ตอนที่ 134
บทที่ 133: กลับบ้าน
“ที่นี่... ช่างกว้างใหญ่เหลือเกิน...”
ฉันพึมพำกับตัวเองด้วยความทึ่ง ขณะยืนอยู่เบื้องหน้าภูเขาหมอกพิศวงที่ปกคลุมด้วยหิมะ
ทิวทัศน์ที่ทอดสายตาออกไปนั้นงดงามจับใจอย่างไม่อาจบรรยาย
แนวเทือกเขาสูงเสียดฟ้า ยอดเขาถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกเย็นยะเยือกที่หมุนวนอยู่ตลอดเวลา ขนาดมหึมาของมันทำให้สันหลังฉันสั่นวาบ ไม่ใช่เพียงเพราะความหนาวเหน็บ แต่เป็นความยิ่งใหญ่ที่กดทับลงมา
แม้ยังไม่ทันเริ่มปีนไต่ แต่เพียงแค่ยืนอยู่ตรงเชิงเขา ก็สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอันกดดัน
อากาศหนาวเย็นสะอาดตัดผิว ราวกับมีแรงกดดันที่จับต้องได้ คอยเตือนให้สำนึกถึงการดำรงอยู่ของภูผาแห่งนี้
ฉันคิดไม่ออกว่าบรรดานักปีนเขาผู้เชี่ยวชาญจะรู้สึกอย่างไร แต่บางทีคงไม่ต่างจากฉัน—ทั้งตื่นเต้นและขลาดกลัวต่อความมหึมาเบื้องหน้า
ภูเขานี้มีชื่อเรียกอีกว่า “เวสต์ฟรอสต์” ตั้งอยู่ทางตะวันตกของแนวเขารอบสถาบัน มันไม่ได้ใกล้เสียจนจะเดินไปได้ง่าย ๆ แต่ก็ไม่ไกลเกินเอื้อม
ในเกม สถานที่แห่งนี้ถูกบรรยายว่าเคยเป็นถ้ำของมังกรน้ำแข็งที่ตายไปแล้ว และยังเป็นสถานที่ที่อาจารย์ของฝาแฝดได้ทิ้งมรดกเอาไว้
หากตามเส้นเรื่องเดิม ที่นี่ถูกออกแบบให้เป็นมินิเกมอันมั่นคงและน่าสนใจ
ผู้เล่นจะต้องฝ่าด่านกับดัก ต่อสู้กับเหล่าสัตว์ประหลาด เพื่อคว้าหนึ่งในมรดกอันทรงเกียรติของ “คาราก้า”
สิ่งที่รออยู่อาจเป็นอาวุธในตำนาน หรือไม่ก็อุปกรณ์หายากที่มีเพียงชิ้นเดียวในโลก
ความท้าทายไม่ถึงกับซับซ้อนเกินไปสำหรับผู้เล่นที่มีประสบการณ์ แต่รางวัลที่ได้กลับมหาศาล
เพราะฉะนั้น ไม่ว่าจะเลือกตัวละครไหนไปช่วยฝาแฝด ก็ถือเป็นชัยชนะที่แทบจะการันตีได้เลย
จุดประสงค์หลักของที่นี่ก็เพื่อสร้างรากฐานให้ฝาแฝดก้าวขึ้นเป็นสิ่งมีชีวิตระดับเทพ ที่จะสั่นสะเทือนโลกใบนี้ในอนาคต
แต่ความย้อนแย้งก็คือ...
ทั้งที่สถานที่แห่งนี้ควรจะเข้าถึงง่าย ความท้าทายชัดเจนตามกลไกเกม แต่ฝาแฝดกลับหายสาบสูญไปในระหว่างการฝ่าเส้นทางนี้อย่างไร้ร่องรอย
การหายตัวไปของพวกเขาทำให้แผนทั้งหมดของฉันเป็นโพรงโบ๋ และทิ้งความไม่สบายใจไว้ในใจ
ช่างแปลกประหลาด—ฝีมือของพวกเขาควรจะเพียงพอที่จะผ่านบททดสอบตรงนี้ไปได้แท้ ๆ แต่กลับไม่มีใครพบเห็นอีกเลย
ในหัวฉันก้องไปด้วยคำถาม แต่เมื่อครุ่นคิดถึงสิ่งที่พวกเขาควรเจอ ก็มีเพียง “โกลเล็มน้ำแข็งสีขาว” เท่านั้นที่ผุดขึ้นมา
ตามตรรกะของเกม จุดประสงค์ของพื้นที่นี้คือการอัปเกรดสถานะของฝาแฝด และหากทุกอย่างดำเนินตามระบบดั้งเดิม พวกเขาก็ไม่ควรจะมีปัญหาอะไรในการผ่านมัน
กลไกของเกมถูกออกแบบมาให้เป็นความท้าทายที่ “ยุติธรรม” ไม่ใช่อุปสรรคที่ผ่านไม่ได้ โดยเฉพาะสำหรับตัวละครระดับพวกเขา
‘หรือว่าผีของมังกรน้ำแข็งจะสาปฝาแฝดเอาไว้?’
