ตอนที่ 141
บทที่ 140: การเลือกตั้ง 2
“พรุ่งนี้... ภาคเรียนที่สองก็จะเริ่มแล้วสินะ...”
ลูคัสทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่าง หิมะยังคงโปรยปรายปกคลุมโลกภายนอก สาดแสงเรืองรองที่ทั้งสงบงามและแฝงด้วยความหม่นเศร้าเหนือบ้านเกิดของเขา
สายลมหนาวที่พัดลอดเข้ามาเมื่อเขาเปิดหน้าต่างพาเอาความสดชื่นมาด้วย ลมหายใจขาวซีดของเขาลอยปะปนไปกับอากาศหนาวเย็นนั้น
หิมะที่ตกไม่หยุดและท้องฟ้าขาวหม่นกลายเป็นฉากหลังที่คุ้นตาไปตลอดช่วงวันหยุด
เวลาที่บ้านเกิดเต็มไปด้วยทั้งการทำงานหนักและช่วงเวลาสงบให้ได้ขบคิด แม้การฝึกจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่ความหนาวกัดกร่อนและการรบเร้าของยานิก้าก็ทำให้เขาไปได้ไม่ไกลนัก
ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังฝึกฝนพื้นฐานจนมั่นคงขึ้นมาได้ ซึ่งก็มากพอจะสร้างความพอใจให้ตนเอง แม้จะยังไม่ก้าวหน้ามากนักก็ตาม
ลูคัสผิดหวังเล็กน้อยที่ไม่สามารถฝึกหนักได้อย่างตั้งใจ แต่เขาก็เข้าใจดีว่า วันหยุดไม่ได้มีไว้เพียงเพื่อการฝึกฝนเข้มงวด หากแต่ยังเป็นช่วงเวลาไว้พักผ่อนและฟื้นแรงเช่นกัน
หิมะที่โปรยปราย แม้บางคราเป็นอุปสรรค ก็ยังทำให้เขาหวนคิดถึงอดีต และช่วยให้ได้ลิ้มรสความเรียบง่ายของชีวิตอีกครั้ง
เมื่อภาคเรียนใหม่ใกล้เข้ามา ลูคัสก็เต็มไปด้วยทั้งความคาดหวังและความกังวล วันหยุดที่ผ่านมานั้นแสนมีค่า แต่เขาก็รู้ดีว่าความท้าทายครั้งใหม่กำลังรออยู่
แต่ในตอนนี้ เขายอมปล่อยตัวเองดื่มด่ำกับช่วงเวลาสุดท้ายของฤดูหนาวนี้ เก็บเกี่ยวความทรงจำและความสงบสุขที่บ้านเกิดมอบให้
‘ยานิก้าคงใกล้มาถึงแล้วล่ะ...’
ลูคัสยังคงยืนที่หน้าต่าง ความคิดย้อนกลับไปยังงานเทศกาลใหญ่ และความพ่ายแพ้ไม่คาดฝันที่เขาต้องพบเจอจากไรลีย์
ภาพความทรงจำยังคงชัดเจน ทุกฉากทุกตอนถูกสลักลึกในห้วงจิต
การต่อสู้นั้นคือบททดสอบที่หนักที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอมา การเคลื่อนไหวของไรลีย์ทั้งพลิ้วไหวและแม่นยำ เป็นการผสานระหว่างทักษะและพลังดิบที่ลูคัสแทบไม่เคยพบ
ในห้วงขณะนั้น แม้ตนจะเหนือกว่าในด้านพลังและวิชาดาบ แต่เขากลับเป็นฝ่ายพ่ายแพ้
วิธีที่ไรลีย์วาดดาบออกมา น้ำหนักที่สื่อในทุกฟาดฟัน และการลงมือที่ไร้ที่ติ—ทั้งหมดทิ้งร่องรอยขมขื่นให้ลูคัสไม่อาจลืม
แม้จนตอนนี้ รสชาติแห่งความพ่ายแพ้นั้นก็ยังฝังอยู่บนปลายลิ้น
“ไรลีย์... เจ้านี่มันอัจฉริยะจริง ๆ” ลูคัสพึมพำกับตนเอง น้ำเสียงผสมทั้งเคารพและเจ็บปวด
