พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 3

ตอนที่ 3 บุคคลหลายหน้า

ถ้วยชาในมือเริ่มเย็นชืดลงแล้ว แต่ซ่งหว่านเอ๋อร์ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติงอยู่ที่โต๊ะกลมกลางห้อง นางปล่อยให้ความคิดล่องลอยไปกับการวิเคราะห์สถานการณ์

การเผชิญหน้ากับสองแม่ลูกตระกูลจ้าวเมื่อครู่ มันช่างเหมือนกับภารกิจเก่าๆ ของนางเหลือเกิน การสวมบทบาท การซ่อนเจตนาที่แท้จริงไว้ใต้รอยยิ้มและคำพูดที่อ่อนหวาน...

ในชาติก่อน นางไม่ใช่แค่สายลับ...นางคือสุดยอดสายลับอันดับหนึ่งภายใต้โค้ดเนม ‘อีแร้ง’ เป็นตำนานที่ไม่มีใครเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริง องค์กรทุ่มเททรัพยากรนับไม่ถ้วนเพื่อสร้าง ‘บุคคลหลายหน้า’ ที่สมบูรณ์แบบที่สุดขึ้นมา และนางคือผลผลิตชั้นยอดนั้น

ภาพความทรงจำพรั่งพรูเข้ามาในหัวราวกับม้วนฟิล์มที่ฉายซ้ำ

นางเคยเป็น เชฟมือรางวัล ในภัตตาคารหรูใจกลางกรุงปารีส เสียงมีดกระทบเขียง ความร้อนจากเตาไฟ และกลิ่นเครื่องปรุงชั้นเลิศ...นางไม่ได้แค่แกล้งทำ แต่เรียนรู้ที่จะแล่ปลาด้วยความแม่นยำของศัลยแพทย์ และเข้าใจเรื่องสมุนไพรกับเครื่องเทศอย่างลึกซึ้งเพื่อลอบวางยาพิษในอาหารของเป้าหมาย

นางเคยเป็น หน่วยแพทย์อาสา ในเขตสงครามที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและเสียงคร่ำครวญ การวินิจฉัยบาดแผล การคำนวณปริมาณยา และการเย็บแผลภายใต้สถานการณ์กดดัน...นางเรียนรู้ว่าสมุนไพรชนิดใดที่ช่วยรักษาชีวิต และชนิดใดที่สามารถคร่าชีวิตคนได้อย่างเงียบเชียบที่สุด

นางเคยเป็น ศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ในมหาวิทยาลัยชั้นนำของอังกฤษ การค้นคว้าข้อมูลในห้องสมุดเก่าแก่ การบรรยายด้วยท่าทีสุขุมน่าเชื่อถือ...นางเรียนรู้ที่จะโน้มน้าวและควบคุมจิตใจคนด้วยข้อมูลและความรู้

นักกีฬาโอลิมปิก...นักดนตรี...นักธุรกิจ...ทุกบทบาทที่นางได้รับ คือการใช้ชีวิตจริง ฝึกฝนจริง เจ็บปวดจริง เพื่อภารกิจในการแฝงตัว ลอบขโมยข้อมูล หรือลอบสังหารเป้าหมายระดับสูงที่เข้าถึงตัวได้ยาก ทุกคนบนโลกที่เคยพบนางในบทบาทเหล่านั้น ไม่มีใครเคยระแคะระคายเลยว่าสตรีมากความสามารถคนนั้นคือสายลับระดับพระกาฬ

บทบาท ‘คุณหนูสามซ่งหว่านเอ๋อร์’ ก็ไม่ต่างกัน...

เพียงแต่ครั้งนี้ เวทีคือจวนแม่ทัพที่เต็มไปด้วยศัตรูรอบด้าน เดิมพันคือชีวิตของนางเอง และที่สำคัญที่สุด...ภารกิจนี้ไม่มีองค์กรคอยสนับสนุน มีเพียงตัวนางคนเดียวเท่านั้น

ความรู้สึกขมขื่นจากการถูกหักหลังในชาติก่อนผุดขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกกดทับด้วยความมุ่งมั่นอันเย็นชา นางจะไม่มีวันยอมให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย จะไม่มีวันยอมให้ชีวิตนี้ถูกกำหนดโดยคนอื่นอีก

ซ่งหว่านเอ๋อร์วางถ้วยชาที่เย็นสนิทลงบนโต๊ะ เสียงกระทบของเครื่องกระเบื้องดังขึ้นเบาๆ แต่กลับเหมือนเป็นสัญญาณเริ่มการแสดงฉากใหม่ นางตัดสินใจได้แล้วว่าจะเดินหมากตัวต่อไปอย่างไร

“ชิงเหลียน”

