พลิกชะตาสายลับข้ามภพ

ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 หมากแห่งอำนาจ

หลังจากส่งซ่งหว่านหนิงไปทำภารกิจเล็กๆ นั่นแล้ว ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็ไม่ได้นั่งรอคอยอย่างเปล่าประโยชน์ นางกลับเข้าสู่ห้องหนังสือส่วนตัวภายในเรือนพักของตนเอง และเริ่มทำในสิ่งที่สายลับทุกคนต้องทำเป็นอันดับแรกเมื่อเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการ...นั่นคือการสร้างแผนที่และฐานข้อมูลของสมรภูมิ

นี่คือสไตล์การทำงานของเธอ ไม่ว่าภารกิจจะเล็กหรือใหญ่ การมีข้อมูลที่สมบูรณ์คือหัวใจแห่งชัยชนะ

นางไม่ได้มีคอมพิวเตอร์หรือเครือข่ายดาวเทียมเหมือนในโลกเก่า แต่โชคดีที่เจ้าของร่างเดิมเป็นคุณหนูที่รักการอ่าน ในห้องจึงเต็มไปด้วยตำราและม้วนบันทึกมากมาย นางใช้เวลาหลายชั่วยามกางแผนที่และตำราภูมิศาสตร์ออกเต็มพื้นห้อง ค่อยๆ ปะติดปะต่อข้อมูลด้วยสมาธิอันแน่วแน่

หนึ่ง: ภูมิศาสตร์และเขตแดน

นางเริ่มต้นจากจุดที่ใหญ่ที่สุด แคว้นที่นางอยู่มีนามว่า ‘แคว้นเยว่ ’ เป็นแคว้นที่มั่งคั่งและมีประวัติศาสตร์ยาวนาน เมืองหลวงที่นางอาศัยอยู่คือ ‘เมืองหลินอัน’ ซึ่งตั้งอยู่ติดกับอ่าวทะเลขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า ‘อ่าวจินหลิน’ ทำให้เป็นศูนย์กลางการค้าทางทะเลที่สำคัญ

แคว้นเยว่มีอาณาเขตติดกับอีกสามแคว้นหลัก

ทิศเหนือ: แคว้นเป่ยเหยียน ดินแดนของชนเผ่าทุ่งหญ้าที่เก่งกาจด้านการขี่ม้าและกองทัพทหารม้า มีการกระทบกระทั่งตามแนวชายแดนอยู่เสมอ

ทิศตะวันตก: แคว้นซีฉู่ ภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงและหุบเขาลึก อุดมไปด้วยแร่ธาตุและสมุนไพรหายาก

ทิศใต้: แคว้นหนานจ้าว ดินแดนที่ราบลุ่มอันอุดมสมบูรณ์ เป็นอู่ข้าวอู่น้ำที่สำคัญ และมีความสัมพันธ์ทางการค้าที่แน่นแฟ้นกับแคว้นเยว่

สอง: การเมืองและการคานอำนาจ

นางหยิบพู่กันขึ้นมา ร่างแผนผังอำนาจที่แท้จริงขึ้นมาใหม่อย่างละเอียดลออ ธรรมเนียมของแคว้นเยว่คือ ‘ซ้ายบุ๋น ขวาบู๊’ ซึ่งเป็นแกนหลักในการค้ำจุนราชบัลลังก์

จักรพรรดิ: ทรงมีพระปรีชาสามารถ แต่พระพลานามัยไม่สู้ดีนักในช่วงหลายปีมานี้ อำนาจบริหารที่แท้จริงจึงตกอยู่ในมือของมหาเสนาบดีทั้งสองฝ่าย

มหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย (บุ๋น): เฟิงเฉินหนาน ประมุขสูงสุดของขุนนางฝ่ายพลเรือนทั้งหมด บัณฑิตหนุ่มอัจฉริยะผู้กุมอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน และเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของ หกกระทรวงหลัก อันเป็นฟันเฟืองของแคว้น

