ตอนที่ 128
บทที่ 127: ความประหลาดใจยามเช้า
บทที่ 127: ความประหลาดใจยามเช้า
ความมืดที่โอบล้อมฉันถูกเจาะทะลุด้วยเสียงแจ้งเตือนที่ดังต่อเนื่อง ราวพายุที่โถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน ข้อความของระบบปรากฏขึ้นทีละบรรทัด กดทับจิตใจอย่างรุนแรง
[บันทึก: การกลับมาของผู้ใช้เสร็จสมบูรณ์]
[บันทึก: สภาวะจิตใจผู้ใช้กำลังคงที่]
[...98%]
[...99%]
[...100%]
[สำเร็จ!]
[บันทึก: ขีดจำกัดความจุทางจิตของผู้ใช้ถูกแตะถึงขีดสูงสุด]
[บันทึก: ความทรงจำของผู้ใช้จะถูกกรองจากนี้ไป]
[บันทึก: สกิลใหม่ [คลังความทรงจำ] กำลังถูกเปิดใช้งาน]
[บันทึก: กำลังเริ่มต้นการถ่ายโอนความทรงจำต่างถิ่น]
[ถ่ายโอนเสร็จสิ้น!]
[บันทึก: ความทรงจำที่ถูกเก็บถาวรสามารถถูกเปิดออกได้ตามเจตจำนงของผู้ใช้]
[บันทึก: ควรใช้ความระมัดระวังอย่างสูงเมื่อทำการอ่านความทรงจำที่สูญหายไป... ระดับการกัดกร่อนอัตตาของผู้ใช้มีความเด่นชัด]
[บันทึก: สกิลใหม่ถูกปลดล็อก (2)]
[บันทึก: สกิลเฉพาะใหม่ถูกปลดล็อก (2)]
ข้อความเหล่านั้นทั้งดับเสียงโลกภายนอก และในขณะเดียวกันก็ขยายทุกประสาทสัมผัสของฉันจนแทบรับไม่ไหว ร่างกายเหมือนอยู่กึ่งกลางไข้ฝันร้าย—ร้อนและหนาวไปพร้อมกัน อ่อนแอแต่กลับยังแข็งแกร่งแปลกประหลาด
ในห้วงวินาทีนั้น ความรู้สึกสับสนถาโถมจนแทบทรุด ความคิดแตกเป็นเสี่ยง พยายามเรียบเรียงว่าเกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่
พริบตาเดียว ความเงียบก็ดูดกลืนทุกสิ่ง เสียงระบบเงียบลง เหลือไว้เพียงบรรยากาศกดทับ หนักแน่นและน่าขนลุก
ฉันเพ่งสายตา พยายามทะลุม่านความมืดที่เกาะหนึบอยู่รอบๆ ดวงตาเริ่มปรับรับแสงทีละน้อย และภาพก็เริ่มชัดขึ้น
นี่คือ “ห้องพัก” ของฉัน—หรืออย่างน้อยมันก็ คล้าย ห้องของฉัน แต่ทุกสิ่งกลับแปลกตา รายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ บิดเบี้ยวไปจากความทรงจำ
ศีรษะฉันปวดตุบๆ เป็นร่องรอยจากความปั่นป่วนที่เพิ่งผ่านมา เสียงของข้อความระบบยังสะท้อนวนอยู่ในหัว—สกิลใหม่... ความทรงจำถูกกรอง... การกัดกร่อนของอัตตา... ทั้งหมดราวกับปริศนาที่รอคอยฉันคลี่คลาย
ฉันนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง สูดลมหายใจลึก รวบรวมสติ ฝืนดันตัวเองขึ้นนั่ง ความอ่อนล้าหนักอึ้งยังเกาะติด แต่ก็รู้ว่าหากมัวหลับใหลต่อไป มันอาจจะเลวร้ายยิ่งกว่านี้
ห้องรอบกายสลัว ร่องเงาพาดผ่านผนังเหมือนมีชีวิต
สิ่งที่ผิดแผกชัดเจนที่สุดคือ—เฟอร์นิเจอร์หรูหราโอ่อ่า ที่ฉันมั่นใจว่าไม่เคยมีอยู่ในห้องนี้มาก่อน
เตียงนุ่มคลุมด้วยกำมะหยี่สีเข้ม ตู้ไม้แกะสลักลวดลายละเอียด ประดับด้วยภาพเขียนงดงามบนผนัง ทุกอย่างดูอลังการเกินกว่าที่ฉันจะเคยจัดหา และฉันก็แน่ใจว่า ยูอิ ไม่ได้เข้ามาตกแต่งห้องแทนฉันแน่นอน
มันชวนให้ทั้งอบอุ่นและหวาดระแวงราวกับใครบางคนเข้ามาสอดแทรกชีวิตฉัน เติมเต็มมันด้วยความหรูหราที่ฉันไม่เคยร้องขอ
ฉันเหลือบมองนาฬิกาบนผนัง—เข็มชี้ไปที่ 4:30
เร็วกว่าที่ฉันตื่นเป็นปกติ ร่างกายยังโหยหาการพักผ่อน แต่เสียงก้องของระบบกับความอึดอัดภายในใจทำให้ไม่อาจกลับไปนอนได้
ฉันถอนหายใจยาว—แม้อยากดิ่งกลับสู่ห้วงนิทรา แต่สัญชาตญาณบอกชัดเจนว่า “ทุกสิ่งเปลี่ยนไปแล้ว”
‘เกิดอะไรขึ้นกับฉันกันแน่...?’ ฉันพึมพำในใจ พยายามปะติดปะต่อเศษเสี้ยวความทรงจำและความรู้สึกอันหนักหน่วงที่ถาโถมเข้ามาก่อนหน้านี้
จิตใจยังคงดิ้นรนท่ามกลางเสียงสะท้อนของประสบการณ์ประหลาดที่สมจริงเกินกว่าจะเป็นเพียงความฝัน
สองเสียงที่อ่อนโยนและคุ้นเคยลอยผ่านเข้ามาในความคิด ถ้อยคำของพวกเขาช่างเปี่ยมด้วยความรัก... และการอำลา
"ฉันรักคุณนะ ไรลีย์..."
"ไรลีย์ ฝากดูแลพวกเขาด้วยนะ... ได้ไหม?"
เสียงเหล่านั้นทั้งปลอบโยนและทั้งหลอกหลอน ฉันไม่อาจบอกได้ว่าเป็นของใคร ใบหน้าของพวกเขายังคงพร่าเลือน ปกคลุมด้วยหมอกแห่งความสับสน
[บันทึก: สกิลใหม่ถูกปลดล็อก (2)]
[บันทึก: สกิลเฉพาะใหม่ถูกปลดล็อก (2)]
"สกิลใหม่...?" ความประหลาดใจแล่นวาบเข้ามาในใจฉัน
ฉันได้รับความสามารถใหม่มาได้อย่างไรในสภาพแบบนี้?
มันเป็นไปได้ยังไง—ทั้งๆ ที่เหมือนฉันหมดสติไป?
หรือว่า... ฉันฆ่าอะไรบางอย่างระหว่างที่หลับไปงั้นเหรอ...?
หรือมันเกี่ยวข้องกับฝันประหลาดเมื่อครู่?
แต่ฉันไม่อาจจำได้เลยว่ามีการกระทำใดที่อาจกระตุ้นให้เกิดสิ่งเหล่านี้
ความหงุดหงิดกัดกินจิตใจ ยิ่งพยายามเรียบเรียงก็ยิ่งสับสน
"เฮ้ ระบบ อย่างน้อยก็บอกใบ้หน่อยไม่ได้รึไง?" ฉันเรียกในใจ หวังสักนิดว่าจะได้คำตอบ
[บันทึก:.....]
