ตอนที่ 129
บทที่ 128: ความประหลาดใจยามเช้า 2
ฉันค่อยๆ ไล่เรียงผ่าน คลังความทรงจำ ที่เพิ่งถูกมอบมา ภาพเลือนพร่าและหมอกขุ่นในหัวเริ่มแยกแยะได้ทีละน้อย
เศษเสี้ยวของโลกที่แตกสลาย เรื่องราวที่สูญหาย ถักทอรวมกันเป็นผืนผ้าที่ทั้งวิปลาสและแสนสับสน—ผืนผ้าแห่งชะตากรรมที่พันเกี่ยวกับฉันอย่างแน่นหนา
ภาพสองเส้นทางปรากฏขึ้นพร้อมกัน—
เส้นหนึ่ง ฉันใช้ชีวิตร่วมกับสโนว์ ทว่าท้ายที่สุดกลับทิ้งโลกไว้ในหายนะ
อีกเส้นหนึ่ง ฉันคือพ่อของเด็กฝาแฝด ใบหน้ามารดาของพวกเขากลับถูกปิดบังในเงามืด
ความทรงจำเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ฉันเคยเห็นในเกม ไม่ใช่สิ่งที่ฉันเคยสัมผัส แต่กลับถูกส่งตรงเข้ามาในจิตใจราวกับ มรดกจากโลกที่ล่มสลายไปแล้ว
โลกหนึ่งที่ลิยาน่ากลืนกินทุกสิ่ง
อีกโลกหนึ่งที่เทพปีศาจ อีเรบิล ทำให้ตกอยู่ในความมืดชั่วนิรันดร์
ความพินาศยิ่งใหญ่เกินบรรยาย และการได้เห็นเพียงเศษเสี้ยวก็ก่อให้เกิดคำถามไม่รู้จบ
ท่ามกลางข้อมูลที่พรั่งพรู สกิลหนึ่งสะดุดตา—[คำแนะนำที่ถูกลืม]
มันไม่ใช่สกิลจากเกม ไม่เคยถูกกล่าวถึงในระบบมาก่อน แต่มันอาจคือกุญแจสำคัญในการไขที่มาของความทรงจำเหล่านี้
กระแสความเข้าใจถาโถมเหมือนคลื่นพัดซัด—โลกคู่ขนานและเส้นเวลาทางเลือก ไม่ใช่เพียงแนวคิด แต่มันคือ ความจริง
ความรู้นี้ทั้งน่าตื่นเต้นและน่าสะพรึงในเวลาเดียวกัน
ถ้าฉันเข้าถึงความทรงจำเหล่านี้ได้... บางทีฉันอาจแก้ไขชะตากรรมที่กำลังรออยู่ได้ เช่นเดียวกับที่ผู้อื่นพยายามมาก่อนหน้านี้
ชัดเจนว่าเศษความทรงจำเหล่านี้ ไม่ใช่เศษสุ่ม พวกมันถูกส่งมาอย่างมีจุดประสงค์ ใครบางคน—หรือบางสิ่ง—ได้ทำทุกวิถีทางเพื่อให้ฉันรับมันไว้
ความทรงจำที่ฉันได้รับมา ไม่ใช่สิทธิแต่กำเนิด แต่คือการสืบทอดจากโลกที่พังทลายไปแล้ว
การฝากต่อประสบการณ์อันเจ็บปวดเช่นนี้ มันมีความหมาย—เพื่อชี้นำ... หรือบังคับให้ฉันเปลี่ยนบางสิ่ง
แม้ฉันรู้ดีว่าอารมณ์เหล่านี้ไม่ใช่ของตัวเอง แต่พวกมันได้หยั่งรากเข้ามาในจิตใจแล้ว ความโกรธ ความเศร้า ความรังเกียจ ความเกลียดชัง—ทั้งหมดสะท้อนชัดเจนในความรู้สึกของฉันเหมือนฉันเป็นผู้แบกรับมันเอง
ความเชื่อมโยงทางอารมณ์นี้รุนแรงเกินไป ทำให้ขอบเขตระหว่าง “ฉัน” และ “พวกเขา” เริ่มพร่าเลือน
สกิล [การกัดกร่อนอัตตา] จึงเริ่มมีความหมาย มันไม่ใช่แค่คำเตือน แต่มันสะท้อนสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น—อัตตาของฉันถูกกัดกร่อนอย่างช้าๆ
