พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 หมากตานี้ ข้าขอเดินเอง

สายลมแผ่วเบาในสวนดอกไม้ของจวนแม่ทัพใหญ่พัดพากลีบดอกท้อสีชมพูอ่อนให้ร่วงหล่นราวกับหิมะโปรยปราย ซ่งหว่านเอ๋อร์นั่งอยู่บนตั่งหินอ่อนใต้ร่มเงาของต้นหลิวอย่างสงบ มือเรียวขาวราวหยกชั้นดีกำลังป้อนอาหารปลาในสระบัวเบื้องหน้า ท่าทางของนางดูสง่างามและผ่อนคลาย แต่ทว่าในดวงตาหงส์คู่นั้นกลับมีความเยือกเย็นที่กำลังประเมินทุกสรรพสิ่งรอบกาย

หนึ่งเดือนแล้ว...

หนึ่งเดือนเต็มที่เธอมาอยู่ในร่างนี้ ในยุคสมัยที่ไม่คุ้นเคยนี้

ภาพแรกที่เธอจดจำได้หลังจากทะลุมิติมา คือภาพใบหน้าเปื้อนน้ำตาของสตรีสูงศักดิ์ผู้เป็นมารดาของเจ้าของร่าง อ้อมกอดอันอบอุ่นและเสียงเรียก “หว่านเอ๋อร์ของแม่” ที่สั่นเครือด้วยความยินดีนั้น ช่างแตกต่างจากความตายอันเย็นเยียบและโดดเดี่ยวที่เธอเพิ่งเผชิญมาลิบลับ

โชคดีที่ความทรงจำของ ‘ซ่งหว่านเอ๋อร์’ ตัวจริงยังคงหลงเหลืออยู่ มันเหมือนกับการดูภาพยนตร์ชีวิตของคนคนหนึ่ง ทำให้เธอเรียนรู้และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้อย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ

ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ทุกคนในจวนแม่ทัพต่างลงความเห็นว่า คุณหนูสามของพวกเขาเปลี่ยนไปนับตั้งแต่ฟื้นจากความตาย นางดูเงียบขรึม พูดน้อยลง และชอบเก็บตัวอยู่คนเดียว แต่กิริยามารยาท การเรียกขานผู้คน และความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ยังคงเป็นซ่งหว่านเอ๋อร์คนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน พวกเขาจึงได้แต่ปลงใจว่านางคงยังตกใจกับเหตุการณ์เฉียดตาย ไม่ได้ติดใจสงสัยอะไรมากไปกว่านั้น

พวกเขาคิดถูกเพียงครึ่งเดียว...เธอกำลังตกใจ แต่ไม่ใช่จากการฟื้นคืนชีพ แต่เป็นการตกใจที่ร่างกายนี้ช่างอ่อนแอราวกับกิ่งหลิวต้องลมเสียเหลือเกิน

ยามราตรีที่ทุกคนหลับใหล คือเวลาที่เธอใช้ฝึกฝนร่างกายนี้อย่างลับๆ ในมุมที่มืดมิดที่สุดของอุทยาน การ (โคจรลมปราณ) การยืดเส้น และการออกกำลังกายขั้นพื้นฐานที่เคยทำได้อย่างง่ายดายในชาติก่อน บัดนี้กลับสร้างความเหนื่อยหอบและเจ็บปวดรวดร้าว แต่ทุกหยาดเหงื่อที่ไหลริน คือการทวงคืนสัญชาตญาณนักฆ่าให้กลับคืนสู่ร่างกายนี้ทีละน้อย

ซ่งหว่านเอ๋อร์โปรยเศษอาหารปลาชิ้นสุดท้ายลงในสระ ก่อนจะปัดมือเบาๆ เธอเลิกเสียเวลาคิดถึงชาติก่อนที่เต็มไปด้วยการทรยศหักหลังแล้ว ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือภารกิจตรงหน้า...ภารกิจเอาชีวิตรอดจากการถูกจับแต่งงานทางการเมือง

