ตอนที่ 92
บทที่ 91: ความฉลาดที่ซ่อนเร้น 2
ดวงตาของซอหรี่ลงอย่างเฉียบคม รัศมีความสงบที่เธอมักสวมไว้หายวับ กลายเป็นแรงกดดันที่แผ่ซ่านออกมาจนจับต้องได้ บรรยากาศในห้องเรียนเริ่มอึดอัดหนักหน่วงขึ้นทุกขณะเมื่อร่างของโรสก้าวเข้ามา แต่ละก้าวที่เธอเดินส่งกลิ่นอายแห่งความมั่นใจแผ่ซ่านไปทั่ว
“สวัสดีค่ะ, ไรลีย์” โรสเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานนุ่มราวระฆังเงินที่ดังสะท้อนอยู่ในโสตประสาท
“ฉันหวังว่าฉันคงไม่ได้รบกวนนะคะ”
“ไม่เลยครับ…” ฉันตอบกลับ พยายามกดอารมณ์ให้เรียบที่สุด “อะไรพาคุณมาที่นี่ครับ?”
รอยยิ้มบางแต้มบนเรียวปากของเธอ “ฉันผ่านมาแถวนี้พอดี ก็เลยคิดว่าจะแวะมาดูว่าคุณเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงของเธออ่อนโยนแต่แฝงแรงจี้ใจ ก่อนจะเหลือบมองไปทางซอเพียงเสี้ยววินาทีแล้วหันกลับมาจ้องฉันอีกครั้ง “และอาจจะมาทานอาหารกลางวันกับคุณด้วย?”
“ไรลีย์กับฉันมีแผนแล้ว…” ซอพูดแทรก น้ำเสียงเรียบแต่ประกายในดวงตาเหมือนคมมีดที่พร้อมเฉือนเลือด
“อย่างนั้นเหรอคะ?” โรสเอ่ยตอบอย่างราบเรียบราวกับไม่รับรู้ถึงกระแสศัตรูที่ชัดเจนนั้น เธอกลับหันมาหาฉันอีกครั้ง “งั้นคุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะเข้าร่วม?”
“รังเกียจค่ะ” ซอตอบทันทีโดยไม่มีช่องว่างให้ลังเล
“ฉันไม่ได้ถามคุณ, คุณซอ…” โรสโต้กลับด้วยน้ำเสียงเย็นชาและเฉยเมยอย่างเจ็บแสบ
ทำไมบรรยากาศถึงตึงเครียดประหลาดขนาดนี้?
ทำไมถึงเย็นเยียบราวกับถูกลมหนาวพัดแทงผิว?
และทำไมฉันถึงรู้สึกเหมือนคมดาบกำลังวางพาดอยู่บนต้นคอของตัวเอง?
มีอะไรเกิดขึ้นระหว่างสองคนนี้หรือเปล่า…?
“จริงๆ แล้วฉันมาเยี่ยมคุณเมื่อวานด้วย แต่เสียดายที่คุณลาป่วย, ไรลีย์ ฉันดีใจนะคะที่คุณหายดีแล้ว~” โรสเอ่ยต่อราวกับไม่เห็นการมีอยู่ของซออีก
“ผมเข้าใจแล้วครับ… ขอบคุณครับ” ฉันตอบ พยายามพยุงให้บทสนทนาอยู่ในเส้นกลางที่สุด
นั่นอธิบายได้ว่าทำไมฉันถึงได้ยินคนข้างหลังพึมพำว่า ‘นั่นเธอมาอีกแล้วเหรอ?’ หรือ ‘เมื่อวานก็มาไม่ใช่เหรอ?’
และจากสายตาของทุกคนที่จ้องมา ก็ชัดเจนว่ามีคำถามเดียวผุดขึ้นในหัวพวกเขา—
‘หมอนี่ทำอะไร ถึงได้ดึงดูดพวกเธอได้ขนาดนี้?’
การที่นักเรียนจากภาควิชาอื่นแวะมาหาไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะภาคเวทมนตร์กับภาคอัศวินที่มักต้องร่วมมือกันอยู่แล้ว อัศวินกับแทงค์มีความสำคัญในแนวหน้า ส่วนเวทมนตร์ก็เป็นกำลังสนับสนุนหลัก การประสานงานจึงเป็นเรื่องปกติ
แต่การที่ โรส—หมาป่าเดียวดายแห่งภาคเวทมนตร์ อัจฉริยะประจำศตวรรษ—เดินทางมาที่ห้องเรียนเราเพื่อตามหาฉันโดยเฉพาะ?
