ตอนที่ 21
บทที่ 21: การเพิ่มเลเวลภายใต้ความผิดพลาดที่ซ่อนอยู่...
แปลก...
สถานการณ์นี้มันช่างประหลาดยิ่งนัก
ฉันรู้ดีว่าตัวเองอยู่ในดันเจี้ยน แต่กลับไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของสิ่งใดเลย
นอกจากกลิ่นอับอันเหม็นคลุ้งและบรรยากาศอันชวนให้ขนลุก สถานที่นี้กลับว่างเปล่าไร้สิ่งมีชีวิตแม้แต่เงา
กระทั่งหนูหรือแมงมุมก็ไม่มีให้เห็น ทั้งที่ในเกม เพียงก้าวแรกที่เหยียบเข้ามา ก็จะมีก็อบลินแอบซุ่มยิงลูกธนูใส่สองสามดอกเพื่อทำให้คุณตกใจ แต่ตอนนี้กลับไร้วี่แวว...
หรือว่าฉันมาที่นี่เร็วเกินไป? ไม่—ไม่น่าใช่ เพราะในรอบก่อน ฉันก็มาถึงในเวลาไล่เลี่ยกัน และทุกครั้งก็จะถูกต้อนรับด้วยการโจมตีโดยไม่ทันตั้งตัวทันทีที่ก้าวเข้ามา
เวลานี้ ธนูก็อบลินควรจะปักเข้ามาที่ตัวฉันแล้วด้วยซ้ำ...
แสงจากคบไฟเวทมนตร์ที่ฝังหินเวทเอาไว้เป็นเพียงแหล่งสว่างน้อยนิดในที่แห่งนี้ ทำให้แม้ภายนอกจะมีแสงอาทิตย์ส่องจ้า ภายในกลับมืดมิดอย่างน่ากลัว ความสลัวนี้ช่างเสริมบรรยากาศให้ยิ่งน่าขนลุกเกินกว่าจะวาดภาพไว้ในหัว...
เฮ้ ระบบ... ดันเจี้ยนนี้มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?
\[ข้อความ: สัตว์ประหลาดมีความอ่อนไหวอย่างยิ่งต่อแก่นแท้ที่อยู่เบื้องหลังศัตรูของพวกมัน]
นั่นหมายความว่าอะไร? หมายความว่าพวกมันสามารถรับรู้แก่นแท้ของศัตรูงั้นหรือ? ฉันไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนี้มาก่อน แม้จะเป็นผู้เล่นเก่าที่ผ่านเกมนี้มานานก็ตาม
เท่าที่รู้นั้น สัตว์ประหลาดก็เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตชั่วร้ายไร้สติที่กระหายแต่จะทรมานและฆ่ามนุษย์เท่านั้น
“การรับรู้ถึงแก่นแท้ของคน...”
พูดอีกอย่าง นั่นคือพวกมันรู้ความจริงเบื้องหลังศัตรูของตน? หรือเพียงรับรู้ระดับพลังของอีกฝ่ายกันแน่?
\[ข้อความ: ใช่]
ทั้งสองอย่างงั้นเหรอ...? ยิ่งทำให้สับสนเข้าไปอีก ถ้าพวกมันรู้ทั้งแก่นแท้และระดับพลังของฉันจริงๆ มันก็ควรจะรีบพุ่งเข้ามาจัดการตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?
ก็ฉันน่ะอ่อนแอจะตาย...
แม้ค่าสถานะทั้งหมดจะอยู่เพียงระดับ D ฉันก็พอจะรับมือก็อบลินได้สูงสุดไม่เกินสี่ตัว และนั่นก็ยังมีโอกาสตายสูงอยู่ดี
แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น...
ฉันก้าวลึกเข้าไปเรื่อยๆ อีกเพียงไม่นานก็จะถึงพื้นที่บอส—สถานที่ซึ่งแกนกลางของดันเจี้ยนได้รับการปกป้องอยู่
มองจากเส้นทางไม่กี่สายที่ทอดยาวไปในความมืด ฉันคงเหลือระยะห่างจากพื้นที่บอสแค่ราวหนึ่งร้อยเมตร...
นี่นายล้อเล่นอยู่หรือเปล่า?
การมาฟาร์ม EXP จะมีค่าอะไร ถ้าไม่มีสัตว์ประหลาดให้สู้? อย่าบอกนะว่าที่ห้องบอสก็ว่างเปล่าเหมือนกัน...
