ตอนที่ 103
บทที่ 102: เทศกาลอันยิ่งใหญ่ 4
สะพานเกตฟอลคือเส้นเลือดใหญ่ของสถาบัน เปรียบได้กับเส้นเลือดแท้จริงที่ช่วยลำเลียงสายธารชีวิตหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่
สะพานแห่งนี้ถูกใช้เพื่อการค้าขายและธุรกิจเป็นหลัก ทุกๆ วัน มีรถม้าไม่ต่ำกว่าหลายร้อย—บางครั้งนับเป็นพัน—แล่นข้ามสะพานสายนี้ บรรทุกเกวียนและรถลากที่ล้วนขนส่งสินค้ามาเลี้ยงเศรษฐกิจของสถาบัน
หากไร้ซึ่งสะพานแห่งนี้ ธุรกิจทั้งหลายย่อมไม่อาจตั้งมั่นอยู่ได้ มันคือเส้นเลือดหลักที่ทำให้สินค้าทรัพยากรและความมั่งคั่งไหลเวียนเข้าสู่สถาบันโดยไร้การสะดุด
สะพานแห่งนี้ไม่ใช่เพียงสิ่งก่อสร้างที่จับต้องได้ แต่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง และความเชื่อมโยงของสถาบันกับโลกภายนอก
การจราจรคึกคักบนสะพานสะท้อนถึงการค้าขายที่เจริญรุ่งเรือง พ่อค้าและพาณิชย์จากทั่วสารทิศต่างนำสินค้ามาแลกเปลี่ยน ตั้งแต่เครื่องเทศหายากไปจนถึงเสบียงอุปโภคบริโภคที่ขาดไม่ได้
เสียงกีบม้าตรึงจังหวะกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดของล้อรถ และคลื่นการค้าขายที่ไม่เคยหยุดพัก ล้วนตอกย้ำความสำคัญของสะพานในการค้ำจุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของสถาบัน
สะพานแห่งนี้ยังมีบทบาทต่อชีวิตประจำวันของนักเรียนและบุคลากรในทุกแง่มุม ตั้งแต่อาหารและเสื้อผ้า ไปจนถึงตำราเรียนและศาสตราวุธเวท ทุกสิ่งที่จำเป็นต่อการทำงานของสถาบันล้วนต้องผ่านสะพานนี้ทั้งสิ้น
มันคือเส้นเชื่อมสำคัญที่ทำให้สถาบันยังคงพึ่งพาตนเองได้และดำรงความรุ่งเรืองในฐานะนครแห่งปัญญา
โดยสรุป... มันคือทรัพย์สินเชิงยุทธศาสตร์ ผู้ใดกุมสิทธิ์ในสะพานเกตฟอลได้ ผู้นั้นย่อมมีอำนาจล้นเหลือ สามารถควบคุมการไหลเวียนของทรัพยากร และชี้นำสมดุลของอิทธิพลภายในสถาบัน
นี่ทำให้สะพานเกตฟอลกลายเป็นรางวัลที่ใครๆ ต่างปรารถนา เป็นสมบัติที่ผู้มีปัญญามองเห็นค่าที่แท้จริง
สำหรับคลาร่าและพันธมิตรของเธอ การคว้าสิทธิ์ครอบครองสะพานเกตฟอลไม่ใช่แค่การลงทุนธุรกิจ แต่มันคือการเดินหมากเชิงยุทธศาสตร์ที่จะพลิกสมดุลอำนาจของสถาบันทั้งมวล
แม้ตระกูลลูมิอาเรียของคลาร่าจะถือเป็นขุนนางแห่งอาณาจักรของตนเองและยังมีสายเลือดผูกโยงกับราชวงศ์ แต่รากฐานบรรพบุรุษของพวกเขาก็ถูกสั่งสมขึ้นมาจากเลือดและเหงื่อของพ่อค้า
‘สะพานเกตฟอล—เส้นเลือดใหญ่แห่งการค้า—คงส่งกลิ่นเงินทองยั่วยวนใจพวกเขาไม่น้อย’
อย่างไรก็ตาม สะพานนี้ไม่ได้เป็นเพียง เส้นชีวิต เดียวที่สถาบันพึ่งพา การค้ารูปแบบอื่นและสินทรัพย์ทางการเงินก็ยังคงประคองการดำรงอยู่ของสถาบันเช่นกัน
