CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 123

บทที่ 122: ตอนจบที่เลวร้าย

[Hero’s Legacy]

เกมโรแมนซ์แฟนตาซี ที่ภายนอกดูไม่ต่างอะไรจากเกมแนวเดียวกันอีกนับไม่ถ้วน

ชื่อเสียงในกระแสหลักแทบไม่มี ถูกจำกัดด้วยการโปรโมตที่น้อยนิดและผู้เล่นกลุ่มเล็กๆ แต่ถึงกระนั้นมันก็มีเสน่ห์บางอย่างที่ก้องสะท้อนในใจฉันอย่างลึกซึ้ง

สำหรับผู้เล่นส่วนใหญ่ มันก็เป็นแค่เกมหนึ่ง—พื้นที่ให้ดื่มด่ำกับเรื่องราวรักและการผจญภัยในรั้วสถาบันการศึกษา

กลไกการเล่นและโครงเรื่องก็ดูจำเจ ถูกใช้ซ้ำมานับครั้งไม่ถ้วน ตัวละครเต็มไปด้วยโครงร่างนิสัยที่คุ้นเคย พร้อมการหักมุมที่คาดเดาได้

แต่ถึงจะเต็มไปด้วยความซ้ำซาก มันก็ยังครองพื้นที่พิเศษในใจฉัน

ฉันภูมิใจเหลือเกิน ที่สามารถพิชิตเกมนี้ได้ด้วยความมุ่งมั่นและเจตจำนงเพียงอย่างเดียว

มันเป็นอัญมณีที่ซ่อนเร้นอยู่ห่างจากแสงไฟของโลกภายนอก—แต่มากกว่านั้น มันคือสิ่งที่มากกว่าเกมสำหรับฉัน

มันคือที่หลบภัยชั่วคราวจากเงามืดในอดีต เป็นทางออกเล็กๆ จากบาปและความผิดที่แบกไว้จนหนักอึ้ง

โลกในเกมคือสถานศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยปลดปล่อยฉันจากความจริงอันมืดมิดที่ไม่กล้าเผชิญหน้า

หากไม่ใช่เพราะคำแนะนำของชายชราที่บอกให้ฉันซื้อเกมนั้นมา บางทีฉันคงยังติดอยู่ในห้องของตัวเอง ล้อมรอบด้วยความสิ้นหวัง และเชือกเส้นนั้นที่ห้อยอยู่จากเพดาน...

แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น ฉันกลับพบที่พักใจในโลกของมัน

UI, บทสนทนาของตัวละคร, การออกแบบ, ภาพ CG, เส้นเรื่องใหญ่ การหักมุม และระบบการเล่น—ทุกสิ่งทุกอย่างเต็มไปด้วยความคุ้นชินและร่องรอยการเดินซ้ำที่ใครๆ ก็เห็นว่าเชย

มันคือ “ความจำเจ” ราวกับว่าเกมนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเดินบนสูตรสำเร็จอีกครั้งหนึ่ง แต่ฉันกลับยอมรับมันทั้งหมดโดยเต็มใจ

การผจญภัยและความรัก การได้พบปะตัวละครงดงาม และการสำรวจสถาบันอันแฟนตาซี ล้วนตรึงหัวใจฉันไว้

มันเป็นตัวเลือกที่ไม่ใช่ฉันเอาเสียเลย ขัดแย้งกับความชอบปกติของฉัน แต่ฉันกลับเล่นจนจบด้วยความกระตือรือร้น และพบความสุขในทุกแง่มุม

แม้จะมีข้อบกพร่องและความคาดเดาได้ แต่มันก็คือเกมที่มอบทั้งความอบอุ่นและการไขว้คว้าหนีความจริงให้กับฉัน

การพิชิตบอสทั้งสามแห่งหายนะโลก และปลดล็อกฉากจบลับ “Secret Harem Ending” ของ Hero’s Legacy คือหนึ่งในช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตของฉัน

