CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 119

บทที่ 118: ตอนจบที่มีความสุขของงานเทศกาล 2

ณ ประตูทางออกของโคลอสเซียม ฮาเจ กียอล ทายาทแห่งโฮจุน กียอล และผู้ถูกกำหนดให้เป็นผู้นำตระกูลกียอลในอนาคต ปลดปล่อยอำนาจที่ไม่อาจต้านทานได้ พลางแผ่กระจายกลิ่นอายแห่งความขุ่นเคือง

ดวงตาสีแดงสดดุจโลหิตของเขาลุกวาบด้วยความเข้มข้น สะท้อนถึงความหงุดหงิดที่อัดแน่นอยู่ภายใน

ชุดกิโมโนสีดำและเสื้อคลุมตะวันออกด้านนอกที่เขาสวมอยู่ บ่งบอกชัดว่าเขาไม่ได้มาจากดินแดนตะวันตก

กลิ่นอายเย็นเยียบและอันตรายที่ห่อหุ้มรอบกาย ยิ่งเพิ่มพูนบรรยากาศกดดันที่รายล้อมเขา

เขายืนกอดอก ท่วงท่าตึงเครียดและไร้ความอดทน ราวกับกำลังรอใครบางคน ปรากฏการณ์รอบตัวเหมือนกำลังสั่นไหวด้วยความโกรธที่เขายังพยายามกักเก็บเอาไว้

“คุณชาย...” เสียงสั่นเครือดังขึ้นจากด้านหลัง

ฮาเจหันกลับทันที แววตาแข็งกร้าวเปล่งประกายโทสะจ้องไปยังผู้ติดตามที่ก้มโค้งอยู่ด้านหลัง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยแรงกดดันจนอีกฝ่ายถึงกับตัวสั่น

“อะไร?” ฮาเจกระแทกเสียง คำพูดเฉียบเย็นดุจคมมีด

“คุณหนูบอมกำลังหาท่านอยู่ขอรับ” ผู้ติดตามรีบตอบ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว “นางถามว่าทำไมท่านยังไม่—”

“ชิ! ไปบอกอีนั่นซะว่าฉันจะไม่ทนนั่งฟังเสียงเชียร์อีเวรนั้นในโคลอสเซียมเฮงซวยอีกต่อไปแล้ว!” ฮาเจตวาดแทรก เสียงอัดแน่นด้วยความดูหมิ่น

ผู้ติดตามสะดุ้งกับถ้อยคำรุนแรงนั้น แต่ก็พยายามเอ่ยต่ออย่างระมัดระวัง “คุณหนูยังบอกด้วยว่าทั้งสองท่านควรจะไปเชียร์คุณหนูซอด้วยกัน—”

แววตาของฮาเจเข้มขึ้นขณะก้าวเท้าอย่างคุกคาม มือหนากระชากคอเสื้อผู้ติดตามแน่นดุจคีมเหล็ก “ไม่ได้ยินที่ฉันเพิ่งพูดหรือว่าแกหูหนวก?” น้ำเสียงเจือด้วยการเหยียดหยาม

ผู้ติดตามตัวสั่นด้วยความหวาดหวั่นใต้แววตาอันเกรี้ยวกราดนั้น “แ-แต่คุณชาย... คุณหนูบอมอาจจะ—”

“ฉันไม่สนว่าอีสารเลวนั่นจะทำอะไร” ฮาเจขัดขึ้นทันควัน กำมือแน่นยิ่งกว่าเดิม “ไปบอกน้องสาวโง่เง่าของฉันซะว่าฉันไม่สบาย หรืออะไรก็ช่างเถอะ”

ทุกถ้อยคำพรั่งพรูด้วยความหงุดหงิดปนเหยียดหยาม แสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่เคยให้ค่าใดๆ กับความต้องการของน้องสาวเลย

ผู้ติดตามที่สั่นระริกรีบพยักหน้าทันที ใจเพรียกหาหนทางหนีออกจากสถานการณ์กดดันนี้โดยเร็วที่สุด

ฮาเจผลักร่างอีกฝ่ายลงกระแทกพื้น ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความหงุดหงิด ก่อนจะตามด้วยการเตะกระแทกอย่างดูแคลน ริมฝีปากเคลือบไปด้วยเสียงเหยียดหยาม “รีบๆ ไปซะทีว่ะ ไอ้เวรนิ!”