นี่เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ชิบหาย…
ฉันเพิ่งสร้างกระแสจากเรื่องของสโนว์ไปหมาดๆ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข่าวลือจากการพบกับโรสในโรงอาหารวันนั้นแพร่ไปไกลแค่ไหน แล้วตอนนี้เรื่องนี้ก็โผล่มาอีก…
ดูเหมือนฉันจะผูกมัดตัวเองเข้ากับข่าวฉาวซ้อนข่าวฉาวโดยไม่ตั้งใจ
“ดังนั้น ไรลีย์ คุณจะรังเกียจไหมถ้าฉันจะร่วมทานอาหารกลางวันกับคุณสองคน?” โรสถามอีกครั้ง คราวนี้น้ำเสียงของเธอยังคงอ่อนหวาน แต่แฝงแรงกดที่ทำให้ยากจะปฏิเสธ
ฉันเกือบจะตอบทันทีว่า “ไม่รังเกียจครับ” เพื่อรีบหาทางออกจากบรรยากาศน่าอึดอัดนี้ แต่ก่อนที่คำพูดจะหลุดจากปาก ซอก็เอื้อมมากุมมือซ้ายของฉันไว้แล้วบีบแรงจนนิ้วแทบจะหัก
แรงกดนั้นสื่อได้ชัด—เธอไม่ต้องการให้โรสเข้ามาเกี่ยวข้องแม้แต่นิดเดียว
ตอนนี้ฉันติดอยู่ในสถานการณ์ที่ไร้ทางหนีราวกับถูกบีบคั้นจากทั้งสองด้าน เหงื่อเย็นเริ่มซึมไหลลงข้างขมับ ขณะที่ฉันชั่งน้ำหนักทุกทางเลือกในหัว
การบีบมือของซอแน่นขึ้นราวกับจะขยี้กระดูกเป็นผง ดวงตาที่เธอส่งมานั้นชัดเจน—ปฏิเสธซะ
ในทางตรงกันข้าม โรสยืนอย่างสง่างามพร้อมรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง ดูเหมือนจะไม่รู้สึกถึงแรงกดดันรอบตัว… หรือบางทีเธออาจกำลังเพลิดเพลินกับมันก็ได้
“ผม…” ฉันเริ่มต้น พยายามหาทางออกที่ไม่ทำให้สถานการณ์ลุกลาม “ผมคิดว่าคงได้ แต่เราควรจะรีบไปกันเถอะครับ ย่านการค้าอาจจะเริ่มแออัดในไม่ช้า”
ดวงตาของซอหรี่ลงเล็กน้อยราวกับไม่พอใจ แต่เธอก็ไม่เอ่ยคัดค้านออกมา
รอยยิ้มของโรสกลับกว้างขึ้น และเธอก็ตบมือเบาๆ ราวกับได้ยินคำตอบที่ถูกใจ
“ยอดเยี่ยม! งั้นเราไปกันเถอะ?” เธอเอ่ย พร้อมผายมือเชื้อเชิญอย่างอ่อนช้อย
เมื่อฉันลุกขึ้น ซอก็รีบขยับมาติดข้างฉันทันที มือของเธอยังกุมมือซ้ายของฉันไว้แน่นในจังหวะที่เธอหันไปมองโรสด้วยสายตาที่บอกอย่างชัดเจน—ไปซะ
โรสไม่ตอบโต้ด้วยคำพูด แต่ประกายในดวงตาสีทองของเธอกลับมืดลงเพียงเล็กน้อย รอยยิ้มที่เคยสดใสแปรเปลี่ยนเป็นความสงบลึกลับ
ความตึงเครียดระหว่างพวกเธอทั้งสองเด่นชัดจนเหมือนหมอกควันลอยอ้อยอิ่งในอากาศ และฉันสัมผัสได้ว่ามันกำลังหนาขึ้นเรื่อยๆ ราวพายุที่ใกล้ถาโถม
ฉันหัวเราะแห้งๆ เพื่อพยายามผ่อนคลายบรรยากาศและดึงความสนใจออกจากกัน “เอาล่ะ เราไปกันเถอะ” ฉันเอ่ย ก่อนจะก้าวนำพวกเราออกไป
ทันทีที่พ้นประตูหน้า ฉันก็พบว่าผู้คนมากมายกำลังจับจ้องมาที่พวกเราเหมือนกำลังชมละครเวที
เด็กขุนนางในโรงเรียนดูจะชื่นชอบเรื่องซุบซิบ ดวงตาของพวกเขาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น สอดแทรกด้วยความอิจฉา และอารมณ์หลากหลายที่ผสมปนเปกัน