เรือเหาะแล่นขนสินค้าผ่านฟ้า ประตูมิติทำหน้าที่ย่นระยะทางทันตา และข้อตกลงกับนักลงทุนและผู้สนับสนุน—รวมทั้งผู้นำประเทศรอบข้าง—ก็ล้วนเป็นแหล่งรายได้เพิ่มเติม
ทว่าก็ยังไม่มีสิ่งใดเทียบได้กับสะพานเกตฟอลที่ยืนหยัดเป็นเครื่องมือรับประกันการไหลเวียนของเงินทองได้มั่นคงและยั่งยืนที่สุด
กว่า 60% ของกระแสเศรษฐกิจของสถาบัน ไหลผ่านสะพานเกตฟอลเพียงแห่งเดียว
หากสะพานนี้ถูกตัดขาด สถาบันจะเข้าสู่ภาวะล่มสลายทางการเงินในทันที เว้นแต่จะมีผู้สนับสนุนรายใหญ่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ
ปัจจุบัน สะพานยังรายล้อมด้วยปัญหามากมาย โดยเฉพาะเรื่องสิทธิ์ความเป็นเจ้าของ ตามหลักแล้วสถาบันควรเป็นผู้ครอบครองโดยชอบธรรม แต่เพราะมันทอดข้ามแม่น้ำสายแคบเชื่อมไปยังดินแดนภายใต้เขตอำนาจของจักรวรรดิบูรพาทิศ เรื่องสิทธิ์ผู้ครอบครองจึงพร่าเลือน
สถาบันไม่อาจอ้างสิทธิ์ในที่สาธารณะต่อหน้าชาติมหาอำนาจเช่นนั้น ขณะที่จักรวรรดิบูรพาทิศเองก็ไม่อาจประกาศเอาเป็นกรรมสิทธิ์ฝ่ายเดียวได้ เพราะยังมีชาติมหาอำนาจอื่นคอยรักษาความเป็นอิสระและความศักดิ์สิทธิ์ของสถาบันอยู่
เมื่อมันข้องเกี่ยวกับสายธารเงินตรา สะพานแห่งนี้จึงกลายเป็นทรัพย์สินที่ทุกฝ่ายต้องการครอบครอง
หลายปีมานี้ มันคือปัญหาเรื้อรังระหว่างสถาบันกับจักรวรรดิบูรพาทิศ ทั้งสองฝ่ายต่างรู้ซึ้งถึงความสำคัญของมัน และไม่มีฝ่ายใดยอมถอย
สถาบันจำเป็นต้องมีสะพานเพื่อค้ำจุนเศรษฐกิจ ขณะที่จักรวรรดิบูรพาทิศเห็นมันเป็นสมบัติยุทธศาสตร์ที่จะเพิ่มพูนอำนาจและความมั่งคั่งให้ตนเอง
แต่ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่ออธิการบดีเลย์ลาห์ขึ้นกุมอำนาจ
เธอมองเห็นทั้งทางตันที่ดำรงอยู่นาน และหนทางใหม่ที่จะพลิกเกมได้ จึงเสนอนโยบายอันกล้าหาญ
สถาบันประกาศขายสิทธิ์ครอบครองสะพานเกตฟอล พร้อมหนึ่งเงื่อนไขสำคัญ: กำไรสุทธิ 10% ต่อปีที่สะพานสร้างขึ้น จะต้องส่งคืนให้สถาบัน
ข้อเสนอนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ มันมอบทางออกแก่ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ พร้อมทั้งการันตีรายได้ให้สถาบันอย่างมั่นคง
ด้วยการขายสะพานควบคู่ข้อตกลงแบ่งปันกำไร อธิการบดีเลย์ลาห์ตั้งใจจะแปรปัญหาความขัดแย้งให้กลายเป็นผลประโยชน์ร่วมที่ทุกฝ่ายต้องยอมรับ
มันคือถ้อยแถลงอันกล้าหาญที่จักรวรรดิบูรพาทิศไม่อาจทำเป็นไม่เห็นได้ หลังจากทั้งหมดแล้ว ข้อเสนอนี้ดีเกินกว่าจะปฏิเสธ
และที่สำคัญ—มันยังเป็นการประมูลแบบเปิด หมายความว่าทุกคนมีสิทธิ์เข้ามาแย่งชิงสิทธิ์ในสะพาน
‘และนี่รวมถึงพวกพ่อค้าที่หิวโหยทั้งหลาย...ที่เฝ้ารอโอกาสลงมือมานาน’
