ตอนที่ 71
บทที่ 70: รถไฟของสโนว์
หลายชั่วโมงก่อนที่ไรลีย์และซอจะก้าวเข้ามาในโรงอาหาร
สโนว์นั่งอยู่ในห้องส่วนพระองค์ สีหน้าครุ่นคิด ขณะตั้งใจฟังเสียงของเอลลี่—สาวใช้ผู้เป็นทั้งเพื่อนสนิทและที่ปรึกษาซึ่งมักมีความกระตือรือร้นเกินพอดี
เอลลี่กำลังบรรยายบทเรียนที่ฟังดูจริงจังราวกับเป็นตำราพิชัยยุทธ์ แต่เนื้อหาแท้จริงกลับว่าด้วยเรื่อง ความรัก และ ชั้นเชิงของการจีบ
“จำไว้นะเพคะ ฝ่าบาท—เมื่อพูดถึงเรื่องแบบนี้ กลยุทธ์การ รุก และ รับ เป็นสิ่งสำคัญยิ่งเพคะ!”
เสียงของเอลลี่เต็มไปด้วยความตื่นเต้น ดวงตาส่องประกายราวกับค้นพบสมบัติล้ำค่า
“รุก… และรับ?” สโนว์เอียงศีรษะน้อยๆ ทวนคำ พลางจ้องเพื่อนด้วยแววตาฉายความอยากรู้อยากเห็นปนงุนงง
เธอพอจะเข้าใจแนวคิดโดยรวม แต่การได้สัมผัสกับมันจริงๆ นั้น—เป็นอีกเรื่องโดยสิ้นเชิง
“ใช่เพคะ! หม่อมฉันรู้ว่าท่าน แอบชอบท่านไรลีย์ แต่ฝ่าบาท… ท่านต้องทรงรักษาตำแหน่งและคุณค่าของพระองค์ในฐานะผู้หญิงด้วยนะเพคะ อย่าได้พุ่งเข้าหาเขาอย่างดุดันเพียงเพราะความรู้สึกในใจ!”
น้ำเสียงของเอลลี่ผสมความเร่งด่วนกับความตื่นเต้นที่แทบจะกลายเป็นเสียงเชียร์
สโนว์หน้าแดงระเรื่อ ถอนหายใจเบาๆ “ฉ–ฉันไม่ได้แอบชอบเขา…!”
“โอ้ ได้โปรดเถิด… ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังคุยกับใครอยู่เพคะ ฝ่าบาท?”
เอลลี่เอ่ยพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ราวกับผู้รู้ทันทุกความลับ
สโนว์จ้องสาวใช้ปากตรงเกินไปของตนด้วยแววหงุดหงิดที่ปนขบขัน
เอลลี่รู้เรื่องของเธอแทบทั้งหมด—ตั้งแต่รสนิยมเล็กๆ น้อยๆ ไปจนถึงนิสัยใจคอ
พวกเธอเติบโตมาด้วยกันราวพี่น้อง จึงไม่มีพื้นที่ให้ซ่อนความลับใดๆ ได้
และนั่นก็เป็นเหตุผลที่เอลลี่บางครั้งสามารถพูดกับเธอโดยไม่ต้องใช้ถ้อยคำยกย่อง… แม้จะทำให้สโนว์รู้สึกเหมือนอีกฝ่าย “เกินขอบเขต” อยู่บ่อยครั้ง
‘ตอนนี้เธอกำลังทำตัวเกินไปหรือเปล่า?’ สโนว์คิด พลางพยายามกลบความรำคาญด้วยความขบขัน
ที่จริงเอลลี่ก็ไม่ได้มีประสบการณ์ในเรื่องความรักเลยด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดถึงกล้าเสนอคำแนะนำราวกับผู้เชี่ยวชาญ?