ผู้ติดตามรีบคลานลุกขึ้น ใบหน้าซีดเผือดทั้งด้วยความกลัวและความอับอาย ก่อนจะวิ่งหนีไปโดยไม่เหลียวหลัง มุ่งหน้าลับหายไปตามทางเดิน

แม้ในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจต่อการกระทำอันโหดร้าย แต่เขาก็รู้ดีว่าไม่อาจต่อล้อต่อเถียงกับเจ้านายที่เย็นชาและไม่รู้จักให้อภัยอย่างคุณชายได้

ฮาเจเพ่งมองแผ่นหลังของผู้ติดตามที่ถอยหนีไปด้วยแววตาขุ่นมัว ความโกรธในดวงตายังชัดเจนไม่เสื่อมคลาย

“ชิ! ยัยบอมนั่นคิดจริงๆ เหรอว่าฉันจะไปเชียร์อีสารเลวที่เกิดมาจากนังโสเภณีนั่น?”

เขาพึมพำด้วยความเคียดแค้น เพียงแค่ภาพใบหน้าของซอก็ยิ่งทำให้ความหงุดหงิดภายในเดือดพล่านยิ่งกว่าเดิม

บอม น้องสาวของเขา ควรจะรู้ดีอยู่แล้วว่าการคาดหวังให้เขาสนับสนุนซอเป็นเพียงความคิดที่ไร้ค่า แต่เธอกลับยังคงพยายามกดดันเขาอยู่เรื่อยไป ราวกับว่าเขาจะยอมเปลี่ยนใจได้เพียงเพราะคำขอร้องที่ไม่รู้จักสิ้นสุดของเธอ

ความเกลียดชังที่เขามีต่อซอนั้นมั่นคงไม่สั่นคลอน ความจริงที่ฝังแน่นในตัวเขา และดูเหมือนเวลาจะยิ่งทำให้รากลึกของมันแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ความพยายามของบอมในการปรับความเข้าใจหรือหวังให้เขาเปลี่ยนทัศนคติเป็นสิ่งไร้ความหมาย ความดูแคลนที่เขามีต่อซอหยั่งรากลึกเสียจนไม่ต่างจากความเชื่อพื้นฐานที่สุดของเขาเอง

สำหรับเขาแล้ว ซอคือภาพแทนของทุกสิ่งที่น่าขยะแขยง และไม่มีสิ่งใด—ไม่ว่าคำหว่านล้อม หรือแม้แต่พันธะครอบครัว—จะลบล้างความชิงชังที่หยั่งรากลึกในวิญญาณของเขาได้

ความหงุดหงิดพลุ่งพล่านขึ้นมาอีกครั้ง ฮาเจจ้องเขม็งไปยังองครักษ์คนหนึ่ง แววตาของเขาเต็มไปด้วยแรงกดดันที่ยากจะควบคุม “เฮ้... แกเตรียมลูกแก้วไว้แล้วหรือยัง?”

องครักษ์วัยกลางคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า เหงื่อผุดขึ้นพลันเมื่อถูกสายตาแหลมคมของฮาเจจับจ้อง เขากลืนน้ำลายลงคอ ก่อนพยายามรักษาความสงบ “เตรียมแล้วขอรับ คุณชาย” เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ขณะหยิบลูกแก้วเรืองแสงขนาดเล็กออกมาจากมิติพกพา

ริมฝีปากของฮาเจแสยะยิ้มเย็นยะเยือกเมื่อได้ตรวจสอบลูกแก้ว ความพึงพอใจไหลบ่าเข้ามาในใจ

ลูกแก้วนี้เป็นส่วนสำคัญของแผนการของเขา มอบเกราะคุ้มครองให้กับตนเองเพื่อรับมือกับการตอบโต้ของซอที่อาจเกิดขึ้น

ด้วยมัน เขาสามารถมั่นใจได้ว่าซอจะไม่อาจโจมตีตอบสนองได้เต็มที่ และนั่นจะกลายเป็นข้อได้เปรียบอันมหาศาลสำหรับเขาและผู้ติดตาม

