ตอนที่ 163
บทที่ 162: เทพเจ้าและมังกร
บทที่ 162: เทพเจ้าและมังกร
"เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป เหตุใดจึงบุกรุกอาณาเขตของข้า?"
เสียงของ สุมารุคำรามก้องไปในค่ำคืนอันเงียบสงบ ความโกรธเกรี้ยวจากกาลก่อนได้สะท้อนก้องไปทั่วภูมิประเทศที่ปกคลุมด้วยหิมะ
หลายชั่วโมงผ่านไป นับตั้งแต่ที่สุมารุสบตากับมนุษย์ผู้นั้นเป็นครั้งแรก ทว่าความรู้สึกอันลางร้ายที่เกาะกุมในจิตใจยังคงไม่จางหาย
มนุษย์ตรงหน้ามีกลิ่นอายบางอย่างที่ผิดแปลก
กลิ่นอายซึ่งบิดเบือนสมดุลตามธรรมชาติของอาณาเขตนี้
ตลอดชั่วโมงเหล่านั้น สุมารุเฝ้าสังเกตเขาอย่างใกล้ชิด
พยายามแยกแยะว่าความมืดที่เกาะกุมตัวเขาเป็นเพียงสิ่งผิดปกติชั่วคราว หรือเป็นบางสิ่งที่อันตรายกว่านั้น
เขายอมให้มนุษย์คนนั้นเดินเตร็ดเตร่ไปทั่ว
คอยจับตามองทุกการเคลื่อนไหวอย่างเงียบงัน
แม้กระทั่งตอนที่ดันเจี้ยนแห่งดวงดาวปรากฏขึ้น
แสงแห่งสวรรค์จากมันเป็นที่รู้กันดีว่าสามารถส่องสว่างและชำระล้างผู้ที่ถูกแตะต้องด้วยความมืด
เมื่อแสงเร้นลับจากดันเจี้ยนสาดส่องไปทั่วภูมิประเทศ
สุมารุเฝ้าดูอย่างตั้งใจ หวังจะเห็นสัญญาณใดก็ตามที่แสดงว่าแสงนั้นสามารถชำระล้างมนุษย์ผู้นั้นได้
แต่การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ก็ไม่เคยเกิดขึ้น
ความมืดยังคงเกาะแน่น ไม่สะทกสะท้านต่อการปรากฏของสิ่งศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย
สำหรับสุมารุ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย
ชายหนุ่มผู้นั้นไม่ใช่แค่ถูกแต้มด้วยความมืด ราวกับว่าเขาเป็นผู้ที่ความมืดถูกเลือกไว้
เงามืดเกาะติดตัวเขาราวกับเขาเป็นภาชนะของมัน
ราวกับโชคชะตาเองก็ได้ตัดสินไปแล้ว ว่ามนุษย์ผู้นี้จะถูกความมืดกลืนกิน
ชะตากรรมของเขาถูกลิขิตไว้แล้ว
‘เขาต้องตายแน่...’ สุมารุคิดอย่างมั่นใจเจือความหดหู่
ชายผู้นั้นไม่ใช่ภัยคุกคามใดต่อสุมารุ
ไม่ใช่แน่ ในเมื่อมีชะตาแบบนั้นรออยู่
แต่สิ่งที่ทำให้สุมารุหนักใจไม่ใช่แค่ชีวิตของเขา
ความมืดที่เกาะติดตัวมนุษย์คนนั้นอาจกลายเป็นภัยร้ายแรงต่ออาณาเขตของสุมารุเอง
และสามารถแพร่กระจายอิทธิพลเป็นพิษอย่างช้า ๆ เหมือนเชื้อโรคร้าย
สุมารุเคยเห็นสิ่งที่ความมืดสามารถทำได้
เคยเห็นว่ามันสามารถแปดเปื้อนแม้แต่สถานที่อันบริสุทธิ์ที่สุดได้อย่างไร
เขาจะไม่ยอมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นกับดินแดนของตน