พู่กันในมือนางตวัดลงอย่างรวดเร็ว วาดโครงข่ายอำนาจของหกกระทรวงหลักที่อยู่ภายใต้การบัญชาของเฟิงเฉินหนาน พร้อมทั้งเขียนชื่อเสนาบดีแต่ละคนกำกับไว้ตามข้อมูลที่นางรวบรวมได้

กรมพิธีการ: เสนาบดีจางเหวินป๋อ — ว่าที่พ่อสามีของข้า หมากตัวสำคัญที่ท่านพ่อใช้เจาะเข้าไปในแดนของศัตรู

กรมขุนนาง: เสนาบดีหลี่ว์กวง — ควบคุมการแต่งตั้งโยกย้ายขุนนางทั้งหมด เป็นพันธมิตรที่แข็งแกร่งที่สุดของเฟิงเฉินหนาน

กรมคลัง: เสนาบดีสวีเจิ้ง — กุมท้องพระคลัง เป็นขุนนางเฒ่าเจ้าเล่ห์ที่ดูเหมือนจะเป็นกลาง แต่พร้อมจะเอนเอียงตามลมที่แรงกว่า

กรมอาญา: เสนาบดีเฉินจิ้ง — ควบคุมกฎหมายและการลงทัณฑ์ มีนิสัยแข็งกร้าวและเป็นคนของมหาเสนาบดีฝ่ายขวาไห่หยวนจางอย่างไม่ต้องสงสัย

กรมโยธา: เสนาบดีอู๋ฉี — ดูแลการก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ เป็นจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่พร้อมจะหาผลประโยชน์และรอคอยผู้ชนะ

กรมตรวจการ: เสนาบดีฟู่หยวน — มีหน้าที่ตรวจสอบขุนนางทั้งหมด ขึ้นตรงต่อองค์จักรพรรดิเพียงผู้เดียว เป็นตัวแปรที่อันตรายที่สุดในสนามการเมืองนี้

นางมองแผนผังที่ซับซ้อนตรงหน้า...นี่คือเครือข่ายอำนาจฝ่ายบุ๋นที่เฟิงเฉินหนานควบคุมอยู่ มันไม่ได้เป็นเอกภาพ แต่เต็มไปด้วยรอยร้าวและผลประโยชน์ทับซ้อน

มหาเสนาบดีฝ่ายขวา (บู๊): ไห่หยวนจาง คือผู้กุมอำนาจตัดสินใจสูงสุดด้านนโยบายการทหารทั้งหมด เป็นผู้ดูแลขุนนางฝ่ายบู๊ และเป็นผู้ถือตราสั่งการทหารขององค์จักรพรรดิ

แม่ทัพใหญ่ (บิดาของนาง): ซ่งเจี๋ย คือผู้บัญชาการกองกำลังพิทักษ์เมืองหลวงโดยตรง เขามีทหารในกำมือที่จงรักภักดีต่อเขาเพียงผู้เดียว นี่คือกำลังรบที่แข็งแกร่งที่สุดและอยู่ใกล้ราชบัลลังก์ที่สุด

เมื่อนำความทะเยอทะยานของบิดามาพิจารณาด้วยแล้ว...นางก็แทบจะหยุดหายใจ เป้าหมายของเขาที่ต้องการจะข้ามสายไปชิงตำแหน่งมหาเสนาบดีฝ่ายซ้าย มันไม่ใช่แค่ความบ้าคลั่งอีกต่อไป แต่มันคือแผนการที่จะครอบครองอำนาจเบ็ดเสร็จ หากเขาทำสำเร็จ เขาจะกลายเป็นผู้กุมอำนาจฝ่ายบุ๋น ในขณะที่ยังคงมีกองกำลังทหารที่ภักดีต่อตนเองอยู่ในเมืองหลวง...นั่นคือเส้นทางสู่การล้มล้างราชวงศ์!

