ตอนที่ 28
บทที่ 28: การต่อสู้ที่ไร้ความหมาย
เมื่อศาสตราจารย์เฟอร์ดินานด์ประกาศเริ่มการต่อสู้ เป็นเรื่องธรรมดาที่จะเห็นนักเรียนหลายคนจับกลุ่มกันเป็นทีม โดยเฉพาะพวกที่มีความสนิทสนมอยู่แล้ว
การรวมกลุ่มให้ข้อได้เปรียบชัดเจนกว่าการสู้เดี่ยว—แม้อาจทำให้ภาพลักษณ์ในสายตาอาจารย์ดูลดลง—แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่ใช้ได้ผลในสนามแบทเทิลรอยัล ซึ่งทุกคนคือภัยคุกคามที่อาจล้มเราได้
และในวันนี้ การแจกจ่ายอาวุธโดยศาสตราจารย์ยูกิยิ่งทำให้การเล่นเป็นทีมดูมีน้ำหนักมากขึ้น แทนที่จะยัดดาบให้ทุกคน เธอกลับมอบอาวุธที่สอดคล้องกับความถนัดเฉพาะตัวของนักเรียนแต่ละคน—ตั้งแต่ธนู หอก ขวาน ไปจนถึงมีดสั้น ทั้งหมดทำจากไม้ แต่ความหลากหลายนี้เปิดทางให้นักเรียนได้ใช้จุดแข็งของตัวเองอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งอุดช่องโหว่ของเพื่อนร่วมทีม
นี่คือการวางแผนที่รอบคอบ—การเตรียมให้พวกเขารู้จักปรับตัวและทำงานร่วมกันท่ามกลางสภาพการต่อสู้จริง
…แต่การจับกลุ่มก็ไม่ได้แปลว่าจะรอดเสมอไป โดยเฉพาะในสนามที่เต็มไปด้วย “สัตว์ประหลาด” แบบที่อยู่ตรงหน้า
ตอนนี้ นักเรียนสองคนยืนอยู่เบื้องหน้าฉัน ดาบไม้ในมือชี้มาตรงนี้ราวกับจะข่มขู่ แต่กลับสั่นจนเห็นได้ชัด น้ำเสียงที่เอ่ยก็ไม่ต่างจากการพยายามปลอบตัวเองมากกว่าขู่ศัตรู
"ดะ-ได้โปรด… วางดาบลง ถ้าไม่อยากเจ็บตัว"
เสียงตะกุกตะกักของคนแรกแทบจะกลบความตั้งใจที่พยายามแสดงออก
"ใช่… ฟังเขาเถอะ"
อีกคนเสริม แต่สายตาที่เหลือบหลบกับเสียงสั่นๆ กลับหักล้างคำพูดตัวเองหมด
น่านับถือก็ตรงที่ยังกล้าพูดต่อหน้า—แต่ความกล้าหาญล้วนไร้ความหมายถ้าฝีมือไม่ถึง
"แก… ไอ้สารเล—อ๊าก!"
ฉันก้าวแทรกเข้าไปอย่างรวดเร็ว เหยียบลงบนเท้าของผู้ใช้หอก เสียงร้องด้วยความเจ็บแล่นออกมาในทันที ร่างเขาทรุดลงกุมเท้า
ฉันกวาดตามองโดยรอบ จำได้ว่าตอนแรกพวกนี้มีห้าคน—ผู้ใช้หอกหนึ่ง, ธนูหนึ่ง, ดาบสาม พวกเขาล้อมโจมตีฉันพร้อมกัน แต่สุดท้ายก็ถูกเก็บไปทีละคน
แต่ละคนไม่ใช่ว่าไร้ฝีมือ หากอยู่ในสถานการณ์เหมาะสม พวกเขาอาจสร้างปัญหาได้จริง เพียงแต่… ความไร้ประสิทธิภาพในการประสานงานและความผิดพลาดทางยุทธวิธีของพวกเขากลายเป็นจุดตาย
ฉันจัดการแนวหน้าและตัวทำดาเมจหลักได้เร็วเกินไป จนตอนนี้ผู้ใช้หอก—ซึ่งหมดสติอยู่บนพื้น—คงไม่ลุกขึ้นมาได้ในเร็วๆ นี้
