CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 131

บทที่ 130: พักหายใจ 2

วันที่อากาศแจ่มใส แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาทั่วบริเวณสถาบัน แสงแดดอบอุ่นปกคลุมผืนดินและอาคาร แม้อากาศจะมีความเย็นแฝงอยู่เป็นนัยว่าฤดูหนาวกำลังใกล้เข้ามา แต่เจ้าหญิงสโนว์กลับรู้สึกได้ถึงความสงบสุขและความสบายที่มากับสายลมอ่อน ๆ

ท้องฟ้าสีครามทอดยาวไร้จุดสิ้นสุด และตัวตนของสโนว์ในยามนี้ก็ราวกับสะท้อนถึงแก่นแท้ของความสง่างามและความสงบที่แผ่ซ่านออกมา

เมื่อเธอก้าวเดินตรงไปยังลานกว้างของสถาบัน ก้าวย่างอันเบาหวิวของเธอราวกับบรรเลงจังหวะที่กลมกลืนเข้ากับเสียงนกร้องขับขาน

เหล่านักเรียนทั้งชายและหญิงต่างหน้าแดงระเรื่อเมื่อสายตาจับจ้องมายังเธอ ราวกับเธอได้ก้าวออกมาจากภาพวาดอันยิ่งใหญ่ ความสง่างามของเธอดึงดูดทุกสายตาจากรอบทิศทาง

แม้แต่ผู้คนที่เพียงแค่เดินผ่านก็ยังหยุดชะงักชั่วขณะ เพื่อชมโฉมเธอด้วยความตะลึงงัน

เอลลี่ สาวใช้ผู้จงรักภักดีประจำพระองค์ ก้าวตามอย่างใกล้ชิด ปกติแล้วเธอมักสงบนิ่ง แต่ในวันนี้กลับมีร่องรอยความกังวลฉายชัดบนสีหน้า

แม้ออร่าเปี่ยมชีวิตชีวาและกิริยาอันอ่อนช้อยของสโนว์จะงดงามเพียงใด ก็ไม่อาจลบเลือนความห่วงใยที่ฉายบนดวงตาของเอลลี่ได้

“ฝ่าบาท... ทรงเป็นอะไรหรือเปล่าเพคะ?” เอลลี่เอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความกังวลพลางเร่งฝีเท้าให้ทัน

สโนว์ละสายตาจากทิวทัศน์รอบตัว หันมาทางสาวใช้ “หืม? มีอะไรหรือ เอลลี่?”

เอลลี่ชะงักเล็กน้อย คิ้วขมวดเข้าหากัน “คือว่า... พวกเราเดินวนไปวนมาอยู่พักใหญ่แล้วเพคะ...”

สโนว์เลิกคิ้วเล็กน้อยอย่างงุนงง “จริงหรือ?”

“จริงเจ้าค่ะ...” น้ำเสียงของเอลลี่เจือด้วยทั้งความกังวลและความเหน็ดเหนื่อยใจ

สโนว์หยุดฝีเท้า กวาดตามองรอบด้าน

ลานกว้างของสถาบันเต็มไปด้วยเหล่านักเรียนและผู้คนที่เดินผ่านไปมา และทุกสายตาก็เหมือนถูกดึงดูดมายังเธอโดยไม่ตั้งใจ

เมื่อรู้ตัวว่ากำลังดึงความสนใจมากเกินไป สโนว์จึงตัดสินใจหยุดพัก

เธอเหลือบไปเห็นม้านั่งไม้ที่อยู่ไม่ไกลนัก ตั้งอยู่ใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่

มันดูเชิญชวนราวกับเป็นที่พักพิงชั่วครู่จากสายตาของผู้คน

สโนว์ก้าวเข้าไปอย่างอ่อนช้อยและทรงตัวลงนั่งอย่างสง่างาม

เอลลี่นั่งเคียงข้าง พลางมองเจ้านายด้วยแววตาผสมระหว่างความห่วงใยและความโล่งใจ ม้านั่งเล็ก ๆ แห่งนี้มอบช่วงเวลาแห่งความสงบ ทำให้สโนว์ได้ทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดทั้งวัน

แม้งานเทศกาลใหญ่—เหตุการณ์สำคัญประจำภาคเรียนของสถาบัน—เพิ่งจะผ่านพ้น แต่เจ้าหญิงสโนว์กลับไม่รู้สึกถึงความสุขเลยแม้แต่น้อย

