ตอนที่ 151
บทที่ 150: ความรู้สึกท่ามกลางหิมะ
บทที่ 150: ความรู้สึกท่ามกลางหิมะ
ขณะที่มือของเด็กหนุ่มบีบรัดลำคอแน่นขึ้นเรื่อย ๆ และเงาแห่งความตายที่หนาวเย็นและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้เข้าปกคลุม ลุครู้สึกได้ถึงเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นกระหน่ำไม่เป็นจังหวะ
ความตื่นตระหนกกลืนกินเขาจนหมดสิ้น สติแตกซ่านไปกับความคิดสิ้นหวังที่แล่นพล่านอยู่เต็มหัว
‘ไม่! ไม่! ไม่! ฉันไม่อยากตาย!’
แม้จะดิ้นรนอย่างบ้าคลั่งเพียงใด แต่อำนาจกำลังของเขาก็ไร้ประโยชน์สิ้นดี เมื่อเผชิญกับแรงบีบอันแข็งแกร่งราวคีมเหล็กของชายหนุ่มตรงหน้า
ภายใต้ดวงตาสีฟ้าเย็นชานั้น ลุครู้สึกราวกับตนเองมิได้ต่างจากแมลงไร้ค่าตัวหนึ่งแม้เพียงนิดเดียว —สิ่งมีชีวิตที่ถูกบดขยี้ได้โดยไม่ต้องคิดให้เสียเวลา
ในแววตาของไรลีย์ เขาเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง และสิ่งที่เห็นก็ทำให้ขนลุกซู่—ใบหน้าซีดขาวเปื้อนเลือดของชายคนหนึ่งที่กำลังพยายามหนีจากความตายของตัวเองอย่างสิ้นหวัง ชายที่ตอนนี้ไม่เหลืออะไรนอกจากความกลัวและความน่าสมเพช
‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้?’
‘ฉันแพ้ได้ยังไง?’
‘ฉัน... อัจฉริยะเชียวนะ?’
“ผู้ชายที่หล่อที่สุดในโลก... แพ้ให้กับนักเรียนธรรมดา ๆ คนหนึ่ง?”
ความคิดของเขาเริ่มปั่นป่วน วนเวียนด้วยคำถามที่ไม่อาจตอบได้
ความจริงที่ว่าเขา—ชายผู้ภาคภูมิในความฉลาดและเหนือชั้นของตัวเอง—ต้องพ่ายแพ้ให้กับคนที่เขาดูถูกมาตลอด มันไม่สมเหตุสมผลเลย
เขาพยายามกลั่นกรองเหตุผล หาคำอธิบายที่พอจะทำให้ฝันร้ายตรงหน้า “เข้าใจได้” สักนิดก็ยังดี
แต่ไม่ว่าจะพยายามให้สมองหยุดคิดยังไง ความจริงอันเลวร้ายตรงหน้าก็ยังบีบให้เขาตื่นรู้และ “อยู่กับมัน”
มานาของไรลีย์ไหลเข้าจากลำคอโดยตรงเข้าสู่สมองของลุค มันบังคับให้เขาต้อง “รับรู้” ทุกวินาทีแห่งความพินาศของตัวเองอย่างชัดเจน
ความหวาดกลัว ความไร้หนทาง ความไม่อาจหลบหนีไปได้—ทั้งหมดมันยิ่งเร่งเร้าให้ความหวาดหวั่นในใจปะทุจนเขาแทบบ้า
สิ่งเดียวที่เขาทำได้ตอนนี้... คือเผชิญหน้ากับความจริง ว่าชีวิตของเขากำลังตกอยู่ในมือของนักเรียนที่เขาเคยคิดว่าจะกดข่มได้อย่างง่ายดาย
จิตใจของลุคที่เคยคมกริบดั่งมีด ตอนนี้เหลือเพียงสัญชาตญาณดิบของสัตว์ที่หวาดกลัวตาย เขาไม่สามารถหาเหตุผลมาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้อีกแล้ว
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ คือความตื่นตระหนกและการดิ้นรนหนีจากจุดจบที่ใกล้เข้ามา
และท่ามกลางทั้งหมดนั้น แรงบีบของมือไรลีย์ที่ไม่ยอมปล่อย และสายตาไร้อารมณ์ที่มองมา มันทำให้ลุครับรู้ความจริงอันน่าสะพรึงกลัว—ว่าเขากำลังอยู่ในอำนาจของเด็กหนุ่มคนนี้... และ “ความเมตตา” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังคิดถึงแม้แต่น้อย
‘การควบคุมมานาแบบนี้...’
