ตอนที่ 102
บทที่ 101 : เทศกาลอันยิ่งใหญ่ 3.5
คำถามของคลาร่าดังก้องอยู่ในอากาศ ทำให้ฉันถึงกับอึ้งไปเล็กน้อยกับความหมายที่มันสื่อ ฉันยังพอเข้าใจเรื่องซอนะ เพราะฉันก็เคยไปนอนบนเตียงของเธอ หรือจะให้พูดตรงๆ ก็คือบนตักของเธอมากกว่า แต่ประเด็นนั้นไม่ใช่สาระสำคัญในตอนนี้
แล้วเรื่องเจ้าหญิงท้องนี่มันคืออะไร?
เธอตระหนักบ้างหรือเปล่าว่าเพิ่งพูดอะไรออกมา?
เสรีภาพในการพูดอาจจะกว้างขวางในสถาบันแห่งนี้ก็จริง แต่ก็ยังมีเส้นบางๆ ที่ห้ามข้าม และหนึ่งในเส้นที่บางที่สุดก็คือการเอ่ยวาจากระทบกระเทือนถึงเชื้อพระวงศ์
หรือว่า... ข่าวลือเหลวไหลอะไรทำนองนั้นมันแพร่สะพัดอยู่จริงๆ ในสถาบันนี้?
ฉันรู้ดีว่าเหล่าลูกหลานตระกูลขุนนางซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในที่นี่ ต่างก็ชื่นชอบเรื่องซุบซิบนินทาเป็นชีวิตจิตใจ แต่เว้นเสียแต่ว่าคุณอยากฆ่าตัวตาย พูดถึงข่าวลือแบบนั้น—ไม่ว่ามันจะจริงหรือไม่—ก็ไม่ต่างอะไรกับการส่งหัวตัวเองไปเข้าดาบ และลากทั้งตระกูลให้หายสาบสูญไปด้วย
เมื่อเห็นสีหน้าตกตะลึงของฉัน คลาร่าก็หัวเราะคิกเล็กน้อย “ล้อเล่นน่ะสิ... ได้โปรดอย่ามองฉันแบบนั้นเลย”
‘เสี่ยงเอาชีวิตไปเล่นมุกตลกนี่มันคุ้มแล้วเหรอ?’ ฉันคิดอย่างเหลือเชื่อ
ถ้ามีใครสักคนบังเอิญได้ยินเข้า เธอคงถูกลากไปประหารต่อหน้าสาธารณชนแล้ว
“ไม่ใช่มุกที่ควรล้อเลย....” ฉันเอ่ยพลางส่ายหัวเบาๆ “คลาร่า เธอกำลังเล่นกับไฟอยู่ ข่าวลือมันก็เรื่องหนึ่ง แต่พอไปเกี่ยวโยงกับราชวงศ์ เรื่องมันจะอันตรายขึ้นมาทันที”
แต่รอยยิ้มของคลาร่าไม่แม้แต่จะสั่นไหว “คุณพูดถูก มันเสี่ยง... แต่บางครั้ง อารมณ์ขันเล็กน้อยก็ช่วยผ่อนบรรยากาศได้นะ ไม่คิดหรือ?”
...
“นอกจากนี้... ฉันยังเชื่อว่าบางส่วนของข่าวลือเกี่ยวกับคุณก็คงไม่ใช่เรื่องโกหกเสียทีเดียว จริงไหม?”
“พูดแบบนั้นเลยเหรอ....”