งานเลี้ยงที่ควรเป็นการเฉลิมฉลองแห่งความสำเร็จของสถาบัน กลับเลื่อนลอยผ่านไปในห้วงใจของเธอ ราวกับม่านหมอกที่ปิดบังความจริงอันหนักอึ้ง

บรรยากาศแห่งความครึกครื้นและเสียงหัวเราะรอบกาย ไม่อาจปลดเปลื้องน้ำหนักในหัวใจของเธอได้

หลายวันมานี้ ความคิดของสโนว์ถูกยึดครองด้วยเพียงสิ่งเดียว—ไรลีย์

ความซับซ้อนในชีวิตของเขา การล่วงรู้ถึงเรื่องการหมั้นหมายกับลูกพี่ลูกน้องของเธอ—ลิยาน่า และอารมณ์สับสนที่ตามมา ไม่ต่างอะไรจากเสียงสะท้อนที่ก้องไม่หยุดในใจ

แม้จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศรื่นเริงที่สุด สโนว์ก็ยังไม่อาจละจากความคิดเหล่านี้ได้

เธอเคยยอมรับความรู้สึกของตนเองที่มีต่อไรลีย์มานานแล้ว

เธอได้ตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะชนะใจเขา ให้เขามองเห็นเธอในฐานะบุคคลพิเศษในชีวิต

เธอพร้อมเผชิญทุกอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการไล่ตามความสัมพันธ์ครั้งนี้

ความตั้งใจของเธอมั่นคงไม่สั่นคลอน ต่อให้ต้องฝ่าฟันเรื่องราวซับซ้อนหรือแม้แต่เสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าเป็นเรื่องอื้อฉาวก็ตาม

เอลลี่ สาวใช้ผู้แสนจะสังเกตเก่ง ย่อมเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในตัวเจ้านาย

เธอจ้องมองด้วยสายตากังวล ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแต่แฝงความตรงไปตรงมา

“ฝ่าบาท... เรื่องนี้เกี่ยวกับเซอร์ไรลีย์อีกแล้วใช่หรือไม่เพคะ?”

ดวงตาของสโนว์เบิกขึ้นน้อย ๆ อย่างประหลาดใจต่อคำถามตรงไปตรงมา “....?”

เอลลี่พูดต่อ น้ำเสียงอ่อนลงราวกับกำลังแตะต้องบาดแผลลึกในใจเจ้านาย “ได้โปรดอย่าทำสีหน้าตกใจเลยเพคะ มันชัดเจนอยู่แล้ว ข้าพอจะมองออกว่าเขาสำคัญกับฝ่าบาทเพียงใด แต่การที่ทรงแสดงออกอย่างชัดเจนเช่นนี้... มันไม่สมควรเลย พระองค์เป็นเจ้าหญิง ไม่ควรปล่อยให้เรื่องส่วนตัวกดทับหัวใจหนักเช่นนี้”

หัวใจของสโนว์เจ็บปวดเมื่อได้ยินถ้อยคำนั้น เธอซาบซึ้งในความห่วงใย แต่ความรู้สึกที่แท้จริงของเธอไม่ใช่สิ่งที่จะลบเลือนได้ง่าย ๆ

การหมั้นหมายระหว่างไรลีย์กับลิยาน่า เปรียบเสมือนการโจมตีโดยตรงต่อหัวใจของเธอ มันสั่นคลอนความหวังและความปรารถนาที่เธอเคยยึดมั่น

ความคิดว่าไรลีย์ใกล้ชิดกับใครอีกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกพี่ลูกน้องของเธอเอง เป็นสิ่งที่ยากจะกลืนลงไป

“ขะ... ข้าไม่ได้รู้สึกอะไรหรอก...” เสียงของสโนว์แผ่วเบา สั่นคลอน และแม้แต่ตัวเธอเองก็รู้ว่ามันคือคำโกหก

เอลลี่ซึ่งเฝ้าสังเกตอยู่ตลอด ถอนหายใจยาวอย่างอ่อนล้า ส่ายศีรษะทั้งเวทนาและหงุดหงิด “ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่พระพักตร์ของฝ่าบาทมันฟ้องหมด หากข้ามีกระจกอยู่ตรงนี้ คงให้ฝ่าบาทดูได้ว่าทรงเป็นเช่นไร”

