CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 127

บทที่ 126: ตอนจบที่เลวร้าย 5

ความฝันเดิมอีกแล้ว...

นี่คือความทรงจำ หรือเพียงเศษเสี้ยวจินตนาการของฉันกันแน่?

ภาพตรงหน้าช่างเลือนรางจนยากจะแยกออกจากโลกแห่งความฝัน แสงอ่อนเอื้อนอาบไปรอบกาย ทุกสิ่งดูไม่ต่างจากหมอกควันไร้รูปทรง

ท่ามกลางภาพลวงเหล่านั้น มีสตรีผู้หนึ่งนอนอยู่บนเตียงแห่งความตาย ใบหน้าพร่ามัวจนมองไม่ชัด แต่ความรู้สึกคุ้นเคยกลับท่วมท้น

น้ำเสียงของเธอ แม้เบาแต่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “ชื่อของพวกเขา... ใช่แล้ว อย่างน้อยแม่ก็ควรตั้งชื่อให้ลูกๆ ใช่ไหม?”

คำพูดนั้นแฝงด้วยความรักและความขมขื่นปนกัน

“ลูกชายของแม่... ตั้งชื่อว่า ‘ไรอัน’ ส่วนลูกสาวที่น่ารัก... จากนี้ไปเจ้าจะชื่อ ‘ร็อกแซน’... ฮิฮิ~ เห็นไหม ตอนนี้พวกเรามีชื่อขึ้นต้นด้วยตัวอาร์กันหมดเลยนะ ไรลีย์ มันน่ารักใช่ไหมล่ะ?”

ภาพของเธอกะพริบเลือนรางดั่งฟิล์มเก่า รายละเอียดของใบหน้าถูกพรากไปจนเกือบหมด สิ่งที่เหลือเพียงเสียงอบอุ่นแสนรัก แต่กลับห่างไกลราวกับฉันฟังจากโลกอีกฟากที่มีม่านหมอกกั้นอยู่

“ไรลีย์... คุณเสียใจบ้างหรือเปล่า?”

‘เสียใจ?’

คำนี้แขวนลอยอยู่กลางอากาศ ราวกับคำถามที่ไม่มีใครตอบได้ ฉันจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นกับตัวเองได้อย่างไร?

ความเสียใจ—มันแปลกปลอมสำหรับฉันพอๆ กับใบหน้าที่ฉันไม่อาจจดจำได้

“ถ้าเพียงแต่ฉันยอมให้คุณทำตามเป้าหมายของคุณ... ทุกอย่างคงเปลี่ยนไปบ้างใช่ไหม? ถ้าฉันไม่โลภมากนัก... เรื่องทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้นแบบนี้...” น้ำเสียงของเธอสั่นระริก เต็มไปด้วยความโทษตัวเอง

ฉันไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ คำถามของเธอทั้งลึกซึ้งและไม่อาจเชื่อมโยงกับสิ่งใดในประสบการณ์ของฉัน

แววตาของเธอมองทะลุผ่านฉันไป แต่มันไม่ใช่ฉัน... อย่างน้อยไม่ใช่ ‘ฉัน’ ที่อยู่ ณ ตอนนี้

นั่นคงเป็นไรลีย์ที่เธอเคยรู้จัก—ไรลีย์คนเดิม ผู้ซึ่งอาจเคยอยู่ตรงนี้ ผู้ที่น่าจะตอบได้ ผู้ที่น่าจะปลอบเธอได้

น้ำหนักทางอารมณ์ของคำถามบีบคั้นลงมาเหมือนพายุ ทำให้หัวใจฉันปั่นป่วน

ฉันรู้สึกเหมือนเป็นเพียงผู้ชมในเรื่องราวของใครบางคน แค่พยายามคว้าเศษเสี้ยวภาพในอดีตที่ทั้งใช่และไม่ใช่ของตัวเอง

“ไรลีย์... หากคุณสามารถย้อนเวลากลับไปได้... ได้โปรด ทิ้งฉันไปเถอะ”

คำขอนั้นแขวนอยู่กลางอากาศ หนักอึ้งด้วยความเศร้าและคำอำลาที่เด็ดขาด

ดวงตาที่โรยแรงเต็มไปด้วยความเจ็บปวด มองฉันด้วยสายตาวิงวอนสุดหัวใจ

แต่ฉันจะย้อนเวลาได้อย่างไร? ฉันจะเข้าใจสิ่งที่เธอขอได้อย่างไร?