ดวงตาเปล่งแสงภายในของสุมารุจ้องมองชายหนุ่มด้วยสายตาที่ผสมกันระหว่างความดูแคลนและความแน่วแน่
เขารู้ว่าตนต้องทำอะไร
เขาจะไม่ยอมให้ความมืดหยั่งรากในที่แห่งนี้
…
อย่างที่คาดไว้
เสียงคำรามของสุมารุดังก้องเหมือนพายุฟ้าคะนอง
สะเทือนไปทั่วทั้งอากาศรอบตัว
และที่แย่กว่านั้นคือ มันไม่ได้เพียงแค่ดังก้องเท่านั้นแต่มันส่งตรงเข้ามาในหัวของฉันโดยตรง ผ่านทางโทรจิต
ยิ่งทำให้แรงกดดันทวีคูณ
ถ้าหากค่าสถานะความทนทาน พลัง และพละกำลังของฉันต่ำกว่านี้สักหน่อย ฉันคงสลบไปตรงนั้นแล้ว
เพียงแค่เสียงของเขาก็แทบจะล้มฉันลงกับพื้น ความรู้สึกกดดันที่โถมใส่เกือบทำให้ฉันเสียหลักไป
มันไม่ได้แค่ดัง—มันเหมือนฟ้าร้องที่ฟาดตรงเข้ามาในสมอง แต่ละคำราวกับสายฟ้าที่เผาไหม้ลงมาในจิตสำนึกของฉัน
ช่างรู้สึกอึดอัด เป็นแรงกดดันที่ไม่หยุดหย่อน ทว่าก็มีบางอย่างในนั้นที่เหมือนถูกยั้งไว้เล็กน้อย
ฉันรู้ว่าเขายังไม่ได้พยายามฆ่าฉัน .. อย่างน้อยก็ยัง
พลังที่อยู่เบื้องหลังเสียงของเขานั้นรุนแรงพอจะบดขยี้จิตใจฉันให้แหลกได้อย่างง่ายดาย ถ้าเขาตั้งใจจะทำจริง ๆ
ความจริงที่ว่าฉันยังยืนอยู่ได้ แม้จะเกือบทรุด—แสดงว่าจุดประสงค์ของสุมารุยังไม่ใช่การทำลายอย่างแท้จริง อย่างน้อยก็ในตอนนี้
แต่ที่เรียกฉันว่า "ลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป"... เขาเห็นอะไรในตัวฉันกันแน่?
สุมารุ ผู้มีพลังยิ่งใหญ่เหนือประมาณ แน่ล่ะว่าเขาย่อมมองเห็นสิ่งที่สิ่งมีชีวิตธรรมดาไม่อาจสัมผัสได้
เขาเห็นบางอย่างในตัวฉันที่ฉันเองก็ยังไม่รู้ตัวงั้นเหรอ?
หรือว่าเขาเห็นชะตากรรมที่ผูกพันกับการมีอยู่ของฉัน?
ไม่ว่าจะยังไง ฉันต้องทำให้เขาใจเย็นลงก่อน
ออร่าศักดิ์สิทธิ์ที่เขาใช้กดฉันไว้ช่างเกินทน
มันกดทับลงมาราวกับภูเขาแห่งเมฆฟ้าคะนอง
แต่ละวินาทีที่อยู่ใต้แรงกดดันนี้รู้สึกเหมือนนิรันดร์กาล
ฉันตั้งสติแน่วแน่
แล้วจ้องเข้าไปในดวงตาสีฟ้าคู่นั้นของสุมารุ
สายตาของเขาเหมือนกับการจ้องเข้าไปในใจกลางของพายุที่สายฟ้าและความบ้าคลั่งหมุนวนอยู่ในความขัดแย้งอันนิรันดร์
แต่ฉันเปิดโอกาสให้ตัวเองแสดงความกลัวไม่ได้—ต้องไม่ใช่ตอนนี้
ฉันค่อย ๆ ทรุดเข่าลง ลดตัวลงกับพื้นเพื่อแสดงความเคารพและยอมจำนน
ฉันคุกเข่าต่อหน้าเขา ก้มศีรษะลงต่ำ
"ข้าขอคารวะเทพแห่งสายฟ้า สุมารุ"
ฉันพูด น้ำเสียงมั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ในสถานการณ์นั้น
"เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับการประทานพบจากท่าน"
โครมมมม!!!
