CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 140

บทที่ 139: การเลือกตั้ง

โดโรธี เกล

ชีวิตของเธอถูกหล่อหลอมด้วยความสามารถในการแยกแยะ “ความจริง” จาก “คำลวง” มาโดยตลอด

แต่มันไม่ใช่พรสวรรค์ที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด หากแต่เป็นทักษะที่ถูกฝึกฝนขึ้นด้วยตัวเองตั้งแต่วัยเยาว์—กลไกเอาตัวรอดที่เธอจำเป็นต้องสร้างขึ้นเพื่อมีชีวิตรอด

ของขวัญประหนึ่งมาจากสวรรค์นี้ ไม่ได้มีรากฐานจากพลังเวทลึกลับใด ๆ หากแต่เกิดจากการมองทะลุธรรมชาติของมนุษย์—ทักษะที่ถูกกลั่นออกมาจากการเติบโตท่ามกลางการตัดสินและคำลวงซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ตั้งแต่เล็ก โดโรธีเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยเสียงซุบซิบและสายตาที่คอยจับผิด

เธอรับรู้ได้ชัดถึงความรังเกียจที่รายล้อมอยู่รอบกาย ไม่ใช่เพียงจากคนภายนอกครอบครัว แต่ยังรวมถึงคนในบ้านของเธอเอง

“ลูกนอกคอก...”

สถานะของเธอคือความย้อนแย้ง เลือดขุนนางไหลเวียนอยู่ในร่าง แต่ชีวิตกลับไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของตระกูล

เธอถือกำเนิดขึ้นจากความชิงชังและการดูแคลน เป็นร่างแทนของความล้มเหลวและการถูกสังคมตัดขาด

เกียรติยศและทรัพย์สมบัติไม่เคยเป็นโชคชะตาของเธอเลย ในสายตาของพ่อแม่ สังคม และแม้กระทั่งเทพธิดาที่พวกเขาบูชา—เธอคือ “บาป” รอยด่างพร้อยแห่งสายเลือดสูงศักดิ์

ต่อพวกเขาแล้ว เธอเป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศ ความสำเร็จหรือศักยภาพใด ๆ ล้วนถูกบดบังด้วยชาติกำเนิด

ความจริงอันโหดร้ายนี้ทำให้เธอเข้าใจดีว่า ความสามารถของตนเองคือดาบสองคม

ทักษะในการแยกแยะคำจริงจากคำโกหก คือเกราะป้องกันที่ช่วยให้เธออยู่รอดในโลกที่พร้อมจะกลืนกินเธอได้ทุกเมื่อ

‘โอกาส...มีไว้สำหรับคนที่แสวงหา และพร้อมจะคว้าไว้’

โดโรธีครุ่นคิด พลางเหลือบสายตาไปยังจดหมายที่เพิ่งได้รับ

—“ประกาศเลือกตั้งประธานสภานักเรียนใหม่”

มันเป็นเพียงประกาศธรรมดา—แจ้งว่าเธอยังมีสิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งอีกครั้งในตำแหน่งประธานสภานักเรียน

แต่สำหรับเธอ มันกลับมีความหมายที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น

อนาคต—เธอรู้ดีว่าเปรียบเสมือนผืนผ้าใบว่างเปล่าที่รอให้ระบายสี เต็มไปด้วยความเป็นไปได้และแสงแห่งความหวัง

โลกนี้...เพียงความแตกต่างเล็กน้อยก็อาจนำไปสู่โอกาสอันยิ่งใหญ่—หากผู้ใดมีสายตาแหลมคมและความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะคว้ามันมา

เธอนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงาน แว่นตาเวทมนตร์วางพาดอยู่บนสันจมูก พลางกางจดหมายออกอ่านด้วยท่าทางระมัดระวัง