สำหรับฮาเจแล้ว ความสำเร็จของซอหาใช่ความจริงไม่ มันเป็นเพียงภาพลวงตา เรื่องลวงที่ถูกปั้นแต่งขึ้นจากสายเลือดและชาติกำเนิดของนาง

“อีตัวประหลาด อีลูกนอกคอกอย่างมัน... ไม่สมควรได้รับคำสรรเสริญทั้งหมดพวกนั้น!” เขาสบถอยู่ภายในใจ

สำหรับเขาแล้ว การยอมรับและพรสวรรค์ทั้งหลายที่ซอได้รับ หาใช่ความภาคภูมิแท้จริง มันคือชัยชนะที่กลวงเปล่า—เพียงเศษผลลัพธ์ที่ได้มาจากบิดาของพวกเขา

เขาเชื่ออย่างแรงกล้าว่า คนอย่างซอ ซึ่งเกิดจากหญิงบำเรอที่ต่ำต้อย ไม่อาจมีพรสวรรค์แท้จริงได้เลย

พลังและเกียรติทั้งปวงที่นางแสดงออกมา เป็นเพียง “เกียรติยศที่ยืมมา” เป็นเรื่องน่าขบขันที่ถูกมองว่าเป็นความสามารถแท้จริง

แววตาของฮาเจวาวโรจน์ด้วยความมุ่งมั่นอันมืดมิด “เมื่อนังแม่ของมันอยู่ในกำมือฉันแล้ว อีสารเลวนั่นก็ทำอะไรไม่ได้...” เขาพึมพำ พลางเห็นตัวเองในฐานะผู้พิพากษาที่จะนำความยุติธรรมมาสู่ความอยุติธรรมอันแสนโสมมนี้

ความคิดของฮาเจวิ่งพล่านเป็นสาย “ครั้งนี้ ฉันจะต้องเปิดโปงให้ได้ ว่านังนั่นทำยังไงถึงได้พลังของพ่อมา”

ความเกลียดชังที่เขามีต่อซอเดือดถึงขีดสุดแล้ว ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อที่ว่าความสำเร็จทั้งหมดของเธอเป็นเพียงภาพมายาที่สถานการณ์ภายนอกบันดาลให้

แม้เขาจะรังเกียจการปะทะกับซอโดยตรง แต่สถานการณ์ในตอนนี้กลับเร่งรัดเกินกว่าจะหลีกเลี่ยงได้ การประกาศแต่งตั้งทายาทตระกูลกียอลคนถัดไปกำลังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

เมื่อปู่ของพวกเขากำลังจะก้าวลงจากตำแหน่ง หัวหน้าตระกูลก็ย่อมจะตกเป็นของบิดาโดยชอบธรรม

และนั่นหมายความว่าลูกทุกคนของเขา รวมถึงตัวเขาเอง ล้วนมีสิทธิ์ที่จะถูกเลือกให้เป็นผู้สืบทอดตระกูลกียอลคนต่อไป

แต่ด้วยพรสวรรค์และผลงานที่โดดเด่นของซอ มันทำให้เธอกลายเป็นผู้ที่สะดุดตาและได้รับการยกย่องมากที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งห้า

เส้นทางอนาคตของเธอดูมั่นคงเกินกว่าจะสั่นคลอน สถานะและความสำเร็จของเธอแทบจะถูกการันตีไว้แล้ว

ความโกรธในใจของฮาเจแทบจะปะทุออกมาเป็นไฟ

แค่คิดว่า “ซอ” ลูกของหญิงชั้นต่ำ กำลังจะกลบเงาของเขา — ลูกชายที่เกิดจากภรรยาหลวง — มันก็เป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้เลย

บัลลังก์แห่งตระกูลกียอล และตำแหน่งทายาทผู้สืบทอดอันทรงเกียรติ ควรจะเป็นของเขาโดยสมควรที่สุด!

