ตอนที่ 133
บทที่ 132: พักหายใจ 4
การปิดภาคเรียนได้มาถึงในที่สุด และมันก็มาพร้อมกับโอกาสที่จะกลับไปยังบ้านเกิดเล็ก ๆ ของฉัน
แม้ว่าที่ดินของเราจะกว้างใหญ่และมั่งคั่ง แต่เมื่อเปรียบกับเหล่าขุนนางชั้นสูงในเขตศูนย์กลางแล้ว ครอบครัวของฉันก็ยังคงเป็นเพียงเกษตรกรผู้มั่งคั่ง ไม่อาจเทียบฐานะสูงศักดิ์ได้
เรามีเงินทอง มีทรัพย์สิน แต่ในสายตาของจักรวรรดิ เราก็เป็นเพียงสามัญชนผู้มั่งมีเท่านั้น
เมื่อเดินทางมาถึงอาคารสมาคมจอมเวทของสถาบัน ภาพที่เห็นคือความคึกคักสับสน
เรือเหาะเวทมนตร์ลอยอยู่กลางฟ้า แตรส่งเสียงกึกก้อง ก้องกังวานไปทั่ว เป็นสัญญาณแห่งการสิ้นสุดภาคเรียนและฝูงชลของนักเรียนที่อยากกลับบ้าน
ภายในอาคารเต็มไปด้วยนักเรียนและครอบครัว บรรยากาศพลุกพล่านแตกต่างจากความเงียบสงบที่คุ้นชินของสถาบันโดยสิ้นเชิง
แม้อากาศจะเย็นยะเยือก แต่ความอบอุ่นจากฝูงชนรอบข้างก็โอบล้อมใจฉันไว้ พร้อมทั้งย่ำเตือนความคิดถึงบ้านที่แน่นหนาอยู่ในอก
หิมะยังไม่ตก แต่ก็คงอีกไม่นาน เกล็ดแรกน่าจะโปรยปรายคืนนี้หรือตอนรุ่งเช้า และโลกทั้งใบจะถูกปกคลุมด้วยผืนผ้าสีขาวสะอาดราวกับแดนสวรรค์
เพียงจินตนาการถึงทิวทัศน์เงียบสงบที่บ้าน—โลกที่ถูกหิมะปกคลุมตัดกับความวุ่นวายของสถาบัน—ก็ทำให้ใจฉันอบอุ่นขึ้นมาแล้ว
“โธ่เว้ย ทำไมฉันติดอันดับสามร้อยกว่า แต่นายติดท็อปห้าสิบได้ล่ะ มันไม่แฟร์เลยนะ!” เสียงนักเรียนคนหนึ่งบ่น
“ฮ่า ๆ ๆ ก็เพราะว่านายโง่น่ะสิ เข้าใจยัง ฮ่าฮ่าฮ่า” อีกคนตอบด้วยเสียงหัวเราะ
ฉันแอบยิ้มบาง ๆ ขณะได้ยินบทสนทนานั้น มันเป็นเพียงเครื่องย้ำเตือนว่าอันดับปลายภาคได้ถูกประกาศออกมาแล้ว และมันคือบทสรุปของความเหนื่อยล้าทั้งหมดที่ผ่านมา
ผลการจัดอันดับเป็นทั้งความสุขและความผิดหวังปะปนกันไปสำหรับหลายคน
ส่วนฉัน—ฉันได้ที่ 2 จากนักเรียนหลายร้อยในภาคอัศวินของปีนี้ มันคือผลลัพธ์จากความพยายามอย่างหนักตลอดทั้งภาคเรียน แม้ข้อสอบภาคทฤษฎีบางวิชาจะได้คะแนนแค่ปานกลาง แต่การสอบภาคปฏิบัติและทักษะโดยรวมที่โดดเด่น ก็ผลักดันให้ฉันติดอันดับสูง
ฉันไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดชั้นเรียนใหม่ในเทอมหน้าอีกต่อไป นับเป็นความโล่งใจอย่างยิ่ง
ซอ, ลูคัส และจานิก้า ก็ทำผลงานตามที่ฉันคาดไว้—ซอได้อันดับ 1 ลูคัสได้ที่ 3 และจานิก้าอยู่ที่ 4
อันดับของพวกเขาก็สมควรแล้ว ตามความพยายามและความสม่ำเสมอที่แสดงออกมาตลอด