ตระกูลผู้ทรงอิทธิพลและฝ่ายต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกสถาบัน ต่างมองเห็นโอกาสทองที่จะเข้าครอบครองสะพานแห่งนี้
การประมูลและการเจรจากลายเป็นเวทีแห่งการชิงไหวชิงพริบและพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ มันสร้างบรรยากาศอันตึงเครียดและเร่งด่วน เมื่อทุกฝ่ายต่างดิ้นรนเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบ
หากเรื่องราวดำเนินไปตามเส้นเรื่องที่มีอยู่ คลาร่าจะได้สิทธิ์ครอบครองสะพานสำเร็จ โดยมีสโนว์เป็นผู้สนับสนุนหลัก
สโนว์—ผู้เล่นสำคัญที่ครอบครองทั้งอิทธิพลและทรัพยากร—คือตัวแปรหลักที่ช่วยคลาร่าให้ได้ข้อมูลลับเกี่ยวกับผู้เล่นคนอื่นๆ บนกระดาน
พันธมิตรของพวกเธอดูแน่นแฟ้น และแทบจะพร้อมรับชัยชนะอยู่แล้ว
แต่จากท่าทีของคลาร่าที่ฉันเห็นในตอนนี้... ดูเหมือนสโนว์ยังไม่อาจประเมินงบประมาณของเหล่าผู้เล่นคนอื่นได้ครบถ้วน
แววตาตื่นตระหนกและท่าทีระวังตัวของคลาร่าเป็นหลักฐานบ่งชี้ว่ายังมีความไม่แน่นอน และช่องโหว่อยู่ในแผนการ
ชัยชนะของพวกเธอ... ยังไม่ใช่สิ่งที่ถูกกำหนดตายตัว
การรับประกันที่ไร้ซึ่งคำมั่นสัญญา—นั่นแหละคือสิ่งที่สโนว์มอบให้เธอ
“สิบห้าล้าน เก้าแสนเก้าร้อยโกลด์”
“หา...?”
“นั่นคือจำนวนงบทั้งหมดที่สมาคมพ่อค้าใหญ่สามารถรวบรวมได้”
ดวงตาของคลาร่าเบิกกว้างทันทีที่ได้ยินคำพูดของฉัน จับจ้องมาที่ฉันราวกับสุนัขจิ้งจอกที่ถูกคุกคาม “คุณกำลังจะบอกอะไรกันแน่?” แววตาของเธอฉายชัดทั้งความสงสัยและความระแวดระวัง
“เธอนี่จับประเด็นไวจริง ๆ เลยนะ…”
ก็ดีเหมือนกัน แบบนี้มันยิ่งเข้าทางฉัน ฉันตอบสนองด้วยแววตาเรียบนิ่ง จับจ้องไปที่ท่าทีของเธออย่างเยือกเย็น
เพิ่งจะสังเกตตอนนี้เองว่า เธอได้ร่ายเวทกันเสียงรอบตัวไว้แล้ว แม้ว่าเราจะยืนอยู่ในที่ลับตาผู้คนโดยแท้ เธอก็ยังไม่ยอมเสี่ยงแม้แต่น้อย
ความระมัดระวังของเธอ...น่าชื่นชมจริงๆ
สมาคมพ่อค้าใหญ่ จักรวรรดิบูรพาทิศ สมาพันธ์ช่างตีเหล็ก หอคอยเวทลูเซียล และสุดท้าย...ก็คือครอบครัวของเธอเอง
รวมแล้วมีกลุ่มราวสิบเจ็ดฝ่ายที่หมายตาสิทธิ์ในสะพานแห่งนี้
แต่ในความจริง มีเพียงห้ากลุ่มเท่านั้นที่เป็น “ผู้เล่นหลัก” ตัวจริง เสียงจริง ส่วนที่เหลือก็เป็นเพียงเศษฝุ่นไร้น้ำหนักในเกมแห่งอำนาจนี้
“คลาร่า ลูมิอาเรีย... ฉันจะบอกเธอถึงขีดจำกัดงบประมาณของคู่แข่งทั้งหมด”
“แต่สิ่งที่ฉันต้องการแลกเปลี่ยน...” ฉันหยุดเล็กน้อย พลางปล่อยให้ปลายเส้นผมของเธอไหลลื่นผ่านปลายนิ้ว และตรึงสายตาเธอเข้ากับฉัน
“คือเวลาของเธอ...ในสักวันข้างหน้า”
เมื่อได้ยินข้อเสนอของฉัน ดวงตาของเธอก็ส่องประกายด้วยความสับสนยิ่งกว่าเดิม
และด้วยสิ่งนี้เอง...ฉันก็สามารถสร้าง “หลักประกัน” ของตัวเองขึ้นมาได้
...