เธอออกจะเล่นลิ้นไม่น้อย ทั้งที่นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้เปิดบทสนทนาเต็มรูปแบบด้วยกัน
สีหน้าทะเล้นนั่นมันตัดกับภาพลักษณ์สาวนักธุรกิจผู้จริงจังที่ฉันรู้จักจากในเกมโดยสิ้นเชิง
นี่แหละ หนึ่งในเสน่ห์เฉพาะตัวของเธอในเกม
‘ผู้เล่นหลายคนชอบความแตกต่างของบุคลิกเธอ—จากโหมดจริงจังนักธุรกิจ กลับกลายเป็นสาวเจ้าเล่ห์แสนขี้แกล้ง’ ซึ่งผลักดันให้เธอขึ้นไปติดอันดับต้นๆ ของแบบสำรวจความนิยมเหล่านางเอก
คลาร่ามักจะแกล้งเฉพาะคนที่เธอรู้สึกว่าน่าสนใจและน่าคบหา นั่นจึงเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับฉัน หลังจากศึกประมูลสั้นๆ ที่สกายไฮ และการสอบคู่ทีมที่ฉันปฏิเสธคำเชิญร่วมมือจากเธอ เราก็แทบไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก
ฉันเคยคิดว่าเธอคงจะผูกใจเจ็บอะไรอยู่บ้าง แต่ก็โล่งใจที่ไม่ใช่อย่างที่คิด
แล้วเธอก็เปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจังแบบนักธุรกิจขึ้นมาอีกครั้ง
“ว่าแต่~ อะไรทำให้คุณมาพบฉันกันคะ คุณฮอลล์?” น้ำเสียงแฝงด้วยความสงสัย
จากมุมมองของเธอ การที่ฉันอยู่ๆ ก็มาคุยด้วยต้องดูแปลกเอามากๆ เพราะนอกเหนือจากเหตุการณ์ไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา เราแทบไม่มีความเกี่ยวข้องกันเลย
เราไม่ได้ถึงขั้นเป็นเพื่อนด้วยซ้ำ แม้แต่คำว่า ‘คนรู้จัก’ ก็ยังมากเกินไปสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างเราสองคน เรียกว่า “คนแปลกหน้าที่รู้จักชื่อกัน” ยังจะตรงเสียกว่า
เด็กสาวคนนี้ได้รับการขนานนามว่ามีสติปัญญาเทียบเคียงสโนว์ ดังนั้นเธอคงเข้าใจทันทีว่าฉันไม่มาหาเธอเพียงด้วยเหตุผลลอยๆ
การพบเจอกันวันนี้อาจดูบังเอิญ แต่สำหรับเธอ มันอาจไม่ใช่ เธออาจกำลังคิดว่าฉันเจตนาจัดฉากขึ้นมา... แววตาที่กำลังพิจารณาฉันอยู่นั่นก็สะท้อนชัด
และในเมื่อเป็นไปได้สูงว่าเธออาจเข้าร่วมฝ่ายของสโนว์แล้ว ฉันยิ่งต้องระวังคำพูดมากกว่าเดิม หากต้องการข้อมูลบางอย่างจากเธอ
“จริงๆ แค่มีคำถามอยากถามน่ะ....”
“คำถาม?”
“ใช่ แต่ก่อนอื่น....” ฉันปรายตามองไปด้านหลัง เห็นผู้คนมากมายพยายามเบียดเข้ามาฟังบทสนทนาของเรา ดวงตาของคลาร่าเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อสังเกตเห็นฝูงชนเหล่านั้นเช่นกัน
‘พวกขุนนางช่างสอดรู้สอดเห็นจริงๆ....’ ฉันบ่นในใจ ทั้งที่ฉันก็เป็นขุนนางเหมือนกัน แต่พวกเขาไม่มีอย่างอื่นทำกันหรืออย่างไร? ไหนว่าใครบางคนยังมีตารางฝึกซ้อมอยู่?
“ไปหาที่เงียบๆ ส่วนตัวกว่านี้คุยกันดีกว่า”
เธอพยักหน้าและก้าวตามฉันไป ขณะที่เราฝ่าฝูงชนออกมา ซึ่งต่างก็รีบเบือนหน้าหนีทำทีเหมือนไม่ได้แอบฟัง คลาร่าก็แกล้งส่งเสียงดังลอยตามหลังมา
“อย่างนี้ฉันก็กลายเป็นเป้าหมายรายต่อไปของคุณแล้วสินะ คุณเฮล~?”
น้ำเสียงที่ลากยาวและดังพอให้รอบข้างได้ยิน ทำเอาสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องมาที่ฉันทันที เสียงซุบซิบเริ่มดังระงมขึ้นอีกครั้ง และเหล่านักเรียนชายรอบๆ ต่างก็มองฉันด้วยแววตาเกลียดชังปนริษยา
เมื่อหันไปมอง ฉันก็เห็นใบหน้าทะเล้นของเธอที่ยังคงซ่อนอยู่หลังแขนที่ยกขึ้นปิดปาก
‘ขอถอนคำพูดเมื่อกี้... เธอผูกใจเจ็บจริงๆ ด้วย’
...