มันน่าชื่นใจที่ได้เห็นความพยายามของทุกคนออกผล และตารางการประเมินผลก็ปิดฉากลงแล้วอย่างสมบูรณ์ อย่างน้อยก็ชั่วคราว
แต่ถึงอย่างนั้น ก็อดเสียดายไม่ได้... หากฝาแฝดยังอยู่ จานิก้าอาจไม่ได้ติดอันดับสูงขนาดนี้
ฉันทุ่มแรงไปมากเพื่ออัปเกรดพลังของพวกเขา จัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อมสำหรับอนาคต แต่ในที่สุด ความพยายามทั้งหมดก็สูญเปล่า
เพราะการหายตัวไปอย่างกะทันหัน ได้ทำให้ทุกการเตรียมการพังทลายลง
ฉันพยายามทุกวิถีทางเพื่อสืบหาว่าเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา ถึงขั้นจ้างกิลด์ข้อมูลให้ตามร่องรอย แต่สิ่งที่ได้มาก็ไม่ต่างจากสิ่งที่สถาบันรู้แล้ว
ฝาแฝดถูกพบครั้งสุดท้ายในงานเทศกาลของสถาบัน และจากนั้นก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย...
‘ทั้งที่ฉันเพิ่งมอบแผนที่นำทางไปสู่มรดกของอาจารย์ให้พวกเขาแท้ ๆ ...’
มันช่างน่าหงุดหงิดนัก เมื่อรู้ต้นสายปลายเหตุของการหายตัวไป แต่กลับไม่อาจทำอะไรได้
ไร้เบาะแส ไร้หนทางสืบผ่านช่องทางทางการ ฉันจึงเหลือเพียงทางเลือกเดียว—จัดการเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
“เทือกเขาหมอกพิศวง” แห่งนั้น... คือสถานที่แรกที่ฉันต้องไป
เรือเหาะที่ฉันกำลังจะขึ้นมีจุดแวะที่เมืองใกล้กับภูเขานั้นพอดี การเปลี่ยนเส้นทางเล็กน้อยเพื่อไปสืบหาความจริงจึงไม่ใช่เรื่องยาก
ตลอดภาคเรียนที่ผ่านมา แม้จะดูเงียบสงบกว่าที่เส้นเรื่องดั้งเดิมของเกมเคยคาดไว้ แต่ก็เต็มไปด้วยสถานการณ์ซับซ้อนและท้าทาย
ตั้งแต่การโจมตีของผู้ก่อการร้าย การพบเจอที่ไม่คาดคิดกับเหล่านางเอก การแทรกแซงเหตุการณ์หลักตั้งแต่ต้น การเผชิญหน้าล่วงหน้ากับนายพลเอาวิ่น ไปจนถึงวิธีการเพิ่มพลังของฉันเอง—ทุกสิ่งได้บิดเบือนภาคเรียนนี้ไปไกลเกินกว่าที่คิด
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงตอนเทศกาลใหญ่ มันชัดเจนแล้วว่าภาคเรียนนี้เต็มไปด้วยอะไรมากกว่าการเรียนการสอนธรรมดา
แม้แต่เทพเจ้าฝ่ายอธรรมยังหันมาสนใจฉัน... ฉันนี่มันคงไม่มีทางได้พักจริง ๆ สินะ
ปฏิสัมพันธ์ที่ฉันมีกับเหล่านางเอกก็พิสูจน์แล้วว่าทุกอย่างมันสับสนวุ่นวายเพียงใด
‘บ้าชะมัด...’
แค่คิดย้อนไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับสโนว์ ก็ทำให้ฉันอับอายไม่หยุด
ทำไมฉันต้องแสดงออกทางอารมณ์ขนาดนั้นด้วยนะ?
