ตอนที่ 60
บทที่ 59: จุดจบอันขมขื่น
ใบหน้าของออวินบิดเบี้ยวด้วยความสับสนปนตื่นตระหนก
“นี่… มันอะไรกัน?” เขาพึมพำเสียงต่ำ ถอยหลังไปหนึ่งก้าว การจับกุมที่เคยแน่นหนาก็คลายลงโดยไม่รู้ตัว
แรงกดดันอันมหาศาล—พลัง—ความกระหายเลือด… ทุกสิ่งนั้นเหนือกว่าสิ่งที่นายพลผู้ชราผ่านศึกมานับไม่ถ้วนเคยเผชิญ
เพียงแค่ปีศาจร้ายตรงหน้าแผ่พลังออกมา ก็ราวกับว่ากำลังดูดกลืนความแข็งแกร่งทั้งหมดจากร่างของพวกเขา
เท้าของออวินสั่นระริก ดวงตาจ้องลึกเข้าไปในนัยน์ตาสีน้ำเงินเข้มของหมาป่าผู้มีแผงคอสีขาวราวหิมะ
สายฟ้าสีทองเต้นระบำไปทั่วเรือนร่างของมัน ความกดดันอันน่าหวาดหวั่นที่มันปลดปล่อยออกมา เป็นสิ่งที่แม้แต่นักดาบอย่างเขาก็ไม่อาจละเลยได้
ในที่สุด มือที่บีบลำคอของสโนว์ก็ปล่อยออก ความสนใจทั้งหมดของออวินถูกดึงดูดไปยังหมาป่าตัวนั้น
สโนว์เองก็ไม่ต่างกัน—ทั้งสับสน ทั้งตัวสั่นเทา—เธอหอบหายใจอย่างยากลำบาก ไอรัวๆ พลางพยายามยันกายให้ลุกขึ้น
ทุกวินาทีที่ผ่านไป ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างขึ้น เมื่อมองสบเข้ากับสัตว์ร้ายตรงหน้า
“กร๊อดดดด!!!”
เสียงคำรามดังก้องปานฟ้าผ่า สะท้อนสะเทือนจนลูกน้องของออวินถอยกรูดไปทีละก้าว
บางคนถึงกับทรุดฮวบ หมดสติไปภายใต้แรงกดดันที่บดขยี้หัวใจ
วงล้อมเวทที่พวกเขาสร้างขึ้นถูกเปิดออกอย่างเลี่ยงไม่ได้ เปิดทางให้หมาป่าเหยียบย่างเข้ามา
อากาศหนักอึ้งด้วยความตึงเครียด ออวินซึ่งชะงักงันไปชั่วครู่ รับรู้ได้ชัดเจนถึงพลังมหาศาลที่แผ่ออกมาจากสัตว์ร้ายตนนั้น
นี่… ไม่ใช่ปีศาจธรรมดา แต่คือพลังแห่งธรรมชาติ—พายุที่มีชีวิต ปกคลุมด้วยขนสีขาวและสายฟ้าอันเกรี้ยวกราด
เขาตระหนักชัดว่าการต่อกรกับมันมีเพียงความตายรออยู่
อาจจะยังพอมีโอกาส… ถ้าเขาและกองกำลังอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมรบ แต่ความจริงกลับตรงข้าม
ไม่รู้ด้วยเหตุผลใด พลังที่เขาสามารถดึงออกมาได้ในยามนี้กลับน้อยกว่าที่นักดาบเช่นเขาพึงมี
เขามั่นใจว่าลูกน้องของเขาก็รับรู้ถึงสิ่งเดียวกัน—เพราะพวกเขาสั่นระริกยิ่งกว่าเขาเสียอีก
จอมเวทภายใต้คำสั่งของเขาไอเป็นเลือด ขณะพยายามดิ้นรนรักษาเขตต้านเวทมนตร์รอบพื้นที่ไว้
