ตอนที่ 91
บทที่ 91 ค้นหาชีพจรมังกร
บทที่ 91 ค้นหาชีพจรมังกร
คันฉ่องสื่อจิต สืบสาวต้นตอค้นหาแหล่งกำเนิด
พลันข้อมูลทุกอย่างเกี่ยวกับกระดิ่งสะกดวิญญาณ ทั้งผู้ที่เคยถือครอง และภาพเหตุการณ์ยามถูกผู้อื่นบงการใช้งาน ต่างทยอยปรากฏขึ้นเบื้องหน้าเฉินเส้าจวินตามลำดับ
กระดิ่งสะกดวิญญาณนี้ เคยผ่านมือเจ้าของมาสองรุ่น เจ้าของรุ่นแรกคือนักพรตเฒ่าขาเป๋ผู้หนึ่ง
อีกฝ่ายมีพื้นเพเป็นผู้ดูแลเช่นกัน เป็นผู้ดูแลศาลเจ้าถิงซือในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งใกล้กับเมืองเซิ่งจิง ปกติจะคอยทำพิธีส่งวิญญาณ ขับไล่ผีร้าย สลายปราณพิฆาต และดูฮวงจุ้ยให้ชาวบ้านแถวนั้นเพื่อประทังชีวิต
ผ่านไปสิบกว่าปี นักพรตเฒ่าขาเป๋เริ่มมีชื่อเสียงอยู่บ้าง จึงคิดจะสืบทอดวิชาอาคม เริ่มรับลูกศิษย์และรับมาทั้งหมดสามคนตามลำดับ
ลูกศิษย์ทั้งสามล้วนมาจากครอบครัวยากจน ทว่ายังดีที่ทุกคนต่างมีพรสวรรค์ในการบำเพ็ญวิถีเต๋า
พร่ำสอนมาหลายสิบปี ศิษย์คนโตวิชาอาคมหยาบกระด้าง แต่กลับชมชอบวรยุทธ์วิชากระบี่ จึงหันไปฝึกวิถียุทธ์จนเริ่มมีชื่อเสียงขึ้นมา
ศิษย์คนที่สองมีพรสวรรค์สูงสุด พลังบำเพ็ญก้าวหน้าอย่างน่าทึ่ง ทั้งยังเชี่ยวชาญการวาดและสร้างยันต์อาคม ในด้านวิชายันต์เรียกได้ว่าศิษย์เหนือกว่าอาจารย์
ส่วนศิษย์คนที่สาม ค่อนข้างธรรมดา แต่เป็นคนว่านอนสอนง่ายที่สุด คอยรับใช้อยู่ข้างกายไม่ห่าง หนักเอาเบาสู้เสมอมา
ครั้งหนึ่งมีเศรษฐีแซ่เหรินมาเชิญไปขับไล่สิ่งอัปมงคล จึงพบว่าเหตุการณ์ประหลาดที่ตระกูลเหรินเผชิญอยู่นั้น แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของผู้บำเพ็ญวิถีเดียวกัน
นักพรตเฒ่าขาเป๋ย่อมเข้าใจดีว่า ผู้บำเพ็ญวิถีเต๋า สิ่งสำคัญที่สุดคือการไม่พัวพันในเหตุต้นผลกรรม และไม่หาเรื่องใส่ตัว
อย่างไรเสีย หากผู้บำเพ็ญวิถีเดียวกันต่อสู้กัน ย่อมต้องมีฝ่ายหนึ่งบาดเจ็บล้มตาย
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงคิดจะถอยทัพ ทว่าใต้เท้าเหรินกลับอ้อนวอนอย่างหนัก พร้อมรับปากว่าจะมอบเงินก้อนโตให้ ประกอบกับศิษย์คนที่สามวู่วามไปทำลายวิชาของอีกฝ่ายเข้า ความแค้นจึงได้ก่อตัวขึ้นแล้ว
เมื่อเลี่ยงไม่ได้ เขาจึงจำต้องลงมือ
ทั้งสองฝ่ายเริ่มประลองวิชาอาคมกัน
ทั้งค่ายกลฮวงจุ้ย วิชาเลี้ยงผี วิชายันต์อาคม วิชาอัญเชิญวิญญาณ... สารพัดวิชาถูกนำมาฟาดฟันกัน
นักพรตเฒ่ามีพลังบำเพ็ญหลายสิบปี ลูกศิษย์ทั้งสามก็พอช่วยงานได้ ทันทีที่จวนจะชนะ ในช่วงเวลาสำคัญ ศิษย์คนที่สามกลับลอบกัดจากด้านหลัง ผีดิบสามตนปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน ภายใต้การร่วมมือ นักพรตเฒ่าขาเป๋สิ้นชีพ ศิษย์คนโตบาดเจ็บสาหัสหนีไปได้ ส่วนศิษย์คนที่สองต้านทานการรุมล้อมของผีดิบสามตนไม่ไหว ถูกสูบเลือดจนตาย