การรับรู้ ความคิด ความเป็นตัวตน กำลังถูกผสานเข้ากับ “อีกฉันหนึ่ง” จากโลกอื่น การแยกว่าความรู้สึกใดเป็นของฉัน ความทรงจำใดเป็นของคนอื่น เริ่มกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกที
และนี่ไม่ใช่เพียงผลข้างเคียงเล็กน้อย—แต่มันคือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในสภาพจิตใจ ฉันอาจกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจจดจำได้ หากใช้ความทรงจำเหล่านี้มากเกินไป
ยิ่งน่าหวาดกลัว... เมื่อภาพเงาของ “ฉันอีกคน” เคยยอมสวามิภักดิ์ต่อเทพปีศาจ
แค่เพียงการเบี่ยงเบนเล็กน้อย อาจทำให้ฉันเดินไปบนเส้นทางเดียวกัน—เส้นทางที่ฉันกลายเป็นศัตรูกับสิ่งที่ฉันจำเป็นต้องสังหาร
สายตาฉันเคยจดจ่ออยู่แต่กับลิยาน่าและภัยที่อยู่รอบตัวเธอ แต่ความจริงที่ใหญ่กว่านั้นยังดำรงอยู่—เทพปีศาจ อีเรบิล... และราชินีขาว
ภัยพิบัติที่ใหญ่กว่ากำลังรอคอย และฉันพลาดที่โฟกัสเพียงด้านเดียว
“บท 2” ยังไม่ทันเริ่มด้วยซ้ำ แต่แรงกดดันก็กำลังบดขยี้เข้ามาอย่างไม่หยุดยั้ง
ฉันรู้สึกถึงเงาของความหวาดระแวงเกาะกิน ยิ่งนึกถึงอนาคต ยิ่งหวาดกลัวสิ่งที่จะตามมา
จนกระทั่ง ข้อความสีทองลอยเด่นอยู่ตรงหน้า—
[ภารกิจ: ไปให้ถึงภาคเรียนหน้า]
ภารกิจยังคงชัดเจน—“ถึงให้ได้”
เมื่อภาคการศึกษานี้สิ้นสุด และ บท 2 เริ่มขึ้น... ฉันจะต้องเผชิญหน้ากับอะไรอีก?
ความประมาท... ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว
เสียงบานประตูที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดเปิดออกในความเงียบยามเช้าแทบไม่สะกิดสติฉัน—ร่างกายเหมือนคุ้นเคยกับการรบกวนนี้เป็นอย่างดี
คนเพียงผู้เดียวที่สามารถเข้ามาได้โดยไม่ต้องเคาะก็คือ ยูอิ สาวใช้ประจำตัวที่สถาบันจัดไว้ให้
ยูอิก้าวเข้ามาด้วยท่วงท่าที่งดงามเช่นเคย ดวงตาเรียวเล็กกึ่งปิดราวกับไม่จำเป็นต้องมองก็รู้ว่าฉันอยู่ตรงไหน
การมาถึงของเธอสงบ เยือกเย็น เป็นภาพตัดตรงกับความวุ่นวายที่ยังคงก้องกังวานในหัวฉัน
“อรุณสวัสดิ์ คุณชายไรลีย์” เสียงของเธอนุ่มละมุนราวสายลมยามเช้า “วันนี้ท่านตื่นเช้าจังเลยนะเจ้าคะ”
สายตาของเธอทอดมองฉันด้วยความห่วงใยอย่างจริงใจ ทันทีที่เห็นสภาพเสื้อเชิ้ตเปียกชุ่มเหงื่อเกาะแนบหลัง และเตียงที่ยุ่งเหยิงเผยร่องรอยการนอนไม่สงบ
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่าคะ คุณชาย?” น้ำเสียงเธอแฝงความกังวลชัดเจน
ฉันลังเลครู่หนึ่ง ก่อนจะยกยิ้มฝืนๆ “ไม่มีอะไรหรอก แค่... ฝันร้ายเล็กน้อย”
...