ดวงตาของสโนว์ที่เปียกชื้นไปด้วยน้ำตาที่ยังไม่ร่วงหล่น ผสานเข้ากับประกายแห่งความเปราะบางและความมุ่งมั่น ทำให้เธอดูอ่อนโยนและเปราะบางอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ภาพอันไม่คาดคิดนี้ แม้จะทำให้เธอแลดูเป็นมนุษย์ธรรมดาที่ใกล้ชิดได้มากขึ้น แต่ก็เป็นภาพที่ทำให้เอลลี่ใจหาย

การได้เห็นเจ้าหญิงผู้ภาคภูมิและสง่างามของเธอ แสดงความอ่อนแอออกมาอย่างชัดเจนเพราะเรื่องส่วนตัว เป็นสิ่งที่ยากจะรับได้

ความรู้สึกที่เอลลี่มีต่อไรลีย์ ไม่ใช่ความเกลียดชัง—เพราะท้ายที่สุดแล้ว มันไม่ใช่ความผิดของเขาที่จุดประกายความรักในใจของเจ้าหญิง

ตรงกันข้าม... เอลลี่ก็พอเข้าใจว่าเพราะเหตุใดไรลีย์ถึงสามารถดึงดูดหัวใจของใครสักคนได้ง่ายดายนัก ด้วยเสน่ห์และความทุ่มเทของเขา

หากเธออยู่ในที่ของสโนว์ บางทีเธอเองก็คงตกหลุมรักเขาเช่นกัน ทว่าต่อให้เข้าใจหัวใจ แต่เอลลี่ก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อผลลัพธ์ที่ตามมาจากสถานการณ์ของสโนว์ได้

“ฝ่าบาทเพคะ” เอลลี่กล่าวต่อด้วยน้ำเสียงทั้งหนักแน่นและอ่อนโยน “มัวแต่คิดวนเวียนถึงเขาเช่นนี้ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลยนะเพคะ ที่สำคัญ พระองค์ยังละเลยหน้าที่ไปเพราะมัวแต่ฟุ้งซ่านอีกต่างหาก แม้กระทั่งในงานเทศกาลใหญ่ พระองค์เกือบแพ้รุ่นพี่เวทมนตร์คนนั้นอยู่แล้ว ตอนนั้นพระทัยของพระองค์ไม่อยู่กับเนื้อกับตัว มันเกือบทำให้เรื่องร้ายเกิดขึ้น...”

ดวงตาของสโนว์ก้มต่ำลง ความจริงในคำพูดของเอลลี่กดทับหัวใจเธออย่างหนัก

งานเทศกาลที่ควรเป็นเวลาของความภาคภูมิและการเฉลิมฉลอง กลับมัวหมองไปเพราะความว้าวุ่นในใจของเธอเอง

ผลงานของเธอตกลงไป และเธอก็รู้ดี

ความห่วงกังวลของเอลลี่นั้นไม่ใช่ไร้เหตุผล ความวุ่นวายในใจของสโนว์เริ่มส่งผลต่อหน้าที่ที่เธอแบกรับ อีกทั้งการเลือกตั้งที่กำลังใกล้เข้ามา ก็คล้ายเงามืดครอบคลุมหัวใจของเธอ

คำพูดสุดท้ายของเอลลี่กระทบใจเธอแรงนัก “หากพระองค์ยังปล่อยให้เรื่องนี้รบกวนพระทัยลึกซึ้งเช่นนี้ บางทีพระองค์ควรทบทวนอีกครั้งว่าจะลงสมัครเลือกตั้งภาคเรียนหน้าได้หรือไม่ หากพระองค์ไม่สามารถรักษาสมาธิและปฏิบัติหน้าที่ได้สมบูรณ์แบบตามที่คาดหวังไว้ ก็คงดีกว่าที่จะถอยออกมาก่อน”

“ม-มัน...” เสียงของสโนว์แผ่วลง ราวกับจมอยู่ในความหนักหน่วงของคำพูดเหล่านั้น

เอลลี่ถอนหายใจ พยายามปลอบประโลมในขณะที่แตะประเด็นอันละเอียดอ่อน “ดิฉันเข้าใจดีเพคะว่าการรู้เรื่องการหมั้นหมายของเซอร์ไรลีย์ทำให้พระองค์สะเทือนใจ... ใครกันจะคาดคิดว่าพระองค์จะตกหลุมรักคู่หมั้นของลูกพี่ลูกน้องตนเอง”