ความคิดที่ว่าซออาจถูกผลักดันขึ้นสู่ตำแหน่งหัวหน้าตระกูล ทำให้เขาแทบคลั่ง เขามองความสำเร็จของเธอว่าไม่ใช่ผลจากความสามารถที่แท้จริง หากแต่เป็นเรื่องลวงตา เต็มไปด้วยเล่ห์กลและการจัดฉาก

สำหรับเขาแล้ว การใช้ความไร้เดียงสาของซอให้เป็นประโยชน์ไม่ใช่เพียงแค่ “ทางเลือก” แต่มันคือ “ความจำเป็น” หากเขาสามารถบ่อนทำลายเธอและเปิดโปงว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นเพียงตัวปลอม เส้นทางสู่บัลลังก์ก็จะเปิดออกให้กับเขาโดยสมบูรณ์

“แกเตรียมคาถาไว้! แล้วแกก็เตรียมคัมภีร์สวรรค์ฉุกเฉินไว้ด้วย เผื่อว่าเรื่องมันเลวร้ายขึ้นมา!” ฮาเจออกคำสั่งเสียงเข้มใส่ผู้ติดตามทั้งสี่คน น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเร่งรีบและความตึงเครียด

เขารู้ชัดว่าการกระทำของตนเต็มไปด้วยความหุนหันและความเสี่ยง แต่เดิมพันในครั้งนี้สูงเกินกว่าจะถอยหลังได้

เพื่อศักดิ์ศรีของตระกูล และเพื่อความทะเยอทะยานของตนเอง เขาจะต้องได้สิ่งที่ซอมีมาเป็นของเขาให้ได้

พรสวรรค์ของเธอคือสิ่งที่เขาจำเป็นต้องแย่งชิง และเขาพร้อมจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายนั้น

นิสัยของซอแม้จะคาดเดาไม่ได้ แต่ก็แปลกที่มันกลับ “คาดเดาได้” ในบางแง่ ทำให้เธอกลายเป็นตัวแปรที่เขาจำเป็นต้องคำนวณไว้เสมอ

ฮาเจเข้าใจดีว่า หากต้องเผชิญหน้ากับเธอโดยตรง อาจทำให้เกิดการตอบโต้ที่รุนแรง

และหากมีการจุดชนวนที่ถูกต้อง — อย่างเช่นการเอ่ยถึง “แม่ของเธอ” — ซอก็อาจระเบิดอารมณ์จนควบคุมไม่ได้

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงต้องวางแผนเส้นทางหลบหนีไว้อย่างรัดกุมทุกจุด ความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งที่เขายอมรับได้แม้แต่น้อย

“เอาลูกแก้วมานี่!” ฮาเจสั่งเสียงกร้าว ดวงตาจับจ้องไปยังองครักษ์วัยกลางคนที่ถือวัตถุสำคัญนั้นไว้

ทว่า ก่อนที่องครักษ์จะได้ส่งมอบ ความเคลื่อนไหวอันรวดเร็วก็แทรกเข้ามา มือหนึ่งคว้าเอาลูกแก้วออกไปอย่างง่ายดาย

ร่างเงาที่ฉกวัตถุออกไปปรากฏตรงหน้า แววตาและท่าทีเต็มไปด้วยความไม่แยแสอย่างยียวน

“โอ้โห~ หัวหน้าพวกขยะกับลูกน้องก็โผล่มาพร้อมกันแล้วสินะ?” น้ำเสียงของชายหนุ่มช่างทั้งหยอกล้อทั้งมั่นใจ ชัดเจนว่าเขากำลังสนุกกับสถานการณ์ตรงหน้า

“แก... ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่?” ดวงตาของฮาเจเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย ความประหลาดใจสะท้อนชัดเจนเมื่อเขาเห็นผู้บุกรุกตรงหน้า

“ไรลีย์ ฮอล....”

“หืม... ฉันก็แค่เดินผ่านมาเอง?”

ไรลีย์ ฮอลล์ ยืนอยู่เบื้องหน้าเขา ริมฝีปากโค้งเป็นรอยยิ้มมั่นใจ ท่าทีของเขาไม่เผยให้เห็นความกังวลแม้แต่น้อยต่อการเผชิญหน้าที่กำลังจะเกิดขึ้น

ท่าทีสบายๆ ของไรลีย์ และความง่ายดายที่เขาชิงลูกแก้วมาได้ ตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความตึงเครียดและความเร่งด่วนที่ฮาเจกำลังเผชิญอยู่

“แต่นายรู้จักฉันเหรอ คุณบอสขยะน่ารำคาญหมายเลขสี่?” น้ำเสียงของไรลีย์เจือแววเย้ยหยัน แฝงความดูถูกอย่างไม่ปิดบัง

‘บอสขยะน่ารำคาญ?’ คิ้วของฮาเจขมวดแน่น ความหมายที่แท้จริงเขาอาจไม่เข้าใจ แต่เจตนาของไรลีย์นั้นชัดเจน — เขากำลังถูกยั่วโมโห

“ใช่... การต่อสู้ของนายกับลูคัสถือว่าน่าจดจำทีเดียว...”