เราพบมุมที่เงียบสงัดในหอฝึกห่างไกลจากสายตาและหูของผู้คน คลาร่ายืนพิงกำแพง กอดอก มองมาด้วยสายตารอคอย
“ว่าแล้ว... คุณอยากถามอะไร?” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ลดความล้อเล่นลง
มีหลายสิ่งที่ฉันอยากถามเธอ แต่ถ้าไม่อยากให้ตัวเองดูน่าสงสัยเกินไป ฉันก็จำเป็นต้องเลือกอย่างระมัดระวัง...
หากติดตามตามเส้นเรื่องหลัก และพิจารณาจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับสภานักเรียนมาจนถึงตอนนี้ ก็คงพูดได้อย่างปลอดภัยว่าสโนว์กับคลาร่ากำลังเดินหน้าไปตามแผนการดั้งเดิมของพวกเธอ
แผนการที่จะรับประกันชัยชนะที่สมบูรณ์แบบให้กับสโนว์ แต่ผลลัพธ์ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับบางปัจจัยที่พวกเธอสามารถทำสำเร็จได้จริงหรือไม่ด้วยเช่นกัน
“สะพานเกตฟอล... พวกเธอได้สิทธิ์ในนั้นมาแล้วหรือยัง?”
ทันทีที่ถ้อยคำเหล่านั้นหลุดออกจากปากฉัน ดวงตาของคลาร่าก็พลันเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นทันตา
บรรยากาศร่าเริงขี้เล่นที่เธอเพิ่งแสดงเมื่อครู่สลายหายไป เหลือเพียงสุนัขจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ที่ฉันรู้จักจากในเกม
รูม่านตาของเธอขยายเล็กน้อย มานาแผ่ขยายออกมา กดดันใส่ฉันราวกับคมมีดที่มองไม่เห็น
แต่ฉันยังยืนนิ่ง เผชิญสายตาของเธอโดยไม่ไหวเอน
แม้ฉันจะคาดเดาได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเธอจะเปลี่ยนเช่นนี้ แต่ความกดดันที่ถาโถมมาก็ยังทำให้รู้สึกสะท้านในอก
“คุณ...” แม้ว่าเธอจะยังไม่มีมานามากพอที่จะบังคับให้ฉันคุกเข่าลง แต่ความหนาแน่นและความคมกริบของมันก็เฉือนผิวฉันบางส่วนออกไป ลมรอบกายของเธอเสียดแทงเหมือนมีดโกน
“คุณรู้เรื่องนั้นได้ยังไง?”
‘น่ากลัวจริงๆ...’
...
ความประทับใจแรกของเธอที่มีต่อเขา คือชายหนุ่มที่ชวนให้เพลิดเพลิน—คนที่ไม่เคยยอมถอยในการต่อสู้ อัศวินธรรมดาที่กลับมีอะไรแปลกกว่าคนอื่น...
และเป็นบุคคลทรงพลังที่ไม่เคยเผยพรสวรรค์ของตัวเองออกมาเต็มที่
สรุปภาพรวมที่คลาร่ามีต่อไรลีย์มีเพียงสิ่งเดียว—
‘เขามันคนโง่....’
ทั้งที่เขาครอบครองทั้งพลังและอำนาจไว้ในมือ แต่กลับเพิกเฉยและซ่อนสมบัติอันล้ำค่าพวกนั้นเอาไว้เบื้องหลัง
คนที่สามารถก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดได้อย่างง่ายดาย คนที่เกิดมาเพื่อปกครอง และคนที่ควรจะกลายเป็นยอดเยี่ยมที่สุด—ทว่า...เขากลับไม่เป็นอะไรเลยสักอย่าง
ในทางกลับกัน เขากลับเลือกที่จะคงอยู่ในสภาพเดิมตั้งแต่วันแรกที่เข้ามาในสถาบัน....
“สะพานเกตฟอล... พวกเธอได้สิทธิ์ในนั้นมาแล้วหรือยัง?”
มันมีเพียงเหตุผลเดียวเท่านั้นที่ทำให้เขาจู่ๆ เอ่ยถามเช่นนั้นออกมา
‘เขารู้....’
เขารู้ได้ยังไง?