ดวงตาของสโนว์ก้มต่ำลงอีกครั้ง หัวใจอัดแน่นด้วยความทุกข์จากถ้อยคำเหล่านั้น

แค่ความคิดว่าไรลีย์หมั้นกับลิยาน่า ก็กัดกินจิตใจเธอแทบสิ้นแล้ว เพียงแค่คิดไปไกลถึงวันที่ต้องยืนดูพิธีแต่งงานของทั้งสอง น้ำตาก็พร้อมจะไหลริน เธอเคยคิดว่าความรู้สึกอันนุ่มนวลดั่งผีเสื้อโบกบินในอกนี้ คือสิ่งที่เธอจะโอบกอดตลอดชีวิต—ความรักที่เธอเคยเชื่อว่าคือของขวัญล้ำค่า แต่ตอนนี้... เธอกลับเริ่มลังเล เธอรู้ว่าสิ่งที่รู้สึกอยู่นั้นเป็นเรื่องธรรมดา แต่ก็ไม่ชอบใจเลยแม้แต่น้อย

“แต่เรื่องนั้น... จะนับเป็นปัญหาจริง ๆ หรือเพคะ?” เอลลี่กล่าวต่อ ราวกับจะคลี่คลายความอึมครึม “ที่ผ่านมาพระองค์ก็เพียงแค่เริ่มก้าวแรก ๆ กับเขาเท่านั้น ยังไม่ทันสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งอะไร การชอบใครสักคน ไม่ใช่บาปนะเพคะ แม้แต่ในคำสอนของเทพธิดาก็ว่า ความรักคือสิ่งวิเศษที่ควรไขว่คว้า แต่แน่นอน หากความรักนั้นมีเจ้าของแล้ว มันก็ย่อมซับซ้อนขึ้น”

ดวงตาของสโนว์สั่นระริก ความขัดแย้งในใจฉายชัด แม้คำของเอลลี่จะเจตนาดี แต่ความจริงกลับไม่ได้ง่ายดายนัก

“แต่ประเด็นคือ!” เอลลี่พูดต่ออย่างหนักแน่น “การที่พระองค์รักเซอร์ไรลีย์ มันไม่ใช่สิ่งผิดอะไร เพียงแค่ตอนนี้เพิ่งรู้ความจริงว่าเขามีสัมพันธ์กับลิยาน่าเท่านั้นเอง ตราบใดที่พระองค์ไม่—”

“เ-เอลลี่... เจ้ากำลังบอกให้ข้าเลิกรักไรลีย์หรือ?” น้ำเสียงของสโนว์สั่นระรัว แฝงทั้งความเจ็บปวดและความสับสน

เอลลี่มองใบหน้าที่เศร้าแทบขาดใจของสโนว์ รู้สึกสะท้อนใจยิ่งนัก ชัดเจนแล้วว่าสโนว์ยังคงวนเวียนอยู่ท่ามกลางความรู้สึกรักและปรารถนาที่ซับซ้อน และเอลลี่ก็รู้ดีว่าต้องระวังให้มากในการเลือกถ้อยคำ

“เอ่อ... ไม่ใช่เช่นนั้นเพคะ มันไม่ง่ายขนาดนั้น”

เธอสูดลมหายใจลึก ก่อนค่อย ๆ เอื้อนเอ่ย “จะดีกว่าหากพระองค์ค่อย ๆ ลดความหมกมุ่นลง อย่างน้อยก็ในตอนนี้ ต้องเคารพความสัมพันธ์ที่ไรลีย์มีอยู่และเส้นแบ่งที่มาพร้อมกับมัน แต่ไม่ได้หมายความว่าพระองค์ต้องละทิ้งความรู้สึกทั้งหมด เพียงแต่หาหนทางจัดการกับมันอย่างไม่บั่นทอนพระองค์เองหรือบทบาทหน้าที่”

สีหน้าของสโนว์สะท้อนทั้งความเจ็บปวดและความมุ่งมั่น “เจ้าหมายความว่าข้าควรถอยห่าง... แต่ไม่จำเป็นต้องเลิกรักเขา?”

