CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 118

บทที่ 117: ตอนจบที่มีความสุขของงานเทศกาล

เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมา สิ่งที่ปรากฏต่อหน้าฉันอีกครั้งก็คือเพดานที่ทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยไปพร้อมกัน

‘อีกกี่ครั้งกันนะที่ฉันต้องทำกระบวนการแบบเดิมซ้ำๆ แบบนี้?’ ฉันคิดพร้อมกับรอยยิ้มขื่นๆ ที่ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก

ถ้าอีหรอบนี้อีกรอบ ฉันคงจดจำเพดานทุกรูปแบบของเตียงทุกหลังที่ฉันเคยนอนพักได้หมดแน่ๆ

สลัดความคิดทิ้งไป ฉันค่อยๆ ลุกขึ้นจากเตียงแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง

กำแพงสีขาวที่คุ้นตา และการตกแต่งภายในสีขาวสลับน้ำเงินที่ดูสะอาดตาทำให้ฉันรู้ทันทีว่านี่คือห้องพยาบาลของสถาบัน

ครั้งสุดท้ายที่ฉันมาอยู่ที่นี่ก็คือช่วงท้ายของสถานการณ์แรก หลังจากการโจมตีของผู้ก่อการร้ายครั้งแรกที่สถาบัน

เมื่อคิดย้อนกลับไป มันก็น่าขันไม่น้อย ฉันที่ได้รับทั้งพลังและความแข็งแกร่งมากขึ้น แต่กลับบาดเจ็บหนักกว่าตอนนั้นเสียอีก

ด้วยเสียงครางแผ่วเบา ฉันแกว่งขาลงจากเตียง รู้สึกถึงความเย็นของพื้นห้องที่แผ่ซึมขึ้นมา

ร่างกายเจ็บปวดด้วยความปวดหน่วงที่ต่อเนื่อง ราวกับเตือนถึงการต่อสู้ที่ดุเดือดที่ฉันเพิ่งผ่านมา

แม้จะเต็มไปด้วยความไม่สบาย แต่ความรู้สึกแห่งความสำเร็จก็เอ่อล้นขึ้นมาในอก

อย่างไรเสีย ฉันก็ชนะมาแล้วนี่

ถึงจะเป็นวิธีชนะที่ห่วยแตก แต่ชนะก็คือชนะล่ะนะ

“อั่ก...”

ฉันครางออกมาเมื่อขยับร่างกายเล็กน้อย

เพิกเฉยต่อความเจ็บ ฉันยันตัวลุกลงจากเตียง

ไม่แน่ใจนักว่าเป็นเพราะสติยังไม่กลับมาเต็มที่ หรือเพราะฉันชินกับความเจ็บปวดทุกรูปแบบไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าความทนทานต่อความเจ็บของฉันจะแข็งแกร่งขึ้นตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้

‘คงเป็นเพราะฉันสลบไปสินะ?’

มันก็ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่แปลกอะไร เมื่อมองจากความบ้าบิ่นที่ฉันเพิ่งทำไป

‘ซอคงเป็นคนที่แบกฉันมาที่นี่อีกครั้ง’

ฉันติดหนี้เธอไปแล้วกี่ครั้งกันนะ? หลายครั้งแล้วที่เธอคอยช่วยชีวิตฉัน ทั้งโดยตรงและทางอ้อม

แม้ว่าเธอคงไม่คิดว่านี่คือภาระหรือเป็นสิ่งที่ทำให้ฉันติดหนี้ แต่ความจริงก็คือ... ตอนนี้เธอเป็นคนเดียวที่ฉันพอจะวางใจพึ่งพาได้จริงๆ ไม่แปลกเลยที่ร่างกายฉันถึงได้ทรุดลงทันทีที่ได้ถูกโอบกอดอยู่ในอ้อมแขนของเธอ

เมื่อหันไปมองนาฬิกา เวลาก็ยังเพียง 11:25 ความโล่งใจพลันไหลผ่านร่างกาย ฉันยังทันไปดูการแข่งขันของซอ และยังสามารถกันไม่ให้ไอ้สารเลวนั่นเข้าไปยุ่งกับเธอได้

“อ้อ ดูเหมือนว่าคุณจะตื่นแล้วสินะ”

ขณะที่ฉันกำลังสวมชุดยูนิฟอร์มที่ขาดวิ่นอยู่นั้น หญิงสาวในชุดสีขาวก็เดินเข้ามาทางประตูที่เปิดอยู่ เธอกวาดตามองฉันตั้งแต่หัวจรดเท้าพร้อมกับดันแว่นขึ้นเล็กน้อย