“ฮืม~~” ไรลีย์ลากเสียงพลางตอบกลับ น้ำเสียงหยดด้วยความประชดประชัน “งั้นเหรอ?”

“ถึงอย่างนั้น ฉันก็ยังสงสัยอยู่ว่ามันชวนให้จดจำจริงงั้นหรือ? เพราะเท่าที่ฉันเห็น… สีหน้าของนายกลับเหมือนกำลังบอกว่าการต่อสู้ทั้งหลายช่างน่าเบื่อเหลือเกิน โดยเฉพาะการต่อสู้ที่เผยให้เห็นพรสวรรค์อันแท้จริง… หรือว่าแท้จริงแล้ว นายกำลังอิจฉาคนที่มีมันอยู่?”

ใบหน้าของฮาเจพลันแข็งทื่อ ความเงียบที่ตามมาหนักอึ้งราวกับกดทับอากาศรอบตัว

แรงกดดันชัดเจนจนเสียงกลืนน้ำลายของผู้ติดตามดังก้องออกมาให้ได้ยินทุกคน สำหรับฮาเจแล้ว มีเพียงสองสิ่งที่จะจุดชนวนความโกรธของเขาได้: การเอ่ยชื่อของซอ และการถูกมองว่าไร้พรสวรรค์ — และไรลีย์ก็แทงตรงเข้าสู่ประเด็นนั้น

องครักษ์ทั้งหลายขยับกายด้วยความกระสับกระส่าย พวกเขารู้ดีถึงนิสัยที่เดือดง่ายของเจ้านาย กำปั้นของฮาเจกำแน่นอยู่ข้างลำตัว ความโกรธพุ่งพล่านใกล้จะระเบิดออกมา

“ไรลีย์ ฮอลล์...” ฮาเจเอ่ยเสียงเรียบ พยายามรักษาความสงบที่แทบจะควบคุมไม่ได้ “ฉันคิดว่านี่เป็นครั้งแรกที่เราเจอกันนะ นายช่วยอธิบายหน่อยได้ไหมว่าทำไมนายถึงเกลียดฉันนัก? และที่สำคัญกว่านั้น... ทำไมนายยังแย่งลูกแก้วของฉันไว้?”

รอยยิ้มเย้ยหยันยังคงอยู่บนใบหน้าของไรลีย์ แววตาส่องประกายด้วยความขบขัน

“อ้อ… เรื่องลูกแก้วน่ะเหรอ?” ฉันยกยิ้มบาง “ฉันก็แค่ถือมันไว้ให้นายก่อนเท่านั้นเอง เห็นว่านายมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับแผนการของตัวเอง ก็เลยคิดว่าควรให้ฉันเก็บมันแทน เพื่อความปลอดภัยจะดีกว่า”

ฉันหยุดเล็กน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ส่วนเรื่องความเกลียด… ก็พูดได้เต็มปากเลยว่า ชื่อเสียงของนายน่ะ มาถึงฉันก่อนตัวจริงแล้ว ฉันได้ยินมาไม่น้อยเกี่ยวกับ… คุณสมบัติ ของนายนะ”

กรามของฮาเจเกร็งแน่น เสียงของเขาเต็มไปด้วยแรงกดดัน

“แกกำลังเดินอยู่บนเส้นด้ายแล้วนะ คุณฮอลล์… ฉันแนะนำให้คืนสิ่งที่แกขโมยไป แล้วออกไปจากตรงนี้ ก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้”

ไรลีย์เลิกคิ้วเล็กน้อย ท่าทีของเขายังคงสงบน่าประหลาด “บานปลายงั้นเหรอ... ฮ่ะๆๆ นายรู้ไรไหม ว่านายกำลังใช้ประโยคเดิมๆ ที่นายชอบพูดทุกครั้งเวลาอารมณ์เสียเลยนะ”

“แกหมายความว่าไง?” ฮาเจกระแทกเสียง ความหงุดหงิดพวยพุ่งออกมาเต็มที่ “แกคิดว่ามันตลกนักหรอ?”