ด้วยเหตุนี้ สมบัติมากมายของนักพรตเฒ่าขาเป๋ รวมถึงกระดิ่งสะกดวิญญาณ จึงตกมาอยู่ในมือของศิษย์คนที่สาม
ภาพเหตุการณ์ยังคงปรากฏต่อไป
ที่แท้ศิษย์คนที่สามได้รู้จักกับผู้บำเพ็ญเพียรที่บงการผีดิบมาตั้งแต่หลายปีก่อนแล้ว อีกฝ่ายมีฉายาว่าซานสิง เล็งเห็นถึงความสะดวกของศิษย์คนที่สามที่อยู่ในศาลเจ้าถิงซือ ทั้งสองฝ่ายจึงร่วมมือกันลับๆ เพื่อขโมยศพที่เหมาะสมมาเป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงศพและหลอมศพของซานสิง
เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ซานสิงจึงถ่ายทอดวิชาเลี้ยงศพและหลอมศพให้แก่ศิษย์คนที่สาม
เมื่อศิษย์คนโตหนีไป ศิษย์คนที่สามไม่กล้ากลับไปยังศาลเจ้าถิงซือ จึงติดตามซานสิงเดินทางไปทั่วเพื่อบำเพ็ญวิถีเต๋า
ต่อหน้าซานสิง ศิษย์คนที่สามได้แสดงความสามารถในการปรนนิบัติรับใช้ออกมาจนถึงขีดสุด
ว่านอนสอนง่าย หนักเอาเบาสู้ ผ่านไปหลายปี ซานสิงเริ่มไว้เนื้อเชื่อใจ และเริ่มมองเขาเป็นลูกศิษย์ของตนจริงๆ ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้จนหมดเปลือก หวังจะให้อีกฝ่ายคอยดูแลยามแก่เฒ่าและจัดการงานศพให้ตนเอง
แต่นึกไม่ถึงเลยว่า อสรพิษมักจะแว้งกัดในยามที่คนเราไม่ทันระวังตัวที่สุดเสมอ
ระหว่างการหลอมศพครั้งหนึ่ง ศิษย์คนที่สามได้ลงมือลอบกัดอีกครั้งในช่วงเวลาสำคัญ
นับแต่นั้นมา ด้านหลังของศิษย์คนที่สามจึงมีผีดิบสามตนติดตามอยู่เสมอ ผู้คนจึงขนานนามว่า นักพรตซานซือ
หลังจากศิษย์คนโตหนีไปได้ เขาก็ไม่เคยลืมเลือนความแค้น สรรหาจนพบว่านักพรตซานซือแท้จริงคือศิษย์น้องของตน จึงได้บุกมาล้างแค้น ทว่าสุดท้ายกลับมิอาจต้านทานผีดิบสามตนที่ร่วมมือกันได้ หากไม่ใช่เพราะวรยุทธ์ไม่เลวและวิชาตัวเบาล้ำเลิศ คงต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมืออีกฝ่ายไปนานแล้ว
ทางการเองก็พบว่านักพรตซานซือเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมารที่หลอมศพ จึงได้ออกหมายจับ
ด้วยเหตุนี้ นักพรตซานซือจึงตอบรับคำเชิญของสหายร่วมวิถีคนหนึ่ง เข้าร่วมกับพรรคร้อยอาภรณ์
ภายใต้การจัดการของพรรคร้อยอาภรณ์ เขาจึงได้กลายเป็นผู้ดูแลศาลเจ้าถิงซือที่อยู่นอกถนนซานสุ่ยแห่งนี้
...
ภาพเหตุการณ์แต่ละฉากแสดงออกมา เฉินเส้าจวินดวงตาเป็นประกายวูบวาบ
นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า จากกระดิ่งสะกดวิญญาณชิ้นนี้ จะได้เห็น 'อดีต' ที่ตื่นเต้นเร้าใจถึงเพียงนี้
"ครั้งนี้ ภาพที่ข้าเห็นผ่านกระดิ่งสะกดวิญญาณ แทบจะเรียกได้ว่าเป็นประวัติการเติบโตของนักพรตซานซือเลยทีเดียว
ตั้งแต่เริ่มบำเพ็ญเพียร จนเติบโต ลอบกัดอาจารย์ ลอบกัดซานสิง จนกระทั่งถึงปัจจุบัน..."