แต่ความจริงใจและความมั่นใจของอีกฝ่ายก็ทำให้ยากที่จะปฏิเสธได้
สโนว์ถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้แฝงแววยอมจำนนมากกว่าความขัดเคือง
“เอลลี่… เธอรู้ใช่ไหมว่าเธอกำลังให้คำแนะนำในเรื่องที่ตัวเอง ไม่เคย มีประสบการณ์?”
เอลลี่พองแก้ม กอดอกอย่างท้าทาย
“ประสบการณ์ไม่ใช่ทุกอย่างเพคะฝ่าบาท—บางครั้งสัญชาตญาณและการสังเกตก็มีค่าพอๆ กัน!
ยิ่งกว่านั้น… หม่อมฉันอ่านนิยายโรแมนติกมานับไม่ถ้วนแล้ว”
สโนว์หัวเราะในลำคออย่างอดไม่ได้ “นิยายโรแมนติกงั้นเหรอ… จริงๆ เลยหรือ?”
“ใช่เพคะ จริงๆ!”
เอลลี่พยักหน้า สีหน้าจริงจังขัดกับหัวข้อเบาสบาย
“พวกมันเต็มไปด้วยบทเรียนล้ำค่าเกี่ยวกับผูกพันระหว่างชายหญิง—เชื่อหม่อมฉันเถอะเพคะฝ่าบาท… การรุกและรับเพียงเล็กน้อยก็สร้างปาฏิหาริย์ได้”
“เธอรู้ใช่ไหมว่าบทในนิยาย… ไม่สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับความเป็นจริงได้ตรงตัว”
น้ำเสียงของสโนว์เต็มไปด้วยความสงสัย—เธอเป็นหญิงที่ให้เหตุผลและตรรกะอยู่เหนืออารมณ์
ทว่าแม้จะมีหลักคิดเช่นนั้น การควบคุมอารมณ์ในสถานการณ์จริงกลับไม่ง่ายเลย
เธอรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้แล้ว—หลังจากที่เธอ จูบไรลีย์อย่างหุนหันพลันแล่น ในครั้งนั้น โดยไร้การยับยั้งตนเองในเวลาสำคัญที่สุด
เอลลี่พยักหน้ารับอย่างกระตือรือร้น
“หม่อมฉันเข้าใจเพคะ เข้าใจจริงๆ… แต่ลองคิดเสียว่าเหมือนการเต้นรำ—ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วถอยหลังหนึ่งก้าว…
ความลึกลับเล็กน้อยนี่แหละเพคะ ที่จะดึงดูดผู้ชาย—โดยเฉพาะคนที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครอย่างท่านไรลีย์”
สโนว์เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ปลายนิ้วเรียวค่อยๆ เล่นกับปอยผมสีเงินยาวของตนอย่างเผลอตัว
“การเต้นรำงั้นเหรอ…” เสียงพึมพำแผ่วเบาเล็ดรอดจากริมฝีปาก ความคิดนั้นกลับปลุกความสนใจบางอย่างขึ้นมาในใจเธอ
เหมือนกับสนามการเมือง—การเต้นรำคือศิลปะแห่งการปิดบังอารมณ์ ขณะเดียวกันก็ควบคุมจังหวะและทิศทางของคู่เต้นให้อยู่ในกำมือของตน
และนั่น… เป็นบางสิ่งที่เธอมั่นใจว่าตนเอง ทำได้
“ใช่เพคะ การเต้นรำ”
เอลลี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงที่ยังเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น “ท่านไม่จำเป็นต้องเปิดเผยทุกอย่างในคราวเดียว… ปล่อยให้เขาคาดเดา ให้เขาถูกดึงดูดเข้าหาท่านโดยไม่รู้ตัว—ทั้งหมดนี้อยู่ที่ ความสมดุล เพคะ”
สโนว์นิ่งคิด ดวงตาสีฟ้าอมเงินทอประกายลึกขึ้น “ดังนั้น… ก็คือการรักษาการควบคุมในขณะที่ทำให้ดูราวกับว่าปล่อยบางส่วนไป… ใช่หรือไม่?”