ความหนาววูบวาบแทรกเข้ามาเมื่อฉันคิดถึงความเป็นไปได้นี้
มันดูเกินจริงก็จริง แต่ในโลกที่เวทมนตร์และสัตว์ประหลาดดำรงอยู่ประหนึ่งสิ่งธรรมชาติ ความเป็นไปได้นี้ก็ใช่ว่าจะถูกตัดทิ้งไปทั้งหมด
‘ในเมื่อมังกร... คือสิ่งที่ใกล้เคียงกับธรรมชาติที่สุด—ไม่สิ พวกมันก็คือธรรมชาติเสียด้วยซ้ำ’
เกมยังเคยบรรยายเผ่าพันธุ์นี้ว่าเป็น “สิ่งมีชีวิตสมบูรณ์แบบ”
มังกรไม่มีวันตายอย่างแท้จริง... พวกมันเพียงแค่กลับคืนสู่ธาตุและแนวคิดแห่งธรรมชาติที่ตนเองดำรงอยู่
ดังนั้น การที่ผีของมังกรจะเวียนวนอยู่ที่นี่... ก็ไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินจริงในโลกนี้
ค่าโชคต่ำเตี๊ยตลอดกาลของฉัน ทำให้รู้สึกเหมือนชะตากำลังเล่นตลกอยู่
‘ฉันควรระวังมากกว่านี้... ควรเตรียมรับมือกับความล้มเหลวไว้แต่แรก...’
เฮ้อ... แต่จะโทษตัวเองไปก็ไร้ประโยชน์
สิ่งที่เกิดแล้ว... ก็เกิดแล้ว
ฉันจึงเบนความสนใจกลับมายังภารกิจตรงหน้า ตอนนี้ฉันมาถึงแล้ว และต้องหาข้อมูล—ไม่ว่าจะเป็นเบาะแสหรือข้อพิสูจน์ใด ๆ—ที่จะช่วยไขปริศนาการหายตัวไปของฝาแฝด
ฉันสูดหายใจเข้าลึก ดึงสมาธิกลับคืน กักเก็บมานาไว้ภายใน
ลมหายใจเริ่มสงบลง พลังแผ่ซ่านไปทั่วกาย ฉันต้องใช้โอกาสที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด
เรือเหาะลำถัดไปจะมาถึงในอีกหนึ่งชั่วโมง ฉันไม่อาจพลาดได้เด็ดขาด
ถ้าพลาด... คงต้องติดแหง็กอยู่ในพื้นที่ห่างไกลนี้โดยไม่มีกำหนด ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีแน่
[ทักษะ: ขยายมานา] [ความชำนาญ (80%)] → [เปิดใช้งาน]
[ทักษะ: หลบหลีก] [ความชำนาญ (55%)] → [เปิดใช้งาน]
[ทักษะ: เร่งความเร็ว] [ความชำนาญ (10%)] → [เปิดใช้งาน]
ฉันสัมผัสได้ถึงพลังงานที่แล่นพล่านเมื่อสกิลถูกปลุกใช้
ร่างกายกระโจนพุ่งด้วยความเร็ว ปีนไต่ขึ้นข้างภูเขาอย่างคล่องแคล่ว แม่นยำ ราวกับผู้ที่เชี่ยวชาญเส้นทางอันทรหดนี้มานับครั้งไม่ถ้วน...
สายลมหนาวพัดกระหน่ำใส่ร่าง แต่ความอบอุ่นจากเกราะมานาของฉันช่วยป้องกันความหนาวรุนแรงนั้นไว้ได้
‘แปลกจริง...’