บิดาของนาง ท่านแม่ทัพใหญ่ซ่งเจี๋ย ผู้ที่ใครๆ ต่างก็ยำเกรงในอำนาจเผด็จการของเขา ได้ทำข้อตกลงกับเสนาบดีกรมพิธีการ สหายสนิทของเขา เพื่อดองเป็นทองแผ่นเดียวกัน โดยยกนางให้แต่งกับคุณชายใหญ่แห่งตระกูลจาง ‘จางซื่อหยาง’

ชื่อเสียงของคุณชายผู้นี้เลื่องลือระบือไกล ไม่ใช่ในทางที่ดี... ทั้งอัปลักษณ์และมีพฤติกรรมเลวทรามต่ำช้า นี่คือสาเหตุที่ทำให้ซ่งหว่านเอ๋อร์คนเดิมเลือกที่จะกระโดดน้ำตายเพื่อหนีโชคชะตาอันโหดร้าย

พอนางตายได้ไม่ถึงสองชั่วยาม (สี่ชั่วโมง) ฮูหยินผู้เป็นมารดาก็รีบร้อนไปเชิญนักพรตจอมปลอมมาทำพิธีบ้าบอ จนกลายเป็นโชคดีในโชคร้ายที่ดึงวิญญาณของเธอมาเข้าร่างแทน ทว่าอันที่จริงบริเวณที่ทำพิธีกับเป็นสิ่งที่ทำให้นางฟื้น

เมื่อกลับถึงจวน ท่านพ่อทั้งตกใจและดีใจที่บุตรสาวเพียงคนเดียวไม่ตาย แต่กระนั้น เขาก็ยังคงยืนกรานคำเดิม...นางต้องแต่งเข้าจวนเสนาบดีจางให้ได้!

“หึ...”

เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ จนแทบไม่ได้ยิน ซ่งหว่านเอ๋อร์คนก่อนอาจจะยอมตาย แต่เธอไม่! การฆ่าตัวตายคือทางเลือกของคนอ่อนแอ การลุกขึ้นสู้และควบคุมเกมเองต่างหาก คือวิถีของเธอ

ตลอดหนึ่งเดือนมานี้ นอกจากฝึกร่างกายแล้ว เธอยังใช้เวลาทั้งหมดไปกับการสืบข้อมูลของทุกคนที่เกี่ยวข้องในยุคนี้อย่างเงียบๆ ผ่านการพูดคุยกับเหล่าสาวใช้ การแอบฟังบทสนทนาของบิดา และการอ่านบันทึกต่างๆ ในห้องหนังสือ ข้อมูลของจางซื่อหยาง นิสัยใจคอของเสนาบดีจาง เครือข่ายอำนาจของพวกเขา หรือแม้กระทั่งจุดอ่อนของบิดาตัวเอง...ทั้งหมดอยู่ในสมองของเธอแล้ว

นางหันไปมอง ‘ชิงเหลียน’ สาวใช้คนสนิทที่ยืนรออยู่ไม่ไกล ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง แต่แฝงด้วยคำสั่งอันเด็ดขาด

“ชิงเหลียน ไปที่ห้องเก็บยาของท่านพ่อ บอกหัวหน้าพ่อบ้านว่าข้าปวดศีรษะเล็กน้อย อยากได้ ‘ปัวเหอ’ (โป๊ยกั๊กหรือมินต์) มาชงชา...เอามามากหน่อยนะ ข้าอยากจะลองทำถุงหอมไว้ข้างหมอนด้วย”

ชิงเหลียนรับคำอย่างนอบน้อมโดยไม่ได้สงสัยอะไร คุณหนูของนางเพียงแค่ต้องการสมุนไพรที่ช่วยให้ผ่อนคลายเท่านั้น

แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์รู้ดี... ‘ปัวเหอ’ ในปริมาณที่เหมาะสมช่วยให้ผ่อนคลาย แต่ในปริมาณที่มากเกินไปและผสมกับสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง...มันจะกลายเป็นยาพิษที่ออกฤทธิ์อย่างช้าๆ ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงโดยไม่มีใครตรวจพบ

หมากตาแรก...ได้เริ่มเดินแล้ว

เวลาผ่านไปไม่นานนัก ชิงเหลียนก็กลับมาพร้อมกับห่อกระดาษสาเล็กๆ ในมือ นางยื่นมันให้ซ่งหว่านเอ๋อร์ด้วยสองมืออย่างนอบน้อม

“คุณหนูเจ้าคะ หัวหน้าพ่อบ้านมอบปัวเหอมาให้ตามที่คุณหนูต้องการแล้วเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านเอ๋อร์รับห่อกระดาษมาคลี่ออกอย่างเชื่องช้า กลิ่นหอมเย็นสดชื่นของมินต์ลอยขึ้นแตะจมูกทันที ใบของมันถูกอบแห้งมาอย่างดี มีสีเขียวเข้มสมบูรณ์ บ่งบอกถึงคุณภาพชั้นเลิศ ริมฝีปากบางยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย...รอยยิ้มที่ชิงเหลียนมองว่าเป็นความพึงพอใจในสมุนไพร แต่ในใจของเจ้าของร่างกลับกำลังประเมินสรรพคุณของมัน

กลิ่นหอมสดชื่น...แต่แฝงด้วยพลังที่สามารถคร่าชีวิตคนได้...ยอดเยี่ยม

ขณะที่นางกำลังจะพับห่อกระดาษเก็บ เสียงฝีเท้าที่คุ้นเคยก็ดังใกล้เข้ามา พร้อมกับน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความห่วงใย

“หว่านเอ๋อร์...เหตุใดมานั่งตากลมนานนัก เดี๋ยวก็จะไม่สบายไปอีกหรอกลูก”

ฮูหยินใหญ่แห่งจวนแม่ทัพ หรือ ‘หลิวซูเม่ย’ มารดาของซ่งหว่านเอ๋อร์เดินตรงเข้ามาหานางด้วยความรวดเร็ว ในมือถือเสื้อคลุมขนจิ้งจอกเนื้อดีเตรียมไว้ให้บุตรสาว

ซ่งหว่านเอ๋อร์รีบลุกขึ้นยืนและแสร้งปรับสีหน้าให้ดูอ่อนหวานนอบน้อมตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม “ท่านแม่ ข้าเพียงแค่นั่งเล่นเพลินไปหน่อยเจ้าค่ะ อากาศวันนี้ดีนัก”

หลิวซูเม่ยส่ายหน้าอย่างไม่เห็นด้วย พลางบรรจงคลุมเสื้อขนจิ้งจอกให้บุตรสาว “อากาศดีอย่างไรก็ไม่ควรประมาท ร่างกายของเจ้าเพิ่งจะฟื้นตัว” สายตาของนางพลันเหลือบไปเห็นห่อสมุนไพรในมือของซ่งหว่านเอ๋อร์ “แล้วนั่นคืออะไรกัน?”

“ปัวเหอเจ้าค่ะท่านแม่” ซ่งหว่านเอ๋อร์ตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ที่แฝงความเศร้าไว้เล็กน้อย ซึ่งเป็นสิ่งที่นางฝึกฝนมาตลอดหนึ่งเดือน “ข้าคิดว่าจะลองทำถุงหอมดู...เผื่อว่ากลิ่นของมันจะทำให้ข้านอนหลับได้ดีขึ้นบ้าง”

คำตอบนี้แทงใจหลิวซูเม่ยอย่างจัง นางรู้ดีว่านับตั้งแต่ฟื้นขึ้นมา บุตรสาวของนางก็มักจะฝันร้ายและนอนไม่สนิทอยู่เสมอ ภาพบุตรสาวที่ดูเปราะบางพยายามหาทางเยียวยาตัวเองทำให้นางรู้สึกสงสารจับใจ