“ถูกต้องเพคะ!”
เอลลี่ปรบมือด้วยความยินดีราวกับคุณครูที่เพิ่งเห็นศิษย์เข้าใจบทเรียน
“อย่างเช่น วันนี้เมื่อท่านพบเขาในโรงอาหาร… อย่าเพิ่งพุ่งเข้าไปหาเขาทันที จงสังเกตก่อน ให้เขารู้สึกถึงการมีอยู่ของท่าน และเมื่อเข้าหา… ก็ให้ความมั่นใจนั้นแฝงอยู่ในทุกก้าว—แต่ไม่มากจนดูเหมือนท่านกระหายเกินไป”
เธอพูดพลางยิ้มเจ้าเล่ห์ “มันเกี่ยวกับการสร้างจังหวะที่ทั้งดึงดูดและชวนสงสัย… ฟังดูสนุกไม่ใช่หรือเพคะ?”
สโนว์มองเพื่อนสาวใช้ที่ยืนยิ้มกว้างอยู่ตรงหน้า รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความมั่นใจว่าเจ้าหญิงของตนจะทำได้อย่างไร้ที่ติ
“ฝ่าบาท…! ท่านมีทั้งความสง่างามและความสุขุมเพียงพอที่จะทำให้สำเร็จได้ แค่จำไว้ว่ามันไม่ใช่การลวงหลอก แต่เป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ทั้งน่าตื่นเต้นและจริงใจ”
สโนว์พยักหน้าช้าๆ ซึมซับถ้อยคำเหล่านั้น “เอาล่ะ เอลลี่… ฉันจะลองดู”
เมื่อถึงเวลาเดินเข้าสู่สมรภูมิแห่งพลวัตทางสังคม สโนว์ก็เตรียมพร้อมด้วย “อาวุธ” ครบมือ
กิจวัตรการเสริมความงามที่เธอกับเอลลี่ใช้เวลาปั้นแต่งในเช้านั้นส่งผลอย่างน่าอัศจรรย์—ทุกสายตาจับจ้องทันทีที่เธอก้าวผ่านโถงยาวของภาควิชาอัศวินอย่างสง่างาม
ชุดที่เธอสวมในวันนี้—ซึ่งเอลลี่เลือกและปรับแต่งด้วยมือของตนเอง—ออกแบบมาเพื่อขับเน้นความงามและเสน่ห์ตามธรรมชาติของเธอ
แม้สโนว์จะรู้สึกว่ามัน น่าอายเล็กน้อย แต่เธอก็ยอมรับมันทั้งหมด เพราะท้ายที่สุด… เอลลี่คือ “ปรมาจารย์แห่งความรัก” ที่ตั้งตนเองขึ้นมาแล้วมิใช่หรือ?