ภาพความทรงจำในวันนั้นยังสดใหม่ชัดเจน... และฉันก็ได้แต่รู้สึกหดหู่กับพฤติกรรมของตัวเอง
‘ขอโทษนะ... สโนว์...’
คำพูดนั้นว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าว่างเปล่า โดยเฉพาะเมื่อรู้ว่ามันไม่ได้สะท้อนความจริงในใจเลยสักนิด...
มันไม่ใช่ความทรงจำของสโนว์ที่ทำให้จิตใจฉันปั่นป่วน... แต่เป็นความไร้ความสามารถของฉันเองที่จะควบคุมอารมณ์ได้
คำขอโทษของฉัน... ช่างดูเล็กน้อยและไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ฉันรู้ตัวดีว่าตัวเองดูน่าสมเพชเพียงใดที่ปล่อยให้อารมณ์ครอบงำ
แม้ว่าการเผชิญหน้ากับความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้นจะมอบการปิดฉากบางอย่างให้กับใจฉัน แต่มันก็ทำให้ฉันหวังว่าฉันจะไม่มีวันต้องเจอเหตุการณ์เช่นนั้นอีก
ฉันรู้สึกโล่งใจที่สโนว์ไม่ทำให้เรื่องบานปลาย—แต่หากจะพูดตามตรง ดูเหมือนเธอกลับได้รับความสุขประหลาดจากมันเสียด้วยซ้ำ
ถึงอย่างนั้น มันก็ยังห่างไกลจากสิ่งที่ควรเป็น... ฉันไม่ควรปล่อยให้ตัวเองพังทลายในที่สาธารณะแบบนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อหน้าเจ้าหญิง
ความอับอายที่ร้องไห้ออกมาอย่างหมดรูป โดยมีผู้สูงศักดิ์อย่างเธออยู่ตรงหน้า เป็นสิ่งที่ฉันยากจะลบเลือนจากใจ
แล้วก็... โรส—ฉันมั่นใจว่าเห็นเธออยู่ท่ามกลางฝูงชนตอนนั้น สายตาพร่ามัวเพราะน้ำตาและความสับสนทำให้ไม่แน่ใจนัก... หรือบางทีฉันอาจแค่ตาฝาดไปเอง
‘คงแค่ตาฝาดสินะ...’
วู่วววววววววววว!!!!!
เสียงแตรของเรือเหาะก้องสะท้อนทั่วท้องฟ้า เป็นสัญญาณแห่งการออกเดินทาง ฉันสะดุ้งตื่นจากภวังค์ รีบลุกจากเก้าอี้รอและมุ่งหน้าไปยังสะพานเทียบ
ฉันหันกลับไปมองสถาบันเป็นครั้งสุดท้าย ความรู้สึกปิดฉากบางอย่างถาโถมเข้ามา
‘ถึงเวลาจะกลับบ้านแล้ว...’
แม้จะยังไม่ถึง แต่ความคิดถึงบ้านเกิดก็เต็มหัวใจแล้ว
ทันใดนั้น เพียงแค่จินตนาการถึงเสียงของลิยาน่า—เสียงอันอบอุ่นและเปี่ยมด้วยความรัก—ทำให้ร่างกายฉันสั่นสะท้าน
มือและร่างกายสั่นระริกอย่างควบคุมไม่ได้
ฉันฟาดฝ่ามือลงบนแก้มทั้งสองข้าง เพื่อดึงสติกลับมา เสียงดัง เพี๊ยะ! ทำให้นักเรียนคนอื่นหันมามองด้วยสายตาประหลาดใจ
แต่ฉันไม่สนสายตาเหล่านั้น
ฉันต้องโฟกัส ต้องเตือนตัวเองว่าสิ่งที่เจอมันไม่ใช่ความจริง แต่เป็นเพียงความทรงจำที่ถูกอารมณ์บิดเบือน
‘มันไม่ใช่ความทรงจำของฉัน... มันไม่ใช่ความจริงของฉัน...’