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นรอบตัว ฉันพยายามเมินเฉย แต่ท่ามกลางความวุ่นวายนั้น… ฉันสัมผัสได้ถึง กลิ่นกระหายเลือด ที่แผ่วเบาแต่เด่นชัด
แรกเริ่ม ฉันคิดว่ามันมาจากการจ้องหน้ากันของซอกับโรส
แต่เปล่า—นี่มาจากใครอีกคนอย่างแน่นอน
ฉันหันมองไปรอบๆ ไล่สายตาสแกนใบหน้าของเพื่อนร่วมชั้น และดวงตาฉันก็หยุดลงตรงคนที่ไม่คาดคิดที่สุด
ธีโอ
ธีโอที่ปกติแล้วสุขุมและไร้สีหน้า ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนอย่างเงียบงัน
เพียงชั่วพริบตา ความรู้สึกกระหายเลือดนั้นก็สลายหายไปเหมือนหมอกจาง แต่ฉันมั่นใจ—มันมาจากเขา
สายตาของเราสบกันเพียงครู่ ก่อนที่เขาจะรีบหลบไป สีหน้าที่เหลือไว้ไร้ซึ่งการอ่านออก
[คิลเลียน ฮอลล์]
[หอพักส่วนตัว, ห้องฝึก]
ในห้องสลัวของคิลเลียน ฮอลล์ นักเรียนสองคนกำลังนั่งเรียงกันอยู่ข้างโต๊ะยาว เต็มไปด้วยเอกสารและแฟ้มข้อมูลที่ตีตราสำคัญระดับสูง
บนโต๊ะเรียงรายไปด้วยชื่อ ภาพถ่าย และบันทึกรายละเอียดของเหล่านักเรียนภายในกำแพงโรงเรียน—ข้อมูลที่ไม่มีทางอยู่ในมือคนทั่วไป
ซูซานเหลือบตาขึ้น เห็นสีหน้าหงุดหงิดของคู่หูแล้วอดไม่ได้ที่จะยิ้มขำเล็กน้อย
เธอเลือกที่จะทำลายความเงียบด้วยประโยคแหย่เล่น…
"ตอนนี้เขาถึงกับได้รับความสนใจจาก เด็กทอง แล้วนะ… ความมีเสน่ห์ของผู้ชายคนนั้นมันแข็งแกร่งขนาดไหนกัน?"
ซูซานครุ่นคิด ขณะสายตาของเธอหยุดอยู่ที่ภาพถ่ายของไรลีย์ท่ามกลางกองเอกสารบนโต๊ะ “เอาเถอะ—ฉันก็โทษเธอไม่ได้นะ ถ้าฉันเป็นคุณหนูโรส ฉันก็คงจะสนใจเขาเหมือนกัน”
เธอหัวเราะเบาๆ พลางจับสังเกตปฏิกิริยาของธีโออย่างไม่คลาดสายตา แม้เขาจะพยายามเก็บซ่อนความรู้สึก แต่ซูซานก็ยังมองเห็นความไม่สบายใจที่ชัดเจนจากฉากที่ทั้งคู่เพิ่งเห็นก่อนหน้านี้
“นายจะทำอะไรกับเรื่องนั้นไหม, ธีโอ?” น้ำเสียงของเธอทั้งเย้า ทั้งเร้าใจอยากรู้
ธีโอเงยหน้าขึ้นมองเธอ แววตาเย็นชาและเต็มไปด้วยการคำนวณอยู่หลังกรอบแว่น เขาใช้เวลาเล็กน้อยปรับแว่นตา ก่อนจะตอบสั้นๆ ห้วนๆ
“แค่หุบปากแล้วทำงานของเธอไป, ซูซาน”
ซูซานยิ้มเยาะ แต่ก็ไม่ดันทุรังถามต่อ กลับหันไปจัดเรียงเอกสารต่อ ขณะที่ความคิดของเธอล่องลอยย้อนกลับไปยังเหตุการณ์ในวันนี้
ส่วนธีโอ—เขากำลังพยายามอย่างหนักเพื่อรักษาสมาธิ ภาพของไรลีย์ ซอ และโรสที่เดินเคียงกันยังคงวนเวียนกัดกินใจ
กรามของเขาขบแน่น พยายามผลักความคิดเหล่านั้นออกไปแล้วโฟกัสกับงานตรงหน้า แต่ซูซานที่เห็นชัดว่ามันได้ผลไม่มากนัก ก็เลือกที่จะกระตุกเขาอีกครั้ง
“นายแน่ใจนะว่าจะไม่ทำอะไรกับเรื่องนั้น? เขากำลังแย่งคู่หมั้นของนายไปนะรู้ไหม?”
