ตอนที่ 96
บทที่ 96 แผนการ ‘สังหารห้า’ กฎบรรพบุรุษ วิชาชำระล้าง
บทที่ 96 แผนการ ‘สังหารห้า’ กฎบรรพบุรุษ วิชาชำระล้าง
“วิชากล่อมเกลา
วิชาชำระล้างจิตวิญญาณ”
เฉินเส้าจวินขมวดคิ้วมุ่น
นักยุทธ์ชุดแดงกลุ่มนี้ หลังจากเข้าร่วมกับพรรคร้อยอาภรณ์ได้ระยะหนึ่ง จะถูกนำตัวไปยังสถานที่พิเศษแห่งหนึ่งเพื่อฝึกฝน
ณ สถานที่แห่งนั้น ความเร็วในการฝึกฝนของพวกเขามักจะเพิ่มพูนขึ้นมหาศาล พละกำลังยกระดับขึ้นอย่างก้าวกระโดด
หากแต่ในระหว่างการฝึกฝน จะมีคนคอยใช้วิธีการที่เรียกว่าวิชากล่อมเกลาใส่พวกเขาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ จึงส่งผลให้ในส่วนลึกของจิตใจพวกเขายอมรับในสถานะของตนเอง จงรักภักดีต่อพรรคร้อยอาภรณ์อย่างถวายหัว นับแต่นั้นมายินดีสู้ตายเพื่อพรรคร้อยอาภรณ์ บุกน้ำลุยไฟก็ไม่หวั่น...
“หากข้าคาดเดาไม่ผิด นี่คงเป็นวิธีการควบคุมทางจิตรูปแบบหนึ่ง
หากทำเพียงครั้งสองครั้ง สำหรับผู้ที่มีความเชื่อมั่นแรงกล้าคงไม่ได้ผลนัก
ทว่าหากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ต่อให้เจตจำนงจะมั่นคงดุจศิลา ก็ยากจะรอดพ้นจากการถูกบดขยี้จนคลายความระวัง สุดท้ายย่อมถูกครอบงำความคิดโดยไม่รู้ตัว”
เฉินเส้าจวินเข้าใจถึงความร้ายกาจของวิชาควบคุมจิตใจประเภทนี้ดี
เปรียบประดุจในพุทธศาสนาที่มีวิชาโปรดสัตว์ให้เลื่อมใส
ความจริงก็เป็นวิชาควบคุมทางจิตรูปแบบหนึ่งเช่นเดียวกับวิชากล่อมเกลานี้
หากแต่วิชาของพุทธศาสนาอาศัยหลักธรรมคำสอนที่ลึกซึ้ง อานุภาพจึงแข็งแกร่งกว่าวิชากล่อมเกลาหลายสิบเท่า
มีตำนานเล่าว่า ในโลกแห่งวิถีเต๋า เคยมียอดฝีมือระดับสูงหรืออสูรร้ายที่ทรงพลัง ถูกภิกษุผู้ทรงศีลใช้วิชาโปรดสัตว์จนยอมศิโรราบ กลายเป็นศิษย์พุทธศาสนาคอยรับใช้พระธรรมมาแล้ว
“วิชาควบคุมจิตใจเช่นนี้ ช่างน่าสะพรึงกลัวนัก
คาดว่าคงมีคนจำนวนมากยอมตายเสียดีกว่าถูกบงการความคิดเช่นนี้กระมัง?”
เฉินเส้าจวินเชื่อว่า ไม่มีใครปรารถนาให้จิตวิญญาณของตนถูกควบคุม จนสูญเสียความเป็นตัวของตัวเอง และกลายเป็นทาสหรือหมากในมือผู้อื่น
ในใจพลันตระหนักถึงระดับความอันตรายของโลกใบนี้มากขึ้นทันที
สิ่งของหลายอย่างช่างยากจะป้องกันจริงๆ
สุดท้าย เฉินเส้าจวินจึงเบนสายตามาจดจ้องที่ปิ่นจื่ออวู๋ของหวังซินหยวน
ปิ่นเล่มนี้มีเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณของหวังซินหยวนหลงเหลืออยู่ ความยากในการประเมินจึงสูงกว่าชิ้นก่อนๆ มาก
กระนั้น สำหรับเฉินเส้าจวินแล้ว กลับไม่ได้สลักสำคัญอันใด
พลังจิตเข้าครอบคลุม
ต่อให้ความเข้มแข็งของพลังจิตที่หลงเหลืออยู่ในปิ่นจื่ออวู๋จะเหนือกว่าพลังจิตของเขาประมาณหนึ่งเท่าครึ่งก็ตาม
กล่าวคือ ในปริมาณพลังจิตที่เท่ากัน ความหนาแน่นและอานุภาพการทำลายล้างของอีกฝ่ายย่อมเหนือกว่าเขาช่วงใหญ่ แต่อย่างไรเสียมันก็เป็นเพียงน้ำที่ไร้ราก มีปริมาณจำกัดเพียงเท่านั้น ไม่นานนักจึงถูกพลังเจตจำนงแห่งจิตวิญญาณของเฉินเส้าจวินบดขยี้จนสาบสูญ
วูบ!