ในสวนใกล้หอคิลเลียน ยานิก้ากำลังรดน้ำดอกไม้แสนงดงามที่กำลังใกล้ผลิบาน นั่นคือดอก [แสงแห่งฤดูหนาว] ที่จะเบ่งบานขึ้นเฉพาะยามหิมะแรกโปรยปราย กลีบดอกสีขาวอ่อนโยนกำลังส่องประกายละมุนท่ามกลางแสงยามราตรี
ดอกไม้เหล่านี้พบเห็นได้ทั่วไปในบ้านเกิดของเธอ และครองพื้นที่พิเศษในใจของเธอเสมอมา
ฮัมเพลงเบาๆ—บทเพลงที่มารดาเคยขับกล่อมตั้งแต่เธอยังเด็ก—ยานิก้าจ้องมองดอกไม้ที่ค่อยๆ เริ่มเบ่งบานอย่างช้าๆ
ยามที่ฤดูหนาวคืบคลานเข้ามา ความตื่นเต้นเล็กๆ ก็ผลิบานอยู่ในใจของเธอเช่นกัน
“อยากรู้จังว่า ลูคัสจะมีปฏิกิริยายังไง...ตอนที่เห็นว่าฉันปลูก แสงแห่งฤดูหนาว ขึ้นที่นี่ได้สำเร็จ” เธอพึมพำ รอยยิ้มละมุนปรากฏบนริมฝีปาก
ความทรงจำที่เธอมีกับลูคัสและดอกไม้ชนิดนี้ล้วนเป็นสิ่งล้ำค่า
แม้ลูคัสในวันนี้จะเติบโตขึ้นและเปลี่ยนไปกลายเป็นชายหนุ่มรูปงามที่เธอรู้จัก แต่ในก้นบึ้งของหัวใจ เขาก็ยังคงเป็นเด็กชายหัวแข็งที่เธอเติบโตมาด้วยกันเสมอ ยานิก้าหัวเราะเบาๆ กับตัวเอง ก่อนจะตั้งบัวรดน้ำลงตรงและเอื้อมมือแตะดอกไม้แผ่วเบา
หลังดูแลพวกมันเสร็จ เธอก็นำอุปกรณ์ทำสวนกลับไปเก็บที่โรงเรือนใกล้ๆ จากนั้นก็จัดการล้างเนื้อตัวเล็กน้อย ก่อนจะสวมชุดฝึกซ้อม
สำหรับเธอแล้ว แสงแห่งฤดูหนาว ไม่ใช่แค่เพียงดอกไม้ แต่มันคือสัญลักษณ์แห่งอดีต สะพานเชื่อมความทรงจำอันแสนรักกับลูคัส และเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความทุ่มเทและความเอาใจใส่ของเธอเอง
เธอหวังว่าลูคัสจะมองเห็น และซาบซึ้งในความพยายามที่เธอทุ่มเทลงไปเพื่อรื้อฟื้นชิ้นส่วนเล็กๆ ของความทรงจำร่วมกันให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งในสถาบันนี้
เมื่อจัดเตรียมทุกอย่างเสร็จสิ้น ความอิ่มเอมใจก็เอ่อท้นขึ้นในอก
สวนแห่งนี้แลดูสงบสงัด ดอกไม้ก็กำลังใกล้ถึงเวลาเบ่งบานเต็มที่
ได้เวลามุ่งหน้าไปยังห้องฝึกซ้อมแล้ว ทว่าความรู้สึกภาคภูมิใจก็ยังอบอวลอยู่ที่เธอสามารถเพาะเลี้ยงบางสิ่งบางอย่างที่งดงามและมีความหมายเช่นนี้ขึ้นมาได้
ขณะก้าวไปตามระเบียงยามเช้าของหอคิลเลียน ใบหน้าของยานิก้าก็เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งความเสียใจ นึกย้อนไปถึงการทะเลาะเล็กๆ กับลูคัสเมื่อวันก่อน
‘แต่ไอ้คนบ้านั้น... ฉันก็แค่อยากช่วยเองแท้ๆ’ เธอบ่นพึมพำกับตัวเอง
แม้เหตุผลส่วนหนึ่งที่เธอไปขัดการฝึกซ้อมของเขาเมื่อวานจะเป็นเพราะอยากใช้เวลาอยู่ด้วยกัน แต่โดยรวมแล้วมันคือความห่วงใยล้วนๆ
“ได้โปรด… เว้นระยะจากฉันไว้ก่อนเถอะ ยานิก้า” เขาเคยพูดไว้แบบนั้น
‘เขาไม่จำเป็นต้องพูดกับฉันแบบนั้นเลยนี่นา...’