เกมพาฉันผ่านบททดสอบนับไม่ถ้วน และในที่สุดก็ได้เห็นมันจบลงอย่างสมบูรณ์และงดงาม มันคือความสุขที่ไม่อาจหาคำใดมาแทน

การได้เห็นนางเอกทั้งหมด—แต่ละคนมีเรื่องราวและความเจ็บปวดของตนเอง—กลับมายืนยิ้มอยู่เคียงข้างฉันในตอนจบที่สมบูรณ์แบบนั้น คือภาพที่ฉันโหยหามาตลอด

ความสุขของพวกเธอแต่ละคน มันคือชัยชนะส่วนตัวของฉัน เป็นหลักฐานของความพยายามและความทุ่มเทที่ฉันใส่ลงไปในเกมนั้น

ใบหน้าของพวกเธอที่ยิ้มแย้ม ความฝันที่เป็นจริง และการเฉลิมฉลองร่วมกัน คือความฝันที่กลายเป็นจริง

แต่มันไม่ใช่เพียงเกมเท่านั้น

ความสุขของเหล่าตัวละครเหล่านี้คือภาพสะท้อนของบางสิ่งที่ฉันโหยหาลึกที่สุด— “ตอนจบที่มีความสุข” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในโลกเสมือน

มันคืออุดมคติ ที่ฉันอยากไขว่คว้ามาเป็นของตัวเอง—ไม่ว่าจะในโลกนี้ หรือแม้กระทั่งในอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

ใน Hero’s Legacy ฉันสามารถสร้างผลลัพธ์ที่สมบูรณ์แบบได้ ทำให้นางเอกทุกคนเจอความสุขของตนเอง และสัมผัสความภาคภูมิใจในผลงานของตน

“หนทางในการหนีจากทุกสิ่ง...”

แต่ตอนนี้ ในโลกแห่งความจริง ฉันกลับต้องเผชิญกับเส้นเรื่องที่มืดมนและต่างไป

การดำรงอยู่ของฉันถูกพันธนาการด้วยโลกที่เต็มไปด้วยหายนะรอคืบคลาน และความจริงอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ของ “ตอนจบอันโศกสลด”

ความปรารถนาที่จะเห็นตอนจบที่มีความสุข ไม่ใช่เพียงความฝันลมๆ แล้งๆ แต่มันคือสิ่งที่ฉันต้องการอย่างที่สุด

มันคือภาพสะท้อนของความหวัง ที่จะเขียนชะตาของตัวเองใหม่ ปฏิเสธอนาคตมืดมนที่ถูกกำหนดไว้โดยเส้นทางหายนะทั้งหลายที่รออยู่

“ภาพสะท้อนแห่งการปฏิเสธชะตา... ปฏิเสธความตายของฉัน”

ฉันตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเปลี่ยนความจริงนั้นให้ได้—

ติ๋ง... ติ๋ง...!

หยดน้ำเย็นเยียบตกกระทบอย่างไม่หยุดหย่อน แต่ละหยดแทงทะลุความมืดอึมครึมรอบตัวฉัน

เปลือกตาของฉันกระพริบเปิด แต่โลกที่ปรากฏกลับพร่าเลือนและบิดเบี้ยว

ทั้งร่างกายส่งเสียงครวญครางราวกับต่อต้าน ความเจ็บปวดแผ่ซ่านจากทุกเส้นใยของเนื้อหนัง

โดยสัญชาตญาณ ปากฉันเผยอออก ลิ้นพยายามเอื้อมไปคว้าหยดน้ำเล็กๆ ที่หยดลงมาจากด้านบนราวกับเป็นสิ่งมีค่าเหนืออื่นใด

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น...?”

กระหายน้ำเผาไหม้ทุกความคิด

หยดเล็กๆ ที่แทบไม่พอให้ริมฝีปากเปียกชื้น กลับยิ่งทำให้ความกระหายคุกรุ่นมากขึ้น

ความร้อนแผดเผาจนแทบขาดอากาศหายใจ

ความหิวโหยกัดกินรุนแรงเสียจนฉันเริ่มสงสัย ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร

ทุกสัมผัส—ทุกความเจ็บ ทุกการหิวโหย—มันถูกขยายออกโดยแรงกดดันอันไร้ปรานีที่กดทับลงมาราวกับพายุ...