ฉันพึมพำย้ำกับตัวเอง เกาะเกี่ยวกับสตินี้ไว้แน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อคิดถึงการต้องเผชิญหน้ากับลิยาน่าอีกครั้ง... ฉันไม่รู้เลยว่าตัวเองจะตอบสนองอย่างไร
‘ฉัน... ไม่ได้เกลียดลิยาน่า...’
ฉันบังคับให้ตัวเองยอมรับ แม้มันจะยากเพียงใดก็ตาม
ฉันต้องสงบ ต้องควบคุมหัวใจตัวเองให้ได้
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นใน “โลกเหล่านั้น”...
‘มันไม่ใช่ความจริงของฉัน’
...
ในห้วงความมืดอันไร้กาลสิ้นสุด ร่างหนึ่งปรากฏขึ้น—ไม่ใช่มนุษย์ หากก็ไม่ใช่เพียงเงาวิญญาณ
สิ่งมีชีวิตนั้นปรากฏกายเป็นสตรี นั่งไขว่ห้างด้วยท่วงท่าที่งดงามอย่างน่าหวาดหวั่น มือขวาซึ่งแปรเปลี่ยนเป็นเส้นเถาวัลย์สีดำพาดพิงศีรษะซึ่งสวมมงกุฎแห่งเส้นเงาดุจหนวดที่ดิ้นพล่าน
ดวงตานับไม่ถ้วนส่องแสงระยิบกระจายทั่วความมืดรอบตัวเธอ ทุกดวงตาเคลื่อนไหวอิสระ แสดงออกถึงความงุนงงและความเพลิดเพลินประหลาด
ความมืดนั้นราวกับหายใจได้เอง เต้นระริกมีชีวิตเพราะการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิตปริศนานี้
อากาศรอบกายเธออัดแน่นด้วยเสียงกระซิบมากมาย ประหนึ่งวงออเคสตราแห่งเสียงพึมพำ ที่ก้องสะท้อนอยู่ทั่วห้วงว่าง
และเมื่อเธอเอื้อนเอ่ย เสียงนั้นก็แหวกความมืดออกมา รุนแรงแหลมคม แฝงทั้งความอยากรู้อยากเห็นและความเหยียดหยาม
“ข้อเสนอของข้ามันไม่พอหรือไง?” เธอพึมพำ น้ำเสียงเจือเยาะหยันเบา ๆ ดวงตานับไม่ถ้วนหันข้ามทะลุความมืด ไปยังเพียงจุดสว่างเดียวที่ปรากฏขึ้น
เบื้องหน้าเธอ กลางความมืดมิด มีทรงกลมขนาดมหึมาลอยอยู่ ฉายภาพสีสดใสท่ามกลางฉากหลังอันกดดัน
ทรงกลมลูกนั้นเปล่งแสงเจิดจ้าตัดกับความว่างเปล่ารอบข้าง ภายในฉายภาพของเด็กหนุ่มผู้มีเส้นผมสีทอง
ไรลีย์ ฮอลล์—ชื่อนั้นดังก้องสะท้อนทั่วห้วงมิติอันมืดมิดของเธอ เขาคือมนุษย์เพียงผู้เดียวที่สามารถดึงดูดความสนใจของนางได้ หลังจากที่ถูกจองจำอยู่ในขุมนิรันดร์แห่งความเลือนรางนี้มานับกัปกัลป์
ความเพลิดเพลินอันบิดเบี้ยวของเธอทวีขึ้นทุกครั้งที่เฝ้ามองไรลีย์ การดิ้นรนเลี่ยงหนีจากสายตาของเธอ การกระทำ และการตัดสินใจของเขา กลับกลายเป็นสิ่งที่มอบความสำราญอันประหลาดให้กับนาง
ทุกครั้งที่เขาหนีห่างจากอิทธิพล ทุกก้าวที่เขาเบี่ยงเบนออกไป มันกลับเพิ่มแรงดึงดูดให้เธออยากไขว่คว้ามากยิ่งขึ้น
[เสียงกระซิบแห่งรัตติกาล]
[การควบคุมเงา] [แก่นสารแห่งความตาย]
[วิญญาณวิปลาส]
[เพลิงอเวจี] [สูบกลืน]
พรสวรรค์และพลังมากมายจากอำนาจแห่งความชั่วร้ายและความตาย เธอยื่นมันออกไปแล้ว... แต่กลับถูกปฏิเสธโดยมนุษย์ตัวเล็ก ๆ เพียงผู้เดียว
‘ช่างน่าสนใจ...’