‘นักเรียนไม่ควรจะทำได้ระดับนี้ มันผิดปกติ…’
ความคิดของลุคแล่นไวขณะพยายามประมวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา
วิธีที่ไรลีย์ควบคุมมานา มันเหนือกว่าที่นักเรียนคนไหนในแผนกอัศวินควรจะทำได้
มันไม่ใช่แค่ชำนาญ แต่มันดูเป็นธรรมชาติราวกับว่า “การควบคุมมานา” เป็นอวัยวะส่วนหนึ่งในร่างกายเขา กลายเป็นสิ่งที่หลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกับตัวตน
แม้ตอนที่ลุคยังไม่ได้รับตำแหน่งอาจารย์อย่างเป็นทางการในตอนที่ไรลีย์เข้ามาเรียน แต่เขาก็เคยได้ยินข่าวลือมาบ้าง
เสียงกระซิบระหว่างนักเรียนและอาจารย์ที่พูดถึงไรลีย์ในนามต่าง ๆ
“ปรมาจารย์เงา”
“เพชฌฆาต”
“เจ้าชายผู้สาบสูญ”
“กฎทองคำ” และอีกมากมาย
ชื่อเหล่านั้นล้วนบ่งบอกถึงพลังลึกลับที่อยู่เบื้องหลัง
แต่ลุคเคยปัดทิ้งไปว่าเป็นแค่เรื่องเล่าขานเกินจริง
ในสายตาเขา ไรลีย์ตอนประเมินครั้งแรกนั้น “แข็งแกร่ง แต่ไม่ถึงกับพิเศษ”
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในระดับของซอ ผู้ที่ทุกคนยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะที่แท้จริง
ไรลีย์ไม่น่าจะเทียบเท่ากับเธอได้ และยิ่งไม่มีทางมาเทียบกับตัวเขาเอง
แต่ตอนนี้... เมื่อสบตากับไรลีย์ที่เย็นเยียบจนไร้อารมณ์ ความคิดทั้งหมดนั้นพังทลายลง
ร่างกายที่ก่อนหน้านี้ยังเจ็บปวดจากพิษและแรงบีบของมานา ตอนนี้กลับสั่นสะท้านไปด้วยความกลัว
ความปวดแสบปวดร้อนที่หัวใจและปอดซึ่งควรจะยังแผดเผาอยู่... มันดับวูบลง เหลือเพียงความเงียบอันกดดัน
โลกโดยรอบเงียบสนิท ราวกับทุกสิ่งหยุดนิ่งเพื่อชมช่วงเวลานี้โดยเฉพาะ และในความเงียบนั้น ลุครู้สึกได้ถึง ความกลัวบริสุทธิ์ ที่ผุดขึ้นมาจากก้นบึ้งจิตใจ สัญชาตญาณตะโกนเตือนให้เขาหนี หนีให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้
ระดับการควบคุมมานาของไรลีย์... วิธีที่เขาใช้งานมันอย่างแนบเนียนและลื่นไหล ราวกับเป็นตัวตนของเขาเอง
มันทำให้ข่าวลือที่เคยได้ยินดูน่ากลัวและจริงขึ้นมาทันที
เด็กหนุ่มที่เขาเคยมองว่าไม่พิเศษคนนี้ ตอนนี้ได้กลายเป็นบุคคลที่ทรงพลังอย่างไม่อาจปฏิเสธ
ถึงขั้นที่นักรบผู้ช่ำชองอย่างเขายังตัวสั่นด้วยความกลัว
ความจริงที่เพิ่งตระหนักได้ในนาทีสุดท้ายนี้คือ... เขาประเมินคนตรงหน้าต่ำไปอย่างน่าขัน
ทั้งซอ ลูคัส และนักเรียนคนอื่น ๆ เทียบกับเขาคนนี้ไม่ได้เลยแม้แต่น้อย
‘ไอบ้านี่... มันคือปีศาจชัด ๆ!!!’