ร่างกายที่อ่อนแรงและไม่ยอมตอบสนองของฉัน ดิ้นรนอย่างทุรนทุรายกับพันธนาการที่กักขังไว้

เสียงโซ่ตรวนสั่นก้องทุกครั้งที่ฉันพยายามขยับ แม้เป็นเพียงความพยายามอันไร้ผล เสียงกระทบของโลหะสะท้อนกังวานไปทั่วสถานที่อันเย็นชื้น

ความรู้สึกของการถูกพันธนาการ ยิ่งซ้ำเติมความสิ้นหวังที่เกาะกุม ร่างกายแต่ละส่วนหนักอึ้งราวกับถูกกดทับด้วยแรงที่มองไม่เห็น

“เจ็บ... ร่างกายฉันเจ็บไปหมด!”

ความเจ็บร้าวรุนแรงเสียจนไม่อาจจดจ่อกับสิ่งใดได้อีก

สติที่พร่าเลือนและเชื่องช้า พยายาม拼ประกอบเศษเสี้ยวของความรู้สึกตัว แต่ก็ไร้ผล

ฉันแทบไม่เห็นแม้เพียงเค้าโครงของสภาพแวดล้อมรอบกาย ทุกสิ่งถูกคลุมด้วยม่านหมอกมัว สถานที่ที่ไม่คุ้นตานี้ยิ่งทำให้ความสับสนไม่อาจบรรเทา

“ที่นี่คือที่ไหนกัน...?”

ฉันพยายามขจัดความพร่าเลือนออกจากหัว เพื่อเรียกคืนการควบคุมทั้งร่างกายและจิตใจ

ฉันพยายามเรียกใช้พลังมานา หวังจะอาศัยมันบรรเทาความทรมาน—แต่ไม่ว่าจะพยายามเพียงใด มันก็ไร้การตอบสนอง

ทั้งหัวใจและจิตใจถูกพันธนาการด้วยหมอกมืดที่ไม่อาจหนีพ้น ทิ้งฉันไว้กับความอ่อนแรงและความสับสน

ยิ่งพยายามโฟกัส ความคิดกลับยิ่งเลือนหาย ราวกับเม็ดทรายร่วงหล่นจากช่องว่างในฝ่ามือ

พื้นที่ชื้นมืดรอบกายราวกับบีบรัดเข้ามาเรื่อยๆ เสียงที่ได้ยินมีเพียงหยดน้ำที่ตกลงอย่างไม่หยุดหย่อน และเสียงโซ่ตรวนที่สั่นคลอน

ดวงตาที่พร่ามัวด้วยความมืดหายใจไม่ออก พยายามฝืนผลักทะลุม่านหมอก

แต่ถึงพยายามเพียงใด ความเจ็บปวด ความหิวโหย และความกระหายที่กัดกินไม่หยุดก็ยังคงโจมตี ทุกสัมผัสถูกขยายให้เลวร้ายยิ่งขึ้นด้วยสิ่งแวดล้อมสกปรกและกดดัน

“ที่นี่... แย่กว่าดันเจี้ยนก็อบลินอีก...”