เฉินเส้าจวินอดทึ่งไม่ได้ แต่กระนั้นเขาก็เข้าใจได้อย่างชัดเจนว่า เหตุใดนักพรตซานซือจากเด็กซื่อสัตย์ที่ขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ถึงได้กลายเป็นผู้บำเพ็ญวิถีมารที่ชั่วช้าสามานย์จนผู้คนขวัญหนีดีฝ่อเช่นนี้
ต้นตอของทุกอย่าง ความจริงอยู่ที่ตัวนักพรตเฒ่าขาเป๋ผู้เป็นอาจารย์นั่นเอง
ลูกศิษย์สามคนทยอยเข้าสำนัก ในฐานะอาจารย์ย่อมควรปฏิบัติอย่างเท่าเทียม
แต่เขากลับตามใจศิษย์คนโตที่มีนิสัยโลดโผนแทบทุกอย่าง แม้แต่อีกฝ่ายจะทิ้งวิถีเต๋าหันไปฝึกวรยุทธ์เขาก็ยินยอม ซ้ำยังไปเสาะหาอาจารย์ชื่อดังมาช่วยสั่งสอน
ส่วนศิษย์คนที่สองที่มีพรสวรรค์โดดเด่น ยิ่งถูกตามใจจนถึงขีดสุด หากมีของดีสิ่งใด คนแรกที่เขานึกถึงย่อมเป็นศิษย์คนที่สองเสมอ
กลับกัน เขามักดุด่าว่ากล่าวศิษย์คนที่สามที่ว่านอนสอนง่ายตามอำเภอใจและเข้มงวดอย่างยิ่ง
ผ่านไปหลายปี ต่อให้เป็นเด็กที่ซื่อสัตย์เพียงใด ย่อมต้องสะสมความโกรธแค้นไว้ในใจ
แน่นอนว่า จุดระเบิดที่แท้จริง คือการที่นักพรตเฒ่าครอบครองวิชาลับก้นหีบอยู่หนึ่งวิชา ซึ่งลูกศิษย์ทั้งสามสามารถรับสืบทอดได้เพียงคนเดียวเท่านั้น
ศิษย์คนโตเพราะหันไปฝึกยุทธ์ย่อมหมดวาสนาต่อวิชาเต๋าเที่ยงแท้นี้ ศิษย์คนที่สองความจริงมองความในใจของศิษย์คนที่สามออก จึงได้ประกาศสละสิทธิ์อย่างเปิดเผย ศิษย์คนที่สามจึงดีใจจนเนื้อเต้น เฝ้ารอวันที่จะได้รับสืบทอดวิชา
ทว่าผลสุดท้าย อาจารย์กลับยังคงถ่ายทอดวิชาลับนั้นให้แก่ศิษย์คนที่สองอยู่ดี
และหลังจากศิษย์คนที่สองเรียนรู้แล้ว แม้ปากจะบอกว่าขอโทษ แต่กลับฝึกฝนวิชาลับนั้นต่อหน้าเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ในสายตาของเขา นั่นไม่ต่างจากการโอ้อวดเยาะเย้ยเลยแม้แต่น้อย
ด้วยเหตุนี้ เมื่อซานสิงมาหาถึงที่ เขาจึงตอบตกลง และเกิดเรื่องราวการลอบกัดในภายหลัง
ส่วนเหตุผลที่ลอบกัดซานสิงนั้นก็เรียบง่ายนัก
นั่นคือการล้างแค้น
ล้างแค้นให้แก่อาจารย์!
ในจุดนี้ นักพรตซานซือมีตรรกะทางความคิดเป็นของตนเอง
เขาคิดว่า ต่อให้อาจารย์จะปฏิบัติกับเขาไม่ดีเพียงใด ทว่านั่นก็คืออาจารย์ของเขา ผู้ที่สั่งสอนเขามาหลายสิบปี ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้ และมีบุญคุณชุบเลี้ยงประดุจบิดาบังเกิดเกล้า
ซานสิงสังหารอาจารย์ของเขา ย่อมต้องชดใช้ด้วยชีวิต
ดังนั้น เขาจึงยอมอดทนรั้งอยู่ข้างกายซานสิงนานหลายปี ยอมทนทุกข์ทรมานและปรนนิบัติรับใช้อย่างสุดความสามารถ จนในที่สุดก็ได้โอกาสลงมือ...