ตำแหน่งที่ฟังดูน่าขบขันสำหรับสโนว์… แต่ในสภาพที่สับสนของหัวใจเธอในตอนนี้ คำแนะนำใดๆ ก็แทบจะโน้มน้าวใจได้เสมอ
สโนว์คือเจ้าหญิง—เติบโตภายใต้กรอบตำราราชวงศ์
ทุกสิ่งที่เธอรู้เรื่องหัวใจล้วนมาจากหนังสือ และคำสอนที่จำกัดของครูก็แทบไม่แตะประเด็นนี้
เพราะชะตากรรมของเธอถูกกำหนดให้ปกครองจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ เรื่องรักจึงไม่เคยอยู่ในรายวิชาที่อนุญาตให้เรียนรู้
แต่วันนี้… คำพูดของเอลลี่ดังก้องอยู่ในความคิด
“ลองคิดดูเหมือนการเต้นรำ… ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วถอยหลังหนึ่งก้าว… ความน่าสนใจจะคงอยู่”
เธอเล่นคำเหล่านั้นซ้ำในใจ พยายามแฝงจังหวะและความลึกลับนั้นไว้ในทุกย่างก้าว
และการปรากฏตัวของเธอในวันนี้—คือ “การก้าวไปข้างหน้า” อย่างมีแบบแผน
ก้าวที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูด… และก่อให้เกิดความใคร่รู้
ขณะก้าวผ่านโถงทางเดิน เธอรู้สึกได้ถึงสายตาของนักเรียนและอาจารย์ที่จับจ้องติดตาม—ไม่เพียงเพราะเธอคือเจ้าหญิงสโนว์ไวท์… แต่เพราะวันนี้ เธอกำลังเต้นรำอยู่ในสนามที่ไม่มีดนตรีให้ได้ยิน ทว่าทุกคนกลับรู้สึกถึงจังหวะนั้นได้อย่างชัดเจน
ผมที่ถักเป็นมวยสูงอย่างประณีตของเธอจัดวางอย่างตั้งใจ เพื่อเผยให้เห็นลำคอที่งดงามราวกับเสาหินอ่อน และกิ๊บประดับรูปเกล็ดหิมะที่เหน็บผมหน้าม้าไว้ด้านข้างอย่างหรูหรา ยิ่งขับเน้นภาพลักษณ์ของเจ้าหญิงผู้สูงศักดิ์ให้ดูราวกับบุปผาแรกแย้มในดินแดนหิมะ—บริสุทธิ์ เยือกเย็น และน่าค้นหา
เครื่องแบบสีขาวไร้แขนที่ตัดเย็บเข้ารูป เน้นเส้นโค้งของเรือนร่างอย่างพอดิบพอดีโดยไม่เปิดเผยเกินงาม เติมเสน่ห์ที่ชวนให้ยากจะละสายตา
แม้ภายในอกจะสั่นไหวเพราะความประหม่า แต่สโนว์ยังคงรักษาท่วงท่าที่สงบและมั่นคงไว้ นี่คือส่วนหนึ่งของ “การเต้นรำ” ที่เธอเลือกเล่น—การเคลื่อนไหวที่วางแผนไว้แล้วอย่างแยบยล เพื่อผสมผสานบทเรียนจากตำราราชวงศ์เข้ากับชั้นเชิงของความรักส่วนตัว
เพียงคิดว่าไรลีย์อาจกำลังมองอยู่—อาจสังเกตทุกการก้าวของเธอ—ก็เพียงพอให้เธอก้าวต่อไปอย่างไม่ลังเล
ทันทีที่เธอผลักบานประตูโรงอาหารเข้าไป เสียงสนทนาที่คึกคักก็แผ่วลงราวกับมีม่านบางๆ คลุมปิดบรรยากาศ ความอยากรู้อยากเห็นและความชื่นชมสะท้อนอยู่ในดวงตาหลายคู่ที่หันมาจับจ้อง
และในพริบตา… สโนว์ก็พบเป้าหมาย—ไรลีย์ กับ ซอ กเยอุล ยืนอยู่ด้วยกันราวกับกำลังรอใครสักคน
เธอสูดลมหายใจลึก ย่างก้าวไปอย่างสง่างาม หัวใจเต้นแรงแต่ใบหน้ากลับคงความนิ่งเยือกเย็น