การประเมินสมบัติเสร็จสิ้น
คันฉ่องสื่อจิตปรากฏ
ภายใต้การสืบสาวต้นตอค้นหาแหล่งกำเนิด ภาพเหตุการณ์พลันแสดงออกมา
ปิ่นจื่ออวู๋เล่มนี้ คือปิ่นที่หวังซินหยวนซื้อมาหลังจากได้เป็นปรมาจารย์เฉาเฟิ่ง
ในตอนนั้น เขาได้เข้าร่วมกับพรรคร้อยอาภรณ์แล้ว กลายเป็นปรมาจารย์เฉาเฟิ่งประจำพรรคร้อยอาภรณ์ คอยประเมินสมบัติและสิ่งของนับไม่ถ้วนที่สมาชิกพรรคร้อยอาภรณ์ปล้นชิงมา
ในภาพนิมิต เฉินเส้าจวินได้เห็นประสบการณ์การประเมินสมบัติอย่างต่อเนื่องของอีกฝ่าย
ในจำนวนนั้น มีฉากที่ต้องเผชิญหน้ากับภูตผีปีศาจ อีกฝ่ายใช้ออกด้วยยันต์อาคม เลือดลม รวมถึงพลังจิตเพื่อต่อสู้และสังหารผีร้าย
ยามประเมินอาวุธ ยังเคยถูกกลิ่นอายของศาสตราโจมตีจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดและบาดเจ็บสาหัสหลายครั้ง
ลำดับต่อมา คือการที่เขาขอความช่วยเหลือจากพรรคร้อยอาภรณ์หลายต่อหลายครั้ง จนในที่สุดพรรคร้อยอาภรณ์ก็สามารถเชิญเจิ้นเหรินวิถีเต๋าผู้หนึ่งมาถ่ายทอดวิชาเทวะถอดถอนให้แก่เขาได้สำเร็จ
เจิ้นเหรินวิถีเต๋า คือยอดฝีมือขอบเขตแก่นทองคำผู้รักอิสระเสรี เมินเฉยต่อราชสำนักและไม่สนพระมหากรุณาธิคุณ
น่าเสียดายที่วิชาอาคมมิอาจถ่ายทอดโดยง่าย วิถีเต๋ามิอาจล่วงรู้ถึงหูที่หก
ภายใต้การสืบสาวต้นตอค้นหาแหล่งกำเนิดของคันฉ่องสื่อจิต แม้เขาจะมองเห็นภาพเหตุการณ์มากมาย กระทั่งได้ยินเสียงสนทนา ทว่าข้อมูลใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับวรยุทธ์หรือวิชาอาคม กลับถูกทำให้พร่าเลือนไปสิ้น ไม่ปรากฏให้เขาได้เห็นเลย
หลังจากหวังซินหยวนได้รับวิชาเทวะถอดถอน วิชาฝีมือก็ค่อยๆ สูงส่งล้ำลึกขึ้น สมบัติที่ประเมินก็เริ่มหลากหลายมากขึ้นตามลำดับ
ในจำนวนนั้น ย่อมรวมถึงของวิเศษวิถีเต๋าและศิลาสะกดวิญญาณด้วย
นอกจากนี้ สิ่งที่ควรค่าแก่การกล่าวถึงคือ เฉินเส้าจวินได้ล่วงรู้ว่า ในตลาดมืดที่เป็นความลับแห่งหนึ่งของเมืองเซิ่งจิง มีพ่อค้าที่จำหน่ายศิลาสะกดวิญญาณโดยเฉพาะอยู่ด้วย
ศิลาสะกดวิญญาณน้อยใหญ่ละลานตาถูกวางเรียงราย ติดป้ายราคาชัดเจน ซื้อขายกันอย่างอิสระ
หลังจากซื้อแล้ว พ่อค้ายังจะเชิญนักถอดสมบัติเฉพาะทางมาช่วยถอดสมบัติให้อีกด้วย
แน่นอนว่า มีบางคนเลือกจะนำศิลาสะกดวิญญาณกลับไปถอดสมบัติเองเป็นการส่วนตัว