ชิ้งงง!

ในจังหวะเดียวกัน องครักษ์ของฮาเจก็ชักดาบออกมาพร้อมเพรียง เสียงโลหะเสียดสีก้องกังวานคมกริบ

คมดาบทุกเล่มจ่ออยู่ตรงลำคอของไรลีย์อย่างแม่นยำ ปลายเย็นเฉียบห่างเพียงไม่กี่มิลลิเมตรจากผิวหนัง

บรรยากาศหนาแน่นไปด้วยแรงกดดัน ใบหน้าขององครักษ์ทุกคนฉายชัดถึงความมุ่งมั่นตายไปข้าง

แต่แม้จะถูกคุกคามเช่นนั้น ไรลีย์กลับไม่สะทกสะท้านเลยแม้แต่น้อย เขารู้ดีว่าคนพวกนี้ไม่ใช่ภัยร้ายแรงสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพตอนนี้

บาดแผลยังสาหัส ร่างกายพันเต็มไปด้วยผ้าพันแผลและอ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด

ภาพของเขาในตอนนี้ หลังจากการแสดงพลังบนเวทีเมื่อไม่นาน กลับต่างกันราวฟ้ากับดิน — เขาดูแทบจะน่าสงสารเสียด้วยซ้ำ เหมือนกับว่าความเครียดและความเจ็บปวดทั้งหมดนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยสำหรับเขา

อย่างไรก็ตาม องครักษ์เหล่านี้ก็ไม่ควรถูกประเมินต่ำไป พวกเขาทุกคนล้วนเป็นนักรบฝีมือฉกาจ ได้รับการฝึกฝนมาเพื่อปกป้องตระกูลกียอลด้วยชีวิต

ประสาทสัมผัสมานาของพวกเขาถูกขัดเกลามาอย่างดี สามารถตรวจจับภัยคุกคามและจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ได้

และการประเมินของพวกเขาชัดเจนแล้ว: มานาของไรลีย์ลดลงมหาศาล และตอนนี้เขาแทบไม่อยู่ในสภาพที่จะป้องกันตัวเองได้เลย

ฮาเจเองก็สังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงนั้นเช่นกัน ความมั่นใจในท่าทีของเขายังแฝงไว้ด้วยการคำนวณเล็กน้อย เมื่อได้เห็นสภาพอันอ่อนแอของไรลีย์ตรงหน้า

เขาเคยเห็นพลังที่ไรลีย์แสดงออกมาแล้ว แต่ภาพตรงหน้าตอนนี้กลับสะท้อนสิ่งที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง — ภาพของความเปราะบาง

“ไรลีย์ ฮอลล์” ฮาเจเอ่ย น้ำเสียงเย็นเยียบและทรงอำนาจ “นี่เป็นโอกาสครั้งสุดท้าย คืนลูกแก้วมา ก่อนที่ทุกอย่างจะสายไปกว่านี้”

ไรลีย์สบตาเขาพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน แววตาส่องประกายทั้งขบขันและดูหมิ่น

แรงกดดันในอากาศเข้มข้นขึ้นทุกขณะ บรรยากาศเต็มไปด้วยกลิ่นอายแห่งการปะทะที่ใกล้จะปะทุ

ไรลีย์พยายามกลั้นหัวเราะ แต่ความกดดันมันมากเกินไป สุดท้ายเสียงหัวเราะเยาะดังลั่นก็เล็ดลอดออกมา

“เฮ้อ... ฉันกำลังสงสัยอยู่ว่าพวกคนสร้างนี่เขาหมดไฟกับนายไปแล้วรึเปล่า...” เสียงของไรลีย์เจือความเย้ยหยันเต็มเปี่ยม