แม้จะถือเป็นการพบกันครั้งแรก แต่สำหรับฉันแล้ว กลับรู้สึกเหมือนเคยพบเธอนับครั้งไม่ถ้วน

เธอคือ ออเดรย์ โรส หัวหน้าฝ่ายการแพทย์ของสถาบัน

หน้าที่ของเธอคือจัดการและดูแลทุกเรื่องทางการแพทย์ในสถาบันแห่งนี้ และเธอเป็นที่รู้จักในฐานะหมอที่เก่งที่สุด

เธอสวยและดูเป็นผู้ใหญ่สมกับภาพที่ฉันเคยเห็นในเกม

เส้นผมสีน้ำตาลอ่อนยาวถูกเก็บรวบขึ้นเป็นมวยเรียบร้อย ดวงตาสีฟ้านิ่งสงบหลังกรอบแว่นเปล่งประกายทั้งปัญญาและความอ่อนโยน

บุคลิกที่สุขุมทำให้ใครก็ตามที่อยู่รอบตัวเธอรู้สึกปลอดภัย

“คุณไม่ควรขยับตัวมากขนาดนี้นะ หลังจากสิ่งที่คุณเพิ่งผ่านมา” น้ำเสียงของเธอนุ่มนวลแต่ก็แฝงความเด็ดขาด

“ผมไม่เป็นไรจริงๆครับ แค่รอยฟกช้ำเล็กน้อยเท่านั้น” ฉันตอบ พลางพยายามทำเสียงให้ฟังน่าเชื่อ

ออเดรย์เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเธอไม่ได้เชื่อ “แค่รอยฟกช้ำ? คุณถูกหามเข้ามาที่นี่ทั้งที่หมดสติและมีบาดแผลเต็มตัว คุณต้องพักผ่อน”

เสียงฝีเท้าของเธอดังก้องไปทั่วห้องสีขาว ขณะที่มานาของเธอแผ่ขยายออกมา มองฉันอย่างลึกซึ้งก่อนจะถอนหายใจยาวกว่าเดิม “แน่ใจนะว่าตอนนี้คุณโอเคจริงๆ?” เธอถามพลางก้าวเข้ามาใกล้ วางแฟ้มเอกสารที่ถือไว้ลง

“ครับ ผมโอเค”

“ฮึม... แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่นะ ฉันเข้าใจว่าคุณกำลังตื่นเต้นอยู่หน่อยๆ คุณฮอลล์ แต่การพักอีกสักหน่อยจะดีกว่ามาก ร่างกายคุณยังอยู่ระหว่างการฟื้นฟู” เธอกล่าวขณะเอื้อมมาจับแขนของฉันที่พันผ้าไว้ แต่ฉันรีบชักหนีออกมาก่อนที่เธอจะได้สัมผัส

“ผมไม่เป็นไรจริงๆ”

“คุณรู้ใช่ไหมว่าหลอกฉันไม่ได้? หนุ่มน้อย แค่คนธรรมดาก็ยังมองออกเลยว่าคุณไม่โอเคตอนนี้”

ฉันก็เถียงไม่ได้ เพียงแค่มองเงาตัวเองในกระจก ก็รู้ชัดเจนว่าฉันสภาพแย่จริงๆ ความเครียดที่สะสมในร่างกายยังคงบีบรัด และความเจ็บปวดนี้ก็ใกล้เคียงกับตอนที่ฉันเคยสู้กับไรจินเลยทีเดียว

สายตาเป็นห่วงของหมอโรสแทงทะลุเข้ามา ทำให้เห็นชัดว่าเธอไม่คิดจะเชื่อการพูดขอไปทีของฉัน เธอถอนหายใจอีกครั้ง พลางส่ายหัวเบาๆ

“ฟังนะ ฉันเข้าใจว่าคุณมีเรื่องที่ต้องไปจัดการ แต่การฝืนตัวเองแบบนี้มันจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง คุณต้องปล่อยให้ร่างกายได้พักฟื้นจริงๆ”

“ไม่ครับ ผมโอเคจริงๆ คุณออเดรย์....”

“หืม? คุณรู้จักชื่อฉันด้วยเหรอ?”