คำตอบอย่างเป็นทางการจากสถาบันยืนยันว่า คุณสมบัติของเธอยังคงถูกต้อง

โดโรธีก็พยักหน้ารับอย่างเงียบ ๆ พับกระดาษสองทบ และเก็บไว้ใต้ลิ้นชักโต๊ะ

ท่าทางนั้นแทบเป็นสัญลักษณ์—การยอมรับอย่างเงียบงันถึงเส้นทางที่เธอกำลังจะก้าวเดิน

ริมฝีปากของเธอแตะรอยยิ้มบาง ๆ พลางครุ่นคิดถึงก้าวต่อไป

มือของเธอขยับอย่างคล่องแคล่ว ลากเส้นเวทกลางอากาศ

อักขระรูนส่องแสงริบหรี่ เปล่งประกายละมุน อาบแสงเร้นลับไปทั่วห้องอันมืดสลัว

เมื่อยามเย็นคืบคลานเข้ามา ความเย็นยะเยือกเริ่มเกาะกุมกระจกใสของหน้าต่าง

หิมะโปรยปรายลงมาจากฟากฟ้าอันมืดมิด แต่งแต้มโลกภายนอกด้วยสีขาวโพลน

โดโรธีหมุนเก้าอี้หันไปยังหน้าต่าง สายตาจ้องมองเกล็ดหิมะที่หมุนวนพลิ้วไหวอยู่กลางอากาศยามราตรี

ภาพนั้นงดงามและสงบนิ่ง แต่ก็ว่างเปล่า—สะท้อนสภาวะจิตใจของเธออย่างแจ่มชัด

ถึงจะหนาวเหน็บเพียงใด แต่หัวใจของเธอกลับอุ่นขึ้นมาอย่างประหลาด

“ฤดูหนาว... อย่างนั้นหรือ” โดโรธีพึมพำ หลับตาลงเมื่อความทรงจำในอดีตอันโหดร้ายหลั่งไหลกลับมา

ความเย็นของฤดูกาลพัดพาความทรงจำอันชัดเจน—ค่ำคืนอันเหน็บหนาว ความสิ้นหวังจากการเร่ขออาหารตามท้องถนน ความพยายามที่ไร้ผลในการขายฟืนที่หามาเพียงเพื่อเอาชีวิตรอด

แต่ละความทรงจำคือสายลมหนาวที่แทงทะลุชั้นป้องกันของเธอในปัจจุบัน

ความคิดไหลย้อนกลับไปสู่ช่วงวัยเด็ก—ช่วงที่เธอต้องเผชิญความหนาวเย็นด้วยหัวใจมุ่งมั่นและประกายแห่งความหวังเพียงเล็กน้อย

เธอจำได้ถึงการสนทนาในวันหนึ่ง ท่ามกลางถนนที่ถูกปกคลุมด้วยหิมะและลมหนาวที่กัดผิว

“นี่ โดโรธี... มาลองพนันกันดีไหม?”

“พนัน...?”

“ใช่แล้ว พนันน่ะ! ฮะฮะ ฉันได้ยินผู้ใหญ่ที่โรงเตี๊ยมพูดกันว่า การพนันทำให้ชีวิตสนุกขึ้นนะ! เราก็ควรลองเหมือนกันสิ” เด็กชายพูดด้วยรอยยิ้มเปี่ยมชีวิตชีวา

“แล้ว...เราจะพนันเรื่องอะไรล่ะ?”

“มันง่ายมากเลยนะ” เด็กชายก้มลงตักหิมะกำหนึ่ง บีบเป็นก้อนกลม “เราจะพนันกันว่าใครจะรอดผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้! ถ้าฉันชนะ เธอต้องสัญญาว่าจะเป็นเจ้าสาวของฉัน แต่ถ้าเธอชนะ... เธออยากให้ฉันทำอะไร ก็สั่งได้เลย”

“ตกลง!”

ฤดูหนาวครั้งนั้น—ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา มันคือศัตรูที่แท้จริง เป็นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากและการต่อสู้ดิ้นรน แต่ก็ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความฝันเยาว์วัย และการเดิมพันที่กล้าหาญเช่นกัน

โดโรธีรับคำท้าด้วยหัวใจที่ปะปนทั้งความหวาดหวั่นและความหวัง

คำสัญญาของเด็กชาย แม้จะเป็นเพียงเรื่องล้อเล่น แต่กลับอบอวลด้วยความจริงใจและอบอุ่น ราวแสงไฟริบหรี่ท่ามกลางความมืดมิด เป็นประกายแห่งชีวิตที่ฉายแสงเพียงชั่วครู่ในฤดูหนาวอันโหดร้าย