เหลือเพียงสองคนตรงหน้า ยืนตัวสั่นเกินกว่าจะคิดวิ่งหนี
การปล่อยไปอาจเป็นทางเลือก… แต่จากประสบการณ์ ฉันรู้ดีว่าโชคของฉันไม่เคยทำให้เรื่องมันง่ายแบบนั้น
[ไอเท็ม: น้ำตาของโครนัส (พิเศษ)]
[เปิดใช้งานอัตโนมัติ]
[ผลกระทบ: การขยายเวลา (การเคลื่อนไหวช้า: 50%)]
น้ำตาของโครนัส—วัตถุวิเศษที่ไม่มีใครเหมือน—ทำงานขึ้นเองโดยไม่ต้องรอคำสั่งจากฉัน ในชั่วพริบตา ทุกสิ่งรอบตัวก็เหมือนถูกชะลอให้เคลื่อนไหวช้าลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้องและเสียงปะทะเมื่อครู่กลับถูกกลืนลงสู่ความเงียบที่อึดอัด จังหวะการหายใจของทุกคนหนักหน่วงราวกับฝีเท้าของยักษ์
คู่ต่อสู้สองคนตรงหน้าที่เมื่อครู่ยังดูสั่นเทา กลับเผยสีหน้ามุ่งมั่นจนน่าขนลุก ราวกับกำลังรอให้ชิ้นส่วนสุดท้ายของแผนการตกลงมาในจุดที่สมบูรณ์แบบ
และฉันรู้ในทันที—น้ำตาของโครนัสจะไม่ทำงานเอง เว้นแต่ว่ามีภัยร้ายแรงกำลังจะมาถึงโดยที่ฉันไม่รู้ตัว
มันต้องเป็นนักธนู…
พันธมิตรของพวกเขา ที่ซ่อนตัวอยู่ข้างสนามและพร้อมจะปล่อยลูกศรเข้ามา
ฉันหันศีรษะไปทางซ้ายทันเวลา เห็นลูกศรไม้ปลายทู่พุ่งมาทะลุม่านอากาศช้าๆ เหมือนถูกดึงด้วยด้ายที่มองไม่เห็น และใช่—แม้ในจังหวะเหนือจริงนี้ ฉันยังเห็นรอยยิ้มเยาะผุดขึ้นบนใบหน้านักธนู มั่นใจเต็มร้อยว่าลูกศรนี้จะปิดฉากฉันได้
แต่ไม่ใช่แค่เขาที่เคลื่อนไหว—สองคนตรงหน้าก็พุ่งเข้ามาเช่นกัน การเคลื่อนไหวของพวกเขามีจุดหมายชัดเจน หวังใช้ช่วงที่ฉันหันไปสนใจลูกศรเป็นช่องว่างเพื่อโจมตีพร้อมกัน
กลยุทธ์ที่คงจะได้ผล… ถ้าไม่มีน้ำตาของโครนัส
ฉันปล่อยให้จิตใจไหลไปตามจังหวะเชื่องช้า คำนวณวิถีลูกศรในหัวอย่างแม่นยำ ก้าวถอยหลังเพียงนิดเพื่อเปิดช่องว่าง แล้ว… ฉันปิดการทำงานของไอเท็ม
เวลากลับมาสู่ความเร็วปกติ—ลูกศรเฉียดผ่านแก้มฉันไปเพียงไม่กี่เซนติเมตร เสียงหวีดเบาๆ ผ่านหูราวกับคำขู่ที่พลาดเป้า ฉันอดคิดไม่ได้ว่าถ้าก้าวยาวอีกนิดมันคงห่างกว่านี้ แต่ความคิดนั้นก็สลายหายไปทันที
"ก็ช่างเถอะ" ฉันพึมพำ แล้วโฟกัสกลับมาที่ตรงหน้า
คู่ต่อสู้ทั้งสองตาเบิกกว้าง—แผนที่วางไว้พังลงในพริบตา—ก่อนที่พวกเขาจะได้ตั้งหลัก ดาบของฉันก็ฟันผ่านอากาศในแนวโค้งเดียวเชื่อมเข้ากับศีรษะของพวกเขาอย่างแม่นยำ
เสียง ปึก! สองครั้งแทบจะซ้อนกัน หัวของพวกเขาสะบัดกลับอย่างแรง ก่อนร่างจะทรุดลงนอนกับพื้น ฟองน้ำลายขาวผสมเลือดซึมจากมุมปาก สติถูกพรากไปในพริบตา