สาม: เศรษฐกิจ, ยุทธภพ และการแพทย์

นางสรุปข้อมูลย่อยๆ ที่เหลือ

เศรษฐกิจ: การค้าทางทะเลคือเส้นเลือดใหญ่ มีการค้าขายผ้าไหม ใบชา และเครื่องปั้นดินเผา ตระกูลของอนุรองจ้าวเหมยหลินคือหนึ่งในผู้มีอิทธิพลในเส้นทางการค้านี้

ยุทธภพ: มีสำนักยุทธ์และพรรคต่างๆ กระจายตัวอยู่ แต่ยังไม่เป็นภัยต่อราชสำนัก

การแพทย์: นางยอมรับว่าความรู้สมัยใหม่ของนางคือข้อได้เปรียบ แต่ยังขาดความเข้าใจเรื่องสมุนไพรท้องถิ่นและทฤษฎีการจับชีพจรของยุคนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่นางต้องศึกษาเพิ่มเติมอย่างเร่งด่วน

ซ่งหว่านเอ๋อร์วางพู่กันลง นางเอนหลังพิงกับชั้นหนังสือ ดวงตาคู่สวยหลับลงช้าๆ แต่สมองยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง แผนที่อำนาจทั้งหมดปรากฏขึ้นในความคิดของนางอย่างชัดเจน

ท่านพ่อ...ท่านไม่ได้กำลังเดินหมาก แต่ท่านกำลังจะจุดไฟเผากระดานทั้งหมด...และข้าคือเชื้อไฟก้อนแรกที่ท่านโยนเข้าไปอย่างไม่ไยดี

ทันใดนั้น เสียงเคาะประตูที่หน้าห้องก็ดังขึ้นเบาๆ พร้อมกับเสียงของชิงเหลียน

“คุณหนูเจ้าคะ...คุณหนูสี่มาขอพบเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ลืมตาขึ้น ประกายคมปลาบวาบผ่านในดวงตา

หมากตัวแรก...กลับมาแล้ว

ซ่งหว่านเอ๋อร์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ เก็บม้วนกระดาษและแผนที่ทั้งหมดเข้าที่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะปรับสีหน้าให้กลับมาดูอ่อนโยนและผ่อนคลายดังเดิม

“ให้เข้ามาได้”

ประตูเปิดออกพร้อมกับร่างของชิงเหลียนที่นำทางคุณหนูสี่เข้ามา ซ่งหว่านหนิงยังคงมีท่าทีประหม่าเช่นเคย แต่มในแววตากลับมีความตื่นเต้นที่ปิดไม่มิดฉายชัดออกมา

“พี่สาม...”

“ชิงเหลียน เจ้าออกไปก่อน ข้าอยากจะคุยกับน้องสี่ตามลำพัง” ซ่งหว่านเอ๋อร์สั่งการเรียบๆ การสร้างพื้นที่ส่วนตัวทำให้น้ำหนักของ "ความลับ" ระหว่างพวกนางดูสำคัญยิ่งขึ้น

เมื่อในห้องเหลือเพียงสองคน ซ่งหว่านหนิงก็รีบก้าวเข้ามาใกล้ นางหยิบห่อผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆ ออกมาจากแขนเสื้ออย่างระมัดระวัง เมื่อคลี่ออกก็ปรากฏเศษไม้สีเข้มชิ้นเล็กๆ ที่ส่งกลิ่นหอมจรุงใจวางอยู่ภายใน

“ข้า...ข้าทำสำเร็จแล้วเจ้าค่ะ” นางกระซิบเสียงสั่น “ตอนที่ข้าไปถึงเรือนใหญ่ ท่านพ่อออกไปข้างนอกพอดี ข้าเลยอ้างกับคนรับใช้ว่าจะเข้าไปจัดตำราให้ท่านพ่อ...แล้วก็แอบหยิบเศษไม้ที่แตกออกมาจากชิ้นใหญ่ในกล่องมาเจ้าค่ะ”

ซ่งหว่านเอ๋อร์ยิ้มกว้างอย่างจริงใจที่สุด “ไม่มีใครเห็นใช่หรือไม่? เจ้ายอดเยี่ยมมากน้องสี่”

นางรับไม้หอมมาถือไว้ แต่นั่นเป็นเพียงการแสดง สิ่งที่นางต้องการจริงๆ กำลังจะเริ่มขึ้น “แล้ว...ในห้องหนังสือของท่านพ่อเป็นอย่างไรบ้าง? มีคนเฝ้าอยู่ตลอดเวลาหรือไม่?” นางถามต่อราวกับเป็นเรื่องสัพเพเหระ