“อรุณสวัสดิ์ค่ะ ไรลีย์… และนี่ คุณซอใช่ไหมคะ?” เสียงทักทายของเธอนุ่มนวลและอบอุ่นในคราวเดียว
“ครับ อรุณสวัสดิ์ครับ ฝ่าบาท” ไรลีย์เอ่ยตอบพร้อมโค้งศีรษะเล็กน้อย
“อรุณสวัสดิ์เพคะ ฝ่าบาท” ซอกล่าวตาม
ความจริงแล้ว วันนี้เธอต้องการพบเพียงไรลีย์เท่านั้น
แต่สโนว์ก็รู้ดีว่าซอ—นักดาบอันดับหนึ่งของรุ่นปีหนึ่ง—คือคนที่สนิทกับเขาเป็นพิเศษ
เธอพยายามบอกตัวเองให้ปล่อยผ่าน… ทว่าภาพหญิงสาวอีกคนที่ยืนใกล้ชิดกับไรลีย์อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับมีสิทธิ์ในพื้นที่ตรงนั้น กลับทำให้บางสิ่งในใจเธอกระเพื่อม
ยิ่งมองสายตาที่เรียบนิ่ง ไร้แววอารมณ์ของซอ ความรำคาญในใจสโนว์ก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
ตั้งแต่การสอบคู่ครั้งแรก เธอก็ได้ประเมินซอไว้แล้ว—หญิงสาวคนนั้นสุขุม มีสมาธิ ทุ่มเทให้กับการฝึกฝนและเป้าหมายของตัวเองอย่างเงียบงัน
สโนว์รู้ว่าซอไม่ได้ตั้งใจมาขัดขวาง อาจแม้แต่ไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าการกระทำของตนส่งผลต่อใครอีกคนอย่างไร
ทว่านั่นเองที่ทำให้สถานการณ์นี้น่าหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
ภาพลักษณ์ที่สงบเยือกเย็นของซอ ผสานเข้ากับท่าทีที่ไรลีย์แสดงออก—ทั้งไม่เร่งร้อนและไม่ไยดี—เป็นเสมือนเชื้อเพลิงที่โหมให้ความหึงหวงของสโนว์ลุกโชน
และสำหรับผู้หญิงที่กำลังตกอยู่ในห้วงรัก… ความบอดบังของหัวใจเช่นนี้ก็เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ไม่อาจรักษาได้
ถึงอย่างนั้น เธอก็รู้ดีว่าจำเป็นต้องเก็บอารมณ์ให้มิดชิด
เธอสูดลมหายใจเข้าลึก รวบรวมสติ เตือนตัวเองถึงคำสอนของเอลลี่—นี่คือการเต้นรำ… และในจังหวะนี้ เธอกำลัง “รับ” ไม่ใช่ “รุก”
นี่ไม่ใช่เพียงการเอาชนะใจไรลีย์ แต่เป็นการเดินหมากในกระดานที่ประกอบด้วยอารมณ์และพลวัตทางสังคมอันซับซ้อนที่พันเกี่ยวกับตำแหน่งของเธอ
“จำไว้นะเพคะฝ่าบาท—การปรากฏตัวของท่านนั่นก็เป็นการรับอยู่แล้ว… ได้โปรดรอสักครู่ ก่อนที่จะรุกเข้าไปนะเพคะ~”
เสียงนั้นดังก้องในหัวขณะเธอนั่งลง และซ่อนความหงุดหงิดที่ค่อยๆ กัดกินหัวใจอยู่ภายในรอยยิ้มอันสุขุม
เมื่อทำตามคำแนะนำของสาวใช้ผู้จอมยุให้ เธอก็พยายามวางความขุ่นเคืองเล็กๆ ไว้ข้างตัว แล้วเล่นไปตามบทบาทที่เอลลี่บรรจงวางแผนไว้ให้
อย่างน้อย…ตราบใดที่เธอยังพอจะทนได้
ไรลีย์—ชายผู้เป็นทั้งปริศนาที่เธออยากเข้าใจ และบางครั้งก็อยากผลักออกไปให้ไกล—นั่งอยู่ตรงหน้าเธอเหมือนกำแพงหินที่ไม่ขยับเขยื้อน
‘ทำไมเขาไม่ทำอะไรเลย? ทำไมเขาไม่พูดสักคำ?’
‘ทุกอย่างมันควรจะชัดเจนแล้วไม่ใช่เหรอ…?’