แต่ตอนนี้... เมื่อเธอยืนอยู่ริมหน้าต่าง ความทรงจำเกี่ยวกับเด็กชายคนนั้นกลับเลือนหายไป เหลือเพียงเสียงสะท้อนอันแผ่วบางอยู่ในความทรงจำ ชื่อและใบหน้าของสหายวัยเยาว์จางหายไปกับกาลเวลา สิ่งที่ยังคงเหลือมีเพียงเสียงของเขา—เสียงที่ยังคงหลอกหลอน เตือนเธอถึงความเจ็บปวดและการสูญเสีย

เธอยังจำเสียงร้องโหยหวน เสียงสิ้นหวังของใครบางคนที่เธอห่วงใย... ก่อนร่างนั้นจะถูกความหนาวกัดกินจนดับสิ้น

ในบรรดาเด็ก ๆ ทั้งหมด วันนั้นมีเพียงเธอคนเดียวที่รอดชีวิต...

สายตาโดโรธีทอดมองหิมะโปรยปรายภายนอก—หิมะเดียวกันกับที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้และคำพนันของเธอ

แม้อดีตจะอยู่ห่างไกล แต่ก็ยังเป็นส่วนหนึ่งที่หล่อหลอมให้เธอเป็นเธอในวันนี้

‘ถ้าพลังเวทของฉันไม่ตื่นขึ้นทันเวลา...’

บางที...เธออาจลงเอยเช่นเดียวกับเด็กชายคนนั้น

บรรยากาศว่างเปล่าใน “เฮเว่นฮอล์” รอบกายช่างต่างจากสภาพคึกคักในยามปกติ ยามนี้โถงใหญ่และห้องหรูหรากว้างขวางเหลือเพียงซากเปลือกไร้วิญญาณ

เหล่านักเรียนและบุคลากรต่างออกไปใช้เวลาช่วงหยุดฤดูหนาวกันหมด ทำให้ตึกใหญ่ที่ครั้งหนึ่งเคยเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความทะเยอทะยาน กลับเหลือไว้เพียงความเงียบงัน

เวลาผ่านไปเกือบสองสัปดาห์แล้วที่บรรยากาศเช่นนี้ครอบคลุมไปทั่วสถาบัน... อีกไม่นานเมื่อภาคเรียนใหม่เริ่มต้น ความมีชีวิตชีวาจะกลับคืนมา และโถงทางเดินเหล่านี้จะเต็มไปด้วยผู้คนอีกครั้ง

แต่สำหรับตอนนี้ ความเงียบสงบในทางเดินกลับมีคุณค่าเฉพาะตัว—เป็นความสงบที่ทั้งหนักอึ้งและเต็มไปด้วยคำสัญญาลึกลับ

โดโรธีเดินทอดก้าวไปตามทางเดินยาวอันมืดสลัวของหอวิมานสวรรค์ ความเย็นเฉียบและบรรยากาศไร้อารมณ์ราวสะท้อนสภาวะภายในใจของเธอ

ก้าวย่างของเธอหนักแน่น มีเป้าหมายชัดเจน เสียงรองเท้าดังก้องแผ่วเบาบนพื้นหินอ่อนขัดเงา

ความโอ่อ่าของอาคารอาจยังน่าประทับใจอยู่ แต่สำหรับเธอ มันกลับเป็นเพียงฉากหลังที่ถูกใช้ประกอบ “การเดินทางอันเดียวดาย” ของตน

เธอเลี้ยวขวาที่กำแพงซึ่งดูธรรมดา แต่พอเข้าใกล้ กำแพงนั้นกลับค่อย ๆ เลือนหายไปเหมือนหมอก

ทางลับนี้—ปกปิดจากสายตาคนทั่วไป—พาเธอสู่ส่วนลึกอีกด้านของตึกใหญ่ ห้องมืดที่ตัดขาดจากความสว่างของสถาบันโดยสิ้นเชิง

ภายในห้องแทบไม่มีเครื่องเรือนใด ๆ มีเพียงโต๊ะเล็กหนึ่งตัว กับแสงเทียนส่องไหวริบหรี่ และลูกแก้วสีขาวเพียงลูกเดียววางอยู่เบื้องหน้า