ทว่ารอยร้าวบนเขตกำลังขยายออกช้าๆ และเมื่อมันพังทลายลง ความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยต่อหมาป่าเวทมนตร์นี้ก็จะหายไปโดยสิ้นเชิง
ความคิดหนึ่งแล่นวาบ—หินปราบมารสำรอง—แต่เขาก็ปัดทิ้งแทบจะทันที
ต่อหน้าสัตว์ร้ายอันน่าสะพรึงกลัวนี้ ความพยายามจะปราบมัน… เท่ากับเชิญความตายมาหาตนโดยไม่ต้องสงสัย
การปรากฏตัวของมันท่วมท้นเกินจะทนไหว พลังของมันซึมซาบอยู่ในอากาศรอบตัว
สมองของเขากำลังหาทางรอดเพียงหนึ่งเดียว—การถอยอย่างมีชั้นเชิงที่กำลังดำเนินอยู่ในตอนนี้
แต่แม้จะรู้ว่ามันคือทางเลือกเดียว ความคิดที่จะต้องหนีจากสัตว์ร้ายเพียงตัวเดียวก็กัดกินศักดิ์ศรีของเขาอย่างโหดร้าย
ออวินเหลือบมองลูกน้องอย่างรวดเร็ว—พวกเขาอยู่ในสภาพสับสนอลหม่าน
บางคนแทบถืออาวุธไม่อยู่ บางคนสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
และจอมเวท… อยู่ในสภาพเลวร้ายที่สุด ใบหน้าซีดเซียว หายใจติดขัด
สโนว์ยังคงคุกเข่ากับพื้น หอบหายใจแรง สายตาของเธอมองตรงมายังออวิน—มีทั้งความท้าทายและความโล่งใจผสมปนเปกัน
เธอเห็นชัดในดวงตาของเขา… ความโกลาหลที่ก่อตัว และการตระหนักรู้ว่า—แผนทั้งหมดของเขากำลังพังทลาย
การมาถึงของหมาป่าขาวได้พลิกกระแสการต่อสู้ในทันที และสโนว์ก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงความสิ้นหวังที่เริ่มก่อตัวเพิ่มขึ้นในจิตใจของออวิน
หมาป่าก้าวย่างอย่างช้าๆ เข้าสู่พื้นที่สังเวียน ก่อนจะหยุดและคุกเข่าลงต่อหน้าออวิน ท่าทีอันคาดไม่ถึงนี้ทำให้ความสับสนแล่นขึ้นบนใบหน้าของเขา
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นอีก เมื่อเห็นเงาร่างของชายคนหนึ่งก้าวออกมาจากด้านหลังของหมาป่า
ชายหนุ่มผู้นั้น… ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล เลือดเปรอะเปื้อนราวกับเพิ่งถูกฉีกทึ้งโดยสัตว์ร้าย หากจะให้พูด เขาแทบไม่ต่างอะไรกับศพที่ยังเดินได้—ยืนแทบไม่ตรง แต่ถึงกระนั้น ก็ยังคงก้าวเดินอย่างมั่นคงราวกับแรงแห่งเจตจำนงกำลังฉุดรั้งให้เคลื่อนไปข้างหน้า
และในวินาทีที่สายตาของออวินสบเข้ากับดวงตานิ่งเฉยของชายหนุ่ม ความรู้สึกอันประหลาดก็ถาโถม—แรงกระตุ้นมหาศาลที่อยากจะคุกเข่าลงโดยไร้เหตุผล
‘นี่มัน… อะไรกัน?’
