไม่ได้ห้ามคนของทางการขึ้นเรือสำราญเข้าหอนางโลม แต่นี่มันจะไม่ประจวบเหมาะเกินไปหน่อยหรือไง?
"วันนี้ภายในเรือสำราญ ดูจะมีบางอย่างไม่ธรรมดานะ หรือจะเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้นกันแน่?"
เฉินเส้าจวินลอบคาดหวังในใจ
ความเปลี่ยนแปลงน่ะดีแล้ว
ขอเพียงภายในเรือสำราญเกิดความวุ่นวายหรือเรื่องราวขึ้นมา มิใช่ว่าเขาจะสามารถฉวยโอกาสตกปลาในน้ำขุ่น หลบหนีออกไปอย่างไร้ร่องรอยหรอกหรือ?
ในขณะที่กำลังคาดหวัง ท่ามกลางเสียงฝีเท้า 'ตึง ตึง ตึง' บุรุษสองคนในชุดธรรมดาก็เดินขึ้นมา
แท้จริงแล้วคือสองในกลุ่มนักยุทธ์หอร้อยอาภรณ์ที่คอยลาดตระเวนอยู่ในห้องโถงเรือนั่นเอง
หลังจากขึ้นมาแล้ว พวกเขาเริ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะเดินตรงไปยังโต๊ะของกลุ่มเฉาเฟิ่งเหล่านั้น แล้วเอ่ยถามเสียงต่ำ
เฉินเส้าจวินนั่งอยู่ใกล้ หูตาแจ่มใส ย่อมได้ยินใจความสำคัญ จึงรู้ว่าพวกมันกำลังตามหาคนอยู่
และคนที่ตามหา ก็คือตัวเขานั่นเอง
"เป็นดังคาด เรื่องที่ข้าหนีออกมาถูกพบเข้าแล้ว"
เฉินเส้าจวินไม่ได้แปลกใจ สายตาดูเหมือนจะจดจ้องการแสดงบนเวที แต่สมาธิกลับจดจ่ออยู่ที่คนทั้งสองนี้
กลุ่มเฉาเฟิ่งเหล่านั้นต่างพากันส่ายหน้า ทว่าสุดท้ายกลับเบนสายตามาทางตำแหน่งที่เฉินเส้าจวินนั่งอยู่
เห็นชัดว่า การที่เขาขึ้นมาบนชั้นสองของเรือสำราญในเวลานี้ ช่างน่าสงสัยนัก
นักยุทธ์หอร้อยอาภรณ์สองคนนั้นเมื่อได้ยินดังนั้น กำลังจะเดินตรงมาทางเขา
ตึง!
ตัวเรือพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
ลำดับต่อมา เสียงร้องอุทานดังระงมขึ้นตามลำดับ เลือนรางยังมีเสียงโหยหวนด้วยความเจ็บปวดดังมาจากห้องพักบางห้อง ดูเหมือนว่าระหว่างที่กำลัง 'ออกกำลังกาย' อย่างรุนแรง จะได้รับบาดเจ็บตรงส่วนสำคัญเข้าเสียแล้ว?
"แย่แล้ว มีเรือของทางการมาขวางเรือสำราญของพวกเราไว้ พวกเขากำลังจะขึ้นเรือมา บอกว่าจะมาจัดการคดีสำคัญ"
จากนั้น เสียงร้องตะโกนด้วยความตกใจพลันดังขึ้น
การแสดงบนเวทีสูงสิ้นสุดลงทันที
นักยุทธ์หอร้อยอาภรณ์สองคนนั้นสีหน้าฉายแววตื่นตระหนกวูบหนึ่ง ก่อนจะรีบเร่งฝีเท้าเตรียมจะเดินลงไปข้างล่าง
"อย่าเพิ่งรีบไปสิ"
ในเวลานี้เอง ยอดฝีมือที่นั่งอยู่ไม่ไกลจากเฉินเส้าจวินยื่นมือออกไปขวางคนทั้งสองไว้
"เจ้าจะทำอะไร?" สีหน้าของทั้งคู่เปลี่ยนไป
"ทำอะไรน่ะรึ?"
คนผู้นั้นหัวเราะหึๆ ก่อนที่สีหน้าจะแปรเปลี่ยนเป็นดุดัน แล้วกล่าวว่า "ไม่ได้ยินหรือไง ว่ามีคนจากเรือทางการจะมาสืบคดี?
พวกเจ้าจะรีบไปตอนนี้ หรือว่าจะมีพิรุธกันแน่?
รอให้คนของทางการมาถึง ตรวจสอบตัวตนให้แน่ชัดก่อนค่อยว่ากันเถอะ"
"นี่มันกงการอะไรของเจ้า?"