เขายังจำได้ถึงสายตาที่ปะทะกันในการปะลองครั้งนั้น แววตาที่สะท้อนพลังและเจตจำนงของทั้งคู่ และยิ่งทำให้ลูคัสตระหนักชัด—ว่าไรลีย์ยังไม่ได้แสดงพลังเต็มที่เลยด้วยซ้ำ
ลูคัสรู้ดีว่า ต่อให้ตอนนั้นเขาจะระวังเรื่องพลังอัญเชิญของไรลีย์อยู่แล้ว ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างกัน ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นไม่ใช่เพียงเพราะถูกไม่ทัน หากแต่เป็นเพราะไรลีย์ใช้ทักษะและไหวพริบเหนือกว่าเขาอย่างแท้จริง
ความพ่ายแพ้ครั้งนั้นกลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับลูคัส
นับจากนั้น ทุกการฝึกฝน ทุกการวาดดาบ ทุกแผนการเคลื่อนไหว ล้วนมีภาพการต่อสู้ครั้งนั้นอยู่เบื้องหลังเสมอ
ไรลีย์ทำให้เขาจำเป็นต้องยกระดับตัวเองขึ้น เพื่อไม่ให้ถูกทำให้อับอายเช่นนั้นอีก
แม้ความพ่ายแพ้จะขมขื่น แต่ความสงสัยในความสามารถของไรลีย์ก็ยังไม่จางหาย
เขาตกตะลึงที่ไรลีย์สามารถปรับตัวรับมือกับกลยุทธ์ใหม่ ๆ ได้อย่างง่ายดาย ราวกับเป็นสิ่งที่เขาทำมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ความเร็วในการเรียนรู้และรับมือของไรลีย์เป็นสิ่งที่น่าพิศวง
แม้จะเป็นที่เข้าใจว่าอัจฉริยะย่อมทำสิ่งเช่นนี้ได้ แต่ความรวดเร็วของไรลีย์ก็ยังทำให้ลูคัสอดฉงนไม่ได้
แต่เขาก็ไม่ปล่อยให้ความคิดนั้นกัดกินใจไปมากกว่านี้ เพราะรู้ดีว่าการมัวหมกมุ่นย่อมไม่อาจเปลี่ยนผลลัพธ์ได้
ลูคัสถอนหายใจยาว รู้สึกถึงไอหนาวที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง เขารีบหมุนเวียนพลังปราณเวทในร่างเพื่อสร้างความอบอุ่น ความร้อนค่อย ๆ กระจายไปทั่วร่าง เป็นความรู้สึกคุ้นเคยที่ช่วยให้ใจสงบลง
เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่าง สายตาก็สะดุดเข้ากับร่างหนึ่งที่คุ้นเคย
หญิงสาวในชุดคลุมกันหนาวที่สะท้อนแสงยามเช้าเรืองรอง ผมแดงของเธอเปล่งประกายตัดกับผืนหิมะสีขาวฉาบทั่วพื้นดิน
ความตัดกันนั้นช่างงดงาม ราวกับเธอเป็นสิ่งเหนือโลก หิมะรอบกายพลันดูราวกับพลิ้วไปตามการปรากฏตัวของเธอ ขับเน้นความงามให้เด่นชัดยิ่งขึ้น
เธอสะพายสัมภาระหนักอึ้ง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดทันทีที่เห็นลูคัสยืนมองอยู่ตรงหน้าต่าง
“ลูคัส เจ้าบื้อ! รู้บ้างไหมว่าตอนนี้กี่โมงแล้ว!” เสียงของยานิก้าดังแว่วมา ทั้งแฝงความกังวลและความโมโห
ก้าวย่างของเธอเร็วราวสายลม เมื่อมุ่งหน้ามายังหน้าต่างอย่างเร่งรีบ “รีบแต่งตัวสิ เรือเหาะกำลังจะลงแล้ว!”