อากาศหนาทึบไปด้วยกลิ่นอับเหม็นคลุ้ง น่าคลื่นไส้กว่าสิ่งใดที่ถ้ำของก็อบลินจะปล่อยออกมาได้เสียอีก

กลิ่นเหม็นรุนแรงจนฉันแทบอาเจียนออกมา แต่ท้องที่ว่างเปล่าไร้อาหารก็ปฏิเสธสิ่งนั้น

ความอ่อนแรงที่กัดกินร่าง ถูกซ้ำเติมด้วยความจริงน่าขนลุก—ฟันบางซี่ของฉันหายไป—เพิ่มความทรมานจนแทบจะไม่อาจทนได้

จิตใจพยายามอย่างสิ้นหวังที่จะทำให้ความทุกข์ทรมานนี้ชาไร้ความรู้สึก แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ไร้ประโยชน์

กระทั่งในวินาทีที่ฉันกำลังจะจมดิ่งสู่ความมืดสนิท เสียงฝีเท้าที่ก้องกังวานก็แหวกม่านหมอกเข้ามา

เสียงจังหวะย่างก้าวดังขึ้นเรื่อยๆ ฉีกขาดความเงียบหม่นและดึงฉันกลับคืนสู่ความรู้สึกตัว

ความหวาดกลัวเกาะกุมหัวใจทุกขณะเมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา

เสียงก้องสะท้อนนั้นปลุกบางสิ่งในส่วนลึกของจิตใจให้ตื่นขึ้น—สิ่งที่ทั้งแปลกแยกและคุ้นเคย—ปลุกความทรงจำอันไม่พึงประสงค์ขึ้นมา

ความกลัวจับต้องได้ มันบิดเกร็งในอก ทำให้เส้นประสาททั้งร่างสั่นระริกด้วยความสยดสยอง

“ทำไมฉันถึงเป็นแบบนี้...?”

เสียงหนึ่งเล็ดลอดออกมาจากความมืด เป็นเสียงอู้อี้ แทบฟังไม่รู้ความ

แม้คำพูดพร่าเลือน แต่โทนเสียงนั้นเต็มไปด้วยเจตนาร้ายที่ไม่ผิดพลาด

“ย...อว์...”

เสียงบิดเบือน ฟังไม่ออกว่าหมายถึงอะไร แต่แค่เพียงนั้นก็ทำให้ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง

“................punish...bit...ha...?”

เสียงค่อยๆ ชัดขึ้น แต่ความเย็นยะเยือกที่แผ่ตามมากลับทำให้ความกลัวยิ่งทวีคูณ

ยิ่งฟังชัดมากขึ้น มันก็ยิ่งยากที่จะเมินเฉยได้ สัญชาตญาณอยากหนีก็ยิ่งท่วมท้น

หัวใจเต้นแรงในอก แต่ละจังหวะประสานกับเสียงฝีเท้าที่กำลังใกล้เข้ามา

“ม-ไม่... อย่าเข้ามาใกล้!!”

คำอ้อนวอนสิ้นหวังนั้นก้องกังวานอยู่ในใจ ร่างกายเกร็งตึง ดิ้นรนกับพันธนาการในความหวาดผวา

ความหนาวเย็นชวนขนลุกที่โอบล้อม ราวกับกำลังบีบรัดทุกเสียง ทุกสัมผัสให้ดังชัดเจนขึ้น

เมื่อเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ความรู้สึกว่าหายนะกำลังมาเยือนก็ยิ่งทวีขึ้น กดทับลงมาราวกับน้ำหนักมหาศาลที่บีบคั้นจนแทบหายใจไม่ออก ในที่สุดเสียงย่างก้าวก็หยุดลง ความเงียบอันน่าขนลุกเข้ามาแทนที่

สัมผัสเย็นยะเยือกแตะลงบนแก้มขวาของฉัน ความเย็นนั้นแตกต่างจากความหนาวอึดอัดรอบกาย มันนุ่มนวล ราวกับสัมผัสที่ต้องการปลอบโยน แต่กลับทำให้ความหวาดหวั่นในใจฉันพุ่งสูงยิ่งขึ้น

ประสาทสัมผัสค่อยๆ กลับคืนมา การได้ยินคมชัดขึ้น สายตาเริ่มมองเห็นเส้นขอบของพื้นที่มืดรางรอบตัว

แล้วเสียงหนึ่ง—อ่อนหวาน นุ่มนวล—กรีดผ่านความมืดเข้ามา

“ในที่สุดเธอก็ตื่นแล้วสินะ... ที่รักของฉัน~”