ฉันเคยคิดว่าควรระวังทุกคนที่นี่ เพราะในเกมระบุไว้ว่านักเรียนห้อง A ถึง B มีค่าสถานะเฉลี่ยอยู่ที่ระดับ C แต่เมื่อได้ปะทะจริง ฉันถึงรู้ว่าความจริงนั้น… ซับซ้อนกว่าที่คิด พวกเขามีค่าพลัง C แค่หนึ่งหรือสองด้านเท่านั้น โดยรวมแล้ว ไม่ต่างจากฉันมากนักในแง่ร่างกาย
แต่ทักษะ… คือสิ่งที่ขาดหายไป และโชคร้ายที่นี่คือสนามรบ ไม่ใช่ห้องเรียน
‘แค่ตัวประกอบ’ ฉันสรุปในใจ
แม้ฉันจะไม่เคยฝึกใช้ดาบแบบจริงจัง แต่ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับเกมทำให้ฉันอ่านท่วงท่าได้ราวกับคู่ต่อสู้เหล่านี้เป็น NPC พื้นหลัง—การหลบยังง่ายกว่าการรับมือก็อบลินในดันเจี้ยนเสียอีก
ฉันกวาดตามองหานักธนูคนนั้น—และเจอทันที เขากำลังวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนไปอีกฟากของสนาม
ฉันเกร็งกล้ามเนื้อ เตรียมจะพุ่งตาม—แต่แรงกดดันจากด้านข้างก็หยุดทุกการเคลื่อนไหวของฉันลงทันที
"ไรลีย์!"
เสียงนั้น… ฉันรู้จักดี เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและพลังงานที่ไม่เคยเปลี่ยน
ฉันอยากเพิกเฉย แต่ก็รู้ว่าไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้
ถอนหายใจอย่างยอมจำนน ฉันหันไปเผชิญหน้า—และพบเขายืนยิ้มกว้าง ราวกับนี่คือวันที่รอคอยมานาน ดวงตาเขาส่องประกายระยิบระยับขณะตั้งท่าดาบ ออร่าทองคำระเบิดออกมาจากร่างและไหลเข้าสู่คมดาบไม้ จนฉันรู้สึกหนาววาบตามสันหลัง
ถ้าโดนตรงๆ… ฉันคงถูกผ่าครึ่งแน่
ออร่าที่เขาปล่อยออกมาในตอนนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่แสงสีทองสวยงาม แต่มันคมและหนักราวกับแรงกดทับที่บีบลงบนผิวหนังของฉันทุกตารางนิ้ว เสริมทั้งคมดาบและความแข็งแกร่งของร่างกายจนดาบไม้ในมือเขากลายเป็นใบมีดสังหารอย่างแท้จริง
ถึงฉันจะไม่เห็นหน้าต่างสถานะของเขา แต่แค่ดูโครงสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งราวเหล็กกล้า และความหนาแน่นของออร่าที่ปะทุออกมา ก็เดาได้ว่าค่าสถานะ ความแข็งแกร่ง ของหมอนี่น่าจะอยู่ราว B แล้ว
"ไรลีย์ มาดวลกันเถอะ!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นจนแทบสั่นสะเทือนอากาศ ฉันได้แต่กลอกตาในใจ — ไอ้บ้าการต่อสู้นี่ มันรู้ตัวไหมว่าถ้าฉันสู้จริงๆ ฉันอาจจะตายได้? หรือมันตาบอดต่ออันตรายอย่างสมบูรณ์กันแน่?
