CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 78

บทที่ 77: มือสังหารคู่แฝด 3

สายลมค่ำคืนที่เย็นยะเยือกพัดผ่านย่านการค้าที่เต็มไปด้วยผู้คน ถนนสายหลักยังคงคึกคัก ผู้คนใช้เวลาว่างของตนท่ามกลางแสงไฟระยับและรอยยิ้มบนใบหน้า

ทว่าลึกเข้าไปหลังม่านแห่งความหรูหราและเสียงหัวเราะ—ในตรอกซอกซอยที่เงียบงัน มีชายคนหนึ่งกำลังวิ่งเอาชีวิตรอด

เสียงลมหายใจหอบหนักสะท้อนก้องไปตามผนังอิฐเย็นเฉียบ

“บัดซบ! บัดซบ! บัดซบ!” เขาสบถเป็นจังหวะตามแรงหอบ พลางเหลือบมองข้างหลังเพื่อดูว่าผู้ไล่ล่ายังตามมาอยู่หรือไม่

ชิบหาย!

การไม่เห็นแม้เงาของนักฆ่าสองคนที่ไล่ล่ามายิ่งทำให้ความหวาดระแวงทวีคูณ

ฉันน่าจะอยู่ในหอพัก…

ความเสียใจฉายชัดบนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนเลือดและรอยฟกช้ำ เขาดันแว่นที่แตกร้าวขึ้นบนสันจมูกอย่างยากลำบาก เหงื่อเย็นไหลรินตามกระดูกสันหลัง มือและขาเต็มไปด้วยแผลทั้งสดและเก่า แต่เขาก็ไม่ใส่ใจ อะดรีนาลีนหลั่งพล่านไปทั่วร่าง ผลักดันให้เขามีเป้าหมายเพียงหนึ่งเดียว—เอาชีวิตรอด

เงารอบข้างดูเหมือนจะยืดและบิดเบี้ยว ความมืดราวกับเล่นตลกกับสติของเขา ตรอกซอกซอยบิดวนราวกับเขาวงกตไม่มีทางออก

ทุกก้าวที่ย่ำลงไปกลับหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ ทุกลมหายใจติดขัดเหมือนถูกบีบ

เสียงฝีเท้าบางเบาที่ดังแว่ว หรือบทสนทนาห่างไกลของผู้สัญจรบนถนนใหญ่ กลายเป็นการตอกย้ำความแตกต่างอันโหดร้ายระหว่าง “ความปกติ” ที่อยู่นอกเอื้อม กับ “ฝันร้าย” ที่เขากำลังเผชิญ

เขาแทบจะ รู้สึก ได้ถึงการเคลื่อนไหวของนักล่า—มากกว่าที่จะเห็นด้วยตา

ความตื่นตระหนกเริ่มรัดแน่นที่ลำคอ ทำให้ความคิดพร่าเลือน เขารู้ดีว่าเขาจะทำแบบนี้ต่อไปอีกไม่นาน ร่างกายกำลังจะถึงขีดจำกัด

ให้ตายสิ! ความเจ็บปวดในแขนขาทวีความรุนแรงขึ้นทุกย่างก้าว ฉันจะปล่อยให้พวกมันจับไม่ได้เด็ดขาด ต้องหาทางออก…

เขาหักเลี้ยวอย่างกะทันหัน หวังหลอกล่อผู้ตาม แต่ฝีเท้าสะดุดจนเกือบล้มคว่ำ

มือคว้าผนังหยาบเย็นไว้เพื่อประคองตัว หอบหายใจพยายามให้จังหวะกลับมาเป็นปกติ ก่อนจะกวาดตามองหาทางหนี หรือจุดซ่อนตัวสักแห่ง—แต่กลับไม่เห็นสิ่งใดที่พอเป็นความหวัง

ฉันต้องวิ่งต่อ…

—สวบ!