เมื่อมาถึงยอดภูเขา คำคำนั้นก็สะท้อนอยู่ในห้วงความคิดของฉันอย่างไม่หยุดหย่อน ตั้งแต่เริ่มไต่เขามาจนถึงตอนนี้ ทุกสิ่งมันช่างผิดแผกไปจากที่ควรจะเป็น
ภูเขาลูกนี้—ที่ในเกมถูกบรรยายเต็มไปด้วยกับดักอันตรายและเหล่าโกเล็มขาวที่โผล่มาโจมตีไม่หยุดหย่อน—กลับเงียบสงัดจนน่าขนลุก
สิ่งที่ควรจะเป็นอุปสรรคและบททดสอบสำหรับผู้กล้า กลับไม่ปรากฏแม้แต่น้อย
ก็แน่ล่ะ มันน่าโล่งใจที่ฉันไม่ได้เจอปัญหาระหว่างทาง แต่ความราบรื่นเกินไปนี่เองที่ยิ่งทำให้รู้สึกไม่ชอบมาพากล
พื้นที่ซึ่งออกแบบมาให้เป็นเส้นทางหฤโหด เต็มไปด้วยอันตรายเพื่อทดสอบนักผจญภัยผู้มากประสบการณ์... กลับกลายเป็นเส้นทางที่ฉันผ่านมาได้อย่างง่ายดายจนน่าประหลาดใจ
ไม่มีแม้แต่กับดักที่ฉันจำได้จากเกมจะถูกกระตุ้นขึ้นมา ไม่มีมอนสเตอร์หรือโกเล็มแม้แต่ตัวเดียวออกมาขวางทาง
มันราวกับว่ามีใครบางคนพลิกสวิตช์ปิดทุกการป้องกันและอุปสรรคทั้งหมดที่ควรจะทำงานอยู่
‘แม้แต่โกเล็มตัวเล็ก... ก็หายไปหมด...’
การไร้ร่องรอยต่อสู้หรือการทำงานของกลไกใด ๆ ทำให้ชัดเจนว่ามีบางสิ่งเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบบนี้ไปแล้ว
การออกแบบที่ประณีตเพื่อป้องกันผู้บุกรุก กลับดับวูบลงจนเหลือเพียงความสงัดเงียบที่บีบรัดหัวใจ
‘เป็นเพราะฝาแฝดอย่างนั้นหรือ?’
มันก็มีความเป็นไปได้อยู่ไม่น้อย สุดท้ายแล้วฝาแฝดก็มีสายสัมพันธ์ลึกซึ้งกับอาจารย์ของพวกเขา หากพวกเขาเคยผ่านมา ณ ที่แห่งนี้จริง อาจเป็นไปได้ว่าการมีอยู่ของพวกเขาทำให้สถานที่เปลี่ยนสภาพไป
แต่เมื่อคิดถึงความเคารพที่ฝาแฝดมีต่ออาจารย์ของพวกเขา และความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่นี้ มันก็ยากที่จะเชื่อว่าพวกเขาจะกล้าแตะต้องหรือทำลายมัน
ถึงกระนั้น ความผิดปกติที่เห็นอยู่ตรงหน้าก็ไม่อาจปฏิเสธได้ หากไม่ใช่ฝาแฝด... แล้วมันคือใคร หรืออะไรกันแน่ที่ก่อให้เกิดความวิปริตนี้?
ไม่มีร่องรอยของกลไก ไม่มีแสงรูนส่องประกาย ไม่มีแม้แต่เสียงเครื่องกลขยับ
โกเล็มที่ควรลาดตระเวนหรือเข้าจู่โจมผู้บุกรุก... ก็ไม่มีแม้แต่เงา
ฉันก้าวเดินไปตามเส้นทางในเมืองเล็ก ๆ ที่เหมือนจะถูกวิญญาณพัดพาออกไปหมด ความรู้สึกวังเวงบีบเข้ามาในใจ
ความงดงามของที่นี่ ทั้งสะอาด บริสุทธิ์ ราวกับภาพในเทพนิยาย มันกลับสวยเกินจริง
ทุกอย่างถูกจัดวางอย่างประณีต พื้นถนนสะอาดเอี่ยม มุมตึกทุกแห่งไร้ฝุ่น—มันเรียบร้อยเกินไปจนดูไม่สมจริง
ในอากาศยังไม่มีร่องรอยของมานา จึงตัดความเป็นไปได้ของเวทมายาที่จะสร้างภาพลวงเช่นนี้
ทุกสิ่งดูถูกจัดวางอย่างตั้งใจเกินไป ราวกับฉากละครจำลอง มากกว่าจะเป็นเมืองที่มีชีวิตจริง ๆ
สิ่งที่ทำให้สถานการณ์สับสนหนักยิ่งขึ้นก็คือ—มรดกของอาจารย์ฝาแฝด... ไม่หลงเหลืออยู่อีกแล้ว
อาวุธทุกชิ้น อุปกรณ์ทุกอย่าง แม้แต่สิ่งของเสริมเล็กน้อยก็หายไปจนหมดสิ้น
สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่คือ “แกนโกเล็ม” ที่ตั้งอยู่ใต้บ้านหลักของพื้นที่ แต่ทุกอย่างอื่นถูกกวาดเกลี้ยงไปหมด
ราวกับว่ามี “โจรผี” แอบมาเยือน กวาดทุกสิ่งไปโดยไม่เหลือร่องรอยใด ๆ ทิ้งไว้...