แสงเทียนอบอุ่นทาบลงบนลูกแก้ว ทำให้พื้นผิวมันแวววาวราวกับส่องประกายจากอีกโลกหนึ่ง

สำหรับเหล่านักเรียนผู้สดใสเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ห้องมืดมิดเช่นนี้คงดูน่าขนลุก เต็มไปด้วยลางร้ายที่ไม่คุ้นเคย ความเงียบและเงามืดคงทำให้พวกเขาไม่สบายใจแน่

แต่สำหรับโดโรธีแล้ว—ความมืดคือสหายเก่าแก่ คืออ้อมแขนปลอบประโลมที่ตรงกันข้ามกับสายตาตัดสินของโลกภายนอก

ความมืดคือพันธมิตร—ม่านที่คอยปกปิดตัวตนแท้จริงและอดีตอันสั่นคลอนของเธอ

เธอนั่งลงอย่างสง่างาม ไขว่ห้างด้วยท่วงท่าลื่นไหลงดงาม แสดงถึงการควบคุมและสมาธิที่ฝึกฝนมาอย่างดี

เมื่อเธอเอนกายลงนั่ง กระแสพลังเวทโดยรอบเริ่มแปรเปลี่ยนและสลายหายไป

รัศมีจากเครื่องรางเวทมนตร์ที่ซ่อนเร้นตัวตนของเธอค่อย ๆ จางลง

เส้นผมสีทองอ่อนที่เคยถูกใช้เป็นภาพลวง ก็ค่อย ๆ คลายตัวออก เผยให้เห็นสีทองอร่ามแท้จริงที่เปล่งประกายงดงาม สวนทางกับภาพลักษณ์จืดชืดที่เธอเคยแสร้งแสดงออกมา...

ดวงตาของเธอที่เคยถูกกลบกลืนไปกับภาพลวงตา เพื่อให้กลมกลืนกับผู้คนรอบกาย บัดนี้แปรเปลี่ยนเป็นสีทองสว่างวาบ ดุจแสงสองดวงที่ฉีกทะลุความมืดในห้องออกมา

ในสถานที่อันเงียบงันและมืดมิดนี้ ความจริงของการดำรงอยู่ของโดโรธีค่อย ๆ ถูกเปิดเผย หากมีนักเรียนคนใดมาเห็นเธอในยามนี้ พวกเขาคงรับรู้ได้ในทันทีว่าแท้จริงแล้วเธอคือใคร—คือสตรีผู้สืบเชื้อสายแห่งขุนนาง ผู้มีอำนาจและศักดิ์ศรีประทับอยู่ในสายเลือด ใบหน้าที่ปลอดจากภาพลวงและมนตราปกปิด เผยโฉมแห่งผู้สูงศักดิ์อย่างไม่ต้องเอ่ยคำใด

แต่โดโรธีก็รู้ดีถึงอันตรายของการเปิดเผยตัวตน ต้นกำเนิดของเธอ—ที่เปื้อนราคีด้วยตราประทับแห่งความเป็น “ลูกนอกคอก”—คือความลับที่เธอปกป้องยิ่งกว่าชีวิต

อำนาจและศักดิ์ศรีที่เธอมี ล้วนถูกทำให้มัวหมองเพราะบาปแห่งกำเนิด หากความจริงนี้ถูกเปิดโปง ความเพียรพยายามทั้งหมดที่เธอสั่งสมเพื่อสร้างภาพลักษณ์ขึ้นมา อาจพังทลายลงในพริบตา

ตราบใดที่ความจริงยังคงถูกเก็บซ่อนไว้ เธอก็ยังสามารถรักษาอำนาจและคุณค่าที่ได้มาตามแรงฝีมือของตน

ลูกแก้วตรงหน้าค่อย ๆ ส่องแสงเรืองรอง ลวดลายของแสงสะท้อนพลิ้วไหวไปทั่วห้องมืด และแล้วภาพของบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏขึ้นในห้วงลึกของแสงนั้น

ใบหน้าที่ผุดขึ้นมา คือบุรุษผู้มีเค้าโครงคล้ายเธออย่างน่าประหลาด ดวงตาสีทองคู่หนึ่งจ้องมองเธอ สะท้อนทั้งแสงและอารมณ์ที่ซับซ้อน ใบหน้านั้นเริ่มจากแววรังเกียจ ก่อนจะเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มอบอุ่นอันเสแสร้ง

“โดโรธี... ลูกสาวที่รัก ทำไมเจ้าถึงเรียกพ่อมา?”