ความปรารถนานั้นใหญ่หลวงเกินกว่าจะไขว่คว้า ราวกับหุบเหวที่ไม่อาจข้ามได้

ทำไมเธอถึงมองฉันด้วยสายตาเจ็บปวดเช่นนั้น?

ทำไมเธอถึงห่มกายด้วยผ้าคลุมแห่งความเสียใจ?

ถ้าเธอจะมอบอารมณ์ทั้งหมดนี้ให้ฉัน... อย่างน้อยก็โปรดมอบความทรงจำของไรลีย์ให้ฉันด้วย!

ให้ฉันได้ใช้ชีวิตแทนเขา มองผ่านสายตาของเขา เข้าใจความผิดพลาดที่ก่อขึ้น

อย่าทิ้งฉันไว้กับเพียงคำถามที่ไม่มีคำตอบ ฉันจำเป็นต้องรู้ว่าอะไรผิดพลาด อะไรนำไปสู่โศกนาฏกรรมนี้

ความหงุดหงิดปะทุขึ้นกับทุกภาพจำที่เลือนหาย ฉากแต่ละชิ้นเสมือนจิ๊กซอว์ที่ขาดหาย ยิ่งทำให้ฉันอับจนหนทาง

ถ้าจะให้ฉันเห็นความทรงจำเหล่านี้ ทำไมไม่ปล่อยให้ฉันพูด ให้ฉันเลือก ให้ฉันเปลี่ยนเส้นทางของเหตุการณ์?

ทำไมต้องให้ดูอดีต หากฉันไม่อาจแตะต้อง ไม่อาจเปลี่ยนแปลงมันได้?

‘แล้วจะให้ฉันดูทั้งหมดนี้ไปเพื่ออะไร...?’

.....

“แล้วเราจะทำยังไงกันดีล่ะ พ่อ?”

เสียงใสของไรอันดึงสติฉันกลับสู่ปัจจุบัน

เขายังคงมองไปที่ราชินีเอลฟ์ที่หมดสติบนบัลลังก์ ใบหน้าเล็กๆ เต็มไปด้วยความสับสนและความกังวล

ทุกอย่างดูวิปริตเกินคำบรรยาย—วาเนสซ่า เจ้าหญิงเอลฟ์ในเกม—ตอนนี้กลับดูแตกต่างไปโดยสิ้นเชิง

ในเกม เธอมีเรือนผมสีเขียวเข้มดุจใบของต้นไม้โลก สัญลักษณ์แห่งความเชื่อมโยงกับธรรมชาติ

ทว่าในตอนนี้ ผมสีแพลตินั่มและรูปลักษณ์ที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า สื่อถึงความซับซ้อนที่ลึกกว่าภาพจำที่ฉันรู้จัก

เครื่องแต่งกายของเธอ—ชุดขาวบางที่แนบเนื้อ เผยสัดส่วนยั่วตา—ยิ่งทำให้การเพ่งสมาธิกับสถานการณ์ปัจจุบันยากขึ้นไปอีก

“พอได้แล้ว!”

ฉันพยายามตะโกนสุดเสียง แต่ริมฝีปากกลับไม่ขยับ ร่างกายถูกตรึงแข็งราวถูกพันธนาการด้วยโซ่ล่องหน

หัวใจเต้นแรงราวจะทะลุออกจากอก ขณะที่มองร่างเล็กทั้งสองค่อยๆ เดินเข้าไปหา ทรงกลมแก้ว ที่ลอยกลางอากาศ

เส้นใยสีสันมากมายร้อยรัดรอบทรงกลมนั้น ส่องประกายเหมือนใยแมงมุมแห่งโชคชะตา พริ้วไหวด้วยพลังมืดมิดจนทำให้ผิวหนังฉันสั่นสะท้าน

“ในที่สุดก็เจอแล้ว พ่อ~” เสียงใสของร็อกแซนก้องกังวาน เต็มไปด้วยความสุขที่ไร้เดียงสา

เธอยกมือเล็กๆ ชี้ไปยังทรงกลม ใบหน้าส่องประกายตื่นเต้นดุจได้สมบัติอันล้ำค่า

“ทีนี้พ่อก็จะเป็นอิสระแล้ว ใช่ไหมล่ะ?” ไรอันเสริม ดวงตาวาวโรจน์ มือเล็กกำดาบวิเศษที่ปรากฏขึ้นราวกับมันเป็นส่วนหนึ่งของโชคชะตา

