พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 2

ตอนที่ 2 เกมจิตวิทยา

เรือนครัวของจวนแม่ทัพใหญ่เป็นสถานที่ที่คึกคักและวุ่นวายอยู่ตลอดเวลา เสียงสับผักดังเป็นจังหวะเคล้ากับเสียงน้ำเดือดปุดๆ ในหม้อทองเหลืองใบใหญ่ กลิ่นหอมของเครื่องเทศและวัตถุดิบชั้นเลิศลอยอบอวลไปทั่วบริเวณ

การปรากฏตัวของคุณหนูสามผู้เงียบขรึมอย่างซ่งหว่านเอ๋อร์ พร้อมกับสาวใช้คนสนิท สร้างความประหลาดใจให้แก่เหล่าบ่าวไพร่ในเรือนครัวเป็นอย่างยิ่ง ทุกคนต่างหยุดมือและหันมาโค้งคำนับนางเป็นพัลวัน

จางมามา หัวหน้าแม่ครัวร่างท้วมผู้กุมอำนาจสูงสุดในสถานที่แห่งนี้ รีบเดินออกมาต้อนรับด้วยตนเอง ใบหน้าของนางฉายแววงุนงงสงสัย “คารวะคุณหนูสามเจ้าค่ะ ไม่ทราบว่าลมอะไรหอบคุณหนูมาถึงที่นี่ได้เจ้าคะ?”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยิ้มบางๆ รอยยิ้มที่ดูบอบบางและเจียมเนื้อเจียมตัว “ข้าได้ยินว่าคืนนี้ในครัวจะเตรียมซุปเห็ดหิมะต้มโสมให้ท่านพ่อ ข้าเพียงแค่อยากจะมาดูและเรียนรู้วิธีการปรุงด้วยตนเอง หวังว่าจะไม่รบกวนจางมามา”

คำตอบนั้นทำให้จางมามาประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม แต่เมื่อเห็นแววตาที่มุ่งมั่นของคุณหนู นางก็ไม่อาจขัดขืนได้ “ไม่รบกวนเลยเจ้าค่ะคุณหนู เป็นเกียรติของบ่าวเสียอีก เชิญด้านนี้เลยเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินตามจางมามาไปยังเตาใหญ่ที่กำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับซุปพระเอกของมื้อเย็น นางแสดงท่าทีสนใจใคร่รู้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด

“จางมามา โสมชิ้นนี้อายุคงหลายสิบปีทีเดียวนะเจ้าคะ ดูสิ ทั้งใหญ่และมีรากฝอยสมบูรณ์ ต้องต้มนานเท่าใดฤทธิ์ของมันจึงจะออกมาเต็มที่?”

“เห็ดหิมะนี่ต้องล้างอย่างไรไม่ให้ช้ำหรือเจ้าคะ? ข้าเคยได้ยินท่านแม่บอกว่าของดีเช่นนี้ต้องดูแลอย่างเบามือ”

นางถามคำถาม “ไร้เดียงสา” ไปเรื่อยๆ ขณะที่สายตาคมกริบกวาดสำรวจทุกอย่างโดยรอบ...ชนิดของสมุนไพรที่วางอยู่บนชั้น, ตำแหน่งของเตาไฟ, ทางหนีทีไล่, และที่สำคัญที่สุด...ปฏิกิริยาของเหล่าพ่อครัวแม่ครัวที่กำลังถูกจับตามอง

จางมามาและคนอื่นๆ ต่างรู้สึกเอ็นดูระคนทึ่งในความใส่ใจของนาง พวกเขาไม่เคยเห็นคุณหนูคนไหนให้ความสนใจกับเรื่องในครัวมากเท่านี้มาก่อน

“ท่านพ่อทำงานหนักเพื่อบ้านเมืองเรา สุขภาพของท่านย่อมสำคัญที่สุด” ซ่งหว่านเอ๋อร์เอ่ยขึ้นลอยๆ ขณะมองดูน้ำซุปที่เริ่มเดือด “ข้าเป็นบุตรสาวก็อยากจะดูแลท่านให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้”

คำพูดที่แสดงความกตัญญูนี้เข้าหูบ่าวไพร่ทุกคนอย่างชัดเจน และมันคือสิ่งที่นางต้องการ...พยานบุคคล

หลังจากใช้เวลาอยู่ในเรือนครัวราวหนึ่งชั่วยาม (สองชั่วโมง) จนซุปถูกเคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ และส่งกลิ่นหอมไปทั่วแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ตัดสินใจว่าการแสดงในวันนี้เพียงพอแล้ว

“ขอบคุณจางมามามากที่สละเวลาสอนข้า ที่เหลือคงต้องรบกวนพวกท่านแล้ว” นางกล่าวอย่างนอบน้อมก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับชิงเหลียน ทิ้งให้เหล่าคนในครัวมองตามด้วยความชื่นชม

ระหว่างทางเดินกลับเรือนพัก ชิงเหลียนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “คุณหนูช่างกตัญญูยิ่งนักเจ้าค่ะ ท่านแม่ทัพได้ทราบเรื่องนี้ต้องดีใจมากแน่ๆ เลยเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยิ้มรับบางๆ แต่ในใจกลับหัวเราะเยาะ

ดีใจรึ? หึ...