ในขณะที่สมองของลุคพยายามจัดเรียงความคิดอย่างตื่นตระหนก
เขากลับลืมความเจ็บปวดทั้งหมดไปชั่วขณะ
สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ในหัว คือ ความปรารถนาที่จะหนีไปให้พ้นจากแววตานั้น แววตาของเด็กหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า
เด็กนักเรียน... ใช่
แต่ภายในตัวเขา กลับมี “พลัง” ที่ทำลายทุกความเชื่อที่ลุคเคยมี
และท้ายที่สุด ลุคก็เข้าใจอย่างชัดเจนจนใจสั่นสะท้านว่า—
เขากำลังเผชิญหน้ากับบางสิ่งที่อันตรายยิ่งกว่าทุกอย่างที่เขาเคยพบเจอมาในชีวิต
‘ฉันกำลังจะตายจริง ๆ...’
ความคิดนั้นดังก้องในหัว ขณะที่ความหนาวเย็นแห่งความตายค่อย ๆ ปกคลุมเขา
สายตาพร่าเลือน ทุกอย่างรอบตัวมืดมัวลงอย่างช้า ๆ เขากำลังจะหลุดเข้าสู่ห้วงสุดท้ายของชีวิต
แต่ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินทั้งหมดนั้น...
แรงบีบก็คลายลง
มือของไรลีย์ ที่เคยบีบลำคอจนแทบขาดอากาศหายใจ—ปล่อยออกกะทันหัน
ร่างของลุคล้มลงกับพื้นอย่างหมดแรง หอบหายใจถี่ กระอักกระอ่วนราวกับร่างกายพยายาม “คว้าชีวิต” ไว้ให้ได้
สมองที่อยู่บนขอบเหวแห่งความบ้า เริ่มกลับมารับรู้อะไรได้เล็กน้อย
‘ฉันยัง... ยังมีชีวิตอยู่?’
ในความมึนงง ลุคพยายามหาคำตอบ ทำไมเขาถึง “รอด” มาได้
แล้วมันก็ผุดขึ้นในหัวเขา—‘พรแห่งเทพธิดา!’
แน่นอน!
ความงามของเขา เสน่ห์ของเขา การมีอยู่ของเขาเอง... ทั้งหมดนั้นคือของขวัญจากเทพธิดา
‘ต้องใช่แน่!’
เทพธิดากำลังมองดูเขาอยู่ พลิกชะตาให้เขาใหม่ มอบโอกาสครั้งที่สองให้แก่เขา
ใช่แล้ว... เขาบอกตัวเอง ยึดติดกับความหวังนี้ราวกับมันคือเหตุผลเดียวที่อธิบายทุกอย่างได้
แต่ในขณะที่เขากำลังจะจมอยู่ในภาพฝันแห่งการ “รอดชีวิต” เสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ทำให้ทุกอย่างในห้องหยุดนิ่งลง
“เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
น้ำเสียงนั้นเปรียบเสมือนแสงแห่งความรอด
หัวใจของลุคเต้นรัวขึ้นอีกครั้งขณะพยายามคลานหนีจากไรลีย์ สายตาไล่หาต้นเสียงด้วยความตื่นตระหนก
และแล้ว... เขาก็เห็นเธอ
เจ้าหญิงสโนว์
กับเส้นผมสีขาวบริสุทธิ์ และดวงตาสีไพลิน เยื้องย่างเข้ามายังประตูห้อง
ความงามของเธอช่างเหนือกว่าทุกสิ่งที่เขาเคยเห็น เป็นความงามเหนือสามัญที่ดูจะเจิดจ้ายิ่งกว่าแสงใดในห้องนี้เสียอีก
‘นางฟ้า...’ เขาคิด หัวใจเต้นแรงด้วยความตื่นตะลึงและโล่งใจปนกัน
น้ำตาคลอในดวงตา ขณะที่เขาจ้องมองเธอด้วยความเชื่อมั่นว่าเธอคือ “ผู้นำสารแห่งเทพธิดา” ที่ถูกส่งลงมาช่วยเหลือเขาในวินาทีสุดท้าย
‘โอ้ เทพธิดา... ท่านถึงกับส่งนกพิราบลงมาให้ข้าเลยหรือ!’