เหมือนคมมีดบางเฉียบเฉือนผ่านใบหญ้า เขาเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ รอยแผลกรีดบนแก้มทำให้เลือดซึมอุ่นวาบ

“เชอะ! ฉันอุตสาเล็งไปที่ตา” เสียงเย็นเยียบแผ่วผ่านความมืด

เขากัดฟันวิ่งต่อ พวกมันกำลังเล่นกับฉัน… ความโกรธพลุ่งพล่านในอก

แขนขวาชาไร้เรี่ยวแรงจากยาพิษอัมพาตที่เคลือบบนคมใบมีด ทำให้ฝีมือหอกของเขาไร้ประโยชน์โดยสิ้นเชิง

สำหรับนักฆ่ามืออาชีพ การจัดการกับเหยื่อที่พิการเช่นเขาควรจะเป็นเรื่องง่าย แต่กลับไม่ลงมือสังหารโดยตรง—ราวกับจงใจยืดเวลา

“บัดซบ! ถ้าพวกแกจะทำ ก็รีบทำให้มันจบซะทีสิ!” เขาตะโกนใส่ความว่างเปล่า

สายตากวาดไปรอบตัว รอให้เงามรณะปรากฏ

ความเงียบที่หนวกหูถาโถม—มีเพียงเสียงลมหายใจหอบขาดๆ ของเขา และบทสนทนาห่างไกลของผู้คนบนถนนใหญ่ที่ไม่รู้เลยว่ามีใครบางคนกำลังถูกล่าเพียงไม่กี่ก้าวจากพวกเขา

แม้หัวใจจะเรียกร้องให้วิ่งตรงไปยังจุดหมายที่ปลอดภัย แต่เขารู้ดี—เพียงแค่คิดจะไปที่นั่น ก็เท่ากับตัดสินชะตาตัวเองให้จบลงในวินาทีนั้น

ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว… และแผนที่องค์กรของพวกเขาบรรจงวางไว้ด้วยความพิถีพิถันจะพังทลายกลายเป็นเศษซาก โรงเรียนจะล่วงรู้ทันทีว่ามีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

ฉันจะปล่อยให้มันเกิดขึ้นไม่ได้… เขากัดฟันตั้งใจแน่วแน่

ในมือ—กระเป๋าหนังที่ภายในบรรจุ หินปราบมาร อาวุธเพียงอย่างเดียวที่เขายังพอพึ่งได้

ถ้าเพียงเขาสามารถทำให้หินเหล่านี้สัมผัสร่างของศัตรูตรงๆ ได้สักก้อน… แค่นั้นก็คงเพียงพอที่จะถ่วงเวลาให้พวกมันช้าลง

เขาตั้งใจหลอกล่อให้พวกมันเข้ามาใกล้มากพอ จงใจลดการป้องกันของตนเองลง รอเพียงจังหวะโจมตีครั้งถัดไป—

ชื้สสสส…!

เสียงแหวกอากาศดังแผ่วหู เขาหันกลับฉับพลัน คว้าหินก้อนหนึ่งในมือ ก่อนอัดแรงส่งทั้งหมดเข้าไปในหมัด หวังปล่อยหมัดนั้นพุ่งชนร่างของผู้ล่า

แต่เมื่อหมุนตัว—

ฟุบ!

หมัดของเขากลับแทงลงไปในความว่างเปล่า

“อะไร…?” เขาสะอึก ดวงตาเบิกโพลงอย่างไม่เชื่อสิ่งที่เกิดขึ้น

ทว่าความประหลาดใจอยู่ได้เพียงชั่วอึดใจ—หินในมือแตกกระจาย ระเบิดเหมือนดินระเบิดขนาดเล็ก

ตูม!