ดวงตาของฉันเบิกกว้าง ทั้งหวาดผวาและไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน

เสียงนี้—เสียงที่ชวนให้หลงเชื่อว่าอ่อนโยน แต่แท้จริงกลับชวนสยดสยอง—เป็นของใครอื่นไม่ได้นอกจาก ลิยาน่า เฮฟเวนส์

ภาพของเธอที่ปรากฏตรงหน้า แม้จะสงบนิ่ง ดูเหมือนจะใจเย็น แต่กลับน่าสะพรึงยิ่งกว่าฝันร้ายใดๆ

นัยน์ตาสีแดงของเธอเต็มไปด้วยส่วนผสมพิศวง—ทั้งความอบอุ่นและความมืดมิด—มันจ้องทะลุเข้ามา จนฉันรู้สึกตัวแข็งทื่อ

“ขอโทษที่ครั้งก่อนฉันอาจจะรุนแรงไปหน่อยนะ” เสียงของเธอเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความสำนึกที่หวานเลี่ยน “ถ้าเธอยอมเชื่อฟังสักนิด ฉันก็คงไม่ต้องทำถึงขนาดนั้นหรอกนะ~”

ถ้อยคำเหล่านั้นซึมเข้าสู่จิตใจฉันราวยาพิษ ทุกพยางค์บรรทุกด้วยความสยอง

รอยยิ้มอ่อนโยนของเธอเมื่ออยู่ท่ามกลางสถานการณ์เลวร้ายเช่นนี้ กลับยิ่งตอกย้ำความสิ้นหวัง

“...ลิยาน่า?”

ลิยาน่า—คู่หมั้นของฉัน และยังเป็นหนึ่งในผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับชะตาจบสิ้นของโลก—กำลังยิ้มให้ฉันด้วยความพึงใจอันน่าขนลุก

“แต่ช่างมันเถอะ” เธอเอ่ยต่อ น้ำเสียงสดใสราวกับไร้พิษภัย “อย่างน้อยเธอก็ตื่นแล้วนี่นะ ฉันเพิ่งกำลังทำอาหารเช้าอยู่พอดีเลย~ ไหนๆ เธอก็คงหิวมากแล้ว จะมานั่งกินกับฉันสักหน่อยดีไหม?”

คำเชื้อเชิญนั้น แม้จะห่อหุ้มด้วยบรรยากาศครอบครัวแสนธรรมดา แต่กลับเหมือนกับบ่วงล่อลวงที่รอจะปิดลง

คำว่า “อาหาร” เพียงเอ่ยออกมาก็กระตุ้นสัญชาตญาณดิบในร่างฉัน ความหิวที่กัดกินแทบทำลายสติทุกขณะพุ่งทะลุขึ้นมาจนไม่อาจปฏิเสธ

แม้ฉันจะไม่เอื้อนเอ่ยความต้องการ แต่ลิยาน่ากลับเหมือนล่วงรู้ทุกอย่าง

เพียงดีดนิ้วเบาๆ โซ่ตรวนที่พันธนาการฉันไว้กับผนังก็ค่อยๆ สลายตัว แปรเป็นควันสีดำเลือนหายไป ความเป็นอิสระที่พลันได้คืนมาทำให้ฉันทั้งเวียนหัวและโล่งอกไปพร้อมกัน

นัยน์ตาสีแดงของลิยาน่ากระทบประกายแปลกประหลาดในแววตา เธอใช้พลังจิตยกฉันขึ้นจากพื้น ก่อนวางลงอย่างนุ่มนวลบนเก้าอี้เข็นไม้

“นั่งให้ดีๆ ล่ะ ทางมันอาจจะกระแทกหน่อยนะ—” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงร่าเริงจนน่าขนลุก