“ก็... คุณค่อนข้างมีชื่อเสียงในสถาบันนี่นา”

ออเดรย์ดูไม่พอใจนักกับเหตุผลนี้ เธอถอนหายใจอีกครั้งแล้วก็ส่ายหัวเบาๆ

“เธอนี่ช่างอึดจริงๆ เลยนะ รู้ไหม? นักเรียนส่วนใหญ่คงพ่ายแพ้ให้กับความเจ็บปวดไปแล้วทันทีที่มานาของพวกเขาบิดเบี้ยวเหมือนของเธอ แต่ดูเหมือนว่า... นี่คงยืนยันได้ถึงตำแหน่งของเธอในฐานะนักเรียนระดับท็อปใช่ไหมล่ะ?”

เธอหยุดไปครู่หนึ่ง จ้องฉันนิ่งราวกับกำลังพิจารณา “จริงๆ แล้วฉันไม่ควรปล่อยเธอออกไปตอนนี้หรอก แต่จะถือว่ายกเว้นให้วันนี้ก็แล้วกัน... เพราะดวงตาของเธอมันทำให้ฉันสนใจ”

“อย่างงั้นเหรอ...?”

“ดูท่าทางเธอไม่พอใจสินะ งั้นจะให้ฉันจับลากกลับไปที่เตียงดีไหม?”

ฉันส่ายหัวแรงๆ จนเธอหัวเราะเบาๆ ก่อนจะยื่นขวดแก้วที่มีของเหลวสีแดงเรืองแสงมาให้

“เอาไปสิ ถึงมันจะไม่ได้รักษาความเสียหายของมานาทั้งหมดในตัวเธอได้ แต่ก็น่าจะช่วยบรรเทาความเจ็บปวดได้บ้าง”

“ขอบคุณครับ....”

“ไม่เป็นไรหรอก~ เอาล่ะ ไปได้แล้วนะ เธอคงไม่อยากไปสายใช่ไหมล่ะ?”

“คุณรู้ได้ยังไง—”

“ฟุฟุ ดวงตาของเธอมันบอกทุกอย่างเลย เด็กน้อย... อ้อ ก่อนจะไป ถอดเสื้อขาดๆ นั่นออกซะ แล้วก็หยิบแจ็กเก็ตสำรองตรงนั้นไปใส่”

ฉันเหลือบมองซากยูนิฟอร์มที่ขาดรุ่งริ่ง ก่อนจะมองไปยังแจ็กเก็ตที่พับเรียงไว้อย่างเรียบร้อยตรงที่เธอชี้ให้ดู อย่างเสียไม่ได้ ฉันค่อยๆ ลอกเสื้อที่ขาดออกทีละน้อย กล้ามเนื้อทุกส่วนประท้วงด้วยความเจ็บปวดทันทีที่ขยับ ร่างกายสั่นสะท้านเล็กน้อยเมื่อสัมผัสอากาศเย็นในห้องพยาบาล

ขณะที่ฉันเอื้อมหยิบแจ็กเก็ต เสียงของออเดรย์ก็นุ่มลง “เธอรู้ใช่ไหม ว่าไม่ใช่แค่ความอึดทางร่างกายเท่านั้นที่จะทำให้ใครสักคนเป็นอัศวินที่ยิ่งใหญ่... มันคือการรู้ว่าเมื่อไหร่ควรจะก้าวไปข้างหน้า และเมื่อไหร่ควรถอยหลัง อย่าลืมเรื่องนี้ล่ะ”

“ผมจะจำไว้ครับ” ฉันตอบ พลางสวมแจ็กเก็ตเข้าไป

มันใหญ่เกินไปเล็กน้อย แต่ก็ยังพอใช้ได้

เธอพยักหน้าอย่างพอใจ “ดีมาก งั้นรีบไปเถอะ ก่อนที่ฉันจะเปลี่ยนใจให้เธออยู่ต่อ”

ฉันยิ้มเล็กน้อย ก่อนจะรีบออกจากห้องพยาบาล โดยมีขวดยาสีแดงถูกเก็บไว้อย่างแน่นหนาในกระเป๋า ขณะก้าวไปตามทางเดิน

ฉันก้มศีรษะให้เธอครั้งสุดท้าย ก่อนจะกล่าวคำอำลา แล้วเดินจากมา สิ่งที่รอฉันอยู่ข้างนอกทำให้ฉันแปลกใจไม่น้อย

ทุกห้องที่ผ่านไปนั้นเต็มแน่นไปด้วยนักเรียน ฉันเห็นแม้แต่ลูคัสที่กำลังนอนหลับสบายอยู่ในห้องหนึ่ง โดยมีเพื่อนนักเรียนอีกสองสามคนนั่งอยู่รอบๆ

แต่ในห้องของฉัน... ฉันกลับเป็นคนเดียวที่นอนอยู่ในนั้น....