“หา?” คิ้วของฮาเจขมวดแน่นทันที ถูกจับผิดจังหวะกับถ้อยคำประหลาดนั่น

“ไม่... แค่ดูเหมือนว่าประโยคที่นายพูดมันตรงออกมาจาก คู่มือวายร้ายสมองทึบ หรือไม่ก็ ตำราวายร้ายขี้โม้ ไม่มีผิดเลย” รอยยิ้มของไรลีย์ยิ่งกว้างขึ้น เมื่อมองไปที่ฮาเจผู้กำลังโกรธจัดขึ้นทุกที

“ไอ้สารเลวนี่... แกอยากตายมากนักสินะ คุณฮอลล์?” น้ำเสียงของฮาเจสั่นด้วยความโกรธที่แทบจะระเบิดออกมา องครักษ์ทุกคนบีบด้ามดาบแน่น รู้สึกถึงแรงกดดันที่กำลังสูงขึ้น

“ไม่ล่ะ” ไรลีย์ตอบอย่างไม่ใส่ใจ “แล้วนายล่ะ คุณฮาเจ? นายอยากจะ มีชีวิตอยู่ รึเปล่า?”

ก่อนที่ฮาเจจะได้ตอบ ไรลีย์ก็กำลูกแก้วในมือแน่นทันที มานาถูกอัดเข้าไปในฝ่ามือของเขาอย่างรุนแรง

ลูกแก้วซึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งแผนการและอำนาจของฮาเจ เริ่มเกิดรอยร้าวและแตกสลายลงภายใต้แรงกดดันมหาศาลของมานา

แสงสว่างแผ่วเบาที่เคยเต้นเรืองรองในลูกแก้วพลันดับวูบ เศษเสี้ยวแตกกระจายเกลื่อนพื้น

“แก...” เสียงของฮาเจต่ำพร่า ใบหน้าเขาบิดเบี้ยวด้วยความเดือดดาลขณะจ้องเศษซากสิ่งที่เขาหวงแหน ดวงตาลุกโชนด้วยไฟแห่งความโกรธชัดเจน “ฆ่าไอ้สารเลวนี่ซะ!!!” เขาตะโกนก้อง เสียงก้องสะท้อนทั่วโถง

องครักษ์ทั้งหลายพุ่งเข้าหาทันที คมดาบสะท้อนประกายแสงจ้าขณะตั้งใจฟาดฟันไรลีย์อย่างเอาเป็นเอาตาย

“เฮ้อ... แม้แต่ตอนอาละวาด นายก็ยังเดาทางได้ง่ายเหมือนเดิม” ไรลีย์พูดพลางยิ้มไม่เสื่อมคลาย “นี่แหละเหตุผลที่ทำไมนายถึงได้เป็นวายร้ายที่อ่อนแอที่สุดในบรรดาวายร้ายทั้งหมดที่เรื่องนี้โยนใส่มา”

องครักษ์หยุดชะงักไปชั่วขณะ ถูกความอวดดีของไรลีย์และการทำลายลูกแก้วอย่างกะทันหันทำให้เสียจังหวะ

แต่คำสั่งก็ถูกส่งออกมาแล้ว ความภักดีต่อฮาเจบังคับให้พวกเขายังคงเดินหน้าต่อ

และในขณะที่องครักษ์ของฮาเจกำลังจะลงมือจัดการไรลีย์ คมดาบเตรียมจะฟาดฟัน — สิ่งที่ไม่อาจอธิบายได้ก็เกิดขึ้น

ทันทีที่ความคิดแห่งความรุนแรงแล่นผ่านจิตใจ ร่างกายของพวกเขาก็หยุดนิ่งราวกับถูกตรึงเอาไว้

ไม่เพียงแขนขาที่ไม่อาจขยับได้ หากแต่เหมือนกับว่า วิญญาณของพวกเขาเอง ก็ถูกมือที่มองไม่เห็นบีบกุมไว้แน่น

กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกและคุ้นเคยแผ่ลงมา ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด บรรยากาศถูกบดบังด้วยแรงกดดันมหาศาล

แรงกดดันที่ถาโถมลงมานั้นราวกับน้ำหนักจริงที่บดขยี้พวกเขาจากทุกทิศทาง ความตื่นตระหนกเข้าครอบงำ ขณะที่พวกเขาพยายามดิ้นรนเพื่อทำความเข้าใจกับต้นตอของความสยดสยองกะทันหันนี้