เสียงของเขานุ่มนวล ละเมียดละไมด้วยความอบอุ่นที่ช่ำชอง แต่ภายใต้ถ้อยคำเหล่านั้น โดโรธีสัมผัสได้ถึงกระแสความดูแคลนที่คุ้นเคย

‘ฮึ...’

ทุกครั้งที่เธอได้เจอปฏิกิริยาเช่นนี้ มันช่างขบขันในแบบเจ็บลึก—ไม่ว่าบิดาจะพยายามปกปิดมากเพียงใด เธอก็มองทะลุถึงความเกลียดชังที่ซ่อนอยู่ในใจเขาเสมอ

ในสายตาของเขา เธอไม่เคยเป็นอื่นใดนอกจากเครื่องมือ—สิ่งของที่จะถูกใช้งานแล้วถูกทิ้ง ขณะที่ความรักแท้จริงทั้งหมดกลับถูกมอบให้แก่น้องสาวผู้เกิดโดยสายเลือดบริสุทธิ์

ริมฝีปากโดโรธีคลี่ยิ้มบาง มองภาพบิดาของตนอย่างไม่อาจเดาได้ เธอเคยเชื่อมั่นมาโดยตลอดว่า หากเธอสร้างชื่อเสียงยิ่งใหญ่เพียงพอ วันหนึ่งเขาจะต้องยอมรับเธอ และให้เธอก้าวขึ้นสู่ที่ทางที่แท้จริงในตระกูล

แต่แม้จะสะสมเกียรติยศมากมายเพียงใด เขาก็ไม่เคยมอบการยอมรับหรือสถานะที่คู่ควรให้แก่เธอสักครั้ง

รอยยิ้มอันประณีตและท่าทีอ่อนโยนนั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่าฉากบังหน้า เป็นเพียงหน้ากากที่ใช้ปิดบังความรังเกียจที่แท้จริง

สำหรับโดโรธี มันเป็นการเสแสร้งที่น่าสะอิดสะเอียน เตือนใจเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ว่าไม่ว่าจะปีนสูงเพียงใด ไม่ว่าจะสำเร็จมากมายเพียงไหน ในสายตาของบิดา เธอก็ยังเป็นแค่เงามืดที่ด้อยค่า เมื่อเปรียบกับน้องสาวแท้ ๆ ของเธอ

เมื่อมองภาพบิดา ท้องของโดโรธีก็ปั่นป่วน รอยยิ้มภายนอกที่อาบไว้ด้วยความรัก กลับตัดตรงกับความจริงอันเจ็บปวดที่เขาเก็บไว้ภายใน

แม้จะชินชากับความรู้สึกนี้แล้ว แต่ความคับข้องและความโกรธแค้นก็ยังคงแผ่ซ่านไม่เปลี่ยนแปลง

ในใจของเธอก้องกังวานกับความจริงที่ยากจะยอมรับ—ว่าแท้จริงแล้ว เธออาจเป็นเพียงความอับอาย ความน่ารังเกียจที่เขาแทบไม่อาจทนได้

ความคิดนั้นเจ็บปวดนัก แต่ต่อให้เกลียดเขาแค่ไหน เธอก็ยังจำเป็นต้องพึ่งพาเขาอยู่ดี

เพราะ “คำขอสุดท้ายของมารดา” และคำสัญญาที่เธอได้ให้ไว้ บังคับให้เธอต้องเดินเส้นทางอันอันตรายนี้อย่างระมัดระวัง

เธอยกยิ้มบางตามธรรมชาติ—แม้มันจะฝืน—พลางเอ่ยถ้อยคำออกไป

“ท่านวิลเลียม... การเรียนของข้าที่สถาบันใกล้จะสิ้นสุดแล้ว... เมื่อต้นภาคหน้าเริ่มขึ้น ข้าหวังว่าท่านจะรักษาสัญญาที่เราได้ให้ไว้?”