คำถามแล่นวนอยู่ในหัวของเขา มันช่างไร้สาระสิ้นดี
ไม่มีทาง—ไม่มีวัน—ที่เขา, นายพลออวินผู้ยิ่งใหญ่ จะยอมคุกเข่าต่อหน้าใคร หลังจากที่เขาได้ตัดขาดและละทิ้งหน้าที่ต่อจักรวรรดิไปแล้ว
ไม่มีทาง—ที่ชายผู้สู้รบเพื่ออุดมการณ์กวาดล้างขุนนางและเชื้อพระวงศ์ที่ปกครองประชาชนตามอำเภอใจ จะยอมก้มหัวต่อหน้าใครอีกครั้ง… ไม่ใช่หลังจากเวลาทั้งหมดที่ผ่านพ้น
มัน… ไม่มีทางเกิดขึ้น
แต่ความจริงก็คือ ตอนนี้เขากำลังยืนอยู่ตรงนี้—หัวใจถูกโอบล้อมด้วยแรงผลักดันอันอธิบายไม่ได้ ให้ยอมจำนนต่อชายที่อยู่เบื้องหน้า
ออร่าที่แผ่ซ่านออกมาจากชายหนุ่มนั้น ไม่เหมือนสิ่งใดที่เขาเคยเผชิญ
มันราวกับว่าพลังและอำนาจในแก่นแท้ กำลังไหลบ่าออกมาจากร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผลนี้—บีบบังคับให้ผู้คนต้องมอบทั้งความเคารพและการเชื่อฟัง
ดวงตาที่เย็นชา ไร้ความรู้สึก และเต็มไปด้วยความเฉยเมย จับจ้องลงมาที่ออวินด้วยความเข้มข้น จนเหมือนทะลุทะลวงเข้าไปถึงวิญญาณของเขา
ความท้าทายและความดื้อรั้นที่เขาเคยมี ค่อยๆ แตกร้าวลงภายใต้แรงกดดันนั้น เป็นความรู้สึกที่ทั้งน่าสะพรึงและทำให้โกรธอย่างถึงที่สุด
ชายหนุ่มค่อยๆ ก้าวเข้ามา ระยะห่างเพียงไม่กี่เมตร แต่กลับให้ความรู้สึกเหมือนยักษ์ผู้ยิ่งใหญ่กำลังย่างกรายเข้าหา
แม้เขาจะมีรูปร่างเล็กกว่าออวิน ทว่าทุกย่างก้าวกลับทำให้หัวใจของนายพลชรากระตุกวาบ
พวกเขาจ้องตากัน—แต่เหตุใดเขาถึงรู้สึกเหมือนถูกมอง “ลงมา” จากที่สูง?
และในทุกก้าว ความกดดันในอากาศก็ทวีขึ้นเรื่อยๆ จนสัญชาตญาณบอกให้เขาหนีไปให้ไกล
นั่นเองที่ทำให้เขาเข้าใจ—ความตึงเครียดที่กัดกินใจเขามาตลอดนับตั้งแต่สบตากับหมาป่า… ไม่ได้มาจากหมาป่าเลย
แต่มันมาจากชายหนุ่มคนนี้
ระยะห่างระหว่างกันค่อยๆ สั้นลง จนในที่สุด เสียงของเขาก็ดังขึ้น
“ออวิน…”
“…เจ้า… รู้จักข้าด้วยหรือ, ท่านชาย?” น้ำเสียงของออวินเผลอแฝงความประหม่าและเคารพโดยไม่รู้ตัว
ความสับสนยิ่งหนักขึ้น เมื่อเขาสัมผัสได้ถึงแววสมเพชในดวงตาของชายหนุ่ม—สมเพชราวกับรู้จักกันมาชั่วชีวิต
“ใช่… ฉันรู้จักคุณดี” เสียงนั้นสงบ ทว่าทิ่มแทงด้วยความดูแคลน “แม้ว่าฉันจะไม่คิดว่าจะได้เห็นแมลงสาบอย่างคุณโผล่มาที่นี่… ฉันเข้าผิดฉากงั้นเหรอ?”
“เจ้ากำลังพูดถึงอะไร?” ออวินถามกลับ ความงุนงงทวีขึ้นอีกระดับ
ชายหนุ่มถอนหายใจเบาๆ แววหงุดหงิดแล่นผ่านดวงตา “ช่างเถอะ… ไม่สำคัญเท่าไหร่ สิ่งที่ฉันต้องทำตอนนี้ ก็แค่จัดการกับความยุ่งเหยิงนี่… ใช่ไหม?”