ดาบนั้น—ฉันจำมันได้ชัดเจน—คืออาวุธเดียวกันกับในเกม ดาบที่เคยปลดผนึกอสูรแห่งหายนะ และเป็นสัญลักษณ์แห่งเทพผู้ก่อความโกลาหล

ความจริงพุ่งเข้าจู่โจมเหมือนกำปั้นกระแทกกลางท้อง—

ทรงกลมนี้คือสิ่งต้องห้ามที่เคยทำลายโลกในเส้นทางเนื้อเรื่องของเกม

ดาบเล่มนั้นคือตัวเร่งปฏิกิริยาของหายนะ

และเด็กๆ ทั้งสอง... กำลังจะทำในสิ่งเดียวกันอีกครั้ง!

“หยุดนะ... อย่า...!” ฉันกัดฟันพยายามเค้นเสียง แต่ไม่มีแม้แต่กระแสลมเล็ดลอดออกมา ร่างทั้งร่างถูกกดทับด้วยพลังบางอย่างจนขยับไม่ได้แม้แต่นิ้ว

ภาพตรงหน้าช่างคล้ายฝันร้ายที่ฉันเคยเห็นซ้ำแล้วซ้ำเล่า—ฝันที่ฉันไม่อาจเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าพยายามเท่าไร

เส้นใยสีสันที่ห่อหุ้มทรงกลมเริ่มสั่นสะเทือน แสงสีพุ่งไหวเหมือนหัวใจที่กำลังเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ

ไรอันก้าวไปข้างหน้า ยกดาบขึ้นเหนือศีรษะ ใบหน้าทอประกายศรัทธาเหมือนกำลังทำพิธีอันศักดิ์สิทธิ์

ร็อกแซนหันมายิ้มให้ฉัน รอยยิ้มที่อบอุ่นจนเจ็บปวด “ไม่เป็นไรหรอก พ่อ... เราจะทำให้พ่อเป็นอิสระสักที...”

“ไม่...! อย่า—!”

แต่เสียงของฉันยังคงไม่ดังออกมา สายตาฉันถูกตรึงไว้กับภาพฝาแฝดทั้งสองยกมือแตะต้องชะตาอันโหดร้าย

ภายในทรงกลม เสียงก้องทุ้มต่ำดังสะท้อนขึ้น ราวกับใครบางคนกำลังหัวเราะอยู่ในความมืด

ความร้อนและแรงกดดันพุ่งซัดเข้ามาเหมือนคลื่นทะเลทำลายฝั่ง

แสงสีแตกกระจายทั่วห้องโถง เปล่งประกายเจิดจ้าเกินกว่าดวงตาจะทนไหว

และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง—

ฉันสัมผัสได้ถึงการตื่นของสิ่งที่ไม่ควรตื่นขึ้นมา...

ดาบวิเศษในมือไรอันส่องประกายสว่างเจิดจ้า รัศมีทวีความเข้มขึ้นทุกขณะ ร็อกแซนเอื้อมมือเล็กแตะเส้นเถาวัลย์เรืองแสงที่พันธนาการทรงกลมไว้

อากาศในห้องหนาหนักขึ้นทุกวินาที ราวกับโลกทั้งใบหยุดหายใจ รอคอยสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

ทรงกลมแก้วสั่นสะท้าน เปล่งเสียงฮัมต่ำทุ้มที่ชวนให้หัวใจหวิว—เสียงแห่งคำสัญญาอันมืดดำ ราวกับเชื้อเชิญให้ฝาแฝดทำลายพันธนาการ

พวกเขาเหลือเพียงก้าวเดียว... แค่ก้าวเดียวก็จะปลดปล่อยสิ่งต้องห้ามออกมา ฉันรับรู้แรงกดดันของเหตุการณ์นี้กดทับจนหายใจติดขัด

ในหัวฉันหวนกลับไปหาความทรงจำพร่าเลือน... ฉันเคยเห็นมันมาก่อน—พลังอำนาจของมัน ความหายนะที่มันสามารถสร้าง—ทั้งหมดนี้คือ สัญญาณแห่งความสิ้นสุด ที่เคยถูกบันทึกไว้ในเส้นทางของเกม

แต่ทำไมตอนนี้? ทำไมฉันถึงไม่สามารถขยับหรือแม้แต่เปล่งเสียงออกมา?

ความรู้สึกไร้อำนาจกำลังกัดกร่อนสติ ฉันครุ่นคิด ‘นี่เป็นเพียงความทรงจำ? หรือความฝันที่ถูกยัดเยียดอีกครั้ง?’