ประกายไฟฟ้าแลบวาบในอากาศทันทีที่ฉันเอ่ยนามของเขา
เป็นปฏิกิริยาที่จับต้องได้จากพลังอันยิ่งใหญ่ที่ฉันได้เรียกขาน
บรรยากาศรอบตัวฉันเริ่มสั่นสะเทือนด้วยพลัง
เต็มไปด้วยพลังงานที่แปรปรวนจากการปรากฏตัวของเขา
"เจ้ารู้จักชื่อของข้าอย่างนั้นหรือ เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป?"
เสียงของสุมารุเป็นเพียงเสียงครางต่ำ เหมือนฟ้าร้องที่ห่างออกไป
แต่มันเต็มไปด้วยทั้งความสงสัยและความระแวดระวัง
"เสือขาวที่อาบไล้ด้วยพลังแห่งทวยเทพ ดวงตาสีฟ้าดั่งท้องฟ้า และออร่าที่ไม่ผิดแน่ของพายุ...
ถ้าไม่ใช่เทพแห่งสายฟ้า สุมารุ ข้าก็ไม่รู้ว่าจะเรียกท่านว่าอะไรดี"
ฉันตอบกลับด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งและเคารพ
สุมารุยังคงจ้องมองฉันไม่วางตา
ดวงตาสีฟ้าคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของฉัน
ชั่วขณะหนึ่ง สีหน้าอันเข้มงวดของเขาอ่อนลง
ในแววตานั้นมีประกายบางอย่างคล้ายความขบขันวูบผ่าน
ออร่ากดดันที่ก่อนหน้านี้ถาโถมใส่ฉันเริ่มลดระดับลง
แรงกดดันหนักหน่วงค่อย ๆ เบาลง จนฉันหายใจสะดวกขึ้นเล็กน้อย
ดูเหมือนเขาจะสงบลงแล้ว…
"ตอนนี้จงตอบคำถามของข้า เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป เจ้ามาที่นี่ทำไม?"
เสียงของสุมารุยังคงมั่นคงและหนักแน่น แต่ความอันตรายในน้ำเสียงนั้นลดน้อยลง
เขาน่าจะรู้คำตอบแล้วไม่ใช่หรือ…?
ฉันคิดในใจ รู้สึกงุนงงเล็กน้อยกับคำถามของเขา
หรือเขากำลังทดสอบฉันกันแน่?
ถ้าเป็นแบบนั้น การพูดความจริงก็คงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
ฉันไม่มีเจตนาจะโกหกสิ่งมีชีวิตที่ทรงพลังอย่างสุมารุอยู่แล้ว
“ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยแล้วก็พาเพื่อนคนหนึ่งไปยังดันเจี้ยนแห่งดวงดาว”
ฉันตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงตรงไปตรงมา
ดวงตาของสุมารุหรี่ลงกว่าเดิม สีหน้าครุ่นคิดฉายชัดขึ้นมา
“ดันเจี้ยนแสงสะท้อนแห่งดวงดาวงั้นหรือ... มนุษย์ส่วนมากที่มาถึงยอดเขาสูงเสียดฟ้าของภูเขานี้ ก็มาด้วยเหตุผลเดียวกัน แต่ว่านั่น...มันก็ผ่านมาแล้วกว่า 400 ปี
ข้อมูลเกี่ยวกับที่ตั้งของดันเจี้ยนควรจะสูญหายไปหมดแล้ว หรืออย่างน้อยก็เหลือน้อยมาก แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป? มีใครนำทางเจ้ามาอย่างนั้นหรือ?”