ความว่างเปล่าของเมือง และการหายสาบสูญของมรดกทุกชิ้น นำพาฉันไปสู่ข้อสรุปเพียงหนึ่งเดียวที่เป็นไปได้มากที่สุด—ฝาแฝด
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว พวกเขานี่แหละที่น่าจะเป็นผู้กวาดทุกอย่างไปและหายตัวไป แต่... ทำไมพวกเขาต้องทำเช่นนั้น?
ฝาแฝดเป็นที่รู้จักในเรื่องของความมุ่งมั่นและความรับผิดชอบ พวกเขาเป็นคนรอบคอบ ยึดมั่นในสัญญาและคำมั่นสัญญา จะอย่างไรเสีย การทิ้งมรดกของอาจารย์และหายตัวไปก็ไม่สอดคล้องกับนิสัยหรือค่านิยมที่พวกเขาเคยยึดถือเลย
แรงผลักดันของพวกเขาไม่ใช่ความอยากได้อยากมี แต่คือหน้าที่และความเคารพ
‘ยังไม่นับสัญญาที่ทั้งคู่ให้ไว้กับอาจารย์ของพวกเขา...’
ยิ่งคิดมากเท่าไร ฉันก็ยิ่งหาคำตอบไม่ได้ ว่าทำไมฝาแฝดถึงเลือกเส้นทางนี้
ความเงียบสงัดของเมืองที่เรียบร้อยเกินจริง กับการไร้เหตุผลชัดเจนสำหรับการหายไป มันยิ่งทำให้สถานการณ์ชวนเวียนหัว
ฉันถอนหายใจยาว ลูบขมับพยายามบรรเทาความปวดหัว ก่อนจะปล่อยพลังมานาแผ่กระจายออกไป
มันคือการสแกนหาล่องรอย—เพื่อดูว่ามีมานาหลงเหลืออยู่หรือความผิดปกติใด ๆ ไหม แต่ผลลัพธ์ก็เป็นไปตามที่คาด... ไม่พบอะไรเลย
ยอดเขาและความลับของมันราวกับหัวเราะเยาะใส่ฉันด้วยความว่างเปล่า
“ชิ... ที่ฉันอุตส่าห์มาที่นี่ กลับไม่ได้อะไรเลยหรือไง?” ฉันสบถในลำคอ ความหงุดหงิดปะทุขึ้นชัดเจน
เมืองที่สะอาดงดงามราวภาพฝัน แต่ไร้ชีวิตชีวา มันดูเหมือนกำลังเย้ยหยันฉันด้วยความเงียบ
ฉันไม่อาจสลัดความรู้สึกได้เลย ว่ามีอะไรบางอย่างสำคัญที่ฉันยังมองข้ามไป
ก่อนจากมา ฉันก้มลงทิ้งร่องรอยเวทบาง ๆ บนพื้นไม้แข็งของบ้านเล็ก ๆ ที่เพิ่งเข้าไปสำรวจ หากมีใคร—และฉันหมายถึงฝาแฝด—ย้อนกลับมาที่นี่อีก ร่องรอยนี้อาจช่วยฉันติดตามพวกเขาได้
ผู้ที่รู้ตำแหน่งของที่นี่มีนับนิ้วได้: ฝาแฝด, ฉัน, จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิเจอร์โมเนีย, และอธิการบดีของสถาบัน
และหากต้องชี้ผู้ต้องสงสัยที่มีทั้งพลัง อำนาจ และอิทธิพลมากพอจะมาที่นี่โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้สักอย่าง—จักรพรรดิคือผู้ที่น่าจะเป็นไปได้ที่สุด
ความคิดนั้นทำให้สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก การที่ใครบางคนผู้ทรงอำนาจสูงสุดอาจมีเอี่ยวในปริศนานี้ มันน่าหวาดหวั่นเกินบรรยาย
“บ้าชะมัด... เรื่องนี้มันเกินควบคุมไปไกลกว่าที่คิดไว้แล้ว” ฉันพึมพำ เสียงสอดแทรกด้วยความหงุดหงิด
ปริศนาการหายตัวไปของฝาแฝด และสภาพแปลกประหลาดของเมือง ดูเหมือนกำลังบานปลายจนฉันไม่อาจควบคุมได้