ภาพของเจ้าหญิงสโนว์เบื้องหน้า เปรียบดั่งยาขนานเย็นที่ปลอบประโลมประสาทอันแตกกระเจิงของเขา เป็นปาฏิหาริย์ที่จุดประกายความหวังขึ้นอีกครั้ง
ในชั่วขณะนั้น ความหวาดกลัวทั้งหมด... ความสิ้นหวังทั้งมวล... มลายหายไปหมดสิ้น
นี่คือโอกาส นี่คือความรอดสุดท้าย เขาจะไม่มีวันปล่อยให้หลุดมือ
เขายื่นมือออกไปหาเธอ เสียงที่เปล่งออกมาสั่นเครือ ทั้งจากความกลัวและความหวังอันแรงกล้า
“พ-พระองค์... ขอ-ขอทรงช่วยหม่อมฉันด้วยเถิด!!!”
แสงแห่งความหวังนี้—ลุคตั้งใจจะไขว่คว้ามันสุดแรง เขามั่นใจว่านี่คือความประสงค์ของเทพธิดาที่จะให้เขารอดชีวิต
มือเขายื่นไปหาเจ้าหญิงสโนว์ด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง น้ำตาคลอเบ้า สะท้อนถึงความเปราะบางที่แท้จริงของจิตใจ
นี่คือความรอดของเขา โอกาสที่สองของเขา และเขาจะยอมทำทุกอย่างเพื่อจะคว้ามันไว้
แต่ก่อนที่ปลายนิ้วของเขาจะสัมผัสได้แม้เพียงชายผ้าของเจ้าหญิง แสงสีเงินสายหนึ่งก็พุ่งวูบผ่านกลางอากาศ สว่างวาบในสายตาเขาชั่วพริบตาเดียว
แล้ว... ความเจ็บปวดก็ถาโถมมา
เจ็บปวดราวกับไฟเผาแผดเผาไม่ยั้ง เลือดอุ่น ๆ พุ่งกระเซ็นใส่ใบหน้าเขา
และในวินาทีนั้น... มือของเขาไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว
“อ๊าาาาาาาาาาาาาาา!!!!!!!”
เสียงกรีดร้องจากลุคก้องสะท้อนด้วยความเจ็บปวดและหวาดกลัวปะปนกัน
เขาก้มมองลงไปอย่างตกตะลึง จุดที่เคยเป็นมือของเขา บัดนี้เหลือเพียงท่อนแขนที่เลือดไหลทะลักไม่หยุด
เสียงฝีเท้าเบา ๆ ดังขึ้นเคียงข้างเขา ดึงความสนใจออกจากบาดแผลแสนสยองนั้น
หญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่เหนือเขา เป็นเมดผู้มีสีหน้าเย็นชาและเปี่ยมไปด้วยความรังเกียจ
ในสายตาของเธอ ไม่มีแม้แต่เศษเสี้ยวของความเห็นใจ มีเพียงความชิงชังที่แน่นิ่งราวกับคมมีด
“อย่าเอามือโสโครกของเจ้าชี้มาที่องค์หญิงอีก” เมดพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ดุจคมมีดเฉือนผ่านอากาศ
“ไอ้สารเลว”
ลุคยังไม่ทันจะเข้าใจคำพูดนั้นดี ร่างกายเขาก็เริ่มแข็งทื่ออย่างรวดเร็ว ความเย็นเยียบไต่จากปลายเท้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วราวกับงูน้ำแข็งที่แทรกเข้าใต้ผิวหนัง
เกล็ดน้ำแข็งค่อย ๆ คลุมร่างเขา ทั้งแขน ขา ลำตัว... จนกระทั่งเขาไม่อาจขยับอะไรได้แม้แต่นิ้วเดียว
เขาทำได้เพียงจ้องมองด้วยความสยดสยอง ขณะที่น้ำแข็งเย็นเฉียบเลื้อยขึ้นมาจนถึงลำคอ
และจากนั้น—เสียงของเธอก็ดังขึ้น
เสียงของเจ้าหญิงสโนว์
“ลุค วอล์คเกอร์... ข้าจะทำให้ชื่อสกุลของเจ้าหายไปจากบันทึกจักรวรรดิ”
น้ำเสียงของเธอเย็นยะเยือก ไม่ลังเล ไร้ซึ่งความปรานี
คำพูดของเธอแทงทะลุม่านหมอกแห่งความกลัวและความเจ็บปวดลงสู่หัวใจเขาอย่างเฉียบคม
และในวินาทีที่น้ำแข็งปกคลุมดวงตาเขาจนมิด—ภาพสุดท้ายที่เขาเห็น... คือตาสีเงินเยือกของเจ้าหญิง ที่เต็มไปด้วยเพียงความรังเกียจสุดขั้ว
เขาเคยคิดว่าเธอคือผู้ช่วยชีวิต คือนางฟ้าที่เทพธิดาส่งมา
...แต่ในสายตาของเธอ เขากลับเป็นเพียง “ความผิดพลาด” ที่ต้องถูกลบล้าง
ความจริงสุดท้ายทิ่มแทงจิตใจเขาราวกับตะปูเย็นเฉียบ
...จากนั้น ทุกอย่างก็มืดดับลง
เงียบ
เย็นเยือก
อย่างไม่อาจปฎิเสธได้
...