“เจ้าคะ คุณหนู” สาวใช้คนสนิทรีบขานรับจากหน้าประตู

“ไปที่เรือนพักของคุณหนูสี่ บอกว่าข้าทำขนมกุ้ยฮวาที่นางชอบไว้ อยากจะเชิญนางมาจิบชายามบ่ายด้วยกันที่นี่”

ชิงเหลียนรับคำอย่างว่าง่าย แม้จะแปลกใจเล็กน้อยที่คุณหนูของตนซึ่งปกติเก็บตัวเงียบๆ จู่ๆ ก็อยากจะพบปะกับคุณหนูสี่ผู้ขี้อาย แต่ก็ไม่ได้ซักถามอะไร นางโค้งตัวแล้วรีบเดินออกไปทำตามคำสั่งทันที

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองตามหลังสาวใช้ของตนไปจนลับสายตา ก่อนจะหันไปมองทิศทางของเรือนพักน้องสาวต่างมารดา ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อยราวกับหมาป่าที่กำลังประเมินลูกแกะ

ในเมื่อเสือสองตัวกำลังจับจ้องเหยื่ออย่างข้าไม่วางตา การจะเดินเข้าถ้ำของพวกมันโดยตรงย่อมเป็นเรื่องโง่เขลา...

แต่ถ้ามีคนนำทางเข้าไปให้ล่ะ? หมากทุกตัวบนกระดาน...ย่อมมีประโยชน์ของมัน แม้แต่หมากที่ดูอ่อนแอที่สุดก็ตาม

เรือนจื่อเวยถูกจัดเตรียมอย่างเรียบง่ายแต่ดูอบอุ่น ขนมกุ้ยฮวา (ขนมดอกหอมหมื่นลี้) ที่ส่งกลิ่นหอมหวานถูกจัดวางอย่างสวยงามบนจานกระเบื้องเคลือบ ข้างกันนั้นคือชุดกาน้ำชาที่กำลังลอยไออุ่นกรุ่น

ไม่นานนัก ชิงเหลียนก็นำทางร่างบอบบางของคุณหนูสี่ ซ่งหว่านหนิง เข้ามาในห้อง

ซ่งหว่านหนิงดูแตกต่างจากพี่ชายและมารดาของนางโดยสิ้นเชิง นางสวมใส่อาภรณ์สีฟ้าอ่อนที่ดูเรียบง่าย กิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความประหม่า ดวงตากลมโตมักจะหลุบมองต่ำอยู่เสมอ ราวกับลูกกวางน้อยที่ตื่นกลัว

“น้องสี่, มานั่งข้างพี่เถิด ไม่ต้องเกร็งไป” ซ่งหว่านเอ๋อร์เอ่ยทักทายด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่นางจะแสดงได้ นางลุกขึ้นจูงมือน้องสาวต่างมารดาให้มานั่งลงข้างๆ ด้วยตนเอง

การกระทำที่ดูสนิทสนมนี้ทำให้ซ่งหว่านหนิงประหลาดใจและทำตัวไม่ถูกยิ่งกว่าเดิม นางนั่งตัวแข็งทื่อ ไม่กล้ามองหน้าพี่สาวคนที่สามตรงๆ

ซ่งหว่านเอ๋อร์แสร้งทำเป็นไม่สังเกตเห็น นางรินชาให้ซ่งหว่านหนิงด้วยตนเองก่อนจะเลื่อนจานขนมไปให้ “ลองชิมดูสิ พี่จำได้ว่าเจ้าชอบขนมกุ้ยฮวามาก”

ซ่งหว่านหนิงพยักหน้ารับน้อยๆ หยิบขนมขึ้นมาชิมคำหนึ่งอย่างเงียบๆ

หลังจากพูดคุยเรื่องดินฟ้าอากาศและงานปักผ้าไปเล็กน้อยเพื่อทำลายความประหม่า ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ แววตาฉายความเศร้าสร้อยออกมา “เฮ้อ...ตั้งแต่ข้าฟื้นขึ้นมา...ดูเหมือนในจวนจะ...ไม่ค่อยสงบสุขเลยนะ”

คำพูดนั้นทำให้ซ่งหว่านหนิงชะงักมือที่กำลังจะหยิบขนมชิ้นที่สอง นางเหลือบมองพี่สาวอย่างระแวดระวัง

“อนุรองกับพี่ใหญ่...” ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าวต่อ เหมือนกำลังรำพึงกับตัวเอง “ดูจะห่วงใยข้าเป็นพิเศษ ข้าซาบซึ้งใจอยู่หรอก แต่บางครั้ง...ข้าก็รู้สึกอึดอัดเหลือเกิน”