“เช่นนั้นก็ดีแล้วลูก” นางลูบศีรษะบุตรสาวเบาๆ “หากต้องการสิ่งใดเพิ่มอีกก็บอกแม่นะ”

พูดถึงตรงนี้ แววตาของหลิวซูเม่ยก็หม่นแสงลงอย่างเห็นได้ชัด นางถอนหายใจยาวก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่ว “เรื่อง...เรื่องของคุณชายจาง...แม่รู้ว่าเจ้าไม่เต็มใจ แม่พยายามพูดกับพ่อของเจ้าแล้ว แต่...”

น้ำตาหยดหนึ่งรินไหลลงมาอาบแก้ม “หากพ่อของเจ้าไม่ดึงดันถึงเพียงนี้...หากเพียงแต่แม่จะมีอำนาจมากกว่านี้...”

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองภาพนั้นนิ่ง หัวใจที่เคยด้านชาราวกับหินผาจากการทรยศในชาติก่อน พลันรู้สึกถึงกระแสความรู้สึกแปลกประหลาดแล่นผ่าน...มันไม่ใช่ความรัก แต่เป็นความรู้สึก...รับผิดชอบต่อสตรีที่รักเจ้าของร่างนี้สุดหัวใจ

ข้อมูลนี้ยืนยันสิ่งที่นางคาดการณ์ไว้...มารดาคือพันธมิตร บิดาคือตัวการหลัก

นางยื่นมือไปเช็ดน้ำตาให้หลิวซูเม่ยอย่างแผ่วเบา พร้อมกับเอ่ยปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่ฝึกมาอย่างดี “ท่านแม่ อย่าได้กังวลไปเลยเจ้าค่ะ...เรื่องบางเรื่องเมื่อหลีกหนีไม่ได้ เราก็ต้องเผชิญหน้ากับมัน...ข้าเข้าใจดี”

‘ข้าเข้าใจดีว่าเกมนี้ต้องเล่นอย่างไร’ ประโยคหลังดังขึ้นในใจ

หลิวซูเม่ยรู้สึกประหลาดใจระคนตื้นตันที่บุตรสาวดูเข้มแข็งขึ้น นางพยักหน้ารับทั้งน้ำตา ก่อนจะขอตัวกลับเรือนไปพักผ่อน โดยไม่ลืมกำชับให้ซ่งหว่านเอ๋อร์กลับเข้าเรือนในเร็วๆ นี้

เมื่อร่างของมารดาลับสายตาไป รอยยิ้มอ่อนหวานบนใบหน้าของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็เลือนหายไปทันที ถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและเฉียบขาด นางมองห่อปัวเหอในมือก่อนจะกำมันไว้แน่น

แผนการของนาง...ต้องรัดกุมกว่าเดิม ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเอง แต่เพื่อปกป้องสตรีที่อ่อนแอแต่รักนางสุดหัวใจคนนี้ด้วย

“ชิงเหลียน”

“เจ้าคะ คุณหนู”

“ข้าเปลี่ยนใจเรื่องถุงหอมแล้ว” นางเอ่ยเสียงเรียบ พลางหันไปมองทางเรือนใหญ่ของบิดาที่อยู่ไกลออกไป “แต่เจ้าช่วยไปที่เรือนครัว บอกพวกเขาว่าคืนนี้ข้าอยากจะดื่ม ‘ซุปเห็ดหิมะต้มโสม’ ที่ท่านพ่อโปรดปรานเป็นพิเศษ...แล้วบอกพวกเขาด้วยว่า”

นางเว้นจังหวะเล็กน้อย ดวงตาหงส์หรี่ลงจนเป็นประกายคมปลาบ

“ข้าอยากจะไปดูแลการปรุงด้วยตนเอง...เพื่อแสดงความกตัญญูต่อท่านพ่อ”

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์