แรงระเบิดกระแทกเขากระเด็นอัดกับผนัง ความร้อนแล่นแผ่วผ่านผิวหนังขณะที่สติของเขาเริ่มพร่ามัว แต่เขายังกำกระเป๋าไว้แน่นที่สีข้าง ราวกับเป็นสิ่งเดียวที่เหนี่ยวรั้งเขาไว้จากหายนะ

เขาฝืนสูดหายใจลึกทั้งที่เศษหินสีแดงยังลอยกระจายกะพริบอยู่รอบใบหน้า แขนขวาชาหนัก รอยปวดแผดเผาจากแรงระเบิดลามไปทั่วร่าง จนความคิดพร่าเลือนเกือบดับวูบ

ติ๊ก… ติ๊ก…

เสียงฝีเท้าที่แผ่วราววิญญาณดังสะท้อนในโสตประสาทที่ตึงเครียด หัวใจเขาเต้นรัวเมื่อภาพพร่าเบลอสองร่างค่อยๆ ปรากฏขึ้นท่ามกลางม่านหมอกสีเลือด

“ว้าว—เขาระเบิดตัวเองเลย พี่สาว~!” เสียงหนึ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงขี้เล่น

“ลิเลียน… ฉันบอกเธอกี่ครั้งแล้วว่า เงียบปาก ทุกครั้งที่ล่า?” อีกเสียงตอบกลับอย่างสุขุม ทว่ามีความหงุดหงิดแฝงอยู่

“อ่า ขอโทษ~ ฮิฮิ… อ๊ะ เดี๋ยวนะ—พี่เพิ่งเรียกชื่อจริงของฉันนี่ พี่สาว~!”

“ก็เขาใกล้ตายแล้วไม่ใช่รึไง” เสียงที่สองตอบห้วน ราวกับเป็นเรื่องไม่สำคัญ

เมื่อสายตาเริ่มปรับโฟกัสได้ ภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาเบิกตากว้างอีกครั้ง—

นักฆ่าที่ไล่ล่าเขา… คือเด็กสาวผมแดงงดงามสองคน ใบหน้าที่น่ารักราวตุ๊กตาตัดกับออร่าความตายที่ห่อหุ้มร่างพวกเธอ

มีดสั้นคู่หมุนเล่นอยู่ในมือขาวสะอาดของพวกเธอ แววตาที่ทอดมองเขาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม

ความอับอายพุ่งพล่านในอก—การถูกเหยียบย่ำโดยเด็กสาวที่ดูไร้พิษภัยเช่นนี้ คือการกระแทกซ้ำลงบนศักดิ์ศรีของเขา

เขาฝืนรวบรวมแรงเฮือกสุดท้ายพยายามยันตัวขึ้น—

ฉึก!

เสียงโลหะเฉือนเนื้อก้องในหัว—มีดสั้นปักทะลุเท้าของเขา ตรึงร่างไว้กับพื้นเย็นเฉียบ

“อ๊ากกกกกก!!” เสียงกรีดร้องหลุดออกมาอย่างไม่อาจห้าม ขณะที่เขาพยายามกดความเจ็บปวดลงอย่างสิ้นหวัง

“หืม~ หลังจากที่โดนเล่นงานมาแบบนี้ แกยังคิดจะให้ยามมาช่วยอยู่อีกหรือไง?” เด็กสาวคนที่สองเอ่ยเย้ย แววตาเปล่งประกายความขบขัน

ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่าง แต่เขากัดฟันบังคับสมาธิไม่ให้ไหลหลุด

เขาไม่อาจปล่อยให้ความหวังที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดดับวูบในตอนนี้ได้

“ทำไม… ทำไมพวกแกถึงทำแบบนี้?” เขาสำลักถาม เสียงสั่นด้วยความตึงเครียด

เด็กสาวที่ชื่อ ลิเลียน หัวเราะคิกคัก พลางหมุนมีดสั้นในมืออย่างขี้เล่น

“ก็เพราะคำสั่งน่ะสิคะ แน่นอนว่าคุณเป็นคนสร้างปัญหาเองใช่ไหม? ลูกค้าของเราอยากให้คุณหายไปจากโลก”

“ลูกค้า…?” เขาทวนคำ ในหัวพลันเร่งคิดหาความเป็นไปได้

“ใคร… ใครส่งพวกแกมา?”