ลูคัสชะงักไปชั่วขณะ พยายามไล่ตามถ้อยคำในหัว ก่อนความจริงจะกระแทกเข้ามา
เขารีบเหลือบไปที่นาฬิกา และตาเบิกกว้าง “บ้าชะมัด...!” ความจริงพุ่งเข้ามาเย็นเฉียบจนร่างสะท้าน เขากระโจนขึ้นยืนในทันที พลังเวทปะทุออกมาเมื่อเขารีบคว้าข้าวของ
“พวกเรากำลังจะสายแล้ว เจ้าขี้เกียจเอ๊ย!” เสียงยานิก้าดังลั่น เธอแทบจะตวาดใส่ “รีบแต่งตัว เก็บของ เราต้องใช้พลังเวทเยอะมากแน่ถ้าจะไล่ตามให้ทัน!”
ลูคัสวิ่งไปที่ตู้เสื้อผ้า คว้าเสื้อผ้าออกมาใส่อย่างลนลาน
ความเร่งรีบและน้ำเสียงของยานิก้ากระตุ้นให้เขาเคลื่อนไหวราวกับถูกไฟเผา อะดรีนาลีนหลั่งทะลักทั่วกาย
…
‘เดจาวู...’
ความรู้สึกนั้นถาโถมเข้ามาในขณะที่ฉันยืนอยู่กลางสถานีที่จอแจ อ้อมแขนของลิยาน่ารัดแน่นรอบกายฉัน
ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยความเศร้าสร้อย ดวงตาสั่นระริกด้วยน้ำตาที่เธอพยายามกักเก็บไม่ให้ไหลริน
“ที่รัก... เธอจะไปแล้วจริง ๆ หรอ?” เสียงของลิยาน่าอ่อนหวาน แผ่วเบาราวกับคำวิงวอน
ถ้อยคำที่พรั่งพรูออกมา ช่างชวนให้ฉันนึกถึงละครน้ำเน่าที่เธอใช้บ่อยๆ เธอโอบกอดฉันแน่นขึ้น พร้อมกับส่งสายตาเว้าวอนอันเจ็บปวดมาให้ ราวกับลูกสุนัขที่กำลังขอเวลาเพิ่มอีกเพียงนิด “อยู่ต่ออีกหน่อยไม่ได้หรือ?”
ฉันได้แต่ถอนหายใจเงียบ ๆ
นี่คือ “ลิยาน่าคนเดิม” ที่ฉันคุ้นเคย แม้พักหลังเธอจะเปลี่ยนไปอยู่บ้าง แต่ตอนนี้เธอกลับมาใช้เสน่ห์และความออดอ้อนเพื่อรั้งฉันไว้อีกครั้ง ทั้งน่ารัก... ทั้งน่าหนักใจ
รอบกาย ผู้คนต่างหันมามอง ราวกับถูกดึงดูดด้วยภาพของหญิงสาวผู้มีเสน่ห์ล้นเหลือ เป็นเรื่องธรรมดาที่ฉันไม่อาจตำหนิใครได้ เพราะที่นี่—ความงามและความพิเศษเป็นสิ่งที่ทุกคนเฝ้าหลงใหล และลิยาน่าก็ช่างงดงามเกินกว่าจะละสายตา
ความจอแจของสถานีท่ามกลางอากาศหนาวและหิมะที่โรยปราย เตือนให้รู้ว่าช่วงเวลาในที่แห่งนี้กำลังสิ้นสุดลงแล้ว เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมาหลังวันหยุดยาว ตอนนี้ถึงเวลาต้องกลับไปยังสถาบัน เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายที่รออยู่
ต่อให้เธอพร่ำออดอ้อนมากเพียงใด ฉันก็รู้ว่า... ต้องไป ความรับผิดชอบและเส้นทางยังรออยู่ ฉันมองเธอ พยายามยกยิ้มอุ่นใจ แม้จะรู้ดีว่าการจากลาคือสิ่งเลี่ยงไม่ได้
“ลิยาน่า...” ฉันเอ่ยอย่างนุ่มนวลแต่มั่นคง “เธอรู้ดีว่าฉันต้องไป สถาบันคงไม่รอนักเรียนอย่างพวกเราหรอกใช่ไหม?”