คำถามของเขาคมกริบ เจาะลึกเข้าไปมากกว่าที่เห็น
แค่การที่เขาพูดถึงประวัติศาสตร์โบราณของดันเจี้ยน ก็บอกได้ถึงความลึกซึ้งในความรู้ของเขา
และแสดงให้เห็นว่าข้อมูลที่ฉันมีนั้นหายากเพียงใด
มันชัดเจนมาก สุมารุไม่ได้แค่สงสัยเฉย ๆ
เขาพยายามจะเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว การมาของฉันที่นี่เกิดจากอะไรกันแน่
‘ฉันควรเปิดเผยแค่ไหน?’
ในเกม การเผชิญหน้าครั้งนี้ไม่มีอะไรลึกซึ้งขนาดนี้
สุมารุจะเข้าหาลูคัสหรือคากามิ ถามคำถามไม่กี่ข้อเพื่อประเมินความเหมาะสม
จากนั้นก็ตัดสินใจอนุญาตหรือปฏิเสธการเข้าสู่ดันเจี้ยน
เป็นเหตุการณ์แบบตรงไปตรงมา ไม่มีความอยากรู้อยากเห็นหรือปฏิสัมพันธ์เชิงลึกอะไรเลย
แต่ที่นี่ ในโลกใบนี้ มันต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
แววตาของเขามีความเข้มข้น ความสนใจที่เหมือนมุ่งเป้ามาที่ตัวฉันโดยตรง
ราวกับว่าเขากำลังพยายามเปิดโปงอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน
“ฉันได้ยินมาจากพวกนายหน้าข่าวสารที่น่าเชื่อถือบางคนในโรงเรียน”
ฉันเริ่มพูดอย่างระมัดระวัง เลือกใช้ถ้อยคำอย่างรอบคอบ
“ถึงอย่างนั้น ข้อมูลส่วนใหญ่ที่ฉันได้ก็เป็นแค่เรื่องเล่าพื้นบ้านจากเมืองใกล้ ๆ กับหนังสือเด็กบางเล่มที่บรรยายถึงลักษณะของดันเจี้ยน…”
ดวงตาของสุมารุหรี่ลงเล็กน้อย ขณะไตร่ตรองคำพูดของฉัน
“แล้วเจ้าก็มาที่นี่ ทั้ง ๆ ที่ข้อมูลพวกนั้นไม่น่าเชื่อถือ?”
“ใช่”
ฉันตอบ พยายามรักษาน้ำเสียงให้มั่นคง
สายตาของสุมารุยังคงจับจ้องอยู่ที่ฉัน ไม่กระพริบแม้แต่น้อย
“นั่นเป็นความคิดที่ทั้งโง่เขลาและกล้าหาญ เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป”
คำพูดของเขาสะเทือนใจ และมันก็เป็นความจริงอย่างปฏิเสธไม่ได้
การมาเยือนสถานที่แห่งนี้ โดยมีแค่ข่าวลือกับเศษเสี้ยวของนิทานโบราณ
มันอาจเป็นการเสียเวลาอย่างมหาศาล ไม่ใช่แค่ของฉัน แต่รวมถึงของคากามิด้วย
ถ้าข้อมูลของฉันผิด เราคงหลงทางในภูเขาเหล่านี้โดยไม่มีเป้าหมาย
ไม่เคยเจอดันเจี้ยน และพลาดโอกาสไปโดยสิ้นเชิง
ความเสี่ยงสูงมาก และฉันก็พนันทั้งหมดกับแหล่งข้อมูลที่ใครหลายคนมองว่าไม่น่าเชื่อถือ
แต่ฉันยังมีข้อได้เปรียบที่สุมารุไม่มีทางรู้
ฉันไม่ได้พึ่งพาแค่ข่าวลือกับนิทาน
ฉันมีความรู้จากในเกม ซึ่งจนถึงตอนนี้ พิสูจน์แล้วว่ามันถูกต้องทุกอย่าง
ถึงอย่างนั้น ขณะยืนอยู่ต่อหน้าสุมารุ
ฉันก็อดรู้สึกวิตกเล็กน้อยไม่ได้
เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่เหนือกว่าสิ่งใดที่ฉันเคยพบ
สามารถมองทะลุคำโกหกกับคำพูดครึ่งจริงครึ่งเท็จได้โดยง่าย
ถ้าเขารู้ว่า “ข้อมูลที่เชื่อถือได้” ของฉัน แท้จริงแล้วมาจากวิดีโอเกมในโลกอื่น…
เขาอาจมองว่าฉันจงใจปิดบัง แล้วใครจะไปรู้ว่าเขาจะตอบสนองยังไง?