การประเมินสถานการณ์บ้าบอเบื้องหน้า ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับสโนว์เลย
ตั้งแต่ก่อนจะเข้ามาในห้อง เธอก็รู้สึกผิดสังเกตอยู่แล้ว ว่าทำไมมานาของไรลีย์ถึงพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดปกติ
แม้มันจะช่วยให้หาเขาเจอได้ง่ายขึ้น แต่มันก็จุดประกายความกังวลในใจเธอเช่นกัน
ท้ายที่สุด มีเพียงสองคนเท่านั้นที่เธอรู้ว่าสามารถดึงเอาด้านเย็นชาของไรลีย์ออกมาได้
หนึ่งคือ “พลเอกเออร์วิน”
และอีกคนคือ... “ลูคัส”
เมื่อเธอเหยียบเข้ามาในห้อง ภาพตรงหน้าก็ยืนยันความกังวลทุกอย่าง
อาจารย์คนนั้นนอนกองอยู่กับพื้น เสื้อยูนิฟอร์มขาดรุ่งริ่ง ปกเสื้อเปิดออก เนกไทหลุดรุ่ย
ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดและสิ้นหวัง ขณะที่ไรลีย์ยืนอยู่เหนือเขาด้วยสายตาเย็นชาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจและเกลียดชังบริสุทธิ์
ถัดไปไม่ไกล ยานิก้ากำลังตัวสั่น ใบหน้าเต็มไปด้วยความกลัว สับสน และอะไรบางอย่างที่สโนว์ยังอธิบายไม่ได้
ใช้เวลาแค่ห้าวินาทีเท่านั้น
เสื้อผ้าที่ฉีกขาด ปกเสื้อกับเนกไทที่หลุด ความหวาดกลัวที่แท้จริงบนใบหน้าของยานิก้า และสุดท้าย—สายตาอาบเลือดของคนที่เธอรัก
สโนว์ก็เข้าใจได้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น
อาจารย์คนนั้นชัดเจนว่าทำผิด—และไม่ใช่แค่ความผิดธรรมดา
สิ่งที่เขาทำ มันเลวร้ายถึงขั้น “ล้างตระกูล”
แค่การที่เขากล้าละเมิดนักเรียนของสถาบัน—พลเมือง และขุนนางของจักรวรรดิเจอร์โมเนีย—ก็ถือเป็นความผิดสูงสุด
โดยไม่มีลังเลแม้แต่วินาทีเดียว เข้าหญิงสโนว์ตัดสินใจทันที
เธอชูมือขึ้น เรียกเวทมนตร์น้ำแข็งอย่างง่ายดาย น้ำแข็งครอบคลุมลุคจนร่างทั้งร่างหยุดนิ่ง
เธอเคยได้ยินข่าวลือว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญออร่า มีดาบออร่าที่น่ากลัว
แต่ภาพที่เห็นตอนนี้—ชายที่คุกเข่ากับพื้นอย่างสิ้นท่าอยู่ตรงหน้าไรลีย์
มันช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าอัศวินชั้นต่ำคนหนึ่งด้วยซ้ำ
ในขณะที่น้ำแข็งค่อย ๆ ปกคลุมร่างของลุค สโนว์ก็อดรู้สึกคลื่นไส้ไม่ได้
“ลุค วอล์คเกอร์... ข้าจะลบชื่อสกุลของเจ้าออกจากบันทึกจักรวรรดิ”
ชายคนนี้... ผู้ที่กล้าทำลายศักดิ์สิทธิ์ของสถาบัน และเกียรติของจักรวรรดิเจอร์โมเนีย
เขาสมควรได้รับทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้น
สุดท้าย เมื่อเธอเริ่มสงบลง สโนว์จึงหันไปมองไรลีย์อีกครั้ง
แต่แรก เธอมาเพราะความรู้สึกสับสนในใจ อยากจะพูดถึงความรู้สึกที่ค้างคาอยู่ในหัวใจของเธอให้เขาฟัง
แต่หลังจากเหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ เธอกลับรู้สึก “ดีใจ” ที่เธอมา... เพื่อหยุดการนองเลือดก่อนที่จะสายเกินไป
แม้กระนั้น... เธอก็ไม่อาจปฏิเสธความรู้สึกวุ่นวายในใจได้
วันนี้... สโนว์ตั้งใจจะพูดความในใจกับไรลีย์เสียที
แต่เมื่อมองรอบห้องอีกครั้ง—สภาพห้องที่วุ่นวาย ความหวาดกลัวที่ยังฝังอยู่ในแววตาของยานิก้า และสายตาเย็นชาที่ไรลีย์แสดงเมื่อครู่...