สรุปคือ จะได้สมบัติชิ้นใด มีมูลค่ามากน้อยเพียงใด ล้วนต้องแบกรับความเสี่ยงเอาเอง
วิธีการซื้อขายเช่นนี้ ถูกเรียกว่า ‘การพนันสมบัติ’
ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่ผู้บำเพ็ญวิถีเต๋า
หลังจากหวังซินหยวนกลายเป็นนักถอดสมบัติ เขาก็สนใจเรื่องพวกนี้มากเช่นกัน เคยเข้าออกตลาดมืดแห่งนั้นหลายครั้ง และได้ซื้อศิลาสะกดวิญญาณมาบ้าง
มีทั้งขาดทุนและได้กำไร
ยามขาดทุนก็สาปแช่งสาบานว่าจะไม่ซื้ออีก ทว่ายามได้กำไรก็หน้าบานรีบกลับไปซื้อใหม่จนขาดทุนวนเวียนไป
สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างคือ วัตถุรูปกรวยที่ตกอยู่ในมือเฉินเส้าจวินตอนนี้ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่ถอดออกมาจากศิลาสะกดวิญญาณก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งนั่นเอง
เนื่องจากประจวบเหมาะกับช่วงเวลาดำเนินแผนการ ‘สังหารห้า’ ของพรรคร้อยอาภรณ์พอดี
เขาจึงยังไม่มีเวลาจัดการกับมัน
“ดังนั้น ส้มจึงหล่นใส่ข้ารึ?”
เฉินเส้าจวินพึมพำ พร้อมกับทำความเข้าใจแผนการ ‘สังหารห้า’ อย่างถ่องแท้ผ่านภาพนิมิต
ไม่ว่าจะอย่างไร หวังซินหยวนก็นับเป็นหนึ่งในระดับสูงของหอร้อยอาภรณ์
หากวัดกันที่สถานะ ความจริงเขาสูงกว่าผู้ดูแลจางและจั่วปู้ฝานดาบเงินเลือดเย็นอยู่หนึ่งขั้น เทียบเท่ากับเจ้าของเรือสำราญจันทรากระจ่างเลยทีเดียว
จากภาพนิมิต เฉินเส้าจวินล่วงรู้ว่าเป้าหมายของแผนการ ‘สังหารห้า’ คือองค์ชายห้าจริงๆ
ทว่าจุดประสงค์ที่แท้จริง กลับไม่ใช่เพียงแค่องค์ชายห้าเท่านั้น
หากแต่เป็นองค์ชายเก้าที่หนุนหลังเรือสำราญจันทรากระจ่างต่างหาก
ราชวงศ์ต้าโจวสถาปนามานับพันปี นอกจากปฐมจักรพรรดิที่ครองราชย์ยาวนานถึงสามร้อยปีแล้ว จักรพรรดิรุ่นต่อๆ มาแทบไม่มีใครครองราชย์เกินหนึ่งร้อยปีเลย
นั่นไม่ใช่เพราะจักรพรรดิสิ้นชีพตามอายุขัย
ในความเป็นจริง ราชวงศ์ต้าโจวสถาปนาแผ่นดินด้วยวรยุทธ์ ภายในคลังสมบัติหลวงรวบรวมตำราวรยุทธ์ไว้มากมาย ความอุดมสมบูรณ์ของคัมภีร์เรียกได้ว่าที่สุดในใต้หล้า สิ่งที่ไม่ขาดแคลนที่สุดคือเคล็ดวิชาเทพ เหล่าเชื้อพระวงศ์ส่วนใหญ่จึงถูกบังคับให้ฝึกฝนวรยุทธ์
ด้วยเหตุนี้ องค์ชายที่สามารถโดดเด่นขึ้นมาในการชิงชัยย่อมมีวรยุทธ์ไม่ธรรมดา อายุขัยจึงไม่สั้น