หัวใจของออวินเต้นกระแทกอก—แรงและถี่—เมื่อถ้อยคำเหล่านั้นซึมลึกเข้าสู่สติของเขา
เขารู้สึกได้ถึงน้ำหนักของพลังจากชายหนุ่มที่กดทับลงมาอย่างโหดร้าย—หนักหน่วงจนลมหายใจติดขัด ราวกับมีหินมหึมากดทับบนอก
และในขณะเดียวกัน การตระหนักรู้ว่า… เขาไม่มีทางต่อกรได้เลย ก็เย็นเฉียบเหมือนคมมีดแหลมแทงลึกเข้าไปในช่องท้อง
ชายหนุ่มกวาดตามองสภาพรอบตัวช้าๆ จับจ้องใบหน้าของชายฉกรรจ์ที่ล้อมรอบพวกเขา ก่อนจะค่อยๆ เปิดมือและกำมือเหมือนกำลังวัดบางสิ่ง
“เขตต้านเวทมนตร์เหรอ… นั่นอธิบายอะไรได้หลายอย่าง” เขากล่าวเสียงเรียบ สายตาเปลี่ยนไปมองสโนว์—หญิงสาวที่ยังคงยืนหยัดต่อสู้ เธอสบตากับเขา ดวงตาเต็มไปด้วยทั้งความประหลาดใจและความสับสน
แล้วสายตาของชายหนุ่มก็หันไปยังหมาป่าขาวคู่หู ทั้งสองสบตากันอยู่เพียงครู่หนึ่ง ก่อนที่คำสั่งจะหลุดออกมาอย่างห้วนสั้น
“ฆ่าพวกมันให้หมด”
คำสั่งชัดเจนและไร้ความลังเล หมาป่าขาวเผยเขี้ยวในรอยยิ้มอำมหิต เสียงคำรามต่ำดังก้องราวสัตว์ร้ายที่กระหายเลือดอย่างคลุ้มคลั่ง
“กร๊ากกก!!!”
ทันทีที่เสียงคำรามสะท้อนออกไป มันก็หายวับจากสายตา—พุ่งออกไปด้วยความเร็วราวสายฟ้า แล่นเข้าไล่ล่าและฉีกกระชากร่างของชายใต้บังคับบัญชาของออวินอย่างไร้ความปรานี
“ไม่นะ!!”
“นายพล! ท่านนายพล!!!”
“ได้โปรด ช่—!!!”
เสียงกรีดร้องโหยหวนดังก้องไปทั่วทุ่งโล่ง ขณะที่เลือดสาดกระเซ็นเป็นละอองกลางอากาศ
ร่างเนื้อฉีกขาด กลายเป็นเพียงเศษเถ้าภายใต้แรงปะทะของลูกบอลสายฟ้าสีทองที่หมุนวาดไปทั่วสนามรบ สังหารทุกชีวิตที่ขวางทาง
ไม่นาน ขากรรไกรของหมาป่าก็เปื้อนเลือดฉาน เป็นหลักฐานแห่งการสังหารหมู่ที่เพิ่งเกิดขึ้น
ออวินยืนมองด้วยความสยดสยอง—หัวใจเย็นเยียบราวถูกจับจุ่มลงในน้ำแข็ง
เขา… นายพลผู้เคยเป็นที่เกรงขาม—กลับรู้สึกได้เพียงความหวาดกลัวลึกจนถึงไขสันหลัง และความมั่นใจที่ลดน้อยลงทุกลมหายใจ
มือของเขากำด้ามดาบแน่นราวจะบดมันให้แตก เขารู้ดีว่าเขาต้องการเพียงโอกาสเดียว เพียงการโจมตีเดียว… เพื่อตัดชายหนุ่มที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ให้ร่วงลง
ในระยะใกล้เช่นนี้ สำหรับนักดาบ… สำหรับปรมาจารย์แห่งออร่า… สำหรับนักรบผู้ผ่านการฆ่าฟันผู้คนนับพัน… นี่ควรจะง่ายดายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ
“ฮ้าาาาาา!!!”