ทุกอย่างเตือนว่า... มันยังไม่ใช่เวลา
ไรลีย์ ดูเหมือนจะไม่รู้เลยว่าหัวใจของเธอกำลังว้าวุ่นแค่ไหน
เขาถอดเสื้อคลุมและเบลเซอร์ออกอย่างเงียบ ๆ
แล้วคลุมมันลงบนร่างของยานิก้า—ที่ยังคงตัวสั่นอยู่ข้าง ๆ เขา
มือของเธอกำเสื้อนั้นแน่น แสดงออกถึงความหวาดกลัวที่ยังไม่จางหาย
ไรลีย์พูดด้วยน้ำเสียงที่ผ่อนคลาย แต่เปี่ยมด้วยน้ำหนักที่สโนว์ไม่อาจละเลยได้
“สโนว์... ช่วยเธอหน่อยได้ไหม”
ชั่วขณะนั้น สโนว์ก็เผลอมองเขานิ่งไป
นานแล้ว... ที่เธอไม่ได้มองเขาใกล้ ๆ แบบนี้
แม้เหตุการณ์เมื่อครู่จะโหดร้าย แต่หัวใจของเธอกลับสะดุดอีกครั้ง
ความห่วงใยของเขาที่มีต่อยานิก้า... ความสงบนิ่งหลังจากเหตุการณ์รุนแรง...
ทั้งหมดนั้นทำให้เธอเข้าใจทันที ว่าทำไมความรู้สึกที่มีต่อเขา มันถึงซับซ้อนขนาดนี้
...แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องแบบนั้น
สโนว์ถอนหายใจเบา ๆ รู้สึกหงุดหงิดกับอารมณ์ที่ปะปนกันในใจ
เธอรู้ดีว่า—ตอนนี้ ต้องวางเรื่องส่วนตัวไว้ก่อน
เธอก้าวเข้าไปใกล้ยานิก้า คุกเข่าลง สีหน้าอ่อนโยน ขณะยื่นมือออกไปอย่างอ่อนโยน
“ไม่เป็นไรนะคะ คุณยานิก้า” สโนว์พูดด้วยเสียงนุ่มนวล วางมือลงบนไหล่หญิงสาวอย่างปลอบโยน
“ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว พวกเราจะจัดการทุกอย่างให้เอง”
ในขณะที่ปลอบใจยานิก้า สโนว์ก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองไปทางไรลีย์อีกครั้ง
ยิ่งมอง... เธอก็ยิ่งรู้ว่า ความรู้สึกในใจนี้ มันไม่ใช่อะไรที่ปัดทิ้งได้ง่าย ๆ เลย
แต่ตอนนี้—เธอต้องเก็บมันไว้ก่อน
ช่วยยานิก้าให้ได้ก่อน
สโนว์ถอนหายใจอีกครั้ง คราวนี้เธฮไม่ได้หงุดหงิด แต่เป็นการยอมรับในชะตากรรมมากกว่าเมื่อก่อน
...ความรู้สึกห่วยแตกในใจมันยังไม่หายไป แต่มันคงต้องปล่อยไว้ก่อน