เหตุผลที่นอกจากปฐมจักรพรรดิผู้ก่อตั้งที่ครองราชย์สามร้อยปีแล้ว ไม่มีใครนั่งบัลลังก์ครบศตวรรษอีกเลย เป็นเพราะกฎบรรพบุรุษข้อหนึ่งของราชวงศ์ต้าโจว
จักรพรรดิแห่งราชวงศ์ต้าโจวทุกพระองค์ เมื่อครองแผ่นดินครบหนึ่งร้อยปี จำต้องสละราชสมบัติ
กล่าวคือ จักรพรรดิต้าโจว ไม่ว่าจะมีอายุยืนยาวเพียงใด อย่างมากที่สุดก็ครองราชย์ได้เพียงหนึ่งร้อยปีเท่านั้น
เมื่อครบกำหนดหนึ่งร้อยปี ต้องรีบสละราชสมบัติให้ผู้มีความสามารถทันที
กฎบรรพบุรุษข้อนี้ ปฐมจักรพรรดิโจวอู่ตี้เป็นผู้ทิ้งไว้ให้
เล่ากันว่าเป็นเพราะในช่วงปลายรัชสมัยของพระองค์ ทรงดำเนินนโยบายที่โฉดเขลาหลายประการ จนถึงขั้นก่อให้เกิดความวุ่นวายไปทั่วใต้หล้า หากไม่ใช่เพราะพระองค์มีวรยุทธ์สะท้านฟ้า สยบเหล่าผู้กล้าจนแผ่นดินมั่นคง ราชวงศ์อาจถึงกาลล่มสลายไปแล้ว
ด้วยเหตุนี้ จึงทรงทิ้งกฎบรรพบุรุษเช่นนี้ไว้นั่นเอง
และในปัจจุบัน จักรพรรดิเซิ่งเต๋อครองราชย์มาแล้วเก้าสิบห้าปี
อย่างมากที่สุดอีกเพียงห้าปี พระองค์ก็ต้องทรงสละราชสมบัติ
เหล่าองค์ชายทั้งหลายจึงเริ่มเปิดศึกชิงบัลลังก์กันอย่างดุเดือด
องค์ชายห้าและองค์ชายเก้า ล้วนเป็นผู้ท้าชิงที่ทรงอำนาจ
หากองค์ชายห้าถูกลอบปลงพระชนม์ ย่อมต้องสืบพบร่องรอยของเรือสำราญจันทรากระจ่างในกลุ่มผู้ลงมือ เมื่อนั้นฝ่ายองค์ชายเก้าย่อมยากจะปัดความรับผิดชอบพ้นตัว...
“ลงมือครั้งเดียว จัดการองค์ชายได้ถึงสองคน...”
เฉินเส้าจวินนึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า เรื่องนี้จะพัวพันไปถึงศึกชิงบัลลังก์ของเหล่าองค์ชาย
เช่นนั้นหมายความว่า เบื้องหลังของหอร้อยอาภรณ์แห่งนี้ น่าจะมีองค์ชายอีกคนหนึ่งหนุนหลังอยู่ใช่หรือไม่?
“แบกรับภาระเพื่อมวลประชาใต้หล้า?
วุ่นวายตั้งนาน สุดท้ายก็คือคนตระกูลโจวเข่นฆ่ากันเองรึ?”
เฉินเส้าจวินไร้วาจาจะเอ่ย
พลันนึกถึงเจ้าของเรือสำราญจันทรากระจ่างขึ้นมา อีกฝ่ายเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่าเป็นคนขององค์ชายเก้า เหตุใดนางถึงเข้าร่วมในแผนการที่มุ่งเป้าทำลายองค์ชายเก้าเช่นนี้?
เขาส่ายหน้า สลัดความฟุ้งซ่านออกจากสมอง
แผนการ ‘สังหารห้า’ นี้ แม้เขาจะเข้าใจเกือบหมดแล้ว ทว่าเขาก็พบว่าตนเองไม่มีปัญญาจะขัดขวางได้เลย
จะให้วิ่งไปรายงานองค์ชายห้าว่ามีคนจะฆ่าท่านรึ?
หรือไปหาองค์ชายเก้า บอกว่าเจ้าของเรือสำราญจันทรากระจ่างเป็นไส้ศึก?