บทสนทนาของพวกเขาไหลไปอย่างราบรื่นก็จริง แต่กลับไม่มีประกายใดสะท้อนจากสายตาของเขา
แม้กระทั่งตอนที่เธอจงใจลากเขามายังมุมเงียบๆ ของคาเฟ่ และเอื้อมมือจับมือเขาเพื่อวัดปฏิกิริยา—ก็ยังไม่มีสิ่งใดตอบสนองกลับมา
‘เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องของฉัน…แม้แต่นิดเดียว’
“ได้โปรด… สั่งอะไรก็ได้ตามสบายนะคะ ฉันจะจ่ายให้” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ดูไม่ใส่ใจนัก แฝงนัยบางเบาในถ้อยคำ
แต่แม้จะมีการ “รุก” ชัดๆ เช่นนั้น เขากลับยังนิ่งราวกับไม่เข้าใจความหมาย
‘หรือมีแค่ฉัน…ที่ยังรำคาญเรื่องจูบนั้นอยู่?’
แม้จะจำคำสอนของเอลลี่เรื่อง รุกและรับ ได้ขึ้นใจ แต่ในความเป็นจริงที่เกิดขึ้นตรงหน้า… ทุกการเริ่มต้นล้วนมาจากเธอเพียงฝ่ายเดียว
ขณะเฝ้าดูไรลีย์และซอเลือกเมนูอย่างพิถีพิถัน สโนว์ก็เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ถอนหายใจแผ่วๆ—ความคิดแวบขึ้นว่า แผนนี้อาจล้มเหลวตั้งแต่ก้าวแรกแล้วก็เป็นได้
ไรลีย์ยังคงเป็นปริศนาที่เต็มไปด้วยชั้นเชิง—ทั้งความลึกลับและพลังที่เหนือธรรมดา จนเธอเริ่มสงสัยว่า แนวคิดเรื่องความรักอาจไม่มีทางใช้ได้กับเขา
‘เขาไม่รู้จริงๆ… หรือเขาแค่ไม่สนใจกันแน่?’
เธอเหลือบมองซอ—หญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างเขาด้วยท่าทีผ่อนคลายและสีหน้าที่อ่านไม่ออก
ความไร้อารมณ์นั้นยิ่งทำให้ไฟในอกของสโนว์ลุกโชน เธอเฝ้ารอเพียงสัญญาณเล็กน้อย… เพียงการยอมรับใดๆ ว่าการปรากฏตัวของเธอมีผลต่อเขา
แต่สิ่งนั้นไม่มาสักที
เมื่อคลื่นแห่งความไม่มั่นใจเริ่มซัดเข้ามา สโนว์ก็พยายามยึดเกาะคำพูดของเอลลี่ไว้ในใจ—
‘นี่คือการเต้นรำ… แค่ต้องอดทน’
แต่ความอดทน…ไม่เคยเป็นคุณสมบัติที่เธอถนัด โดยเฉพาะในเรื่องของหัวใจ
เธอสูดหายใจลึก นั่งตัวตรง รวบรวมสติไม่ให้สีหน้าเผยสิ่งที่อยู่ข้างใน ก่อนเหลือบมองไรลีย์อีกครั้ง คราวนี้ในแววตาที่อ่อนโยนกว่าเดิมเล็กน้อย
บางที… หากเธอให้เวลาเขามากพอ ให้ความละเอียดอ่อนค่อยๆ ซึมเข้าไป เขาอาจจะยอมเปิดใจในที่สุด
เธอถอนหายใจอีกครั้ง แต่ซ่อนมันไว้ใต้รอยยิ้มที่นุ่มนวลที่สุดเท่าที่เธอจะทำได้
“ฉันดีใจนะคะ… ที่คุณมาทานด้วยกันในวันนี้” เธอกะพริบตาช้าๆ “ฉันตั้งใจจะคุยกับคุณทั้งสอง และนี่ก็ดูจะเป็นโอกาสที่สมบูรณ์แบบ”
“มีเรื่องเฉพาะเจาะจงที่คุณอยากคุยไหมครับ… ฝ่าบาท?”