เวลานี้ฉันยืนอยู่ที่อาคารสมาคมจอมเวท กำลังจะก้าวไปยังเรือเหาะที่เพิ่งลงจอดในโรงเก็บด้านหลัง
ลำเรือส่องประกายโดดเด่นตัดกับหิมะสีขาวสะท้อนแสง เสียงเครื่องยนต์แผ่วเบาผสมกับความวุ่นวายของผู้คนที่กำลังเตรียมตัวออกเดินทาง
ฉันรู้ว่าต้องรีบแล้ว แต่เหมือนกำลังถูกพันธนาการเอาไว้—ด้วยอ้อมกอดของลิยาน่า ผู้ยังคงโอบกอดฉันแน่นราวกับจะรั้งฉันให้อยู่ต่อ
“ลิยาน่า... ฉันต้องไปแล้วจริง ๆ” ฉันค่อย ๆ ดันร่างเธอออก พยายามคุมใจให้มั่น
ดวงตาของเธอเอ่อด้วยความเจ็บปวดและสับสน “แต่ว่า... เธอเพิ่งกลับมาเองนี่” น้ำเสียงของเธอพร่าแผ่ว เต็มไปด้วยความผิดหวังและขัดเคือง
ฉันสูดหายใจลึก รวบรวมสติ แม้สัมผัสและน้ำเสียงนั้นจะปลุกเร้าความทรงจำและความรู้สึกที่ไม่อยากให้หวนกลับมา แต่ฉันก็รู้ดีว่าต้องตั้งสมาธิกับสิ่งที่รออยู่เบื้องหน้า
“เรือมาถึงแล้ว” ฉันพยายามเอ่ยอย่างสงบ “อีกไม่กี่เดือนก็ได้พบกันใหม่”
“แต่นั่นก็ตั้งหลายเดือนนะ... ที่รัก” น้ำเสียงของลิยาน่าแผ่วลง แต่กลับทวีด้วยความสิ้นหวัง แววตาของเธอเพ่งมองหาช่องโหว่ใด ๆ ที่จะเปลี่ยนใจฉันได้
ฉันสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากความรู้สึกของเธอ ความสัมพันธ์ของเรามันเต็มไปด้วยพันธนาการและความคาดหวังมากมาย แต่ไม่ว่าจะอ่อนใจเพียงใด ฉันก็รู้ว่าต้องไม่ยอมให้ใจหวั่นไหวไปเหมือนคราวกับสโนว์
“ฉันเข้าใจ” ฉันตอบเสียงเบา พยายามปลอบใจทั้งที่ใจยังเร่งร้อน “แต่ฉันต้องไปจริง ๆ เราทั้งคู่ต่างก็มีหน้าที่ของตัวเอง และฉันต้องทำตามหน้าที่ของฉัน”
สีหน้าลิยาน่าอ่อนลง แม้ยังคงเจือด้วยความเศร้า เธอคลายอ้อมกอดอย่างไม่เต็มใจ ปลายนิ้วไล้ไปตามแขนฉันราวกับไม่อยากปล่อยวินาทีสุดท้ายนี้ให้หลุดมือ
ฉันหันกาย ก้าวสู่เรือเหาะ แต่ยังเหลียวหลังกลับไปมองเธออีกครั้ง...
เธอโบกมือร่ำลา พร้อมรอยยิ้มอบอุ่นที่ทำให้ความเกลียดชังในใจฉัน... อ่อนลงเล็กน้อย
ฉันเหลือเวลาอีกเพียงหนึ่งปีกับอีกครึ่ง ก่อนชะตาแห่งความตายจะมาถึง
‘ในตอนนั้น... ฉันจะต้องเผชิญหน้ากับ “ลิยาน่า” ของความเป็นจริงนั้น’
มือของฉันสั่นเล็กน้อย จะเพราะความหนาว... หรือเพราะความคิดนั้นกันแน่ ฉันเองก็ไม่อาจรู้
เมื่อขึ้นเรือ ฉันสูดหายใจลึก พยายามสะบัดความรู้สึกที่ยังติดค้างออกไป
เสียงเครื่องยนต์คำรามดังก้อง เรือค่อย ๆ ลอยขึ้นสูง ฉันก้มมองบ้านเมืองที่คุ้นเคยเบื้องล่างค่อย ๆ เลือนหายไป ท่ามกลางหิมะขาวโพลนที่โรยปกคลุมถนนสายแฮเมน
‘ถ้าเรือแวะไปยังเมืองอาร์เคนด้วยก็คงดี... อย่างน้อยฉันคงได้เดินทางร่วมกับรุ่นพี่อลิซ’
…
“ท่านหญิงลิยาน่า...”