ไม่—นี่คือการจัดฉาก มันคือการบงการโดยบางสิ่งบางอย่างที่จงใจทำให้ฉัน เห็น แต่ไม่ให้ ทำอะไรได้

มือร็อกแซนเลื่อนผ่านเถาวัลย์ เส้นใยเวทย์แตกออก แสงสว่างรุนแรงแผ่ซ่านไปทั่วห้อง เงามืดเต้นระยับบนกำแพงราวกับปีศาจที่กำลังหัวเราะเยาะ

ใบหน้าเล็กทั้งสอง—เต็มไปด้วยความมุ่งมั่นและไร้เดียงสา—ตัดกับหายนะที่กำลังจะถูกปลดปล่อยอย่างน่าหวาดกลัว

‘มันแค่อยากให้ฉันดู...’

ฉันพยายามรวบรวมแรงใจทั้งหมด ต่อต้านโซ่ตรวนล่องหน พยายามกรีดร้อง ก้าวเดิน—แต่กลับพบว่าร่างกายกำลัง คุกเข่าลงเบื้องหน้าทรงกลม โดยที่ฉันไม่ได้เลือก

ฉันดิ้นรนจนเจ็บแทบขาดใจ แต่ทุกความพยายามไร้ค่า ปากไร้เสียง แขนขาถูกพันธนาการ ฉันทำได้เพียง ดู

เส้นเถาวัลย์ขาดสะบั้นทีละเส้นทีละเส้น เผยให้เห็นแก่นแท้แห่งพลังชั่วร้าย

ห้องทั้งห้องสั่นสะเทือน พลังเวทหนาแน่นไหลทะลักเข้ามา แรงกดดันมหาศาลกดทับเหมือนโลกทั้งใบกำลังถล่มลงบนบ่า

“ฮาฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า!”

เสียงหัวเราะบ้าคลั่งก้องสะท้อนทั่วห้อง—มันคือเสียงของฉันเอง แต่บิดเบี้ยว ทุ้มต่ำ เต็มไปด้วยความบ้าคลั่งและการเยาะเย้ย

เลือดในกายฉันเย็นเฉียบ นี่มันคือเสียงของฉันจริงๆ... หรือคือเงามืดที่อาศัยอยู่ในกาย?

ฉันไม่เข้าใจ—ทำไมกัน? ทำไมความหายนะตรงหน้าถึงทำให้ฉันรู้สึก พอใจ อย่างบิดเบี้ยว?

ขณะที่ทรงกลมแตกเปล่งพลังออกมา ฉันรู้สึกถึงความหวาดกลัวลึกสุดใจ—แต่ในอีกแง่หนึ่ง กลับมีความสุขแฝงเร้นอยู่ในก้นบึ้งจิตใจ... ความสุขที่ไม่ใช่ของฉัน

ภายนอก เสียงฝีเท้าหนักแน่นใกล้เข้ามา มานาอันรุนแรงไหลบ่า—ผู้คนกำลังรีบเข้ามาหยุดยั้ง

ทีละคน... พวกเขาปรากฏตรงทางเข้า ฉันมองเห็นรูปลักษณ์ที่น่าขยะแขยง—ร่างกายบิดเบี้ยวเหมือนสัตว์ประหลาด—เหล่านี้คือสิ่งที่เคยตามล่าเรา

แต่ตอนนี้... ภาพตรงหน้าพลิกกลับ พวกเขาไม่ใช่สัตว์ประหลาดอีกต่อไป แต่คือ อัศวินในเกราะเหล็กมนุษย์

เลือดฉันเย็นเยียบ

‘พวกสัตว์ประหลาดที่ฉันฆ่าไป... พวกเขาคือมนุษย์มาตลอด...’

แต่ไม่ว่าพวกเขาจะพยายามอย่างไร... มันก็สายเกินไปแล้ว

พลังของทรงกลมเกินกว่าที่สิ่งมีชีวิตใดจะรับไหวได้—โลกทั้งใบสั่นสะเทือน โครงสร้างของความเป็นจริงบิดเบี้ยวราวกับใยผ้าที่กำลังฉีกขาด

ฉันถูกถาโถมด้วยความสิ้นหวังมหาศาล เมื่อเริ่มตระหนักถึงขอบเขตของหายนะที่กำลังจะมา

โลกนี้กำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา ไม่ใช่เพียงความเป็นไปได้ แต่มันคือความจริงที่ไม่อาจหลีกหนี

ไม่มีทางแก้ ไม่มีเส้นทางอื่น นอกจากรับผลลัพธ์อย่างเลี่ยงไม่ได้

...