ซ่งหว่านหนิงส่ายหน้า “ปกติจะมีท่านลุงฝู คนรับใช้เก่าแก่คอยเฝ้าอยู่หน้าประตู แต่เขาแก่มากแล้ว บางทีก็แอบสัปหงกเจ้าค่ะ ส่วนด้านในไม่มีใครเลย...อ้อ! ข้าเห็นตู้ไม้เล็กๆ ใบหนึ่งวางอยู่มุมห้อง มีกลิ่นยาโชยออกมาจางๆ ด้วย น่าจะเป็นที่เก็บยาบำรุงของท่านพ่อ”

นั่นแหละ!

ข้อมูลที่ต้องการพรั่งพรูออกมาจากปากของหมากตัวน้อยอย่างง่ายดาย ซ่งหว่านเอ๋อร์เก็บซ่อนความยินดีไว้ภายใต้ใบหน้าที่เรียบเฉย นางรู้ตำแหน่งของเป้าหมายและระดับการป้องกันแล้ว

“เจ้าทำได้ดีมากจริงๆ น้องสี่” นางเอื้อมมือไปหยิบปิ่นปักผมเงินสลักลายผีเสื้อตัวเล็กๆ ที่วางอยู่บนโต๊ะเครื่องแป้งส่งให้น้องสาว “พี่ไม่มีอะไรจะตอบแทน...ของชิ้นนี้อาจไม่ล้ำค่า แต่ถือเป็นน้ำใจจากพี่แล้วกันนะ”

ซ่งหว่านหนิงตาโตอย่างตกใจ “ไม่ได้เจ้าค่ะท่านพี่สาม ของมีค่าเช่นนี้ข้ารับไว้ไม่ได้”

“รับไปเถอะน่า ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับความกล้าหาญของเจ้า” ซ่งหว่านเอ๋อร์ยัดปิ่นใส่มือน้องสาว “และจำไว้...เรื่องนี้ต้องเป็นความลับระหว่างเราสองคนนะ”

คำว่า “ความลับระหว่างเรา” ทำให้ซ่งหว่านหนิงรู้สึกเหมือนเป็นคนพิเศษ นางพยักหน้ารับอย่างแข็งขันก่อนจะขอตัวกลับเรือนพักของตนไปพร้อมกับปิ่นปักผมและหัวใจที่พองโต

เมื่ออยู่คนเดียวอีกครั้ง ซ่งหว่านเอ๋อร์ก็วางเศษไม้หอมลงบนโต๊ะ ดวงตาของนางไม่ได้จับจ้องที่ความงามของมัน แต่มองทะลุไปถึงแผนการขั้นต่อไป

การลอบเข้าไปเองยังคงเสี่ยงเกินไป...แต่ถ้าเป็นการเข้าไปอย่างเปิดเผยล่ะ?

ความคิดหนึ่งพลันสว่างวาบขึ้นมาในหัว นางหยิบห่อ ‘ปัวเหอ’ ของตนเองออกมาวางข้างๆ ไม้หอมเฉินเซียง รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากเป็นครั้งแรก

นางไม่ได้ต้องการแค่ไม้หอม...แต่นางต้องการ "เหตุผล" ที่จะนำบางสิ่งไปมอบให้บิดาด้วยตนเอง

ซ่งหว่านเอ๋อร์หยิบเศษไม้หอมขึ้นมาพิจารณาอย่างละเอียด

ไม้หอมเฉินเซียง...ไม่ใช่แค่ของแถม แต่คือตั๋วผ่านทางชั้นดีที่จะนำข้าไปสู่หน้าตู้ยาของท่านพ่อ

นางเหลือบมองห่อปัวเหอที่ซ่อนพิษร้ายไว้ภายใต้กลิ่นหอมสดชื่น

ส่วนปัวเหอ...คือของขวัญที่แท้จริงที่ข้าจะมอบให้ท่าน

◆ ─── ◆

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์