ความเงียบของระบบช่างน่าขุ่นเคือง
เมื่อครู่ยังเอาแต่พรั่งพรูการแจ้งเตือน แต่ตอนนี้กลับไร้ซึ่งคำอธิบายใดๆ
มันก็ยังเหมือนเดิม... ไม่เคยตอบอะไรอย่างที่ฉันคาดหวัง
‘ฉันไปหวังอะไรกับเจ้าสิ่งนี้กัน...’
ถอนหายใจเบาๆ ฉันพยายามสงบใจ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า ร่างกายหนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรง
ฉันเริ่มเร่งการไหลเวียนพลังมานาภายใน บังคับมันให้ปลดปล่อยออกมาเพื่อควบคุมร่างกายและลดความตื่นตระหนก แต่แทนที่ความสงบ ความร้อนกลับทวีขึ้น พลังภายในราวกับจะลุกไหม้เส้นเลือด
แม้ความร้อนจะรุนแรงขึ้น แต่ฉันก็ยังพยายามโฟกัสไปที่การหายใจ จังหวะที่สม่ำเสมอคือสิ่งเดียวที่จะประคองสติได้
ฉันเข้าสู่ท่านั่งสมาธิ ปล่อยความสับสนทิ้งไปชั่วขณะ พุ่งสมาธิไปยังสิ่งเดียว—ทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น และสำรวจสกิลใหม่ที่เพิ่งได้รับ
เมื่อจังหวะหัวใจเริ่มกลับมาสงบ ฉันปิดตาลง หายใจลึก ดึงมานาส่วนเกินออกไปกับลมหายใจ
พลังสีน้ำเงินโปร่งใสค่อยๆ พวยพุ่งออกมาจากปากและจมูก แผ่วเบาหายไปในอากาศ
“แสดงการแจ้งเตือนใหม่...”
ดวงตาฉันเบิกกว้างทันทีเมื่อเห็นชุดสกิลที่ไม่คาดฝัน
[สกิลใหม่: คลังความทรงจำ (ระดับ S)]
[เอฟเฟกต์: สามารถเก็บบันทึกและเรียกดูความทรงจำทั้งอดีตและปัจจุบันได้ทุกเวลา ราวกับคลังแห่งประสบการณ์อันสมบูรณ์แบบ เพื่อการทบทวนและนำมาใช้งานเมื่อปรารถนา]
[สกิลใหม่: ผู้ลบล้างความเจ็บปวด (ระดับ A)]
[เอฟเฟกต์: ความสามารถติดตัวที่ทำให้ความเจ็บปวดทางกายทุกประเภทหายไปสิ้น ทั้งยังมอบภูมิคุ้มกันต่อการบาดเจ็บต่อเนื่องและสถานะผิดปกติที่ก่อความทรมาน ผู้ใช้สามารถอดทนต่อสภาพเลวร้ายได้โดยปราศจากความทุกข์]
[สกิลใหม่: เจตจำนงของวีรชน (สกิลเฉพาะ)]
[เอฟเฟกต์: ปลดปล่อยเจตจำนงของวีรชน เพิ่มค่าสถานะทั้งหมดอย่างมหาศาลชั่วขณะ แต่เมื่อสิ้นสุดผลลง ผู้ใช้จะเข้าสู่ภาวะอ่อนแอ ค่าสถานะลดลงกึ่งหนึ่ง]
[บัฟสถานะ: +300%]
[ดีบัฟสถานะ: -50%]
[บันทึก: ใช้ได้ก็ต่อเมื่อเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตที่ถูกจัดว่าเป็น “ความชั่วร้าย” เท่านั้น]
[สกิลใหม่: ออร่าของวีรชน (สกิลเฉพาะ)]
[เอฟเฟกต์: แผ่ออร่าที่เสริมพลังแก่พันธมิตรโดยรอบ อัตราการเสริมพลังขึ้นอยู่กับเลเวลและอุปกรณ์ของผู้ใช้ ผู้ใช้ยังได้รับการลดความเสียหายเล็กน้อยระหว่างสกิลทำงาน]
[บันทึก: สกิลนี้จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อเปิดใช้ “เจตจำนงของวีรชน” เท่านั้น]
‘...นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? ฉันไปได้ของพวกนี้มาตอนไหนวะ...?’