สีหน้าของบิดาแรกเริ่มนั้นอ่านยากนัก แต่พลันฉายประกายขบขันแวบหนึ่ง

หลังจากนิ่งคิดครู่หนึ่ง เขาก็พยักหน้ารับอย่างผ่อนคลาย

“แน่นอน โดโรธี... แต่เจ้าพร้อมแล้วหรือที่จะทำตามข้อตกลงของเรา?”

“พร้อมแล้ว” โดโรธีตอบหนักแน่น น้ำเสียงมั่นคง แม้ภายในจะสั่นคลอนเพียงใดก็ตาม

สำหรับเธอแล้ว รายละเอียดของสัญญา...ได้กลายเป็นเรื่องรองไปเสียแล้ว

บทบาทของเธอ—ไม่ว่าจะน่าชื่นชมเพียงใดหรือไม่นั้น—ถูกกำหนดไว้ตั้งแต่แรกแล้ว ว่าเธอจะต้องเป็นเพียง “เงา” ของน้องสาว ผู้เปล่งประกายอยู่เบื้องหน้า เป็นเพียงฉากหลังของความรุ่งโรจน์

แม้ว่าแผนดั้งเดิมจะไม่ได้เป็นเช่นนี้... แต่โดโรธีก็ยอมรับชะตานี้ด้วยความรู้สึกจำนนต่อหน้าที่

ชีวิตของเธอเคยมีอยู่เพื่อเบื้องหลัง ไม่เคยถูกกำหนดให้เป็นดาวเด่นบนเวที

‘แบบนี้ยังดีกว่าทุ่มเทเพื่อตอบสนองความคาดหวังของผู้ชายคนนั้นเสียอีก...’

เธอเคยได้ลิ้มรสช่วงเวลาสั้น ๆ แห่งการได้รับการยอมรับบ้าง แต่ลึกลงไปเธอเข้าใจและยอมรับดีแล้วว่า ที่ทางที่แท้จริงของเธอไม่ใช่ใต้แสงสปอตไลต์

การล่มสลายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึงเวลา ก็จะเป็นเพียงอีกบทหนึ่งในเรื่องราวชีวิต—บทสุดท้ายที่เธอพร้อมจะยอมรับด้วยหัวใจสงบ

สิ่งที่เธอห่วงใยในตอนนี้ มีเพียงการทำตาม “คำขอสุดท้ายของมารดา” การชำระหนี้บุญคุณด้วยการกระทำสุดท้ายของตนเอง

เมื่อคำขอนั้นถูกเติมเต็ม การดำรงอยู่ของโดโรธี เกล... ก็จะสิ้นสุดลง เธอจะเป็นอิสระจากพันธนาการอันบีบรัด ความคาดหวังอันไร้เหตุผล และความรังเกียจที่ไม่มีใครเอ่ยออกมา

โดโรธี เกล... จะจบเรื่องราวของตนเองลงอย่างเงียบงัน ราวกับผู้แสดงที่เสร็จสิ้นบทบาทและก้าวลงจากเวที

เช้าวันนี้ ฉันวางแผนไว้ว่าจะใช้เวลาที่เหลืออีกเพียงสามวันในแฮเมนซิตี้ให้คุ้มค่า ดื่มด่ำกับความสงบและความคุ้นเคย ก่อนจะกลับไปยังสถาบัน ทว่าความจริงก็ประดังเข้ามา—ฉันควรเริ่มเก็บของตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้เลยวุ่นวายอยู่กับความไม่เป็นระเบียบของตัวเอง แถมยังต้องรับมือกับสายตาอยากรู้อยากเห็นของชาวเมืองอีก

“ที่รัก~ ไปตรงนั้นกันเถอะ” ลิยาน่าพูดเสียงใส พลางชี้ไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีแสงไฟสลัวเจือกลิ่นอายแปลกตา

มันเป็นร้านที่ชวนพิศวง—กึ่งโรงน้ำชา กึ่งร้านกาแฟ หรืออาจเป็นอะไรที่อยู่ระหว่างนั้น แสงไฟอบอุ่นจากภายในชวนให้อยากเข้าไปพักผ่อนจากความจอแจของถนน