เมื่อคิดดูแล้ว ทำไมในห้องฉันถึงมีแค่เตียงเดียว? และคุณออเดรย์เองก็ไม่ได้ดูเหมือนจะดูแลนักเรียนคนอื่นๆ ด้วย?

‘ฉัน... ได้รับการดูแลเป็นพิเศษงั้นเหรอ?’

มันเป็นความคิดที่แปลก การที่ออเดรย์เอาใจใส่กับห้องที่แยกออกมาแบบนี้มันชวนให้สงสัย ราวกับว่าเธอรู้บางอย่างเกี่ยวกับสภาพร่างกายของฉันที่ไม่ได้พูดออกมา

ความคิดนั้นตามหลอกหลอนในใจขณะฉันเดินต่อไป แหวกฝูงนักเรียนตามโถงทางเดินที่แน่นขนัด

ฉันเหลียวกลับไปมองประตูห้องพยาบาลอีกครั้ง พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย

มันไม่ใช่นิสัยของสถาบันที่จะเลือกปฏิบัติต่อนักเรียนคนใดเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกับฉัน... ที่เป็นเพียงหนึ่งในฝูงอัจฉริยะของพวกเขา

ความคิดนี้ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว ขณะที่ฉันเดินออกมาไกลขึ้น เสียงความคึกคักของงานเทศกาลก็ดังก้องเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ

แม้ว่าจะอดสงสัยไม่ได้ว่าเหตุใดฉันถึงได้รับการดูแลเช่นนี้

‘ถึงมันจะเป็นการดูแลพิเศษจริงๆ ก็ตาม....’

แต่มันก็ไม่ได้ถือว่าเป็นปัญหาอะไรอยู่ดี

....

กลับมาที่โคลอสเซียม เสียงผู้ชมต่างก็ดังก้องด้วยความตื่นตะลึงอีกครั้ง หลังจากการประลองที่สั้นแต่สุดยอดอีกหนึ่งแมตช์

แม้พวกเขาจะไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ เพราะการแข่งขันสิ้นสุดเร็วเกินไป จนแทบไม่ถึงสามวินาทีด้วยซ้ำ

สิ่งที่ทุกคนเห็นก็มีเพียงแค่ประกายแสงสีน้ำเงิน พร้อมเสียงฟ้าผ่าและสายฟ้าที่ฟาดลงผ่ากลางร่างคู่ต่อสู้ของซอเกือบขาดสะบั้น

“ผู้ชนะ: ซอ กียอล!” เสียงประกาศก้องกังวานไปทั่วสนาม

ซอเพียงเหลือบมองคู่ต่อสู้ด้วยแววตาไร้อารมณ์ ก่อนจะหันไปโค้งเล็กน้อยให้กับเหล่ากรรมการ

ดวงตาที่ไร้อารมณ์ของเธอในตอนนี้กลับเย็นชากว่าปกติแต่ก่อนเสียอีก เดิมที เธอรู้สึกตื่นเต้นที่จะได้แสดงศิลปะดาบของตระกูลต่อหน้าท่านดยุก แต่บัดนี้ หลังจากได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับไรลีย์ ความรู้สึกบางอย่างกรีดแทงไม่หยุดอยู่ในหัวใจของเธอ

เธอไม่อาจอธิบายได้ว่ามันคืออารมณ์ใด แต่สิ่งที่แน่นอนในตอนนี้ก็คือ เธอรู้สึกหงุดหงิดอย่างยิ่ง ชัยชนะครั้งนี้มันช่างว่างเปล่า ถูกบดบังด้วยความปั่นป่วนในใจ

ก้าวลงจากเวที ซอไม่เหลือบมองสิ่งใดรอบตัวอีกต่อไป ทั้งสายตาและความคิดของเธอมุ่งตรงไปเพียงด้านหน้า

เธออยากพบไรลีย์ในตอนนี้ทันที ร่างของเธอพุ่งไปข้างหน้าอย่างว่องไว ก้าวเท้าของเธอเร่งเร้าสุดเท่าที่กฎเกณฑ์จะอนุญาต