เธอส่ายหัว ดวงตาเริ่มคลอเบ้า ก้าวเท้าหนักขึ้นทุกทีที่เดินต่อไป
‘เขายอมให้องค์หญิงอยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา แต่กับฉัน... กล้าดียังไงถึงกล้าพูดแบบนั้น...’
‘อ๊ากกก! ฉันเกลียดเขา! …สักพักก็แล้วกันนะ...’ ความขุ่นเคืองประทุขึ้นในใจ
ในฐานะเพื่อนสนิท พวกเขาย่อมมีหยอกล้อหรือถกเถียงกันเป็นครั้งคราวอยู่แล้ว แต่คราวนี้...ลูคัสไม่ผิดเต็มๆ เลยหรือ?
สิ่งที่เธอทำตอนนั้นมันสมเหตุสมผลที่สุดแล้ว
ก็ลองคิดดูสิ—เพื่อนแบบไหนกันที่จะยืนดูเฉยๆ ปล่อยให้เพื่อนสนิทของตัวเองลองสะกดเวทน้ำแข็งชั้นสูงโดยไม่ขยับตัวช่วย?
เหตุการณ์ยังวนกลับมาในหัว ลูคัสพยายามหักโหมเกินไป ฝึกเวทน้ำแข็งอันตรายที่หากควบคุมผิดพลาด ผลลัพธ์อาจร้ายแรงถึงชีวิต ยานิก้าจึงสอดเข้ามาห้ามไว้เพราะเป็นห่วงสุดใจ ไม่อยากเห็นเขาเจ็บตัว
แต่แทนที่จะซาบซึ้งในความห่วงใย เขากลับปัดเธอออก และพูดให้เธออยู่ห่าง
‘เขามันโง่จริงๆ’ เธอคิด พลางเช็ดน้ำตาที่เอ่อขึ้นมา ‘ทำไมเขาถึงไม่เห็นเลยว่าฉันก็แค่พยายามช่วยเท่านั้นเอง...’