เสียงกุกกักของเก้าอี้ที่เธอเข็นพาฉันไป ทำให้ฉันสะดุ้งกลับสู่ความจริงอีกครั้ง

แรงล่อใจจากคำว่า “อาหาร” ถูกแทนที่ด้วยสติรับรู้ต่อสภาพแวดล้อมรอบกายอย่างชัดเจน

แรงสั่นสะเทือนของเก้าอี้แต่ละครั้งดึงฉันให้ตื่นจากภวังค์ ฉันรีบรวบรวมสติและประเมินสถานการณ์

พื้นที่รอบกายถูกกลืนด้วยความมืด มีเพียงแสงสลัวจากคริสตัลเรืองรองบางก้อนที่ฉายเงาหลอนบนผนัง

กำแพงรอบด้านหยาบกร้าน รูปทรงทรงกระบอก บรรยากาศทั้งหมดย้ำชัดถึงความเป็นโพรงถ้ำอันน่ากลัว

หินงอกหยดน้ำอยู่เหนือศีรษะ น้ำเย็นใสไหลรินตกลงมาอย่างไม่ขาดสาย

ความมืดกดดันถูกรบกวนเพียงเล็กน้อยจากแสงเหล่านี้ แต่ไม่เคยให้ความอบอุ่นใดๆ เลย

“ที่นี่...คือถ้ำใต้ดินงั้นหรือ?” ฉันคิด พลางพยายามทำความเข้าใจกับสถานที่

ทั้งความกว้างใหญ่ของโพรง ความชื้นอับอาย และลมเย็นชื้นเฉอะแฉะ ทุกอย่างบ่งบอกว่าฉันถูกพามาอยู่ใต้พื้นดินลึก

อากาศหนาแน่นด้วยส่วนผสมระหว่างความอับชื้นและกลิ่นเน่าเปื่อย ชวนให้คลื่นไส้ทุกครั้งที่หายใจเข้า

ในขณะที่เก้าอี้ถูกเข็นเคลื่อนไปข้างหน้า ฉันพยายามเพ่งไปยังเส้นทาง เฝ้าหวังว่าที่ที่ลิยาน่าพาฉันไปจะมีทางหลบหนี...

แต่ไม่ว่าฉันจะมองไปทางใด ก็ไม่เห็นเงาแห่งอิสรภาพเลยสักที่...

แกร๊กๆ... กรึกๆ—

เก้าอี้เข็นสั่นสะเทือนไม่หยุดขณะที่ลิยาน่าพาฉันเคลื่อนผ่านทางเดินมืดสลัว

ทุกแรงกระแทกและเสียงก้องของล้อสะท้อนก้องไปทั่วโพรงถ้ำ ยิ่งตอกย้ำความรู้สึกหลงทางและสับสน

รอยยิ้มของเธอยังคงตรึงนิ่งน่าสยอง—สงบเกินจริงเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมอันมืดหม่น

เธอเข็นเก้าอี้ด้วยจังหวะที่จงใจ สายตาจับจ้องไปข้างหน้าโดยไม่เคยหวั่นไหวหรือเบี่ยงเบน

ทุกสิ่งรอบตัวเหมือนจริงแต่ก็ไม่จริง ความรู้สึกเหนือจริงทำให้ฉันพยายามเชื่อมโยงภาพปัจจุบันกับความทรงจำล่าสุดที่ยังชัดเจน... การหลับใหลหลังวันยาวนานและเหนื่อยล้าที่งานเทศกาล

ฉันยังจำได้ว่ามัวแต่พันผูกอยู่กับเรื่องราวของวันนั้น พยายามทำความเข้าใจกับสายสัมพันธ์ซับซ้อนและภัยร้ายที่ใกล้จะมาถึง

แล้วทำไม... ฉันถึงมาอยู่ในที่น่าฝันร้ายเช่นนี้ ถูกพันธนาการและไร้ทางขยับเขยื้อน?