ในค่ำคืนอันเป็นนิรันดร์แห่งนี้ ที่เวลาสูญสิ้นความหมาย และสิ่งคงอยู่เพียงหนึ่งเดียวคือสายตาของเธอที่ไม่เคยละห่าง ไรลีย์ ฮอลล์ ได้กลายเป็นความบันเทิงที่ไม่คาดคิด
ความสนใจของนางถูกปลุกเร้า และพร้อมกับมัน แผนการใหม่ก็ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น—แผนที่จะดึงมนุษย์ผู้นั้นเข้ามาใกล้อ้อมแขนของนาง และเผยให้เห็นถึงขอบเขตแท้จริงของการต่อต้านต่อความมืดที่เธอเป็นตัวแทน
แต่ต่อให้ไรลีย์ยังคงหนีห่างไปไกลเพียงใด ก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น ที่เส้นทางของพวกเขาจะบรรจบกันอย่างมิอาจหลีกเลี่ยง
ความคิดของนางหมุนวนไปมาด้วยแรงปรารถนา เมื่อคาดคะเนถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
“ตรามังกรนั้นถูกสลักไว้บนวิญญาณของเขาแล้ว...” เสียงพึมพำก้องสะท้อนในความมืดอันไร้ก้นบึ้ง
รอยแผลเป็นนั้น—สัญลักษณ์แห่งโชคชะตาและความไม่อาจหลีกเลี่ยง—พันธนาการไรลีย์ไว้กับชะตาแห่งความตาย ไม่ว่าเขาจะดิ้นรนอย่างไร ไม่ว่าเขาจะต่อสู้อย่างกล้าหาญเพียงใด มันก็คือการประกาศว่าวันสุดท้ายของเขากำลังใกล้เข้ามา—และเป็นวันซึ่งเธอจะมีสิทธิ์ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง
เมื่อชีวิตของไรลีย์สิ้นสุดลง ไม่ว่าจะโดยมือของเขาเองหรือพลังแห่งความโกลาหลที่พยายามจะพรากเขาไป อาณาจักรแห่งความตายของเธอก็จะเปิดทางให้เธอเข้าครอบครอง
เธอจะชิงเขามา ก่อนที่พี่สาวบนฟากฟ้า—เทพีแห่งแสงและชีวิต—จะเอื้อมมือถึง
ความคิดนั้นมอบความสุขบิดเบี้ยวให้เธอ ความคิดที่จะได้พรากดวงวิญญาณที่เคยดื้อรั้นหลีกเลี่ยงจากเงื้อมมือของเธอมาตลอด
รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นบนดวงพักตร์ของนาง ส่องประกายด้วยประกายแห่งความเพลิดเพลินอันชั่วร้าย
ริมฝีปากของเธอเผยอเป็นรอยยิ้ม เผยให้เห็นเขี้ยวคมราวใบมีด—ราวกับถูกถักทอขึ้นจากเนื้อแท้ของความมืดเอง
แค่ความคิดว่าจะได้พบมนุษย์ผู้กล้าหาญที่บังอาจเมินเฉยต่อเธอมาตลอด ก็เพียงพอจะมอบความสุขเสื่อมทราม
ดวงตานับไม่ถ้วนบนร่างกายของนาง สะท้อนประกายแปลกประหลาด—ภาพความทรงจำหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างเลือนราง
มันสดใส แต่กลับจับต้องไม่ได้ ราวกับเป็นความทรงจำที่ไม่เคยเป็นของเธอ
ความรู้สึกชวนประหลาดใจซึมเข้ามา ราวกับเธอกำลังมองผ่านม่านเงา มองเห็นสิ่งที่อยู่เกินเอื้อม...