อย่าว่าแต่เขาจะเข้าถึงตัวองค์ชายทั้งสองคนเพื่อสนทนาได้หรือไม่เลย
ต่อให้เข้าถึงและได้พูดคุย อีกฝ่ายก็ใช่ว่าจะเชื่อ ซ้ำร้ายยังจะถูกตรวจสอบทุกระเบียบนิ้วอย่างแน่นอน
เขาไม่สงสัยในอำนาจที่องค์ชายทั้งสองคนสามารถเรียกใช้ได้เลยแม้แต่น้อย
ความลับมากมายของเขา ย่อมต้องถูกเปิดเผยออกมาอย่างหมดจดเป็นแน่
เมื่อนึกถึงผลลัพธ์นี้ เฉินเส้าจวินรีบส่ายหน้าทันที
“เอาเถอะ
ข้าควรพิจารณาเรื่องความปลอดภัยของตนเองว่าจะหนีออกจากเรือสำราญจันทรากระจ่างได้อย่างไรก่อนจะดีกว่า”
สื่อจิตประเมินสมบัติ ตัดสินระดับขั้น
ปิ่นจื่ออวู๋ ระดับเวทขั้นกลาง
รางวัล วิชาชำระล้าง
ควบแน่นวารีเป็นหมอก ชะล้างกายา
นี่คือวิชาอาคมแขนงหนึ่ง สามารถอาศัยสิ่งนี้เพื่อทำความสะอาดร่างกาย เสื้อผ้า และสิ่งสกปรกอื่นๆ ได้
“นับเป็นวิชาอาคมที่ใช้งานได้จริงทีเดียว สามารถใช้ได้แทบทุกวัน”
เฉินเส้าจวินไม่ได้รู้สึกผิดหวัง
รางวัลจากสมบัติระดับเวทขั้นกลาง การได้รับวิชาอาคมมาหนึ่งวิชาก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
ยิ่งวิชานี้มีประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เขายิ่งรู้สึกยินดี
ข้อมูลการร่ายวิชาอาคมนี้วูบผ่านสมอง
พลังจิตเพ่งพิจารณาโครงสร้างอักขระยันต์ที่สอดคล้องกัน
วูบ!
พลังเวทในร่างกายสั่นไหวเล็กน้อย พลันลดวูบลงช่วงหนึ่ง
ในเวลาเดียวกัน เขาสัมผัสได้ว่าตนเองได้ร่ายวิชาอาคมนี้ออกมาแล้ว
โดยไม่ลังเล เขาใช้วิชานี้ใส่ตัวเองทันที
ชั่วพริบตา ทั่วทั้งร่างถูกปกคลุมด้วยม่านหมอก กลิ่นอายประดุจไอน้ำนับไม่ถ้วนพุ่งเข้าชะล้างทั่วร่างกายเขาซ้ำไปซ้ำมา
วินาทีนี้ เขาราวกับได้แช่ตัวอยู่ในบ่อน้ำพุร้อนที่มีไอร้อนพวยพุ่ง สายน้ำพุ่งเข้าปะทะและทำความสะอาดร่างกายอย่างต่อเนื่อง... ความรู้สึกนี้ อา— ช่างสบายถึงขีดสุดจริงๆ
จากนั้น วิชาอาคมสิ้นสุดลง
เฉินเส้าจวินมองดูตัวเอง พบว่าทั่วทั้งร่างไม่เพียงแต่สะอาดสะอ้านหมดจด แม้แต่เสื้อผ้าบนตัว คราบสกปรกที่เดิมทีซักออกยากก็หายวับไปสิ้น
เสื้อผ้าชุดที่ใส่มานานกว่าครึ่งปี บัดนี้กลับดูราวกับของใหม่ ไม่เพียงสะอาดสะอ้าน หากแต่ยังส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ ออกมาด้วย
“วิชาอาคมนี้ ผลลัพธ์ช่างร้ายกาจเกินไปแล้ว!”
เฉินเส้าจวินยินดีมากในใจ
แม้สิ่งนี้จะไม่ช่วยเพิ่มพละกำลัง ทว่าสรรพคุณกลับยอดเยี่ยมมาก
โดยเฉพาะหลังจากที่เขาฝึกยุทธ์เสร็จ มักจะมีเหงื่อท่วมตัว เสื้อผ้าเปียกชุ่มใส่แล้วไม่สบายตัว
ในยามนั้นเพียงแค่ร่ายวิชาชำระล้างออกมาหนึ่งครั้ง
ทั่วทั้งร่างย่อมสะอาดเอี่ยม สดชื่นแจ่มใส อารมณ์ย่อมเบิกบานขึ้นมหาศาลมิใช่หรือ?