ความคิดของเธอแล่นพล่านเต็มไปด้วยคำถามถึงความเป็นไปได้ที่แผนการรั่วไหลจากการสนทนาระหว่างเธอกับองค์หญิง... แต่มันไม่มีทางเกิดขึ้นได้
เพราะตอนนั้นพวกเธออยู่ในห้องส่วนพระองค์ขององค์หญิง ขณะที่คุยเรื่องแผนการและข้อเสนอสำหรับการเลือกตั้งในภาคเรียนหน้า
นอกจากเธอ องค์หญิง และสาวใช้ผู้ภักดีขององค์หญิงแล้ว—ไม่มีทางมีใครอื่นรู้เรื่องข้อตกลงเกี่ยวกับสะพานเกตฟอล
‘หรือว่าองค์หญิงเองเป็นคนบอกเขา?’
มันเป็นคำอธิบายที่เป็นไปได้ เนื่องจากความสัมพันธ์อันใกล้ชิดระหว่างองค์หญิงกับไรลีย์
แต่พวกเธอก็ได้ทำสัญญาผูกมัดกันอย่างชัดเจนแล้วว่าจะไม่แพร่งพรายข้อมูลนี้ออกไป จนกว่าเธอจะคว้าสะพานมาได้สำเร็จ นั่นคือหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของข้อตกลงที่พวกเธอจับมือร่วมกัน
“งั้นหรือว่า...เป็นสาวใช้?”
คลาร่านึกสงสัยขึ้นมา แต่ก็ปัดทิ้งทันที ‘เด็กคนนั้นซื่อสัตย์เกินกว่าจะทรยศองค์หญิง... อีกทั้งเธอก็ยังลงนามในสัญญาแล้วเช่นกัน’
ไม่มีทางที่สาวใช้คนนั้นจะเป็นต้นเหตุของการรั่วไหล
“คุณ....”
“คุณรู้เรื่องนั้นได้ยังไง?”
สายตาที่จ้องลึกลงไปในดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่แสนเรียบเฉย—ไร้ซึ่งความหวาดกลัวแม้ว่าเธอกำลังกดดันข่มขู่
คลาร่ากลับรู้สึกผสมผสานระหว่างความหงุดหงิดและความชื่นชม
ท่าทีสงบเยือกเย็นของไรลีย์ ชวนให้นึกถึงผู้ใหญ่ที่เพียงเฝ้ามองการเล่นพิเรนทร์ของเด็ก
ใบหน้าอันเรียบนิ่ง สงบเสงี่ยม ไม่แสดงอารมณ์ใดๆ ของเขา ตัดกับใบหน้าของเธอที่เต็มไปด้วยโทสะและความกระหายคำตอบ
หากข่าวเกี่ยวกับความตั้งใจของเธอต่อสะพานเล็ดลอดออกไป ชีวิตการเรียนในสถาบันของเธอก็จบสิ้นทันที.... คลาร่าถอยหลังไปก้าวหนึ่ง พยายามสงบสติอารมณ์ ความเข้มข้นของอารมณ์ในใจเธอคือสิ่งที่แทบไม่เคยเผยให้ใครเห็น แต่ความรู้ที่ไม่คาดคิดของไรลีย์ทำให้เธอเสียท่า
เธอเคยภาคภูมิใจเสมอว่าตัวเองก้าวนำอยู่หนึ่งก้าว ว่าตัวเองรู้มากกว่าทุกคนในห้อง... แต่ตอนนี้ เมื่อยืนอยู่ตรงหน้าไรลีย์ เธอกลับรู้สึกเหมือนถูกเปิดโปง
สายตาของเขายังคงนิ่งแน่ว ไม่ไหวเอน “ข้อมูลย่อมมีวิธีเดินทางไปถึงผู้ที่แสวงหามันเสมอ” เขากล่าวซ้ำด้วยน้ำเสียงสงบ หนักแน่น
“นั่นไม่ใช่คำตอบ” เธอตวาดออกมา เสียงสั่นเครือแฝงด้วยความร้อนรน
“แต่นั่นคือคำตอบเดียวที่คุณจะได้จากผม” ไรลีย์ตอบกลับโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า “คุณก็น่าจะรู้ดีแล้ว ว่าความลับไม่มีวันถูกฝังลึกไปตลอดกาลในสถาบันแห่งนี้”
มือของคลาร่ากำแน่นอยู่ข้างลำตัว ความคิดวิ่งวุ่นไปทั่ว เธอประเมินเขาต่ำเกินไปจริงๆ
‘ไม่คาดคิดเลย...ว่าเขาก็เป็นผู้เล่นในเกมการเมืองที่ซับซ้อนของสถาบันนี้เช่นกัน....’