ธีโอหันมาจ้องเธอทันที ความโกรธในดวงตาเริ่มแผ่ชัด
“โอ้ ใช่สิ ตอนนี้เธอเป็น อดีต คู่หมั้นของนายแล้วนี่นะ?” ซูซานพูดต่อด้วยน้ำเสียงที่แสร้งใส่ความเห็นใจ “ฉันขอโทษมากเลยนะ… ฉันไปเผลอเปิดแผลเก่าของนายหรือเปล่า?”
เธอหัวเราะคิกคัก ขณะที่ดวงตาสังเกตมือของธีโอที่กำลังสั่น เขากำปากกาโลหะไว้แน่นจนแทบจะบิดงอได้
“ซูซาน…” ธีโอคำรามต่ำ
“หืม~?” เธอเลิกคิ้ว แสร้งทำเป็นไร้เดียงสา
“ถ้าเธอพูดอีกคำเกี่ยวกับเรื่องนั้น… ฉันจะฆ่าเธอเอง”
“แน่นอน~ ฉันเชื่อว่านายทำได้จริงๆ นะ ฉันจะเชียร์นายด้วยซ้ำ!” เธอหัวเราะน้อยๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังสนุกกับการยั่วให้เขาเดือด
ธีโอกำหมัดแน่น สูดหายใจลึก พยายามกดอารมณ์ลง เขารู้ดีว่าผู้หญิงคนนี้สามารถน่ารำคาญได้แค่ไหน
“นายเป็นคนไม่สนุกเลยนะ, ธีโอ นายจะปล่อยให้ผู้ชายคนอื่นเอาโรสไปจากนายง่ายๆ เหรอ?”
เธอยังไม่หยุดแค่นั้น “ถ้านายจะทำตัวไม่ใส่ใจ นายก็ควรซ่อนความกระหายเลือดของนายให้ดีกว่านี้นะ แม้แต่ไรลีย์ก็สังเกตเห็นได้ทันที
และถ้านายโกรธ อย่างน้อยก็ควรพยายามยืนหยัดให้ได้ ทำไมนายถึงได้กลัวในวินาทีที่เขามองกลับมา? ฮ่าฮ่าฮ่า”
ความโกรธในตัวธีโอปะทุขึ้นอย่างชัดเจน แต่เขายังคงสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้งเพื่อควบคุมตัวเอง เขารู้ว่าหากเผลอหลุด อะไรๆ จะยิ่งแย่ลง โดยเฉพาะเมื่ออยู่ต่อหน้าซูซาน
“ถ้านายต้องการ ฉันสามารถขอให้อาจารย์ส่งฝาแฝดไปเล่นงานเขาแทนได้นะ~”
“เธอไม่เข้าใจอะไรเลย, ซูซาน…” ธีโอพูดลอดไรฟัน กรามขบแน่นอย่างอันตราย
“ฉันคิดว่าฉันเข้าใจทุกอย่างดีนะ—?” เธอยิ้มเย้าเหมือนจะท้าทาย
“หุบปาก! แล้วทำงานของเธอให้เสร็จ อาจารย์กำลังรออยู่” ธีโอตวาดเสียงเข้ม พยายามรวบรวมสติกลับมา
ในฐานะคนที่เคยเป็นคู่หมั้นของโรส ธีโอรู้ดีกว่าคนทั่วไปว่า ผู้หญิงคนนั้นทั้งเอาแต่ใจและอันตรายเพียงใด เธอเป็นประเภทที่เสพติดความบันเทิงของตนเอง ชอบเล่นกับสิ่งที่กระตุ้นความสนใจ และไรลีย์—ในสายตาของเขา—ก็คือเหยื่อรายล่าสุดในเกมนั้น
เมื่อเธอเบื่อเมื่อไร เธอก็จะทอดทิ้งอย่างไร้เยื่อใย เหมือนที่เคยทำกับเขาในอดีต
ไรลีย์ก็เหมือนฉัน…
ใช่แล้ว เขาเป็นแค่ของเล่นชิ้นหนึ่งเท่านั้น
และเมื่อเธอเบื่อ… ฉันจะทำให้เธอกลับมาเป็นของฉันอีกครั้ง
ซูซานที่นั่งอยู่ตรงข้าม เห็นชัดว่าธีโอกำลังพยายามเบี่ยงบทสนทนา เธอหัวเราะในใจ ก่อนจะยอมปล่อยเขาไปชั่วคราว ท้ายที่สุด เธอก็สามารถกลับมาเย้าเขาได้อีกในภายหลัง
“แน่นอน—” เธอว่า ก่อนก้มหน้ากลับไปทำงาน จัดเรียงเอกสารบนโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว “ว่าแต่นะ ธีโอ นายได้ข่าวจากฝาแฝดบ้างหรือยัง?”