เสียงของสาวใช้ผู้หนึ่งดังขึ้น แววตาเต็มไปด้วยความกังวล ขณะยืนอยู่ข้างกายลิยาน่าที่กำลังเฝ้ามองเรือซึ่งไรลีย์โดยสาร ค่อย ๆ ลอยลับหายขึ้นไปบนฟากฟ้า
เงาร่างของเรือค่อย ๆ จางหายไปในเส้นขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงเส้นทางจาง ๆ ที่ลากผ่านฟากฟ้าสีครามอ่อน
นัยน์ตาสีแดงของลิยาน่า—ที่ปกติแล้วสดใสเจิดจ้า—บัดนี้กลับหม่นลงเป็นสีแดงเข้มหมองเศร้า ขณะที่เธอยังคงจับจ้องไปยังเส้นทางที่เรือเหาะหายลับไป
“ท่านดยุกคงกังวล หากพวกเราไม่รีบกลับ...” สาวใช้เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงนอบน้อม
ลิยาน่าหันไปมอง แววตาแข็งกร้าวขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงแฝงความสงบเอาไว้
“ท่านพ่อช่างห่วงเกินไป... ไม่ต้องกังวลไปหรอก ลิลี่ ข้าได้แจ้งท่านไว้แล้วว่าจะกลับช้า”
สาวใช้พยักหน้ารับด้วยความโล่งใจแผ่วเบา ก่อนขยับถอยหลังไปยืนอยู่เบื้องหลังตามมารยาท—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่ต่อหน้าบุตรีของดยุก
ปลายนิ้วลิยาน่าบีบเข้าที่อกตนเอง—ตรงที่ไร้หัวใจเต้นอยู่—ความว่างเปล่าที่รับรู้ได้ราวสัญลักษณ์ สะท้อนตรงข้ามกับความปั่นป่วนภายใน
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เธอพยายามรื้อฟื้นความรู้สึกอันเร่าร้อนที่เคยเกิดขึ้นในยามอยู่ต่อหน้าไรลีย์—แต่ก็ไม่อาจปลุกมันขึ้นมาได้อีก
ความรู้สึกสั่นสะเทือนรุนแรงในอก ที่ครั้งหนึ่งทำให้เธอแทบล้มลงคุกเข่า—บัดนี้กลับเลือนหายไป เหลือเพียงเศษเสี้ยวความทรงจำอันพร่าเลือน
เสียงสะท้อนจากอารมณ์ลึกซึ้งนั้นค่อย ๆ จางสลาย ทิ้งไว้เพียงช่องว่างเย็นชาที่คอยกัดกินในใจ
ลิยาน่าพยายามสร้างภาพความทรงจำเหล่านั้นใหม่ในหัว ย้อนทวนฉากต่อฉาก แต่ความรู้สึกกลับไม่ปรากฏ ไม่ว่าจะอย่างไร ความรุนแรงและความลึกซึ้งในครานั้น... ไม่ย้อนกลับมาอีก
สิ่งที่เหลือกลับเป็นเพียงความว่างเปล่าอันเย็นชา ความไม่มั่นคงที่บีบหัวใจจนสั่นสะท้าน
‘ไรลีย์...’
ขณะที่สาวใช้เงียบเสียงลง ลิยาน่ายังคงทอดสายตาขึ้นฟ้า ปล่อยให้ความคิดทั้งปวงถูกกลืนไปในห้วงว่างเปล่าของหัวใจ...