บางทีเขาอาจคิดว่าฉันแข็งแกร่งจากผลกระทบแบบพาสซีฟของทักษะพิเศษที่ฉันมี… แต่นั่นไม่ทำให้สถานการณ์นี้น่ารับมือขึ้นเลย แถมเมื่อหมอนี่ตั้งใจทำอะไรแล้ว ไม่มีอะไรหยุดได้
ทำไมเขาถึงตื่นเต้นที่จะสู้กับฉันทุกครั้งที่เจอกัน? หรือว่าเขาเพิ่งเอาชนะจานิก้ามาแล้ว? ฉันมั่นใจว่าเมื่อครู่ทั้งคู่ยังต่อสู้กันอยู่… แสดงว่าไอ้หมอนี่ชนะไปแล้ว
นี่สินะ พระเอกของโลกใบนี้
แม้จะมีร่องรอยฟกช้ำและเลือดซึมเล็กน้อยจากหน้าผาก แต่ก็ชัดเจนว่าจานิก้าคงสร้างความเสียหายให้เขาพอสมควร
"ไรลีย์?" เขาเรียกอีกครั้ง เมื่อฉันไม่ตอบ หมอนั่นก็เหมือนจะตีความเอาเองว่าฉันตกลงรับคำท้าแล้ว
ออร่าของเขายิ่งพุ่งสูงขึ้น เคลือบดาบไม้ด้วยแสงสีทองที่น่าหวาดหวั่น… ยิ่งทำให้สถานการณ์ดูเลวร้าย ฉันต้องหาทางออกจากเรื่องยุ่งนี่ให้ได้
การสู้กับหมอนี่ แม้จะบาดเจ็บแล้ว ก็เท่ากับฉันมีโอกาสรอด ศูนย์ ต่อให้มีน้ำตาของโครนัสช่วยถ่วงเวลา มันก็ไม่เปลี่ยนความจริงนั้น ฉันเหลือทางเลือกไม่กี่อย่าง… และทันใดนั้น แผนหนึ่งก็แวบเข้ามา — เสี่ยง แต่พอมีทางรอด
ถ้าเขาเชื่อว่าฉันแข็งแกร่ง… งั้นก็ใช้ความเข้าใจผิดนั้นให้เป็นประโยชน์
ฉันหายใจเข้าลึก รักษาสีหน้าให้เรียบเฉย สบตาเขาตรงๆ
"ลูคัส…" ฉันเรียกชื่อเขา น้ำเสียงนิ่งพอจะทำให้บรรยากาศตึงขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนเขาพอใจที่ฉันเอ่ยชื่อ — คิดว่ามันคือสัญญาณของการยอมรับคำท้า
"ฮ่าๆๆ ได้โปรดอย่าออมมือนะ ไรลีย์" เขาหัวเราะอย่างไม่รู้ตัวเลยว่าเขากำลังยัดฉันเข้าปากเสือด้วยตัวเอง
สายตาฉันเหลือบไปที่ดาบสีทองสว่างวาบในมือเขา… ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ เหมือนกำลังจะระเบิดพลังใส่ฉัน แล้วอาจารย์สองคนตรงนั้นก็ยืนดูเฉยๆ — ราวกับตั้งใจจะรอดูว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แม้แต่ซอเอง… ดวงตาเธอก็จับจ้องมาที่ฉัน ราวกับรอให้ฉันแสดงอะไรบางอย่างออกมา
ถ้าฉันพลาดแม้แต่นิด… มันจะไม่ใช่แค่แพ้ แต่มันอาจเป็น จุดจบ ของฉัน
จากท่าทีของลูคัส เห็นชัดว่าเขารอให้ฉันตั้งท่าเพื่อดวล — ตามแบบอัศวินที่ยึดถือเกียรติยศ… แต่ฉันไม่คิดจะเล่นตามกฎนั้น
ฉันกำดาบไว้แบบสบายๆ เหมือนมันเป็นเพียงท่อนไม้ธรรมดา สบตาเขาโดยไม่หลบ ก่อนถอนหายใจเบาๆ
"นายอยากดวลเหรอ… ลูคัส?" ฉันถามด้วยน้ำเสียงกลางๆ
"ใช่" เขาตอบทันควัน รอยยิ้มพอใจฉายชัดบนใบหน้า
"ด้วยออร่าระดับนั้นเองเหรอ?" คำพูดของฉันตัดอากาศเงียบกริบเหมือนคมมีด
".......!???"
สีหน้าลูคัสชะงัก — ความสับสนแทนที่ความมั่นใจในทันที รอบสนามก็พลันเงียบลง นักเรียนทุกคนหันมาจับจ้องราวกับจะกลืนคำพูดต่อไปของฉันเข้าไปทั้งคำ
ความตึงเครียดตอนนี้… หนักเสียจนแทบจะสัมผัสได้ที่ผิวหนัง
"ด้วยออร่า... ระดับนั้นเองเหรอ?"