“ท่านแม่...นางเพียงแค่เป็นห่วงพี่สามเจ้าค่ะ” ซ่งหว่านหนิงรีบเอ่ยแก้ตัวให้มารดา เสียงของนางเบาและสั่นเล็กน้อย การตอบสนองที่รวดเร็วเกินไปนั้นคือการยืนยันข้อสันนิษฐานของซ่งหว่านเอ๋อร์ได้เป็นอย่างดี

“พี่รู้...พี่เข้าใจ” ซ่งหว่านเอ๋อร์ยื่นมือไปกุมมือน้องสาวเบาๆ “พี่ไม่ได้ตำหนิใครหรอก...พี่เพียงแค่...อยากจะทำอะไรเพื่อท่านพ่อบ้าง เพื่อให้บรรยากาศในจวนดีขึ้น”

นางแสร้งทำสีหน้าลำบากใจ “ข้าอยากจะทำถุงหอมชนิดพิเศษให้ท่านพ่อ ไว้ให้ท่านพกติดตัวหรือวางไว้ข้างหมอน กลิ่นหอมของมันจะช่วยให้ท่านผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า...แต่ยังขาดสมุนไพรสำคัญไปหนึ่งอย่าง”

“สมุนไพรอันใดหรือเจ้าคะ?” ซ่งหว่านหนิงถามด้วยความสนใจใคร่รู้

“ไม้หอมเฉินเซียง...ที่ท่านพ่อได้รับเป็นราชบรรณาการเมื่อปีก่อน” ซ่งหว่านเอ๋อร์กล่าว “พี่ได้ยินว่าท่านพ่อเก็บไว้ในห้องหนังสือของท่าน...กลิ่นของมันบริสุทธิ์และสูงส่ง เหมาะจะนำมาทำถุงหอมให้ท่านพ่อที่สุด”

นางบีบมือน้องสาวแน่นขึ้นเล็กน้อย ดวงตาฉายแววอ้อนวอน “น้องสี่...พี่รู้ว่ามันเป็นการรบกวน...แต่เจ้าเข้าออกเรือนของท่านพ่อได้ง่ายกว่าพี่ในตอนนี้ ทุกคนยังมองว่าพี่ป่วยไข้อยู่ หากพี่ไปทำอะไรลับๆ ล่อๆ เกรงว่าท่านอนุรองกับพี่ใหญ่จะเข้าใจผิดไปกันใหญ่...พอจะช่วยพี่...แอบนำเศษไม้หอมชิ้นเล็กๆ ที่แตกหักออกมาให้ได้หรือไม่? พี่อยากจะทำให้ท่านพ่อประหลาดใจ”

ซ่งหว่านหนิงมีสีหน้าลังเลอย่างเห็นได้ชัด การลอบเข้าไปหยิบของในห้องหนังสือของบิดาเป็นเรื่องที่น่ากลัว แต่เมื่อเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความหวังดีของพี่สาว และความคิดที่จะได้ทำสิ่งดีๆ เพื่อบิดา ซึ่งต่างจากแผนการของมารดาตน...ความกล้าก็ค่อยๆ ก่อตัวขึ้น

“ก็ได้เจ้าค่ะ” นางตอบรับในที่สุด “ข้า...ข้าจะลองดู”

รอยยิ้มของซ่งหว่านเอ๋อร์กว้างขึ้นอย่างยินดี “ขอบใจเจ้านะน้องสี่ เจ้าช่างเป็นน้องสาวที่ดีของพี่จริงๆ”

หลังจากซ่งหว่านหนิงกลับไปพร้อมกับภารกิจลับที่ทำให้นางรู้สึกตื่นเต้นและมีความสำคัญเป็นครั้งแรกในชีวิต รอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้าของซ่งหว่านเอ๋อร์ก็จางหายไป

ชิงเหลียนที่เก็บถ้วยชาอยู่เอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “คุณหนูเจ้าคะ...ไม้หอมเฉินเซียงเป็นของสูงค่า เหตุใดไม่ให้บ่าวไปขอท่านหัวหน้าพ่อบ้านมาตรงๆ เล่าเจ้าคะ? หากแจ้งว่าเป็นประสงค์ของคุณหนู ท่านพ่อบ้านย่อมไม่ขัด”

ซ่งหว่านเอ๋อร์มองออกไปนอกหน้าต่าง ดวงตาเย็นชาดุจน้ำแข็งยามเหมันต์

“เพราะสิ่งที่ข้าต้องการ...ไม่ใช่ไม้หอม”

นางหยุดไปครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวต่อด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบ

“แต่คือการทดสอบการป้องกันในเรือนของท่านพ่อ...และการดูปฏิกิริยาของหมากตัวนี้ต่างหาก”

ส่วนไม้หอม...ก็แค่ของแถม

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์