พี่สาวคนโตสาวเท้าเข้ามาใกล้ มีดสั้นในมือวาบแสงน่ากลัวในความสลัวของตรอก

“นั่นไม่ใช่เรื่องที่แกต้องรู้” น้ำเสียงของเธอเรียบเย็น “แค่จำไว้ก็พอ… ว่าแกได้ข้ามเส้นกับคนที่ไม่ควรยุ่ง”

เธอก้มลงคว้ากระเป๋าจากแขนของเขา ก่อนเปิดตรวจดูหินปราบปีศาจด้านในแล้วพยักหน้า

“จำนวนถูกต้องไหม พี่สาว?” ลิเลียนถามด้วยน้ำเสียงปนความอยากรู้อยากเห็น

“ถูกต้อง” พี่สาวคนโตยืนยัน สีหน้าเย็นชาและคำนวณ

“แล้วเราจะทำยังไงกับมันดี?”

ลิเลียนยังคงหมุนมีดสั้นเล่นอย่างเพลิดเพลิน

“เอาล่ะ ประธานสภา—ฉันหมายถึง ลูกค้า ของเรา ไม่ได้บอกว่าจะทำยังไงกับสมบัติของเหยื่อ… ถึงหินปราบมารจะผิดกฎหมาย แต่ในตลาดมืด พวกมันขายได้หลายร้อย… หรือไม่ก็หลายล้านเหรียญทองเลยนะ”

กองใหญ่ขนาดนี้… สามารถแลกเป็นเงินหลายสิบล้านได้อย่างไม่ยาก แต่แม้ความยั่วยวนจะมากเพียงใด—

“เราทำลายมันเถอะ” พี่สาวคนโตเอ่ยตัดบท “ดึงดูดความสนใจของโรงเรียนเหมือนเจ้านี่… ไม่คุ้ม”

“เอ๋~ เสียดายจัง… แต่ถ้าพี่ว่าอย่างนั้นก็ได้” ลิเลียนบ่นอุบแต่ก็ยอมง่ายๆ

เมื่อตัดสินใจแล้ว สองพี่น้องก็หันกลับมามองชายหนุ่มผู้หมดหนทางนอนอยู่บนพื้น

พี่สาวคนโตยกเท้าเหยียบลงกลางอกของเขาอย่างไม่ลังเล แรงกดหนักแน่นและเย็นชาอย่างจงใจ

“อึก!” เขาครางฮึดฮัด พยายามดิ้นรน แต่ร่างกายถูกพิษทำให้เป็นอัมพาตจนแทบขยับไม่ได้

มีดสั้นที่ฝังอยู่ในเท้ายังคงปล่อยพิษพอจะหยุดหัวใจของคนธรรมดาได้ในไม่กี่อึดใจ—ถ้าเขาไม่ใช่ผู้ใช้โอร่า ป่านนี้คงสิ้นลมไปแล้ว

พี่สาวคนโตโน้มใบหน้าลงมาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวแทบสัมผัสผิว ดวงตาเปล่งประกายด้วยความขบขันปนซาดิสม์

“ดูท่าแกจะสร้างปัญหาไว้ไม่น้อยเลย… ใช่ไหม?”

เขาพยายามขยับริมฝีปากตอบ แต่กล้ามเนื้อกลับไม่ยอมเชื่อฟัง

สายตาเหลือบมองไปมาระหว่างเด็กสาวทั้งสองด้วยความสิ้นหวัง—ไม่มีทางออกเหลือให้ไขว่คว้า

ลิเลียนย่อตัวลงข้างเขา ใบหน้าฉาบด้วยรอยยิ้มที่ชวนให้สับสนระหว่างความสงสารและการเยาะเย้ย

“น่าเสียดายนะ~ คุณเก่งไม่น้อยเลย เรายังเถียงกันอยู่เลยว่าจะลงมือกับคุณตอนที่คุณนอนหลับดีไหม… แต่ดูเหมือนจะไม่จำเป็นแล้วสินะ?”

ปลายมีดเย็นเฉียบค่อยๆ ลากผ่านแนวกราม เสียงโลหะเสียดผิวก่อให้เกิดความเย็นวาบวิ่งไปตามสันหลัง

พี่สาวคนโตยืดตัวขึ้นอีกครั้ง ดวงตาหันไปจับจ้องกระเป๋าที่ใส่หินปราบปีศาจ ก่อนจะขว้างมันกระแทกผนังอย่างแรง—

ปัง!