คำพูดของฉันเหมือนคมมีดกรีดลงกลางสนาม ลูคัสชะงัก สายตาที่เคยเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้นหันมาจับจ้องฉันแน่น ราวกับพยายามอ่านทุกอณูของสีหน้า เขาอาจคิดว่าฉันกำลังดูหมิ่น ปฏิเสธคุณค่าของพลังที่เขาภาคภูมิใจ
แต่ฉันไม่มีเวลามาเล่นบทสุภาพอ่อนโยนกับเขา
‘ขอโทษด้วยนะลูคัส… แต่ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อเล่นเกม’
เป้าหมายเดียวของฉันคือการลากตัวเองไปถึง ฉากจบที่มีความสุข ในโลกนี้ และการเล่นตามกติกาแบบคนดีๆ ไม่เคยอยู่ในแผน ฉันเก็บดาบกลับเข้าฝักด้วยท่าทีไร้การป้องกัน ยอมเปิดช่องว่างที่ชวนให้ตีความได้สารพัด — แน่นอนว่ามันถูกเขามองว่าเป็นการท้าทาย
ออร่าของเขาพุ่งขึ้นจนเหมือนจะฉีกอากาศรอบตัว ลมหมุนกระแทกเข้าหาฉันพร้อมแรงกดที่คอยบีบให้ถอยหลัง มันคือการตอบสนองของคนที่คิดว่าถูกดูถูกต่อหน้า
"นายกำลังทำอะไรอยู่ ไรลีย์? ฉันรู้ว่านายแข็งแกร่ง แต่—"
"มันไร้ความหมาย" ฉันตัดบท เสียงราบเรียบแต่หนักแน่นพอจะหยุดเขาได้ในทันที
ความสับสนแวบเข้ามาแทนความร้อนแรงในแววตา เขาขมวดคิ้ว "นายพูดถึงอะไร?"
"นายแข็งแกร่ง... แต่ก็แค่สำหรับคนที่อ่อนแอเท่านั้น"
คำพูดนั้นหล่นลงเหมือนก้อนหินในบ่อน้ำ ความเงียบหนักอึ้งแผ่ซ่านรอบตัวเรา ทุกคนที่อยู่ใกล้พอจะได้ยินหันมามองทันที
"ฉันแข็งแกร่งแค่กับคนอ่อนแอ...?"
ปฏิกิริยาของเขาไม่ใช่ความตกใจหรือไม่เชื่อ แต่เป็นโทสะที่คุกรุ่นขึ้นอย่างรวดเร็ว ใบหน้าแดงก่ำด้วยความขุ่นเคือง "งั้นนายกำลังว่าจานิก้าอ่อนแอเหรอ?"
ถูกจุดเต็มๆ
ฉันรู้จักลูคัสดีเกินไป—เขาทนไม่ได้ถ้ามีใครแตะต้องคนที่เขาห่วงใยด้วยคำดูหมิ่น แม้จะเป็นคำพูดที่ไม่ได้พุ่งตรงหาตัวเขาเองก็ตาม
"ใช่" ฉันตอบสั้นและชัด
เพียงเท่านั้น ไฟโทสะของเขาก็ลุกโชนขึ้นอย่างเต็มที่ กลายเป็นพลังงานดิบที่แผ่ออกมากดทับทุกคนรอบสนาม บรรยากาศหนาหนักจนเหมือนหายใจลำบาก
แล้วเขาก็หายวับไปจากตำแหน่งเดิม — ปรากฏตัวอีกทีข้างฉัน รวดเร็วจนภาพแทบขาดช่วง ออร่าที่เย็นเยียบล้อมรอบคอของฉันราวกับกรงเหล็ก
แต่… น้ำตาของโครนัสไม่ทำงาน
นั่นหมายความว่าเขาไม่ได้ตั้งใจฆ่า — แม้หลังจากที่ฉันเหยียบหัวใจเขาด้วยคำพูดเมื่อครู่ก็ตาม แววตาที่สบกันตรงหน้าไม่ใช่โทสะเพียวๆ แต่ปนด้วยความสับสนและความลังเล
"ทำไมนายถึงไม่ชักดาบ?" เขาถาม น้ำเสียงยังหนัก แต่ไม่แข็งกร้าวเท่าเดิม
ฉันแทบอยากจะโพล่งออกไปว่า ฉันชักไม่ได้ แต่ก็กลืนคำนั้นกลับลงไป แล้วรักษาหน้ากากไว้เหมือนเดิม
"ฉันบอกแล้วไง… มันไร้ความหมาย" ฉันตอบเรียบๆ ทั้งที่ในใจคุกรุ่นไปด้วยความหงุดหงิด