เสียงตะโกนเปล่งออกมาพร้อมกับความโกรธที่ก่อตัวมานานจนล้น เขาฉีกทิ้งความกดดันแผดเผาที่บีบเค้นหัวใจและทำให้กำลังวังชาลดถอย ออร่าของเขาพุ่งกลับมาอีกครั้ง—แรงกว่าเดิม ใบดาบเปล่งประกายด้วยแสงสีน้ำเงินเข้ม เขายกแขนขึ้นสูง ตั้งใจจะจบทุกสิ่งด้วยฟันเพียงครั้งเดียว
“คุกเข่าลง…”
เพียงคำเดียว—แผ่วเบา แต่ราวกับค้อนเหล็กกระแทกลงบนวิญญาณ
ความแข็งแกร่งทั้งหมด… พลัง… ความเร็ว… ความมุ่งมั่น… สลายหายไปราวละอองควัน
เท้าของเขากระแทกพื้นอย่างไร้เรี่ยวแรง เข่าพับลงโดยไม่อาจต่อต้าน—ต่อหน้าชายหนุ่มผู้นั้น
ความสับสนปนหวาดกลัวอย่างท่วมท้นรุกไล่เข้าไปในความคิดของออวินอย่างรวดเร็ว เขาดิ้นรนอย่างไร้ทิศทางเพื่อจะเข้าใจว่า—นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ทำไมเขาถึงไม่สามารถขัดขืนคำสั่งของชายหนุ่มได้เลย?
ทำไมร่างกายถึงทรยศต่อเจตจำนงของตนเองเช่นนี้?
ทำไม… เขาถึงน่าสมเพชได้ถึงเพียงนี้?
น้ำเสียงของชายหนุ่มเมื่อครู่—ไม่ใช่แค่คำพูด แต่มันคือคำสั่งที่ไม่อาจแตกหัก คำสั่งที่ไม่มีใครสามารถปฏิเสธได้ คำสั่งที่ผูกมัดเจตจำนงของผู้ฟังไว้กับอำนาจลึกลับของเขา
ชายหนุ่มก้าวเข้าหานายพลออวินด้วยท่วงท่าที่มั่นคง กล้าหาญ และไร้ซึ่งความลังเล ทำให้ความตื่นตระหนกภายในใจออวินทวีขึ้นอย่างต่อเนื่อง
หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำเมื่อมือของชายหนุ่มพุ่งเข้ามา—คว้าลำคอของเขาไว้แน่น แล้วยกเขาขึ้นจากพื้นราวกับยกตุ๊กตา
“แก… แกมันไม่ใช่คน…” ออวินพ่นคำออกมาอย่างยากลำบาก เสียงพร่าแผ่วแทบเป็นเพียงกระซิบ
ชายหนุ่มจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของเขา—เย็นชา แข็งกร้าว ไร้ความเมตตา “ไม่ใช่, นายพล… ผมเป็นเพียงผลลัพธ์ที่ตามมาจากการกระทำของคุณ ถ้าคุณแค่รอให้จุดจบที่คุณตั้งใจไว้มาถึง… บางทีคุณอาจได้พบจุดจบที่ต่างออกไป—จากชายอีกคน”
เขาปล่อยคอของออวินให้ร่วงลงกับพื้น ก่อนจะซัดปลายเท้าเข้าเต็มใบหน้าอย่างรุนแรง
เสียง “กร๊อบ” ดังลั่น—ฟันหลายซี่ปลิวกระเด็นออกจากปาก แรงออร่าในจังหวะเตะนั้นแทบจะบดกรามให้แหลกเป็นผง
ออวินสำลักเลือดออกมา พยายามอย่างยากลำบากที่จะรักษาสติ ดาบยังคงอยู่ในมือของเขาไม่ห่าง เขาทุ่มพลังสุดท้ายใส่ออร่าลงในร่างกายเพื่อเสริมความแข็งแกร่ง…
แต่ก็ไร้ผล
“ฟู่…” ลมหายใจร้อนผ่าวปนกลิ่นเลือดของสิ่งมีชีวิตเบื้องหน้าพ่นรดใบหน้าเขา
ออวินหรี่ตาลง และในเสี้ยววินาทีนั้น—เขารู้แล้วว่ากำลังรออะไรอยู่
“ฮ่าฮ่าฮ่า—” เขาหัวเราะเสียงขมขื่น ยอมรับจุดจบอันน่าสมเพชของตนเอง