มือของลิยาน่าสอดประสานกับมือฉัน กอบกุมอย่างมั่นคงและอ่อนโยน เธอแทบจะดึงฉันให้ตามไป ทั้งที่เมื่อวันก่อนฉันเพิ่งบ่นไปว่าไม่อยากออกมานัดเดตแบบเปิดเผยเช่นนี้

ความตื่นเต้นของเธอสัมผัสได้ชัด แต่ก็ไม่ช่วยบรรเทาความกระอักกระอ่วนของฉันที่ต้องตกเป็นเป้าสายตา

แองเจเลีย—เมืองหลวงของดยุคแห่งสวรรค์—คือเมืองที่ทุกคนต่างรู้จักดยุกและบุตรสาวผู้เป็นที่รักของเขา

ถนนหนทางเต็มไปด้วยชีวิตชีวา และทุกสายตาที่มองมามักจะผสมด้วยทั้งความชื่นชมและความอยากรู้อยากเห็น

ไม่ใช่เพียงแค่คนผ่านทางเป็นครั้งคราว หากแต่ดูราวกับทุกผู้คนในเมืองต่างรู้ว่าพวกเราอยู่ที่นี่ และเฝ้ามองภาพบุตรสาวดยุกจับมือกับคู่หมั้นของเธอด้วยความสนใจ

‘ถ้าเธอใช้เวทปกปิดตัวเองเหมือนแต่ก่อนก็คงดี...’ เฮ้อ หากเธอทำเช่นนั้น การออกมาเที่ยวครั้งนี้ก็คงไม่ลำบากใจถึงเพียงนี้

เหลือเวลาเพียงสามวันก่อนที่สถาบันจะเปิดภาคเรียนใหม่ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นของบทที่สอง ตอนแรก [บท 2 ตอนที่ 1: การเลือกตั้ง] และต่อด้วย [บท 2 ตอนที่: กลศึกและการแสดง]

นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ตัวละครเอกหญิง และพระเอก จะขึ้นเวทีเป็นศูนย์กลางของเรื่อง ขับเคลื่อนเส้นเรื่องหลักไปข้างหน้า

บทบาทของฉันในช่วงนี้จะค่อนข้างเป็นฝ่ายรับ ฉันวางแผนจะสังเกตการณ์มากกว่าที่จะเข้าไปแทรกแซงเนื้อหาหลัก

แต่ตัวละครข้างเคียง—โดยเฉพาะคางามิและกิลเบิร์ต—คือผู้ที่จะมีบทบาทสำคัญในบทนี้ และเป็นที่ที่ฉันต้องหันมาโฟกัส

[บท 2 ตอนที่ 3: การเลือกข้าง]

การเข้ามาของพวกเขาในเส้นเรื่องนี้อาจเปลี่ยนทิศทางได้ทั้งบั่นทอนหรือเสริมให้เนื้อเรื่องหลักแข็งแรง ขึ้นอยู่กับว่าฉันจะรับมือพวกเขาอย่างไร การเตรียมแผนรับมือจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ท่ามกลางความวุ่นวายของการเตรียมการและการวางกลยุทธ์ เพียงมองรอยยิ้มอิ่มเอมของลิยาน่า ก็ทำให้ฉันนึกขึ้นได้ว่า ควรดื่มด่ำกับช่วงเวลาสุดท้ายในบ้านเกิดให้เต็มที่เสียก่อน

เกือบสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เธอคอยเว้นระยะให้ฉันมีพื้นที่ของตัวเองอย่างแปลกใจ และการที่จู่ ๆ เธอกระตือรือร้นอยากเดตออกสาธารณะในวันนี้ ก็เป็นภาพที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมก่อนหน้านี้อย่างสิ้นเชิง

‘ก็คงไม่เป็นไรหรอก... ปล่อยให้เธอได้ตามใจบ้าง’

เกล็ดหิมะที่โปรยปรายลงมาแต่งแต้มเมืองที่จอแจ กลับสร้างฉากหลังอันเงียบสงบ เตือนใจให้ตระหนักว่านี่คือ “ความสงบก่อนพายุใหญ่”

วันหยุดยาวกำลังจะสิ้นสุดลง พร้อมกับความรู้สึกปกติสุขที่ฉันเฝ้าหวงแหนมาตลอด...

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์