ณ มุมตะวันออกเฉียงเหนือของสถาบันการศึกษา—ตำหนักสามหลังของราชวงศ์ตั้งตระหง่านราวสัญลักษณ์แห่งเกียรติและศักดิ์ศรี
และในบรรดานั้น มีห้องโถงโอ่อ่าที่สงวนไว้ให้ผู้มีเชื้อสายสูงศักดิ์ หรือผู้ที่มีฐานะเทียบเท่าราชันย์
ภายในตำหนักนั้นเอง คือที่พำนักของบุรุษผู้ได้ชื่อว่าเป็นดาบที่แข็งแกร่งที่สุดแห่งยุค—ดยุคผู้ยิ่งใหญ่ ลูเธอร์ เฮฟเวนส์ แห่งจักรวรรดิเจอร์โมเนีย
ลูเธอร์นั่งสง่างามอยู่ในห้องทำงานอันโอ่อ่าที่ประดับด้วยแสงทองจากแชนเดอเลียร์เหนือศีรษะ เขานั่งไขว่ห้างบนเก้าอี้บุผ้าหรู ดวงตาคมกริบกวาดไปยังเอกสารตรงหน้า
แผ่นพาร์ชเมนท์นั้นขาวสะอาดเรืองประกายทองจางๆ บันทึกข้อสัญญาที่โรสเป็นผู้ร่าง รายละเอียดชัดเจนและรัดกุม แฝงผลประโยชน์นับไม่ถ้วนสำหรับแคว้นของเขา
แม้จะทึ่งในความเฉลียวฉลาดของเด็กสาว แต่บางข้อความกลับทำให้หัวใจเขาหนักอึ้ง—
“ไรลีย์ เฮล... กระหม่อมอยากได้เขา”
คำขอของโรสถูกเขียนลงมาอย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
ลูเธอร์ถอนหายใจ แววตาฉายทั้งความหงุดหงิดและยอมจำนนในคราวเดียว สัญญานี้เลิศหรูจนยากจะปฏิเสธ แต่การดึงไรลีย์เข้ามาพัวพันนั้น... มันคือเงื่อนไขที่ทำให้เขาลำบากใจที่สุด
สำหรับดยุคที่ขึ้นชื่อเรื่องความทะเยอทะยานและกลยุทธ์ เขาสามารถมองข้ามเรื่องส่วนตัวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้เสมอ—แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนกัน
เพราะ ลิยาน่า บุตรสาวที่เขารักเหนือสิ่งใดคือหัวใจของปัญหานี้
ความหวงแหนของเขาที่มีต่อลิยาน่าหมายความว่าเขาไม่อาจทำสิ่งใดที่จะทำให้เธอตกอยู่ในอันตรายหรือความไม่สุขใจได้เลย
เขาวางพาร์ชเมนท์ลงบนโต๊ะอย่างนุ่มนวล สองมือประสานกันแนบหน้าผาก
ความคิดวนเวียนอยู่กับคำสัตย์สัญญาที่เคยให้ไว้กับภรรยาผู้ล่วงลับ—ทั้งคำมั่นว่าจะปกป้องลูกสาว และคำปฏิญาณต่อมารดาที่จะรักษาแคว้นนี้ให้มั่นคง
นี่คือการตัดสินใจที่แทงใจเขาทั้งสองด้าน
‘ลิยาน่า... อาจเกลียดข้าไปชั่วชีวิตก็ได้...’