คำถามตรงไปตรงมาของไรลีย์ทำให้เธอชะงักเล็กน้อย—เหตุผลเฉพาะเจาะจงเหรอ?
เธอเกือบหัวเราะออกมากับความเรียบง่ายของคำถามนั้น
เหตุผลน่ะหรือ… มีเพียงหนึ่งเดียว—เขา
แต่จะให้พูดออกมาตรงๆ น่ะหรือ… ไม่มีทาง
“เหตุผลเฉพาะเจาะจงเหรอ… หืม?” เธอแสร้งครุ่นคิด ก่อนเอ่ยต่ออย่างเนียนที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ไม่มีหรอกค่ะ… จริงๆ แล้ว”
มันคือคำโกหกเล็กๆ แต่ก็ใกล้เคียงความจริงที่สุด… สำหรับตอนนี้
ไม่มีแผนการซับซ้อนใดซ่อนอยู่เบื้องหลัง—ไม่มีกลยุทธ์ที่ต้องคิดลึกหลายชั้น
เหตุผลที่แท้จริงมีเพียงหนึ่งเดียว… เธออยากเจอชายที่อยู่ตรงหน้า อยากอยู่ใกล้เขา แค่นั้นเอง
“ขอโทษนะครับ?”
น้ำเสียงงุนงงของไรลีย์แทบทำให้สโนว์หลุดหัวเราะออกมา—คนอะไรจะทั้งไร้เดียงสาและน่าหงุดหงิดได้ขนาดนี้?
เขาอาจเป็นผู้ชายที่แย่ที่สุดที่ทำให้เจ้าหญิงอย่างเธอต้องลดตัวลงมาพยายามขนาดนี้… และเขาก็ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย
ความคิดของเธอวิ่งพล่าน แต่ใบหน้ายังคงความสงบเยือกเย็น
ความไม่รู้เรื่องของไรลีย์… ทั้งน่ารักและน่าโมโหในเวลาเดียวกัน
และหากสุดท้ายการพยายามทั้งหมดนี้ไร้ผล—เขาก็คงเป็นผู้ชายที่โหดร้ายที่สุดในโลกสำหรับเธอ
ทว่าเมื่อสายตาของเธอหันกลับไปหาเขา… ดวงตาสีฟ้าอมเงินก็เบิกกว้างเล็กน้อย
เขากำลังจ้องเธอ—อย่างตั้งใจ
“ไรลีย์… มีอะไรผิดปกติหรือเปล่าคะ?”
เธอเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“ม-ไม่ครับ ฝ่าบาท”
เขาพูดตะกุกตะกัก ก่อนรีบหลบสายตาไปทางอื่น
‘ปฏิกิริยานั้น… ฉันทำให้เขาสะดุดแล้วจริงๆ เหรอ?’
ความตื่นเต้นวูบวาบพุ่งขึ้นในอก นี่อาจเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุด… จังหวะที่ควร “รุก”
“ฟุฟุ—เป็นเช่นนั้นเหรอคะ?”
เธอหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนหยุดชั่วครู่ ขณะที่หยิบมีดและส้อมขึ้นมา
“ได้โปรดอย่าคิดมากกับการกระทำของฉันในวันนี้นะคะ… ไรลีย์”
เธอเอียงศีรษะเล็กน้อย สบตาเขาอย่างอ่อนโยน
“ฉันรู้ว่ามันอาจจะดู… น่าสงสัย แต่…”
ปล่อยให้ถ้อยคำขาดหายไป ปล่อยให้รอยยิ้มและแววตาของเธอพูดแทน
“ฉันแค่อยากใช้เวลาอยู่กับคุณ… บ้างเท่านั้นเอง~”
เหมือนรถไฟที่ไร้เบรก—สโนว์ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะพุ่งทะลุเข้าไปในกำแพงหนาทึบที่เรียกว่า “หัวใจของไรลีย์” ให้ได้