ฉันสลัดความคิดอันยุ่งเหยิงออกไป หันมาโฟกัสกับสิ่งที่ต้องทำตรงหน้า
เรือเหาะที่จะพาฉันกลับ กำลังจะมาถึงในไม่กี่นาทีนี้ ฉันไม่อาจเสียเวลาอยู่ในที่รกร้างไร้คำตอบนี้อีกแล้ว
“เท่านี้ก็พอแล้วสำหรับวันนี้... ที่คิดว่าจะได้คำตอบ สุดท้ายก็ว่างเปล่า”
...
ภายในห้องโอ่อ่าสง่างามที่อาบไปด้วยแสงสว่างอ่อนโยนของยามเช้า หญิงสาวผู้เลอโฉมกำลังซึมซับลมหนาวสดชื่นที่พัดผ่านหน้าต่างเปิดกว้าง
ห้องของเธอตกแต่งด้วยเครื่องเรือนอันงดงาม ละเมียดละไม แสดงออกถึงรสนิยมสูงส่งและอุปนิสัยอันสงบเยือกเย็น
เธอสูดลมหายใจลึก ริมฝีปากคลี่ยิ้มกว้าง ก่อนจะหลับตาลง ปล่อยให้สายลมหนาวสดชื่นนั้นโอบกอดร่างกายและหัวใจของเธอ
เมื่อเธอลืมตาขึ้นอีกครั้ง แววตาที่เผยออกมากลับเป็นสีแดงเข้มพร้อมรูม่านตาแนวดิ่งดุจสัตว์เลื้อยคลาน มันสร้างความขัดแย้งน่าหวาดหวั่นกับความงามอันน่าหลงใหลของเธอ
บนใบหน้าของเธอปรากฏรอยยิ้มปนเปความขบขันและการครอบครอง เป็นการแสดงออกที่หักล้างภาพลักษณ์อันสงบเสงี่ยมภายนอก เผยให้เห็นความรู้สึกที่แท้จริงซ่อนอยู่เบื้องหลัง
“ที่รัก... สีหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลของคุณช่างน่ารักจริง ๆ~” ลิยาน่าพึมพำแผ่วเบา เสียงของเธอคลอเคลียด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ
สายตาของเธอจับจ้องไปยังเงาสะท้อนของเด็กหนุ่มในกระจกบานใกล้เคียง เงาสะท้อนแม้จะบิดเบี้ยวเล็กน้อยเพราะผิวแก้ว แต่กลับถ่ายทอดความหลงใหลของเธอได้อย่างชัดเจน
เธอรู้ตัวดีว่าการปล่อยตัวให้หมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้ กำลังพาเธอเข้าใกล้ขอบเขตต้องห้ามเกินไปทุกที
[ราชินีขาว]—สิ่งมีชีวิตทรงอำนาจ—กำลังจับตามอง หากเธอเหยียบย่างเกินเส้น เธอคงจะถูกแทรกแซงในทันที
ทว่า ลิยาน่ากลับเพียงโบกมือเบา ๆ อย่างไม่ใส่ใจ รอยยิ้มเฉยเมยยังคงอยู่บนใบหน้า
‘อิทธิพลของนางถูกจำกัดอยู่แค่ในสถาบัน ไม่ใช่กับนักเรียน... และยิ่งไม่ใช่กับที่รักของข้า~’ เธอคิดพร้อมรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
สำหรับลิยาน่า... การได้เฝ้ามองไรลีย์คือความบันเทิงที่ไม่มีสิ่งใดทดแทนได้ เป็นความสุขที่เธอไม่มีวันยอมปล่อยทิ้ง ถึงแม้อิทธิพลของราชินีขาวจะเป็นภัยคุกคามก็ตาม
การต้องจำกัดตัวเองไม่ให้เข้าใกล้เขามากเกินไป ดูเป็นเรื่องเล็กน้อยเกินกว่าจะเทียบกับความปิติที่เธอได้รับจากการได้เห็นเขา
ทุกการดิ้นรน ทุกชัยชนะ—แม้กระทั่งตัวตนของเขา—กลายเป็นภาพล้ำค่าที่เธอไม่อาจละสายตา
...