ความทรงจำเกี่ยวกับเทศกาลค่อยๆ ผุดกลับมา—ความเหน็ดเหนื่อยที่สะสม บทสนทนากับซอ การแทรกแซงและการพบเจอที่ไม่คาดคิด—ทั้งหมดนั้นบัดนี้ดูห่างไกลเกินเอื้อม

จากโลกที่เต็มไปด้วยแสงสีสว่างไสวและบรรยากาศคึกคักของเทศกาล สู่ความมืดทึบกดดันของโพรงถ้ำ การเปลี่ยนผ่านนี้รุนแรงเกินกว่าจะปรับตัวได้ทัน

หัวสมองเต็มไปด้วยคำถามที่วนเวียนเป็นเกลียวไม่รู้จบ—ฉันมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?

เกิดอะไรขึ้นระหว่างเทศกาลกับตอนนี้?

แล้วทำไม... ลิยาน่า—ผู้ซึ่งควรจะหมกมุ่นอยู่กับหน้าที่หรืออย่างน้อยก็อยู่ที่อื่น—กลับมายืนอยู่ตรงหน้าฉัน ด้วยท่าทีสงบนิ่งจนน่าสยดสยองเช่นนี้?

เสียงร่าเริงของลิยาน่าฉีกม่านหมอกแห่งความคิดฉันออก “เรามาถึงแล้วล่ะ~” น้ำเสียงสดใสเกินจริงของเธอตัดกับความเป็นจริงอันหม่นมืดของโพรงถ้ำได้อย่างน่าขนลุก

เบื้องหน้าคือประตูไม้บานใหญ่ที่เปล่งแสงประหลาดเร้นลับ เพียงสะบัดนิ้วเบาๆ ประตูนั้นก็เปิดออก เผยฉากที่ขัดแย้งกับความมืดที่เราจากมาจนแทบเหมือนก้าวเข้าสู่อีกโลก

เสียงประตูส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด ขณะนั้น แสงอาทิตย์สว่างไสวก็บุกรุกเข้ามา กลบความมืดรอบกายจนหมดสิ้น เปิดเผยทุ่งหญ้าอันงดงามตระการตา

ท้องฟ้าเหนือศีรษะเป็นสีครามใส ดวงตะวันทอแสงทองอบอุ่นลงบนผืนหญ้าเขียวขจีที่โบกไหวตามสายลมอ่อน

ภาพตรงหน้าแสนสงบและชวนหลงใหล ต่างกันราวฟ้ากับเหวจากความมืดทึบอึดอัดของถ้ำ

“ที่นี่สวยจริงๆ เลยใช่ไหมล่ะ ที่รักของฉัน—?” น้ำเสียงของลิยาน่าอาบด้วยความหวานแปลกประหลาด รอยยิ้มอ่อนโยนของเธอเป็นหน้ากากที่ปิดบังความน่าพรั่นพรึง

ฉันช็อกเกินกว่าจะตอบ

สายตาของฉันถูกตรึงอยู่กับเงาร่างที่ยืนอยู่ข้างหลังลิยาน่า

เพียงเห็นก็เหมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ

มันคือ ศพ—สภาพที่บิดเบี้ยวเย้ยหยันต่อคำว่า “ชีวิต”

ชุดนักเรียนที่เธอสวมอยู่ขาดวิ่น เปื้อนเปรอะ ห้อยโหนบนร่างผอมแห้งเหมือนเศษผ้า

ผิวหนังกลายเป็นสีดำคล้ำ แห้งเน่า เกาะอยู่บนโครงกระดูกอย่างเปราะบาง ใบหน้าที่ครั้งหนึ่งเคยงดงามบัดนี้เต็มไปด้วยรอยไหม้และการผุพัง

แต่ทว่า... ดวงตาสีฟ้าอันคมชัดยังส่องประกายอยู่—เปล่งประกายหลอนหลอกที่ฉันไม่อาจละสายตา

“...สโนว์”

เมื่อแววตาที่ไร้ชีวิตของเธอจ้องมาทางฉัน คลื่นความทรงจำที่ไม่รู้จักก็ทะลักเข้ามา...

และไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร น้ำตาก็เริ่มเอ่อคลอในดวงตาของฉันแล้ว...

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์