"ดังนั้น เหตุมีเพียงใด ผลย่อมมีเพียงนั้น
ความลำเอียงของนักพรตเฒ่าขาเป๋ สุดท้ายก็นำภัยพิบัติมาสู่ตนเองจนได้"
เฉินเส้าจวินส่ายหน้า สัมผัสได้ว่าสิ่งที่ตนเพิ่งเห็นไปนั้น ไม่ต่างจากละครชีวิตฉากใหญ่ที่แปลกใหม่และน่าสนใจยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ การประเมินสมบัติเสร็จสิ้น
คันฉ่องสื่อจิต ตัดสินระดับขั้น
ระดับสมบัติขั้นกลาง
รางวัล วิชาค้นหาชีพจรมังกร
"มองภาพลักษณ์ขุนเขาและสายน้ำ ตรวจสอบสายแร่และตาน้ำวิญญาณ ตัดสินฮวงจุ้ยในแต่ละพื้นที่
วิชาค้นหาชีพจรมังกรนี้ นับเป็นสุดยอดวิชาของเหล่านักพยากรณ์ฮวงจุ้ยจริงๆ"
เฉินเส้าจวินรับข้อมูลมา ในสมองพลันมีข้อมูลเกี่ยวกับทิศทางของแผ่นดิน กระแสลม และสภาพอากาศเพิ่มขึ้นมานับไม่ถ้วน
เขาสามารถมองปราดเดียวก็รู้ถึงสภาพฮวงจุ้ยของสถานที่แห่งหนึ่ง ตัดสินได้ว่าที่นี่แฝงไว้ด้วยปราณพิฆาตหรือไม่ ส่งเสริมผู้อยู่อาศัยหรือไม่ นำพาความเสื่อมเสียหรือเรียกภูตผีมาสิงสู่หรือไม่...
อีกทั้งยังสามารถอาศัยความสามารถนี้ เพื่อค้นหาสุดยอดทำเลฮวงจุ้ยท่ามกลางขุนเขานับหมื่น มองทะลุถึงสายแร่วิญญาณที่ซ่อนเร้นอยู่ในป่าลึก ตาน้ำวิญญาณใต้พิภพ หรือแม้แต่แดนสุขาวดีของเซียนที่ซ่อนอยู่ในค่ายกลอาคม...
"นี่นับเป็นความสามารถที่ยอดเยี่ยมมากจริงๆ
และยังเป็นทักษะที่จำเป็นสำหรับการท่องยุทธภพและใช้ชีวิตเดินทางไกลด้วย"
เฉินเส้าจวินยอมรับความสามารถนี้ด้วยความยินดี สัมผัสได้ว่าในอนาคตย่อมต้องได้ใช้งานบ่อยครั้งแน่นอน
"ได้เวลาแล้วสินะ?"
ลำดับต่อมา เฉินเส้าจวินมองดูท้องฟ้า พบว่าใกล้ถึงเวลานัดหมายกับจางเกาแล้ว จึงรีบจัดแจงสิ่งของเล็กน้อยแล้วเดินออกจากประตูบ้านไป
ก่อนจะจากไป เขาเหลือบมองไปยังมุมหนึ่งของลานบ้านตามสัญชาตญาณ พบว่ามีหน้าดินส่วนหนึ่งนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด เลือนรางเขายังสามารถมองเห็นสีเขียวขจีผ่านหน้าดินที่นูนขึ้นมานั้นได้ด้วย
"เมล็ดชาดาราวิญญาณนั่น แตกหน่อเร็วขนาดนี้เลยรึ?"