หินกระจายเกลื่อนพื้น ระเบิดเป็นฝุ่นสีแดงสว่างวาบ เคลือบผนังตรอกด้วยแสงสีเลือดสั้นๆ

หากไม่ใช่เพราะเทคนิคเงาของลิเลียนที่ปิดเสียงไว้… ความสนใจของผู้คนบนถนนใหญ่คงถูกดึงมาทันที

“ภาควิชาอัศวิน ปี 3… เฮนรี่ ออสติน—ผู้ใช้หอก และผู้เชี่ยวชาญโอร่าเจาะเกราะ”

พี่สาวคนโตเอ่ยทวนด้วยน้ำเสียงเย็นชา “แกได้หินปราบมารมาจากไหน?”

“คิดว่าฉันจะบอกแกเหรอ?” เฮนรี่ตอบกลับทั้งที่ลมหายใจติดขัด เสียงแฝงความท้าทายแม้ร่างกายจะสั่นระริกอยู่ในสถานการณ์สิ้นหวัง

“ไม่หรอก” เด็กสาวพี่คนโตยักไหล่ รอยยิ้มบนริมฝีปากค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นแววเย็นเยียบ “แกควรจะตระหนักได้แล้ว… ว่าแกกำลังเผชิญกับอะไรอยู่”

เฮนรี่พยายามรวบรวมคำตอบ แต่ยังไม่ทันเอ่ย ลิเลียนก็โน้มตัวเข้ามาใกล้ เสียงของเธอนุ่มราวกระซิบในฝัน “ราตรีสวัสดิ์นะ… เจ้าชายแสนหวาน”

เขาไม่มีแม้กระทั่งเวลาให้คิดว่าจะตอบอย่างไร—

โลกกลับหัวกลับหาง มุมมองบิดเบี้ยวในเสี้ยววินาทีที่ศีรษะของเขาถูกแยกออกจากร่างกายอย่างไร้ความปรานี ก่อนที่สมองจะทันประมวลผลภาพสุดท้าย

ชั่วขณะที่สติค่อยๆ จางหาย เสียงหัวเราะและหยอกเย้าของนักฆ่าคู่แฝด กลายเป็นความทรงจำสุดท้ายที่เขาพกติดตัวไป

“เราควรจะลองทรมานเขาสักหน่อยเพื่อให้ได้คำตอบไหม? พี่สาว?” ลิเลียนถามขณะเช็ดใบมีดให้สะอาด

“ไม่… ไม่คุ้มหรอก” พี่สาวคนโตตอบอย่างไม่ใส่ใจ “เราถูกจ้างให้ฆ่า ไม่ใช่หาข้อมูล ยิ่งรู้น้อยเกี่ยวกับเรื่องนี้… ก็ยิ่งดี”

“งั้นเหรอ… ถ้าพี่ว่าอย่างนั้น” ลิเลียนรับคำ แม้ในน้ำเสียงจะมีแววเสียดาย

สายตาของพี่สาวคนโตเหลือบไปที่ร่างไร้ชีวิตของเฮนรี่ ก่อนจะมองซากหินปราบปีศาจที่กระจัดกระจายบนพื้น

“ทำความสะอาดแล้วไปกันเถอะ เราอยู่นานเกินไปแล้ว”

ลิเลียนพยักหน้า ใช้เทคนิคเงาอำพรางร่องรอยของทั้งคู่กลับคืนสู่ความว่างเปล่า

ร่างสองร่างเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วและแม่นยำ ราวกับร่ายรำในความมืด

เพียงไม่กี่อึดใจ ตรอกก็กลับมาเงียบงันเหมือนเดิม มีเพียงกลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยค้างอยู่ในอากาศ

ก่อนที่พวกเธอจะเลือนหายไปในยามราตรี ทิ้งไว้เพียงหมอกสีแดงเจือจางที่ล่องลอยในความมืดของย่านการค้าที่ไม่เคยหลับใหล…