“ใช่เพคะ” เอลลี่ตอบอย่างนุ่มนวล “จงให้เวลากับตนเองในการย่อยความรู้สึก และเคารพความสัมพันธ์ของไรลีย์กับลิยาน่า พระองค์ต้องหาสมดุลระหว่างหัวใจตนเองกับหน้าที่ มันคือการปกป้องพระองค์เองจากความเจ็บปวดเกินจำเป็น ขณะเดียวกันก็ยังคงซื่อสัตย์ต่อหัวใจของพระองค์”

สโนว์หลับตาลง ปล่อยให้ถ้อยคำนั้นซึมซาบเข้าสู่หัวใจ

สายลมอุ่นพัดโลมผิว แทรกซึมเข้ากับความหนาวเย็นจากความว้าวุ่นในใจ

‘บางที... เธออาจพูดถูกก็ได้’ สโนว์คิดพลางต่อสู้กับความซับซ้อนในอารมณ์ของตน

ท้ายที่สุดแล้ว ระหว่างเธอกับไรลีย์... ก็ยังไม่มีอะไรผูกพันที่สำคัญนัก

ความรักที่เธอมีต่อเขาก็เป็นเพียงประกายไฟที่ลุกขึ้นจากหัวใจของเธอเอง มิใช่สิ่งที่ไรลีย์เคยตอบรับหรือรับรู้

มันคือรักข้างเดียว... และความจริงนั้นก็กดทับหัวใจเธออย่างแสนหนักหน่วง

“ปกป้องตัวเอง... ซื่อตรงต่อความรู้สึกของตน...” สโนว์พึมพำ ถ้อยคำเหล่านั้นแปลกประหลาดแต่กลับชวนให้โล่งใจ

เธอเงยหน้ามองท้องฟ้าสีคราม ก่อนหันไปสบตาเอลลี่ด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความสับสน

“เอลลี่... แล้วฉันควรทำเช่นไรต่อไปดี?” เสียงของสโนว์ปนด้วยความท้อแท้และไม่มั่นใจ การจะปรับสมดุลระหว่างอารมณ์กับความจริงเรื่องหมั้นของไรลีย์มันยากเกินรับไหว

สีหน้าของเอลลี่อ่อนลงเมื่อได้ยินคำถามนั้น “อืม... เริ่มจากพบเขาอีกครั้งดีหรือไม่เพคะ?”

สโนว์กระพริบตาปริบ ราวกับถูกคำตอบนั้นเล่นงาน “เอ๊ะ? แต่เมื่อครู่เจ้ามิได้บอกหรือว่าควรหลีกเลี่ยงเขา?”

เอลลี่ส่ายหน้า ยิ้มจาง ๆ อย่างมีเลศนัย “ข้าไม่ได้บอกให้หลีกเลี่ยงเขาเสียทีเดียว นั่นเป็นการตีความของพระองค์เอง ความจริงแล้ว... การหลบเลี่ยงเขาอาจยิ่งทำให้พระองค์ตกอยู่ในห้วงรักลึกกว่าเดิมก็เป็นได้ บางครั้ง การเผชิญหน้ากับความจริงต่างหากที่เป็นก้าวแรกในการเยียวยา”

สโนว์ขมวดคิ้ว ครุ่นคิดกับคำพูดนั้น “เจ้าหมายความว่าข้าควรพบเขาอีกครั้ง?”

“ใช่เพคะ” เอลลี่พยักหน้ารับ “ไม่จำเป็นต้องทำให้พระองค์ต้องเจ็บซ้ำด้วยการอยู่ใกล้เขาตลอดเวลา แต่การพบเขาอีกครั้งอาจช่วยให้พระองค์ทำใจยอมรับความจริง ค่อย ๆ ทำสันติภาพกับหัวใจของตนเอง และไม่ปล่อยให้ความรู้สึกนั้นควบคุมชีวิต”

“ก็ได้...” เสียงของสโนว์เปี่ยมด้วยความแน่วแน่ “ข้าจะไปพบไรลีย์... ตอนนี้เลย!”

ใบหน้าของสโนว์ที่กลับมามีพลัง ทำให้เอลลี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอก... แม้ในใจยังมีความกังวลซ่อนอยู่

ท้ายที่สุด เรื่องของความรักก็ไม่ใช่สิ่งที่เธอถนัดนัก

‘ช่างเถิด... ตราบใดที่ฝ่าบาทมีความสุข ก็นับว่าดีที่สุดแล้ว’

คำแนะนำทั้งหมดที่เธอให้ไป... ก็เพื่อประโยชน์ของเจ้าหญิงทั้งสิ้น

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์