ขากรรไกรของปีศาจตรงหน้าก็ปิดลง—ฉีกหัวของเขาออกจากร่างอย่างไร้ความปรานี
…
เมื่อสิ้นลมหายใจของนายพลออวิน ชายหนุ่มจึงหันความสนใจกลับไปยังเจ้าหญิง—สโนว์ เธอยืนมองภาพทั้งหมดด้วยดวงตาที่เบิกกว้าง เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความไม่เข้าใจ
เขาเดินช้าๆ เข้าหาเธอ ร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผลและร่องรอยเลือดหยุดลงตรงหน้า ก่อนจะคุกเข่าลงต่อเธอ
“ไรลีย์…?” น้ำเสียงของเจ้าหญิงสั่นเครือ เต็มไปด้วยความสับสนและความหวาดกลัวบางส่วน—ราวกับไม่อาจจดจำภาพลักษณ์ของชายตรงหน้าได้
มือของไรลีย์เอื้อมไปสัมผัสแก้มของเธออย่างอ่อนโยน ปลายนิ้วเกลี่ยเช็ดน้ำตาที่เอ่อคลออยู่ในดวงตาสีงามนั้น
เขาพินิจดูสภาพของเธออย่างละเอียด ก่อนที่แววตาเย็นชานั้นจะสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสบตากับเธอโดยตรง
“ผม… ขอโทษที่มาช้า, ฝ่าบาท ตอนนี้ท่านปลอดภัยแล้ว” เขากล่าวเสียงมั่นคง เพื่อปลอบประโลม ก่อนจะวางมือลงบนศีรษะเธอ ลูบเบาๆ อย่างปกป้อง
นั่นคือคำพูดสุดท้าย… ก่อนที่เรี่ยวแรงสุดท้ายจะถูกกลืนหาย ร่างกายของเขาทรุดลง และสติทั้งหมดก็จางหายเข้าสู่ความมืดมิด
…..
เมื่อสติกลับคืนมา ฉันพบว่าตัวเองกำลังจ้องมองเพดานที่คุ้นเคยเกินกว่าจะเป็นเรื่องบังเอิญ—เพดานสีขาวสะอาด ล้อมรอบด้วยกำแพงเรียบและการตกแต่งแบบมินิมอล แต่แฝงด้วยความโอ่อ่าอย่างบอกไม่ถูก
ความนุ่มของหมอนใต้ศีรษะ และน้ำหนักอบอุ่นของผ้าห่มที่คลุมร่าง… ทำให้ความรู้สึกหวาดหวั่นและเดจาวูหลั่งไหลเข้ามาในหัว
‘นี่… ไม่ใช่ห้องของฉันเหรอ?’
ไม่ใช่ห้องพักในหอที่โรงเรียนจัดให้ แต่คือห้อง… ห้องเดิมที่ฉันเติบโตมา—บ้านของฉัน
ความสับสนเริ่มถูกแทนที่ด้วยการตระหนักรู้ อัตราการเต้นของหัวใจพุ่งสูงขึ้น ขณะที่ความโล่งใจและความกังวลปะปนกันจนจับแยกไม่ออก
“ไรลีย์~”
เสียงนั้น… เสียงหวานใสราวกับนางฟ้าจากสวรรค์ แผ่วลงมาถึงหูฉันพร้อมสัมผัสอุ่นนุ่มที่แก้ม ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ
ฉันค่อยๆ หันหน้าไป… ในใจภาวนาว่าทุกอย่างจะไม่ใช่สิ่งที่ฉันกำลังคิด
“คุณตื่นแล้ว… ที่รัก~”
และเธอก็อยู่ตรงนั้น—คู่หมั้นที่เป็นดั่งดวงใจ ใบหน้าของเธอเปล่งประกายด้วยรอยยิ้มแห่งความยินดี ก่อนที่เธอจะโผเข้ามากอดฉันแน่น ราวกับกลัวว่าฉันจะหายไปอีกครั้ง
“ฉันคิดถึงคุณมากเลยนะ~~”
“…ล-ลียาน่า?”
ในชั่วขณะนั้น ฉันก็รู้ว่านี่คือความเป็นจริง—ไม่ใช่ความฝัน
แต่… เมื่อไม่กี่วินาทีที่แล้ว ฉันยังคงต่อสู้อยู่กับหมาป่าพิฆาตพายุอยู่ไม่ใช่เหรอ?
‘แล้วฉัน… มาโผล่ที่นี่ได้ยังไงวะ?’