ความมืดโอบล้อมห้อง เสียงของระบบก้องสะท้อนราวกับประกาศคำพิพากษา—

[บันทึก: คุณกำลังอยู่ท่ามกลางการดำรงอยู่ของ ?????????]

[บันทึก: ระดับห่างกันมากเกินไป]

[ค่าพลังของผู้ใช้ถูกลบออกโดยบังคับ]

[บันทึก: พรจะถูกประทานให้]

[บันทึก: ภารกิจสำเร็จ!]

[คุณได้ปลดปล่อยเจ้านายของคุณแล้ว!]

[ขอแสดงความยินดี คุณได้เลื่อนระดับ!!!]

เมื่อข้อความสุดท้ายดับหาย ทรงกลมก็แตกสลาย เงาดำข้นหนืดรวมตัวเป็นรูปร่าง

จากกองเงาอันไร้รูปทรง ปรากฏหญิงสาวผู้หนึ่ง—ผมสีดำสนิทสลวยราวคืนเดือนดับ ดวงตาสีดำสนิทไร้แม้กระทั่งแววตาขาว

นางคือสัญลักษณ์แห่งปีศาจที่มีชีวิต ความมืดรอบกายนางสั่นไหวเหมือนสิ่งมีชีวิต มีเงาเส้นสายแผ่ขยายออกไป ราวผ้าคลุมแห่งฝันร้ายที่ไม่รู้จบ

นางงดงามอย่างน่าสะพรึง—ชวนหลงใหลและน่าขยะแขยงในเวลาเดียวกัน เป็นภาพแทนแห่งพลังที่น่าหวาดกลัวที่สุดของโลกนี้

ริมฝีปากของนางคลี่ยิ้มเย็นชา รอยยิ้มที่เหมือนรู้ทุกสิ่ง

นางก้าวเข้ามา ก่อนจะทรุดตัวลงตรงหน้าฉัน วางมือลงบนศีรษะฉัน แรงสัมผัสนั้นเย็นเยียบ—แต่กลับอบอุ่นแปลกประหลาด

ความขัดแย้งของสัมผัสนั้นยิ่งตอกย้ำความเหนือจริงของเหตุการณ์นี้

“ทำได้ดีแล้ว... ไรลีย์...”

เสียงของนางราบเรียบ ราวเครื่องจักรที่เอ่ยประโยคโดยปราศจากอารมณ์ แต่มันกลับแฝงด้วยความพึงใจอันบิดเบี้ยว

นางยกฉันขึ้นจากท่าคุกเข่า ฉันรู้สึกทั้งโล่งใจและหวาดหวั่นในเวลาเดียวกัน

สายตาของนางเคลื่อนไปยังฝาแฝดที่กำลังหลบหลังฉัน ดวงหน้าพวกเขาเต็มไปด้วยความกลัวและความสับสน

“นี่คือเมล็ดพันธุ์ของเจ้าหรือ?” น้ำเสียงของนางเปี่ยมด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันโหดร้าย

ฉันทำได้เพียงพยักหน้า ความสิ้นหวังบดขยี้จนไม่เหลือเรี่ยวแรงจะเอ่ยสิ่งใด

“พวกเขาเติบโตขึ้นแล้ว... ดีมาก”

คำพูดนั้นเย็นชา ราวกับกล่าวถึงสิ่งของ ไม่ใช่ชีวิต นั่นทำให้ฉันสะท้านด้วยความขยะแขยงและหวาดหวั่น

บรรยากาศในห้องแปรเปลี่ยน ความมืดพุ่งเข้าออกเหมือนสิ่งมีชีวิต เต้นเป็นจังหวะด้วยความเกลียดชัง

นางผู้มีเรือนผมดำเงยหน้า ดวงตาสว่างเรืองขึ้น แสงประหลาดสะท้อนความบิดเบี้ยวในใจ

นางกางแขนออกไปหาฝาแฝด น้ำเสียงกังวาน ราบเรียบ แต่เล่นหูเล่นตาในคราเดียว

“บอกข้ามาสิ เด็กน้อย... พวกเจ้าปรารถนาอะไรกันแน่?”