การไปเรือนครัววันนี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อวางยาพิษโง่ๆ ในซุปชามเดียว มันตื้นเขินเกินไป การกระทำของนางในวันนี้เป็นเพียงการ ‘ปูทาง’ และ ‘สร้างเรื่องราว’ เท่านั้น

นางกำลังสร้างภาพลักษณ์ใหม่...ภาพของบุตรสาวผู้ห่วงใยในสุขภาพของบิดาสุดหัวใจ

เมื่อภาพลักษณ์นี้ถูกสร้างขึ้นจนทุกคนเชื่อสนิทใจ วันที่นาง “ปรารถนาดี” นำยาบำรุงหรือชาสมุนไพรสูตรใหม่ที่ “คิดค้นด้วยตนเอง” ไปมอบให้บิดา...ก็จะไม่มีใครสงสัยอีกต่อไป

ดวงตาของนางทอประกายเย็นเยียบขณะมองไปยังทิศที่ตั้งของเรือนพักของท่านแม่ทัพใหญ่

ท่านพ่อ...ยาบำรุงที่ท่านกินเป็นประจำ กับซุปชามนี้...สิ่งใดจะมีรสชาติดีกว่ากัน ท่านคงจะได้รู้...ในไม่ช้า

แสงอาทิตย์ยามบ่ายทอดยาว สาดส่องลงบนทางเดินที่ปูด้วยหินขัดมันที่ทอดนำไปสู่ ‘เรือนจื่อเวย’ อันเป็นที่พักของซ่งหว่านเอ๋อร์ บรรยากาศควรจะเงียบสงบ แต่ในใจของชิงเหลียนกลับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี

“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวไม่เคยเห็นท่านพ่อครัวแม่ครัวในเรือนครัวยิ้มแย้มขนาดนี้มาก่อนเลย พวกเขาต่างชื่นชมว่าคุณหนูทั้งงดงามและกตัญญูยิ่งนัก”

ซ่งหว่านเอ๋อร์เพียงแค่ยิ้มรับบางๆ ไม่ได้กล่าวอะไร นางกำลังจมอยู่ในความคิดของตนเอง การแสดงละครฉากใหญ่ในเรือนครัวเมื่อครู่เป็นเพียงก้าวแรกที่ราบรื่นดี แต่หนทางยังอีกยาวไกล

“ชิงเหลียน” นางเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ “ปกติแล้ว...ยาบำรุงที่ท่านพ่อดื่มเป็นประจำทุกเช้า ใครเป็นผู้ดูแลหรือ?”

ชิงเหลียนครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบ “ปกติแล้วจะเป็นป้าหวัง บ่าวเก่าแก่ที่รับใช้ท่านแม่ทัพมานานเจ้าค่ะ แต่บางครั้ง...บางครั้งอนุรองจ้าวก็มักจะไปช่วยดูแลกำกับการต้มยาด้วยตนเองเพื่อแสดงความห่วงใยเจ้าค่ะ”

อนุรองจ้าว...จ้าวเหมยหลิน

ชื่อของสตรีเจ้าเล่ห์ผู้นั้นปรากฏขึ้นในความคิด ดวงตาของซ่งหว่านเอ๋อร์ฉายแววเย็นเยียบขึ้นวูบหนึ่งก่อนจะกลับมาสงบนิ่งดังเดิม ดูเหมือนว่าเส้นทางที่จะเข้าใกล้โอสถของบิดา จะมีสุนัขเฝ้าประตูตัวร้ายขวางทางอยู่

ขณะที่พวกนางกำลังจะเลี้ยวเข้าสู่ประตูทางเข้าเรือนจื่อเวย ร่างสองร่างที่ดูสง่างามก็ก้าวออกมาจากทางแยกด้านข้างราวกับนัดหมายไว้ไม่มีผิด

“น้องสาม”

น้ำเสียงนุ่มนวลแต่แฝงด้วยอำนาจดังขึ้น ซ่งหว่านเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นสบตากับอนุรองจ้าวเหมยหลินที่ยืนอยู่เคียงข้างบุตรชายของนาง คุณชายใหญ่ซ่งจื่อเหวิน ทั้งสองคนส่งยิ้มที่ดูอบอุ่นและเป็นมิตรมาให้...รอยยิ้มที่เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว...รอยยิ้มของเสือ

“อนุรอง พี่ใหญ่เจ้าค่ะ” ซ่งหว่านเอ๋อร์ยอบกายลงเล็กน้อย

“ไม่ต้องมากพิธีหรอก” จ้าวเหมยหลินกล่าวพลางก้าวเข้ามาใกล้ “ข้าได้ยินข่าวจากในครัวแล้ว ช่างเป็นเด็กดีเสียจริงที่คิดห่วงใยสุขภาพของท่านพ่อ”

คำพูดที่เหมือนคำชม แต่กลับแฝงการสอบสวนไว้อย่างชัดเจน ข้ารู้ว่าเจ้าไปทำอะไรมา กำลังคิดแผนการอะไรอยู่กันแน่?