ถ้าเขาจับได้ว่ามีความเท็จแม้เพียงเล็กน้อย
เขาอาจหักคอฉันทิ้งโดยไม่ลังเล
แต่ก็โล่งใจ ดูเหมือนสุมารุจะยอมรับคำอธิบายของฉัน
แม้มันจะเป็นการบิดเบือนความจริงในเชิงเทคนิคก็ตาม
บางทีความที่ฉันเคยดำดิ่งอยู่ในเกมนั้นมานาน อาจทำให้คำพูดของฉันดูจริงขึ้นมาในสายตาเขาก็ได้
ฉันเคยผ่านเหตุการณ์นี้มานับไม่ถ้วน เคยเห็นดันเจี้ยนแห่งนี้ และบทบาทของสุมารุในนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า
บางทีนั่นก็อาจเพียงพอแล้วสำหรับทำให้เขาเชื่อ หรือไม่เขาก็แค่ไม่เห็นเหตุผลจะต้องสงสัยอะไรต่อไป
อย่างไรก็ตาม ความสงสัยของสุมารุก็ยังไม่หมดลงเสียทีเดียว
เขายังคงมองมาที่ฉัน ดวงตาเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
“ข้ารู้ว่าเจ้าพูดความจริง... แต่ไม่ใช่ ความจริงทั้งหมด เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป…”
เสียงของสุมารุดังทุ้มต่ำ คล้ายฟ้าร้องจากที่ไกล ๆ แต่คำพูดนั้นหนักอึ้งจนแทบจะกลืนอากาศรอบตัว
ร่างกายฉันชะงักแข็งค้าง ความเงียบที่ตามมาทำให้ทุกอย่างราวกับหยุดนิ่ง
ในหัวเริ่มคิดตะล่อมหาความเป็นไปได้ เตรียมรับมือกับสิ่งที่อาจตามมา
“แต่ข้าจะไม่ลงโทษเจ้าหรอก… การกล้าพูดความจริงแค่ บางส่วน ต่อหน้าข้าแบบนั้น ก็ถือว่าเป็นความกล้าในแบบของมันแล้ว…”
‘งั้นก็หมายความว่า... เขามองทะลุหมดจริง ๆ’
ความจริงนั้นพุ่งวาบเข้ามาในใจ ทำให้ความกังวลพุ่งขึ้นแทบจะในทันที
ฉันเสี่ยงที่จะไม่พูดทั้งหมด และรู้อยู่แก่ใจว่าเขา น่าจะ รู้
แต่พอได้ยินจากปากของเขาจริง ๆ ก็ยังอดใจเต้นไม่ได้
ให้ตายสิ... โชคดีชะมัดที่เขาไม่ถือว่าเป็นการดูหมิ่น
ทันใดนั้น เสียงคำรามเบา ๆ ดังมาจากท้องฟ้า เมื่อสุมารุก้าวเข้ามาใกล้
ร่างมหึมาของเขาเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างเงียบงัน แต่กลับเต็มไปด้วยความรู้สึกของนักล่าที่เข้าใกล้เหยื่อ
แม้แรงกดดันก่อนหน้านี้จะจางหายไปแล้ว
แต่แค่ตัวตนของเขา... ก็เพียงพอจะทำให้สติสั่นคลอนได้
ทุกย่างก้าวที่เขาเดิน ใต้เท้าแทบจะสั่นสะเทือน