คำถามนั้นดังก้อง—เย็นชา ปะปนกับความเอ็นดูประหลาด มันคือคำเชิญชวนที่ทั้งอ่อนโยนและน่าสะพรึง

และแม้สถานการณ์จะแฝงไปด้วยภัยอันน่าขนลุก... ใบหน้าเล็กทั้งสองกลับเผยประกายแห่ง ความหวัง

ความเชื่อมั่นของพวกเขา... ความศรัทธาที่เปราะบางใน ฉัน—หรือในสิ่งที่บิดเบี้ยวและถูกเรียกว่าไรลีย์ในตอนนี้—มันทั้งบีบหัวใจและน่าสะพรึงไปพร้อมกัน

แฝดทั้งสองสบตากัน ดวงตากลมโตสั่นระริก มือเล็กกำกันแน่นราวกับยึดเหนี่ยวกันไว้ไม่ให้หล่นหายไปในความมืด

แล้วเสียงสั่นพร่าของพวกเขาก็ดังขึ้นพร้อมกัน—แผ่วเบาแต่หนักแน่น

“พวกเรา... ขอแค่ได้แม่กลับคืนมา!”

คำขอนั้นแหลมคมราวกับแทงทะลุห้วงมืด เสียงสอดประสานด้วยความสิ้นหวังและความบริสุทธิ์ใจ—เสียงของเด็กที่สูญเสียบางสิ่งเกินกว่าที่หัวใจเล็กๆ จะรับไหว

บางสิ่งผู้มีเรือนผมดำเงียบงัน ใบหน้าไร้อารมณ์ เธอเพียงแค่ยกมือขึ้น—แล้ว ดีดนิ้ว

ผั๊วะ!

โลกทั้งใบมืดสนิทในทันที—ทุกอย่างหายวับไป เหลือเพียงความว่างเปล่า ความมืดเข้ากลืนกินจนไม่เหลือเศษเสี้ยวของสถานที่ที่เคยอยู่

ฉันถูกทิ้งไว้ท่ามกลางความว่างที่อัดแน่นด้วยแรงกดดันเยียบเย็น

แล้วข้อความแจ้งเตือนก็พุ่งเข้ามาในหัวทีละบรรทัด—

[บันทึก: จุดจบที่เลวร้าย หมายเลข ?????] [เสร็จสิ้น!]

[บันทึก: การถ่ายโอนความทรงจำเสร็จสมบูรณ์]

[บันทึก: ผลของสกิล [ฉากที่ถูกลืม] ได้ถูกลบล้างแล้ว]

[บันทึก: พลังงานจากโลกที่ถูกลืมได้ซึมซับเข้าสู่ร่างกายของคุณ]

[บันทึก: ขอแสดงความยินดี! คุณได้รับสกิลเฉพาะตัวใหม่!]

[บันทึก: ขอแสดงความยินดี! คุณได้รับสกิลใหม่!]

[บันทึก: ขอแสดงความยินดี! คุณได้รับสกิลใหม่!]

[บทส่งท้าย: มหาความชั่วร้าย (แตกสลาย)] เสร็จสิ้น!

[ขีดจำกัดความจุจิตใจของผู้ใช้เกินระดับ]

[กำลังใช้มาตรการฉุกเฉิน!]

[กำลังดำเนินการส่งผู้ใช้กลับ]

[บันทึก: สายตาของเทพเจ้าผู้ชั่วร้ายได้จับจ้องคุณไว้แล้ว]

[ความสามารถพิเศษ] [แม่เหล็กคนบ้า] [ทำงาน!]

[สิ่งมีชีวิตที่ได้รับผลกระทบ: 3/∞]

[บันทึก: พระพรของเทพเจ้าผู้ชั่วร้ายได้ถูกมอบให้.....]

[คุณต้องการจะยอมรับหรือไม่?]

[ใช่/ไม่]

ข้อความสุดท้ายค้างคาอยู่ตรงหน้าเหมือนทางสองแพร่งที่ไม่อาจเลี่ยงพ้น เสียงของระบบสะท้อนราวกับเสียงกระซิบจากห้วงลึก

หัวใจฉันเต้นกระหน่ำ—

“ถ้าฉันตอบตกลง... มันจะเปลี่ยนฉันไปตลอดกาลหรือไม่?”

“แต่ถ้าปฏิเสธ... ฉันจะสูญเสียอะไรไปอีก?”

ความมืดรายล้อมเงียบสงัด ราวกับรอคำตอบจากฉันเพียงผู้เดียว

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์