ความคิดแวบผ่านเข้ามาในใจ ทว่าฝีเท้ากลับก้าวออกจากลานบ้านไปแล้ว ไม่ได้หันกลับไปตรวจสอบอีก เขาเร่งรีบมุ่งหน้าไปยังทิศทางของเรือสำราญจันทรากระจ่างทันที
เมื่อเข้าสู่เรือสำราญจันทรากระจ่าง รอจนเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป เฉาเฟิ่งเกือบทุกคนที่ได้รับเชิญต่างมารอกันพร้อมหน้าภายในห้องโถงเรือ
สิ่งที่ทำให้เขาแปลกใจคือ จำนวนคนในวันนี้กลับมากกว่าเมื่อวานอีกหลายคน
เมื่อวานมีเฉาเฟิ่งทางการเพียงยี่สิบคน แต่วันนี้เมื่อกวาดสายตามอง จำนวนคนกลับบรรลุถึงสามสิบสองคนแล้ว ทั้งที่ในจำนวนนั้นมีเฉาเฟิ่งทางการคนหนึ่งเพิ่งจะตายไป
กล่าวคือ วันนี้มีคนเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานถึงสิบสามคน
ไม่นานนัก นักถอดสมบัติหวังซินหยวนได้ปรากฏตัวขึ้นในห้องโถงเรือ
ตามมาติดๆ คือผู้ดูแลจางแห่งพรรคร้อยอาภรณ์ และบุรุษหนุ่มที่มีสีหน้าเย็นชาอีกคนหนึ่ง
บุรุษหนุ่มผู้มีสีหน้าเย็นชาคนนี้ รูปลักษณ์ภายนอกนับว่าโดดเด่นนัก คิ้วกระบี่ตาคมดุจดวงดารา ใบหน้าขาวนวลประดุจหยก หากไม่ใช่เพราะสีหน้าที่เย็นชาเกินไป ย่อมนับได้ว่าเป็นคุณชายรูปงามผู้หนึ่งเลยทีเดียว
แต่ทว่า เมื่อทุกคนมองไปยังฝ่ามือของเขา ความรู้สึกเสียดายที่ยากจะบรรยายพลันบังเกิดขึ้นในใจของทุกคนทันที
มือข้างหนึ่งสมบูรณ์ดี แต่ฝ่ามืออีกข้างกลับเหลือเพียงสองนิ้วเท่านั้น
ไม่รู้ว่าถูกอาวุธมีคมชนิดใดฟันจนขาดสะบั้นไป
"เป็นเขา..."
คนอื่นจะตกใจเพียงใดเฉินเส้าจวินไม่ทราบ ทว่าเมื่อสายตาเขาไปตกอยู่ที่บุรุษหนุ่มผู้นี้ เขาก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร อีกฝ่ายคือหนึ่งในผู้นำทีมลอบโจมตีขบวนการค้าของพรรคร้อยอาภรณ์นอกจากผู้ดูแลจาง ที่เขาเคยเห็นในภาพนิมิตยามประเมินสมบัตินั่นเอง
และเมื่อสายตาเขาจดจ้องไปที่มือของอีกฝ่าย เห็นฝ่ามือที่เหลือเพียงสองนิ้ว เขายิ่งมั่นใจในข้อสรุปนี้มากขึ้น
เขารู้ดีว่าคนผู้นี้คือคนเดียวกับที่ปรากฏในภาพนิมิต นักยุทธ์หนุ่มผู้โหดเหี้ยมทารุณและชอบทรมานคนเป็นชีวิตจิตใจ
"ผู้นำทีมทั้งสองคนปรากฏตัวพร้อมกันแล้ว
เมื่อรวมกับนักพรตซานซือ และสหายร่วมวิถีที่ชักชวนเขาเข้าพรรคร้อยอาภรณ์นั่น... ดูท่าความเคลื่อนไหวของพรรคร้อยอาภรณ์จะเริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วสินะ?"
เฉินเส้าจวินยังคงนิ่งเงียบ แต่ในสมองกลับกำลังประมวลผลข้อมูลต่างๆ เข้าด้วยกัน
"ไม่ขอพูดมากความ กฎของพวกเรา พวกเจ้าย่อมควรจะรู้กันหมดแล้ว
แต่มีคำหนึ่งที่พวกเจ้าต้องจำให้มั่น เมื่อก้าวออกจากเรือสำราญจันทรากระจ่างไป เรื่องราวใดๆ ที่เกี่ยวกับพวกเราห้ามเอ่ยถึงเด็ดขาด
จำไว้ว่า แม้เพียงนิดเดียวก็ห้ามเอ่ย
มิเช่นนั้น พวกเจ้าคงจะได้รู้ซึ้งถึงจุดจบของการล่วงเกินเรือสำราญจันทรากระจ่างของพวกเราเป็นอย่างดี"
สุดท้าย ผู้ดูแลจางเป็นฝ่ายเอ่ยปาก น้ำเสียงเต็มไปด้วยการข่มขู่
คำพูดนี้ทำเอาทุกคนใจสั่นสะท้าน รีบพากันรับปากเป็นพัลวันว่าจะไม่ปริปากพูดแน่นอน
ก่อนจะมาที่นี่ พวกเขาต่างสืบมาแน่ชัดแล้วว่า เบื้องหลังของเรือสำราญจันทรากระจ่างแห่งนี้ มีองค์ชายเก้าหนุนหลังอยู่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่า พวกเขาต่างพอมองออกว่าคนกลุ่มนี้ล้วนเป็นพวกชั่วช้าสามานย์ ย่อมไม่ใช่สิ่งที่เฉาเฟิ่งอย่างพวกเขาจะไปหาเรื่องด้วยได้