เลือดเริ่มซึมออกมาจากปากของพวกเขา แรงกายค่อยๆ ลดถอยลงภายใต้การโจมตีที่มองไม่เห็น

องครักษ์เงยหน้าขึ้น ใบหน้าซีดเผือดด้วยความหวาดกลัว ก่อนสายตาจะสบเข้ากับดวงตาสีฟ้าเย็นเยียบของไรลีย์

ดวงตาคู่นั้นไร้ซึ่งความอบอุ่นและความเมตตา มันเจาะลึกเข้ามาในใจพวกเขาด้วยความเข้มข้นที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ

ความรู้สึกสยองเกรงปรากฏชัด เป็นภาพสะท้อนของพลังดิบที่ไรลีย์ปลดปล่อยออกมา พลังที่ไร้ขอบเขตจนพวกเขาไม่อาจขยับเขยื้อน ทำได้เพียงนิ่งงัน ไร้ทางสู้

ฮาเจยืนมองภาพนั้นด้วยความไม่อยากเชื่อ สมองของเขาหมุนวนหาคำอธิบายว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นกันแน่

เขามองไปยังไรลีย์ ผู้ยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าที่เย็นชาไร้ความรู้สึก

การมีอยู่และกลิ่นอายกดดันที่แผ่ออกมาจากไรลีย์ มันชวนให้นึกถึงซออย่างน่าประหลาด

ความคล้ายคลึงนั้นชัดเจน ทั้งจากแรงอำนาจมหาศาลที่ไม่อาจปฏิเสธ ไปจนถึงความเย็นชาที่ราวกับแทงทะลุออกมาจากตัวตน

และเมื่อสายตาของไรลีย์ตรึงแน่วแน่ไปยังฮาเจ ความจริงอันน่าหวาดหวั่นก็ค่อยๆ ผุดขึ้นในใจของเขา กลิ่นอายที่ไรลีย์ปล่อยออกมานั้นแทบจะไม่ต่างจากที่เขาเคยรู้สึกเมื่อซอได้เผยความสามารถอันน่าเกรงขาม

ความคิดที่ว่าไรลีย์อาจมีพลังที่เทียบเท่า — หรือยิ่งกว่า — ซอ มันทั้งน่าสะพรึงและน่าขนลุก

‘ทำไมไอ้สารเลวนี่ถึงมีพลังแบบนั้นด้วย????’

การเคลื่อนไหวของไรลีย์เฉียบคมและแน่วแน่ เพียงพริบตาเดียว เขาก็ลดช่องว่างระหว่างกันลงจนถึงตัวฮาเจ มือกระชากคอเสื้อกิโมโนของอีกฝ่ายด้วยแรงเหล็กกล้า

มืออีกข้างบีบเข้าที่ลำคอของฮาเจ ยกตัวเขาลอยขึ้นจากพื้นเล็กน้อย นิ้วทั้งห้ากดแน่นจนอีกฝ่ายแทบหายใจไม่ออก

“ฮาเจ กียอล...” เสียงของไรลีย์ต่ำลึก ก้องด้วยความเกรี้ยวกราดอันเย็นเยียบ ทุกถ้อยคำพรั่งพรูด้วยพิษสง “ฉันจะถามอีกครั้ง... นายอยากมีชีวิตอยู่หรือเปล่า?”

“ไ-ไอ้... สารเลว... ปล่อย... ขะ... ฉัน....”

ทันใดนั้น เสียงของผู้ประกาศก็ดังสะท้อนเข้ามาภายในบริเวณนั้น เสียงดังชัดเจนด้วยเวทกระจายเสียง

“ผู้ชนะ — ซอ กียอล!!!”

แต่ในห้องแห่งนี้ กลับเต็มไปด้วยความเงียบกดทับ แม้เสียงโห่ร้องเฉลิมฉลองจากภายนอกจะดังลั่นอยู่ก็ตาม เสียงเดียวที่ได้ยินคือเสียงหอบหายใจขาดห้วงของฮาเจ และเสียงครวญต่ำของเหล่าองครักษ์ที่ถูกทำให้ไร้เรี่ยวแรง

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์