การพูดคุยกับโรสใช้เวลานานกว่าที่คิด

เมื่อเหลือบมองเวลา ฉันก็พบว่าตัวเองอยู่กับเธอนานเกินความตั้งใจไปมาก

บางที… อาจเพราะโรสมักจะชอบบังคับและดึงการสนทนาให้ยืดยาวอยู่เสมอ

หรือบางที… อาจเป็นเพราะฉันเองที่ลังเลเกินไปจะตัดบทเธอ

ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด อย่างน้อยฉันก็รู้สึกโล่งใจที่สามารถผละจากเธอได้ในตอนนี้

เพียงแค่เห็นสายตาสุดท้ายที่เธอส่งมา… ฉันก็รู้แล้วว่าเธอเอาจริงกับความตั้งใจที่จะให้ฉันเป็นคนสอนเรื่องความรักให้

นี่ยังไม่รวมการแจ้งเตือนระบบเกี่ยวกับ “ความสามารถพิเศษ” อันไร้ประโยชน์ของฉัน…

การจัดการกับระเบิดชีวภาพในร่างมังกรที่กำลังตามติดอยู่ข้างหลัง ก็วุ่นวายพออยู่แล้ว

ตอนนี้ฉันต้องมารับมือกับอาวุธนิวเคลียร์ที่อาจกวาดล้างโลกได้อีกงั้นเหรอ?

ฮ่าๆ… ให้ตายเถอะ

ฉันถอนหายใจยาว… ครุ่นคิดว่าควรจะจัดการสถานการณ์นี้อย่างไรดีต่อไป

ลียาน่า… สโนว์… และตอนนี้ก็โรส—

ไม่ใช่แค่ บอสตัวสุดท้าย เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงนางเอกหลักถึงสองคนอีกด้วย

ถ้ามันยังเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันก็น่าจะรับบทพระเอกแทนแกไปเลย ลูคัส!

เห่อ…

ฉันสะบัดความคิดอ่อนล้าออกจากหัว พยายามดึงสมาธิกลับมาโฟกัสกับงานตรงหน้า

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามานั่งวิเคราะห์ความวุ่นวายทั้งหมด เพราะภารกิจของคืนนี้ยังไม่เสร็จ

สายลมค่ำคืนที่เย็นยะเยือกพัดผ่านย่านการค้าอีกครั้ง

แม้ถนนจะเต็มไปด้วยความคึกคักของผู้คนที่กำลังใช้ชีวิตในยามวิกาล ฉันกลับเคลื่อนตัวฝ่าฝูงชนอย่างเงียบงัน ราวกับเงาที่ซึมแทรกไปในทุกช่องว่าง

สายตาฉันจับจ้องไปยัง เป้าหมายหลัก สองคนที่เฝ้าตามหา—หลังจากพลาดโอกาสไปในตอนกลางวันที่คาเฟ่

กลางจัตุรัสของย่านการค้า ที่น้ำพุหินแกะสลักสาดหยดน้ำระยิบระยับ ฝาแฝดสาวรูปงามกำลังนั่งเคียงกัน จิบเครื่องดื่มเรืองแสงในมือ พลางเงยหน้ามองดวงดาวที่โรยตัวอยู่เหนือศีรษะ

บางครั้งพวกเธอก็หันไปมองวงดนตรีข้างจัตุรัส ที่กำลังบรรเลงอย่างร่าเริง เสียงหัวเราะแผ่วดังปนเสียงเพลง

ใบหน้าของพวกเธอ—ผสมผสานความไร้เดียงสากับร่องรอยความซุกซนได้อย่างลงตัว…

แต่ฉันรู้ดีว่าเบื้องหลังนั้นแฝงไว้ด้วยคมเขี้ยวของนักล่ามืออาชีพ

ลิเลียน และ ลิลี่…

ได้เวลาอัปเกรดสเปกของพวกเธอแล้ว—เหล่านักฆ่าผู้น่ารัก… และอันตรายที่สุด

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์