ระเบียงที่ทอดยาวดูเหมือนจะไม่มีที่สิ้นสุด เสียงก้าวเดินก้องสะท้อนความรู้สึกอัดแน่นทั้งโกรธ กังวล และเศร้า
เธอระลึกถึงช่วงเวลาที่เคยหัวเราะและสนับสนุนกัน แบ่งปันความฝันและความลับร่วมกัน
แต่ตอนนี้ ทุกสิ่งดูเหมือนถูกคั่นด้วยเหวลึก... เหวที่เธอไม่รู้ว่าจะสร้างสะพานกลับไปหาเขาได้อย่างไร
ต่อให้เป็นเขาเองที่ร้องขอ และต่อให้เขารอดออกมาจากการโจมตีได้ มันก็ยังเป็นเรื่องโง่เง่าอยู่ดี วันนั้นลูคัสคงสิ้นชีพไปแล้ว หากเธอไม่เข้ามาขวาง
‘เจ้านั่นแข็งแกร่งก็จริง แต่ไม่มีทางรอดมาโดยไร้บาดแผลร้ายแรงแน่... แล้วทำไมองค์หญิงต้องเข้ามาวุ่นวายกับเขาตลอดด้วย?’ ยานิก้าพึมพำในคอ
เมื่อความคิดเริ่มกดดันจิตใจ ยานิก้าก็ถอนหายใจยาว มองออกไปนอกหน้าต่างบานใหญ่ของโถง
เธอตระหนักว่าด้วยสภาพใจเช่นนี้ คงไม่มีทางฝึกซ้อมได้มากนัก จึงถอนหายใจลึกกว่าเดิม
“หรือว่าฉันควรกลับไปที่สวนดีนะ?” เธอคิดหนัก มันคือที่เดียวที่ช่วยให้เธอสงบลงได้
แต่เพียงคิดไปก้าวหนึ่ง เธอก็ส่ายหัวอย่างแรง การกลับไปที่นั่นมีแต่จะทำให้ตนเองย้อนระลึกถึงความทรงจำอันสดใสกับลูคัส
หากเธอเผลอผสมผสานภาพเด็กหนุ่มไร้เดียงสาในวันวานเข้ากับลูคัสผู้น่ารำคาญในตอนนี้... บางทีเธออาจจะไม่เหลือที่ใดให้พักพิงใจอีกเลย
ก้าวเดินต่อไป ความสับสนในใจของยานิก้าก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นทุกขณะ...
ด้านหนึ่ง เธออยากเคลียร์เรื่องกับลูคัส อยากหาคำตอบว่าทำไมเขาถึงตีตัวออกห่าง และทำไมถึงปล่อยให้องค์หญิงเข้ามาใกล้ชิดถึงเพียงนั้น
อีกด้านหนึ่ง เธอก็ไม่อยากทำตัวให้ดูเหมือนคนงอแง หรือเกาะติดจนเกินไป
‘บางทีฉันควรจะคุยกับเขา’ เธอคิด ความมุ่งมั่นค่อยๆ ก่อตัวขึ้น ‘ไม่ใช่เพื่อเถียงอีกแล้ว...แต่เพื่อทำความเข้าใจ’
ยานิก้าชะงักอยู่ที่เชิงบันไดซึ่งทอดขึ้นไปยังหอพักชั้นบน ดวงตาของเธอหยุดนิ่งเมื่อเห็นเงาร่างคุ้นเคยอยู่ไม่ไกล
เส้นผมสีทองอร่ามที่เป็นเอกลักษณ์ กับโครงหน้าคมเข้มที่เธอจำได้ดี ยืนยันความคิดของเธอ—ใช่ ไรลีย์แน่นอน
เขากำลังสนทนากับหญิงสาวคนหนึ่งที่เธอจำไม่ได้ ความอยากรู้อยากเห็นจึงถูกจุดประกายทันที
ไม่อยากเสียมารยาทเข้าไปขัด แต่สายตาก็ไม่ยอมละจากภาพตรงหน้า ยานิก้าเผลอแนบตัวกับกำแพงตรงมุมบันได แอบซ่อนตัวไว้บางส่วนโดยสัญชาตญาณ
“นั่นไรลีย์ใช่ไหม...? แล้วเขามาทำอะไรที่นี่?” ความสงสัยพรั่งพรูอยู่ในใจ
แม้มันไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นนักเรียนยืนอยู่แถวบันได แต่ตำแหน่งที่ไรลีย์กับหญิงสาวยืนอยู่—ตรงมุมอับสายตา ราวกับจงใจปกปิดการสนทนา—กลับบอกอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดา
ยานิก้าลังเลว่าควรจะก้าวเข้าไป หรือเดินต่อไปตามทางของตัวเอง