ทั้งสองเริ่มโมโห เผยท่าทางรำคาญออกมาหลายส่วน
"ดูป้ายนี่เสียก่อน แล้วค่อยบอกว่ากงการอะไรของข้า"
คนผู้นั้นสะบัดมือแวบหนึ่ง ป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งพลันปรากฏขึ้นในมือทันที
เฉินเส้าจวินที่อยู่ด้านข้างมองเห็นชัดเจน
กรมตรวจการ รองเฉียนฮู้(พันครัวเรือน) สวี่เจิ้งเฉิง
นักยุทธ์พรรคร้อยอาภรณ์ทั้งสองคนในใจพลันหนาวสั่น คิดจะสลัดตัวหนีไปทันทีโดยไม่ต้องคิด
ทว่าพละกำลังของคนจากกรมตรวจการผู้นี้ กลับเหนือกว่าพวกมันมหาศาล เพียงแค่ปัดป่ายและกดลงเบาๆ ทั้งสองคนราวกับถูกภูเขาถล่มทับจนบาดเจ็บหนัก ถูกกดลงกับพื้นจนขยับเขยื้อนไม่ได้
ในเวลาเดียวกัน หัวหน้ามือปราบสิงและมือปราบเย่ผู้นั้นก็รีบพุ่งเข้ามา พร้อมเอ่ยด้วยความเคารพว่า "ใต้เท้าสวี่"
"เฝ้าพวกมันไว้ให้ดี"
ใต้เท้าสวี่สั่งการคำหนึ่ง ก่อนจะปรายตามามองเฉินเส้าจวินแวบหนึ่ง
เขาก็มีความสงสัยในตัวเฉินเส้าจวินอยู่บ้างเช่นกัน
ทว่าประจวบเหมาะกับเวลานี้ แม่เล้าคนหนึ่งร้องอุทานขึ้นมา "ไอหยาๆ พวกท่านจะทำอะไรกัน? รู้หรือไม่ว่าเรือสำราญจันทรากระจ่างของพวกเราคือสถานที่แบบไหน? หากล่วงเกินแขกผู้มีเกียรติของพวกเรา พวกท่านจะรับผิดชอบไหวรึ"
"กรมตรวจการปฏิบัติหน้าที่ เจ้ายังกล้าขัดขวาง?"
เสียงตะคอกต่ำดังขึ้น จากนั้นจึงเห็นกลุ่มคนในชุดเครื่องแบบของกรมตรวจการกรูเข้ามา
ผู้ที่นำทีมมาเมื่อเห็นสวี่เจิ้งเฉิง ก็รีบทำความเคารพพร้อมกล่าวว่า "คารวะใต้เท้าสวี่"
"ไม่ต้องสนใจข้า นำตัวทุกคนในเรือสำราญออกมา ตรวจสอบอย่างละเอียดทุกคน"
สวี่เจิ้งเฉิงโบกมือสั่งการเสียงต่ำ
"ขอรับ!"
คนผู้นั้นทำความเคารพและเตรียมจะลงมือทันที
"เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ใต้เท้าท่านนี้ หรือว่าจะมีเรื่องเข้าใจผิดอันใดกัน?"
ในเวลานี้เอง หลิวอวี้หวน เจ้าของเรือสำราญจันทรากระจ่างที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลัง ในที่สุดก็ปรากฏตัวออกมา
ข้างกายนางมีคนติดตามมาอีกสองคน คนหนึ่งคือนางรำอันดับหนึ่งแห่งเรือสำราญจันทรากระจ่าง อสูรจิ้งจอกสองหางหมิงเยว่ อีกคนคือหญิงชราผู้หนึ่ง ที่ซีกหน้าด้านซ้ายมีรอยจุดสีแดงเข้มปกคลุมอยู่ ดูแล้วลึกลับพิกล
"เข้าใจผิดรึ?
ข้าเองก็หวังว่าจะเป็นเรื่องเข้าใจผิดเช่นกัน
แต่พวกเราได้รับแจ้งมาว่า ภายในเรือสำราญของพวกเจ้า มีอสูรอาละวาด
นี่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของเมืองหลวง หากไร้ซึ่งหลักฐาน กรมตรวจการของพวกเราจะเคลื่อนพลโดยพลการได้อย่างไร?"
สวี่เจิ้งเฉิงส่ายหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"อสูรอาละวาดรึ?"
ทุกคนในใจพลันหนาวเยือก
เสียงร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนกดังระงมขึ้นมาทันที
เรื่องที่เกี่ยวข้องกับอสูรปีศาจ ย่อมไม่มีใครนิ่งเฉยได้
ส่วนนางรำอันดับหนึ่งหมิงเยว่ผู้นั้น รูม่านตาหดตัวลงอย่างรุนแรง
"ใต้เท้าท่านล้อเล่นเกินไปแล้วนะ
เรือสำราญจันทรากระจ่างของพวกเราทำธุรกิจอย่างตรงไปตรงมา จะไปมีอสูรปีศาจปรากฏขึ้นได้อย่างไร?
คำพูดนี้หากแพร่ออกไป พวกเราจะยังทำมาหากินได้อีกหรือ?"
"เรื่องนั้นข้าไม่สน"
"ลงมือ!"
"ช้าก่อน!"
หลิวอวี้หวนตะคอกเสียงต่ำ ใบหน้าเย็นชาเอ่ยว่า "ใต้เท้าท่านนี้ ท่านรู้หรือไม่ว่าเรือสำราญลำนี้เป็นกิจการของใคร? หากองค์ชายเก้าทรงพิโรธ ข้าเกรงว่าลำพังหมวกขุนนางของท่าน อาจจะรับผิดชอบไม่ไหวหรอกนะ"