“อนุรองกล่าวชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ” ซ่งหว่านเอ๋อร์ตอบกลับด้วยท่าทีสงบเสงี่ยม “ข้าเพียงแค่ทำหน้าที่ของบุตรสาวเท่านั้น”

ซ่งจื่อเหวินผู้ยืนเงียบอยู่นานก้าวขึ้นมาเบื้องหน้า รอยยิ้มของเขายังคงประดับบนใบหน้าหล่อเหลา “เห็นน้องสามสุขภาพแข็งแรงขึ้นมากเช่นนี้ พี่ใหญ่ก็เบาใจนัก แต่ดูเหมือน...น้องจะสนใจเรื่องยาบำรุงเป็นพิเศษ มีอะไรให้พี่ชายช่วยหรือไม่?”

คำพูดของเขาเหมือนคมมีดที่ซ่อนอยู่ในสายลม มันจี้ตรงมาที่คำถามที่นางเพิ่งถามชิงเหลียนไปเมื่อครู่!

ข้อมูลในจวนแห่งนี้เดินทางไวกว่าที่คิด!

ซ่งหว่านเอ๋อร์แสร้งทำสีหน้าเศร้าสร้อยลงเล็กน้อย ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นอย่างง่ายดายราวกับฝึกฝนมานับสิบปี “พี่ใหญ่...ข้าเพียงแต่รู้สึกผิดที่ทำให้ท่านพ่อและทุกท่านต้องเป็นห่วง การดูแลสุขภาพของท่านพ่อจึงเป็นสิ่งเดียวที่ข้าพอจะทำเพื่อทดแทนได้ในตอนนี้เจ้าค่ะ”

นางใช้ความรู้สึกผิดจากการ ‘ฆ่าตัวตาย’ ในอดีตมาเป็นโล่กำบังชั้นเลิศ มันคือคำตอบที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่ไม่มีใครสามารถตั้งคำถามต่อได้โดยไม่ดูเป็นคนใจไม้ไส้ระกำ

รอยยิ้มของซ่งจื่อเหวินชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว “เช่นนั้นเอง หากต้องการความช่วยเหลืออันใด ก็บอกพี่ชายได้เสมอ”

“ขอบคุณพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”

หลังจากการทักทายที่แฝงด้วยกระแสเชือดเฉือนจบลง สองแม่ลูกตระกูลจ้าวก็ขอตัวเดินจากไป ทิ้งไว้เพียงรอยยิ้มที่ยังคงค้างอยู่ในอากาศ

ทันทีที่ก้าวพ้นประตูเข้าสู่เรือนจื่อเวย ใบหน้าอ่อนหวานเจียมตัวของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็กลับมาเรียบเฉยไร้ความรู้สึกอีกครั้ง

ชิงเหลียนที่ตามหลังมาเอ่ยถามด้วยความสับสน “คุณหนูเจ้าคะ...เหตุใดคุณชายใหญ่ถึงทราบว่าท่านสนใจเรื่องยาบำรุงได้เล่าเจ้าคะ? ท่านเพิ่งจะถามบ่าวเมื่อครู่นี้เอง”

ซ่งหว่านเอ๋อร์เดินไปยังโต๊ะน้ำชาและรินชาให้ตัวเองอย่างไม่รีบร้อน “เพราะในจวนแห่งนี้ กำแพงมีหู ประตูมีตาอย่างไรเล่า”

นางรู้แล้ว การกระทำของนางเมื่อครู่คือการทดสอบจากคู่ต่อสู้โดยตรง พวกเขาส่งคนมาจับตาดูนางตลอดเวลา และเมื่อนางเอ่ยถามเรื่องยาบำรุง พวกเขาก็รีบออกมาดักหน้าเพื่อหยั่งเชิงทันที

แต่นางก็ผ่านการทดสอบนั้นมาได้อย่างสวยงาม

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยกถ้วยชาขึ้นจิบ ดวงตาจับจ้องไปยังห่อ ‘ปัวเหอ’ ที่วางอยู่บนโต๊ะ แผนการของนางซับซ้อนกว่าที่พวกเขาคิด และการที่มีคนคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลาก็ไม่ได้ทำให้นางหวาดหวั่น...ตรงกันข้าม มันกลับทำให้น่าสนุกยิ่งขึ้น

ในเมื่อมีคนคอยจับตาดู...ก็ดี...จะได้มีผู้ชม...ตอนที่ละครโรงใหญ่เริ่มแสดง

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์