บาดแผลที่ไรลีย์ได้รับ มันไม่ใช่สิ่งที่ใครจะเพิกเฉยได้ง่ายๆ

ในฐานะคนที่อยู่ใกล้ชิดเขาที่สุดในเวลานั้น เธอรู้ดีว่ามันต้องเจ็บปวดขนาดไหน

แม้เธอจะไม่เคยสัมผัสกับการบิดเบี้ยวของเส้นทางมานาในลักษณะนี้ แต่เพียงแค่มองเห็นเส้นเลือดมานาที่บิดเบี้ยวราวกับรอยแตกในร่างของเขา เธอก็สามารถเข้าใจความทรมานที่ไรลีย์กำลังเผชิญอยู่ได้

ความทรงจำหนึ่งผุดขึ้นมา — คำแนะนำจากหนังสือเล่มวิเศษที่ครั้งหนึ่งเคยอยู่ในครอบครองของเธอ หนังสือ วิธีทำให้มีเพื่อน ที่ตอนนี้ถูกเผาทำลายไปแล้วตามคำแนะนำของสาวใช้ แต่คำแนะนำข้อหนึ่งยังคงสลักแน่นในใจเธอ

การดูแลเพื่อนผู้ชายของคุณเป็นสิ่งจำเป็น หากคุณอยากให้ความสัมพันธ์นั้นมั่นคง

แม้สาวใช้จะบอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าอย่าได้เชื่อคำแนะนำบ้าบอในหนังสือเล่มนั้น แต่ซอไม่อาจปฏิเสธผลลัพธ์ที่เธอเคยเห็นมาก่อน เมื่อครั้งที่เธอดูแลไรลีย์ด้วยตนเอง นั่นทำให้เธอเชื่อว่า มันไม่ใช่หนังสือที่เต็มไปด้วยคำโกหก อย่างน้อยก็ไม่ทั้งหมด

ร่างของเธอยังคงพุ่งทะยานไปตามทางเดิน สายตาแน่วแน่ ไม่สั่นคลอน ใจของเธอพรั่งพรูไปด้วยความตั้งใจ คำแนะนำจากหนังสือเล่มนั้นยังคงก้องอยู่ภายใน ราวกับมันจะเป็นเข็มทิศอีกครั้ง

ใกล้ถึงทางออกของโคลอสเซียมแล้ว ซอเร่งฝีเท้าเพิ่มขึ้นอีก เธอเคลือบร่างด้วยออร่าฟ้าผ่าอันคุ้นเคยที่แผ่วเบาแต่ทรงพลัง

ทีละก้าว ทีละก้าว ประตูใหญ่ของโถงทางเดินค่อยๆ เข้ามาใกล้ หัวใจของเธอเต้นแรงด้วยความคาดหวัง

ทว่าในเสี้ยววินาทีก่อนถึงประตู เธอก็หยุดกึกลง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงต่อภาพตรงหน้า

“ปะ-ปล่อยฉันนะ ไอ้สารเลว!!!” ชายคนหนึ่งตะโกนเสียงดังด้วยความโกรธ หายใจหอบถี่ ใบหน้าเริ่มซีดเซียวลงทุกขณะ

ตรงเบื้องหน้าของเธอ ไรลีย์กำลังบีบคอชายผู้หนึ่งไว้แน่น — และชายคนนั้นคือคนที่เธอรู้จักเป็นอย่างดี

ชายผู้มีผมดำยาวและดวงตาสีแดงสดดุจโลหิต ราวกับภาพสะท้อนจากรูปลักษณ์ของเธอเอง

เขาคือ ฮาเจ กียอล พี่ชายแท้ๆ ของเธอ ที่กำลังดิ้นรนพยายามหนีจากกำมืออันแข็งกร้าวของไรลีย์

‘ทำไมเขาถึงมาอยู่ที่นี่...?’

บรรดาองครักษ์ของฮาเจต่างนอนกองอยู่บนพื้น เลือดทะลักออกจากปาก พวกเขาพยายามเกาะขาของไรลีย์ แต่ทุกความพยายามล้วนไร้ผล

“ไรลีย์?”

“ซอ....” ไรลีย์เอ่ยตอบ ดวงตาสีฟ้าของเขาล็อกเข้ากับเธอ — เย็นชาแต่ก็อบอุ่นในเวลาเดียวกัน

“ดูเหมือนฉันจะพลาดการต่อสู้ของเธอไปสินะ”

....

ซอไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์