เธอเพ่งหูฟัง พยายามจะจับเศษประโยคบางอย่างให้ได้ สีหน้าของไรลีย์ยังคงอ่านยากดังเดิม—เรียบเฉยและนิ่งขรึม—ทว่าหญิงสาวกลับเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ใช้ท่าทางมือประกอบคำพูดด้วยความกระตือรือร้น
ความอยากรู้อยากเห็นของยานิก้ายิ่งพลุ่งพล่านขึ้น แต่ความลังเลที่จะขัดจังหวะก็ยังฉุดรั้งเธอไว้
เมื่อเธอขยับเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง ความคิดมากมายก็วิ่งวนในหัว การปรากฏตัวของไรลีย์ที่นี่ ขัดกับภาพที่เธอคาดหวังว่าเขาควรจะกำลังมุ่งมั่นทำงานสภานักเรียน
แต่ภาพตรงหน้า—เขากำลังสนทนากับหญิงสาวผู้เลอโฉม—กลับทำให้ความรู้สึกในใจของเธอปั่นป่วน
หัวใจเธอเต้นผิดจังหวะ ไม่ใช่เพียงเพราะความหวาดระแวงและความกังวล แต่ยังมีประกายบางอย่างที่คล้ายกับความตื่นเต้นแฝงอยู่ด้วย
‘หรือว่า...เขากำลังเริ่มการล่าเป้าหมายใหม่อีกแล้ว?’ ยานิก้าคิดเงียบๆ
ข่าวลือว่าไรลีย์เป็นนักหว่านเสน่ห์เจ้าชู้เคยแพร่สะพัดอยู่พักหนึ่ง แต่เธอก็ปัดมันทิ้ง เพราะประสบการณ์ที่เธอเคยมีกับเขานั้นกลับทำให้เธอเชื่อว่าเขาเป็นคนสุภาพ และจริงใจ
แต่ตอนนี้...เมล็ดแห่งความสงสัยกลับค่อยๆ ฝังลึกขึ้น
ยานิก้าโน้มตัวเข้าไปอีกนิด ตั้งใจจะจับคำพูดของทั้งคู่ให้ได้โดยไม่ให้ใครสังเกตเห็น สีหน้าของไรลีย์ยังคงเป็นกำแพงที่อ่านยาก แต่แววตาของเขากลับบอกถึงการมีส่วนร่วมเต็มที่ ขณะที่หญิงสาวตรงหน้ากลับยิ่งสว่างไสวด้วยรอยยิ้มและท่าทาง
เธอยังจำไม่ได้ว่าเป็นใคร แต่เพียงแค่การปรากฏตัวเคียงข้างไรลีย์ ก็เพียงพอจะทำให้หัวใจของยานิก้าถูกบีบด้วยทั้งความอิจฉาและความสงสัยในเวลาเดียวกัน
ความคิดแล่นพล่านจนควบคุมไม่อยู่ ‘ทำไมเขาถึง...ลูบเส้นผมของเธอ...?’
ดวงตาของยานิก้าเบิกกว้างทันทีที่เห็นท่าทางอ่อนโยนนั้น หญิงสาวคนนั้นแก้มแดงจัดกับสัมผัสของไรลีย์
‘ห-หน้าของเขา...ใกล้กับเธอขนาดนั้นเลยเหรอ?’ ยานิก้าโน้มตัวเข้าไปอีกเล็กน้อย พยายามจะฟังเสียงกระซิบที่อาจเล็ดลอดมา
หัวใจเธอเต้นโครมคราม ทั้งตกตะลึงและเต็มไปด้วยความสงสัย “ฉ-ฉันกำลังมองอะไรอยู่เนี่ย!!!?”
‘ทำไม...ทำไมผู้หญิงคนนั้นถึงไม่ปฏิเสธเลย?’ ความคิดของยานิก้ายิ่งวิ่งพล่านเกินควบคุม
เธอแทบไม่อยากเชื่อสิ่งที่ตาเห็น ความไร้เดียงสาในใจยังต่อสู้กับความจริงที่ปรากฏตรงหน้า
แล้วมันก็เกิดขึ้น—ช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีที่ทำให้โลกทั้งใบของยานิก้าพลิกคว่ำ
‘ม-เมื่อกี้...พวกเขา...จูบกันจริงๆ เหรอ???’ ดวงตาของเธอเบิกกว้างยิ่งกว่าเดิม แก้มร้อนผ่าวแทบลุกเป็นไฟ ขณะที่พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น
ความรู้สึกและคำถามถาโถมจนท่วมท้น ยานิก้ารู้ว่าเธอควรหันหลังเดินจากไป การแอบฟังเรื่องหัวใจของผู้อื่นไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
แต่แรงดึงดูดที่คอยเหนี่ยวรั้งให้เธออยู่ต่อ เพื่อไขความลับให้กระจ่าง—มันกลับรุนแรงเกินกว่าจะต้านไหว...