พลังจากเขาแผ่ซ่านออกมาราวกับพายุ พร้อมจะกลืนกินทุกสิ่งตรงหน้าในชั่วพริบตา
เสียงฝีเท้าแฝงมากับสายลม แต่ทุกย่างก้าวนั้นทำให้บรรยากาศสั่นสะเทือน
อากาศเย็นรอบตัวเริ่มอึดอัดเหมือนเต็มไปด้วยกระแสไฟฟ้า
เหมือนเข็มนับพันแทงอยู่ในอากาศ พร้อมจะผ่าลงมาเมื่อใดก็ได้
ฉันรับรู้ได้ แม้เขาจะไม่ได้พูดอะไรออกมา เขายังไม่คิดจะให้ฉันไปจากที่นี่
บรรยากาศตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก และรู้ดีว่า ถ้าพลาดแม้แต่ก้าวเดียว… อาจไม่รอด
“ชายคนนั้น… เพื่อนของเจ้า… เขาเป็นผู้ที่เหมาะจะยืนอยู่ต่อหน้าดันเจี้ยนแห่งดวงดาว”
สุมารุกล่าวต่อ น้ำเสียงของเขาต่ำและทรงอำนาจ
“เขาเป็นผู้ที่คู่ควรจะขึ้นมาบนยอดเขาแห่งนี้ แต่เจ้า... เป็นอีกเรื่องหนึ่งเลย เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป”
คำพูดของเขาราวกับใบมีดที่กรีดผ่านอากาศ
ฉันรู้สึกเหมือนมีบางอย่างเย็นเยียบไหลผ่านแผ่นหลัง
“หมายความว่ายังไง?” ฉันถาม พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่น
“เจ้าบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของข้า”
สุมารุพูด น้ำเสียงเข้มขึ้นทีละน้อย จนเริ่มรู้สึกถึงเงาแห่งอันตรายที่แผ่กระจายออกมา
“และภายในตัวเจ้านั้น... มีบางสิ่งอยู่ ..ความสนใจของบางสิ่งที่สกปรกเกินกว่าจะอยู่บนโลกนี้ต่อไปได้…”
ระหว่างที่เขาพูดออกมา เล็บกรงเล็บขนาดมหึมาเริ่มเผยออกจากอุ้งเท้าของเขา
แหลมคมราวกับมีด เงาวาวภายใต้แสงสลัว
ริมฝีปากของเขาแยกออก เผยให้เห็นเขี้ยวแหลมราวใบมีด ที่ดูแล้วสามารถกัดฉันขาดเป็นสองท่อนได้ในพริบตา
ท่าทางของเขาชัดเจน นี่คือคำขู่ที่จริงจัง
“บอกข้ามา เจ้าลูกมนุษย์ผู้ต้องคำสาป... เจ้าได้พบกับ เทพ ตนนั้นหรือยัง?”
‘...เทพ?’
เขาหมายถึง สิ่งนี้ งั้นเหรอ?
[หมายเหตุ: เทพชั่วร้ายอยากให้คุณกรุณา!!! ยอมรับพรของเธอด้วยเถอะ!!!!!!]
[หมายเหตุ: เทพชั่วร้ายอยากให้คุณกรุณาหยุดเมินเธอสักที!!!!]
[หมายเหตุ: เทพชั่วร้ายอยากให้คุณกรุณาสนใจเธอสักนิด!!!!!]