[บันทึก: พรใหม่กำลังรอการยอมรับ!]
“พร...?”
เพียงแค่คำนี้ก็ทำให้หัวใจฉันสะดุ้งวาบ พรจากพระเจ้าไม่ใช่สิ่งที่มอบให้ใครก็ได้—มันสงวนไว้สำหรับผู้ที่มีสายเลือดเกี่ยวพันกับเทพเจ้าโดยตรง อย่างเช่นลูคัสที่เป็นลูกครึ่งเทวทูต หรือสตรีศักดิ์สิทธิ์ที่สืบสายเลือดแท้จากเทพี
แต่ฉัน... ไม่มีอะไรแบบนั้นเลย แล้วมันเป็นไปได้ยังไงกันที่ฉันถึงได้รับพร?
ทว่า ข้อความใหม่ยังคงกะพริบอยู่เบื้องหน้าฉันอย่างไม่หยุดยั้ง
[บันทึก: พรของเทพเจ้าชั่วร้ายกำลังรอการผสานเข้ากับผู้ใช้...]
[คุณต้องการจะยอมรับหรือไม่?]
[ใช่ /ไม่]
ฉันจ้องมองถ้อยคำนั้น ความสับสนและความหวาดหวั่นเอ่อท่วมทั้งร่าง
พรจากเทพเจ้าฝ่ายอธรรม...?
มันช่างเหมือนกับการล้อเล่นอันบิดเบี้ยว—บทหักมุมอันมืดหม่นในชีวิตที่โกลาหลของฉันอยู่แล้ว
ฉันถึงกับต้องถามตัวเอง... ทำไมสิ่งมีชีวิตอันชั่วร้ายเช่นนั้น ถึงให้ความสนใจในตัวฉัน?
เพียงแค่คิดถึงผลลัพธ์จากการยอมรับพรนี้ก็ทำให้หัวใจฉันห่อเหี่ยว ความรู้สึกหนักอึ้งบอกว่ามันต้องแลกมาด้วยราคาที่ร้ายแรงแน่นอน
ในฐานะ “ผู้เล่น” ของโลกใบนี้ ฉันรู้ดีว่าคำว่า เทพเจ้าชั่วร้าย—เทพเจ้าฝ่ายอธรรม—มีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ปรากฏในโลกนี้...
แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจฉันแทบหยุดเต้น คือการแจ้งเตือนเสริมที่ปรากฏขึ้นเคียงข้างมัน—
[ความสามารถพิเศษ]
[แม่เหล็กคนบ้า] [ทำงานแล้ว!]
[สิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบ: 3/∞]
เพียงแค่เห็นคำว่า แม่เหล็กคนบ้า สายฟ้าก็เหมือนฟาดเข้ากลางสติฉัน
ครั้งแรกที่มันปรากฏ—มันคือสัญญาณหายนะ
ความสามารถนี้คือปัจจัยที่นำพาฉันเข้าสู่เส้นทางหายนะกับลิยาน่า... และผูกมัดชะตาเราเข้าสู่วงจรอันตรายไม่สิ้นสุด
ดวงตาฉันเบิกโพลง หัวใจเต้นถี่จนแทบขาดอากาศ
“ฮะฮะฮะฮะฮะ... เอาเลยสิ... เอาฉันไปเลยเถอะพระเจ้า...”
เสียงหัวเราะของฉันแห้งผาก แตกพร่าจนคล้ายจะบ้า มันคือการหัวเราะที่ปะปนด้วยความสิ้นหวัง การยอมจำนนต่อความวิปลาสที่โอบรัดหัวใจ