“ไม่… เธอไม่ได้ส่งพวกเขาไปเล่นงานไอ้เฮนรี่คนนั้นเหรอ?”
“ฉันส่งไป แต่ผ่านมาสามวันแล้วที่ไม่ได้รับข่าว ปกติพวกเขาจัดการภายในวันหรือสองวันด้วยซ้ำ แถมครั้งนี้ขาดเรียนไปเลยด้วย… มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้นหรือเปล่า?”
ธีโอขมวดคิ้ว ความกังวลปรากฏชัด “มันแปลก พวกเขามักมีประสิทธิภาพมาก เราต้องหาว่าเกิดอะไรขึ้น”
ซูซานพยักหน้า สีหน้าขี้เล่นถูกแทนที่ด้วยความจริงจัง “ฉันจะลองให้คนของเราเช็กดูว่ามีใครพบหรือได้ยินข่าวจากพวกเขาหรือไม่”
ธีโอ ไลท์เวย์…
ในเกม เขาไม่ใช่ตัวละครหลัก หรือแม้แต่ตัวประกอบที่มีบทเด่น เขาเป็นเพียงตัวละครที่ถูกใช้แล้วทิ้งเหมือนฉัน
ถ้าจำไม่ผิด เขาตายในหนึ่งในเส้นเรื่องของโรส… และไม่ใช่การตายที่สำคัญอะไรด้วย เขาแค่โดนคาถาของเธอโดยบังเอิญระหว่างภารกิจหนึ่ง
ถึงจะมีอีกไม่กี่เหตุการณ์ที่เขาอาจตายในเนื้อเรื่องหลัก แต่ก็ไม่มีอะไรที่ทำให้เขาโดดเด่น
ถึงอย่างนั้น เขายังมีสายสัมพันธ์กับซูซาน—ตัวประกอบผู้เป็นแหล่งข้อมูลชั้นเยี่ยม—ดังนั้นในโลกนี้ เขาอาจมีส่วนในภาพใหญ่ที่ฉันยังไม่เห็นก็ได้
แต่สิ่งที่ฉันไม่เข้าใจคือ… ทำไมเขาถึงโกรธฉันขนาดนั้น?
แม้เขาจะพยายามปกปิด แต่ด้วยประสาทสัมผัสของฉันในตอนนี้ ฉันมั่นใจว่า ตอนที่เราสบตากัน เขามีความตั้งใจจะฉีกหน้าฉันออกเป็นชิ้นๆ
ฉันควรลองเปิดไดอารี่ดูทีหลัง… บางทีอาจมีข้อมูลเกี่ยวกับเขามากกว่าที่ฉันรู้ตอนนี้
“เรามาถึงแล้ว…” เสียงของซอดึงฉันกลับมาสู่ความเป็นจริง
ฉันเงยหน้ามองอย่างประหลาดใจต่อจุดหมายที่ซอเลือกสำหรับมื้อกลางวันของพวกเรา
“ราเมง… เซนฮิ?” โรสพึมพำ พลางหรี่ตาอ่านป้ายเหนือประตู
ชัดเจนว่านี่เป็นร้านอาหารที่ได้แรงบันดาลใจจากตะวันออก ซึ่งไม่น่าแปลกใจเพราะซอมาจากตะวันออกเอง แต่การที่เธอพาเรามาที่นี่… นี่มันบอกอะไรหรือเปล่า?
ร้านนี้ขึ้นชื่อว่ามีแต่ราเมงรสเผ็ดจัด…
เธอต้องการจะฆ่าโรสหรือไงกัน?