เสียงบานประตูห้องโอ่อ่าเปิดแผ่วเบา สาวใช้ตัวเล็กชื่อ “ลิลี่” ก้าวเข้ามาด้วยท่าทีระมัดระวัง
เมื่อเห็นนายหญิงตื่นแล้ว แถมยังอารมณ์แจ่มใสเกินคาด ดวงตาของเธอก็เบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
“คุณหนูลิยาน่า... อรุณสวัสดิ์เพคะ” ลิลี่เอ่ยทักด้วยเสียงอ่อนน้อมปนความสงสัย
“อรุณสวัสดิ์จ้ะ ลิลี่~” ลิยาน่าตอบกลับด้วยรอยยิ้มสดใส น้ำเสียงสดชื่นราวกับหยดน้ำค้าง
ลิลี่เอียงคอด้วยความงุนงง สุดท้ายก็กล้าถามออกมา “วันนี้คุณหนูตื่นเช้าจังเลยเพคะ... เกิดเรื่องดีอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
“อื้ม~” ลิยาน่าส่ายศีรษะเล็กน้อยพร้อมรอยยิ้มอ่อนหวาน “ไม่มีอะไรหรอก แค่คิดแล้วก็รู้สึกมีความสุขนิดหน่อย”
พูดจบเธอก็หันไปยังตู้เสื้อผ้าขนาดใหญ่ เพียงสะบัดนิ้วเบา ๆ บานตู้ก็เปิดออก เผยชุดกระโปรงหรูหรานับร้อยที่ระยิบระยับราวต้องมนตร์ แต่ละชุดถูกออกแบบมาเพื่อขับเน้นเสน่ห์ของเธอให้เจิดจรัส
“ลิลี่... ของที่ให้ไปซื้อ เอามาแล้วใช่ไหม?” ดวงตาของเธอเปล่งประกายด้วยความคาดหวัง
ใบหน้าของลิลี่ขึ้นสีชมพูทันที เธอเม้มปากก่อนตอบเบา ๆ “เอ่อ... ได้มาแล้วเพคะ”
“ดีมาก~ ฉันมั่นใจว่าที่รักของฉันจะต้องชื่นชอบมันแน่ ๆ ตอนที่เราจะได้ใช้เวลาร่วมกันในยามค่ำคืน...” ลิยาน่าเอื้อนเอ่ยพลางหมุนตัวหนึ่งรอบ ก่อนชุดหรูหราหนึ่งชุดก็ปรากฏขึ้นบนเรือนร่างอย่างไร้รอยต่อ
ร่างกายเธอเปลี่ยนแปลงราวกับเวทมนตร์ เสื้อตัดเข้ารูปพอดิบพอดี ขับเน้นความงามให้ยิ่งแพรวพราว
“นานเหลือเกินแล้วนะ... ที่เรายังไม่ได้หลับนอนร่วมกันเลย ที่รักของฉัน~” เธอพึมพำ น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความคะนองและความปรารถนา
ความคาดหวังของเธอฉาบทาไปทั่วทั้งห้อง เสียงพึมพำด้วยความสุขปนความร้อนรนสร้างบรรยากาศอึดอัดจนลิลี่เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
ท่าทีของนายหญิงทั้งตื่นเต้นและเร่าร้อนจนเกินพอดี ทำให้สาวใช้ไม่อาจหาคำตอบใดมาตอบสนองต่อถ้อยคำเพ้อฝันนั้นได้
และท่ามกลางวินาทีแห่งความสับสนผสมความสุขที่ได้เห็นนายหญิงเปล่งประกาย... แววตาสีแดงของลิยาน่าก็พลันฉายประกายบางอย่างออกมา—เหมือนเสียงเพรียกขอความช่วยเหลือที่แวบผ่านเพียงชั่วครู่...