ในที่สุด เขาก็เห็นเพียงหนทางเดียว—หนทางที่จะนำมาซึ่งการตำหนิและคำกล่าวโทษ แต่ก็เป็นสิ่งที่เขาต้องทำ
มือใหญ่ล้วงเข้าไปในเสื้อคลุม คว้าสิ่งที่ซ่อนอยู่—ลูกแก้วคริสตัล ที่เปล่งประกายแผ่ว มันคืออุปกรณ์สื่อสารเวทมนตร์ระดับสูงที่มีไว้เฉพาะชนชั้นปกครอง
ด้วยใบหน้าหนักอึ้ง ลูเธอร์บีบมันแน่น—เตรียมติดต่อใครบางคน
ลูกแก้วสื่อสารเปล่งแสงระยิบระยับ สะท้อนแสงทองในห้องทำงานโอ่อ่า—แต่แทนที่จะมอบความสงบ กลับทำให้ลูเธอร์ เฮฟเวนส์ รู้สึกราวกับกำลังแบกหินหนักพันตันบนบ่า
ภาพของบุตรสาวคนเดียว ลิยาน่า ปรากฏขึ้นบนจอเวทมนตร์ ดวงตาสีแดงสดเต็มไปด้วยความสงสัยปนกังวล
“พะ–พ่อ?” เสียงของนางสั่นไหวเล็กน้อย “ข้าคิดว่าท่านกำลังยุ่งกับงานที่สถาบัน... ทำไมถึงเรียกด่วนเช่นนี้? เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือเปล่า?”
ลูเธอร์เม้มริมฝีปาก มือใหญ่ที่เคยกำดาบในสนามรบโดยไม่สั่นไหวกลับสั่นน้อยๆ เมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาของลูกสาว
“ลิยาน่า... ข้ามีเรื่องสำคัญจะพูด”
ดวงตาของนางหรี่ลงเล็กน้อย รอฟังอย่างตั้งใจ
“มันเกี่ยวกับ... ไรลีย์”
ทันทีที่เอ่ยชื่อ ความเงียบก็กระแทกเข้ามา—ลิยาน่าชะงัก ใบหน้าซีดลงในพริบตา “ไรลีย์? เกิดอะไรขึ้นกับเขา?” น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความตื่นตระหนก
ลูเธอร์รีบยกมือปฏิเสธ “ไม่ ไม่ถึงกับร้ายแรง... เพียงแต่...”
“เพียงแต่?” แววตาของนางเต็มไปด้วยทั้งความสับสนและความร้อนรน
เขาสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสติ “ลิยาน่า... เจ้ารักแคว้นนี้ใช่หรือไม่? เจ้าจะต้องเป็นดัชเชสที่ยิ่งใหญ่ ข้าจึงมั่นใจว่าเจ้าจะเข้าใจสิ่งที่พ่อกำลังจะพูด”
ลิยาน่าขมวดคิ้วแน่น “พ่อ... หมายความว่าอย่างไร?”
“เพื่อตำแหน่งของแคว้น... เพื่อผลประโยชน์ของทุกคน—เจ้าจะยอมให้ไรลีย์มีภรรยาคนที่สองได้หรือไม่?”
—
“...”
ความเงียบที่ตามมาช่างเย็นเยียบจนแทบทำให้เวลาหยุดเดิน
ดวงตาสีเลือดของลิยาน่าเบิกกว้าง ก่อนจะแคบลงด้วยประกายมืดมนที่ทำให้แม้แต่ดยุคผู้เคยผ่านสงครามนับครั้งไม่ถ้วนยังต้องกลืนน้ำลาย
“...พ่อ”
เสียงของนางเรียบสงบ เย็นชา แต่แฝงด้วยคมมีดที่กรีดลึกเข้าไปในกระดูก
“ท่าน... อยากตายงั้นหรือ?”
บรรยากาศในห้องทำงานของลูเธอร์หนักอึ้งราวถูกกดทับด้วยเวทมนตร์มืด แสงแดดยามเช้าที่ลอดเข้ามาจากหน้าต่างกลับทำให้ภาพนี้ยิ่งชัด—ความเย็นยะเยือกจากคำพูดของลูกสาว
หัวใจของดยุคผู้ยิ่งใหญ่เต้นสะดุด เขาเคยยืนหยัดต่อสู้ต่อหน้ากองทัพศัตรูนับหมื่น แต่ไม่เคยรู้สึกสะท้านเช่นนี้มาก่อน
ลิยาน่าก้มหน้าเล็กน้อย ดวงตาทอประกายราวเปลวไฟแห่งความครอบครอง
“ไรลีย์เป็นของข้า... ท่านพ่อ”
ริมฝีปากเล็กของนางขยับช้าๆ แต่ชัดถ้อยชัดคำ
“ไม่มีอะไรจะเปลี่ยนสิ่งนั้นได้”