ฉันได้แต่ภาวนาไม่ให้เป็นอย่างนั้น จนกระทั่งมาถึงประตูขนาดใหญ่ที่ฝังอยู่ในผนังหินเบื้องหน้า ประดับด้วยกะโหลกมนุษย์และเศษเนื้อเน่าเปื่อยพันรอบ มันช่างน่าขยะแขยงไม่ต่างจากในเกม
แต่ในโลกความเป็นจริง... กลิ่นและภาพที่ได้สัมผัสนี้มันชวนคลื่นไส้จนแทบอยากอาเจียน
ในอัตรานี้ บรรยากาศของที่นี่คงฆ่าฉันก่อนที่ก็อบลินจะได้ทำเสียอีก...
ฉันค่อยๆ เอื้อมมือแตะประตู—มันเรืองแสงสีแดงขึ้น ก่อนเปล่งเสียงคำรามต่ำและค่อยๆ แง้มออก
เสียงหัวเราะ “คิๆๆ” อันเป็นเอกลักษณ์ดังก้องในความมืดเมื่อบานประตูแยกออก เผยภาพการเผชิญหน้าที่รอคอย
ความตื่นเต้นพุ่งพล่านในอก ฉันเตรียมใจรับความท้าทายที่ใกล้เข้ามา
ในที่สุด... ช่วงเวลาที่รอคอยก็มาถึง
แต่แล้วความตื่นเต้นก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นความตะลึง เมื่อสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าไม่ใช่ศัตรูเพียงหยิบมือ... หากเป็น “กองทัพก็อบลิน” ที่แท้จริง
ดวงตาสีแดงฉานของพวกมันสะท้อนแสงรางๆ อย่างน่าสะพรึง อาวุธทุกเล่มเล็งตรงมาที่ฉัน และที่ด้านหลังสุด ฮอบก็อบลินร่างยักษ์—บอสประจำดันเจี้ยน—ยืนตระหง่าน รอยยิ้มชั่วร้ายของมันส่งแรงสั่นสะท้านไหลลงสู่สันหลัง
พวกมัน... ซุ่มรอฉันอยู่แล้วอย่างนั้นหรือ? ความคิดนี้กรีดลึกในหัวใจ แต่ฉันไม่มีเวลาครุ่นคิดนาน เมื่อความโกลาหลได้ปะทุขึ้นรอบตัว
กรรรรรรรรร!!!
ด้วยเสียงคำรามอันดังก้อง ฮอบก็อบลินบอสก็ชูแขนหนาขึ้นเป็นสัญญาณเปิดฉาก และในพริบตา ฝนลูกธนูก็โปรยลงมาจากเหนือศีรษะ
ฮ่าๆ... โชคชะตาของฉันนี่มัน—บัดซบจริงๆ!
ฉันกำดาบแน่น ฝีเท้าเร่งไปข้างหน้าด้วยเจตนามุ่งมั่น สัญชาตญาณเข้าครอบงำทันที ร่างฉันเบี่ยงพุ่งไปด้านข้าง หลบลูกธนูที่เฉียดผิวผ่านไปอย่างหวุดหวิด
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น ฉันเหวี่ยงดาบอย่างรวดเร็ว คมดาบผ่าก็อบลินตัวที่กระโจนเข้ามาเป็นเส้นตรง ร่างเล็กของมันแตกออกเป็นสองซีกก่อนล้มฟาดกับพื้น เลือดสาดอาบพื้นหิน
มันเกินกว่าที่คาดไว้—กับค่าสถานะระดับ D ของฉัน การฟันมันได้อย่างง่ายดายน่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่เมื่อเทียบกับพลังระดับ E หรือ F ของพวกมัน ก็ไม่น่าแปลกใจ ที่น่าขำคือ...ไม่กี่วันก่อน ฉันยังอ่อนแอพอๆ กับก็อบลินพวกนี้เสียด้วยซ้ำ
“คิ๊ๆๆๆ!!!”
ฝูงก็อบลินรอบด้านส่งเสียงกรีดร้องและคำราม เสียงแหลมต่ำเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ขณะที่มันรุกเข้ามาใกล้ด้วยความกระหายเลือด
แม้จำนวนที่ถาโถมเหมือนคลื่น ฉันรู้ดีว่าทางเลือกมีเพียงสอง—ถอยหนีแล้วรอวันสู้ใหม่ หรือบุกฝ่าฝูงเพื่อเผชิญหน้ากับฮอบก็อบลินตัวนั้นโดยตรง
ริมฝีปากฉันโค้งเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันกับความไร้สาระของตัวเลือกแรก
หนีงั้นเหรอ? ไม่มีทาง!
ฉันจะไม่ยอมให้ความกลัวเป็นตัวกำหนดการกระทำของฉัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาที่เดิมพันสูงเช่นนี้
นี่คือการท้าทายที่ต้องเผชิญหน้าตรงๆ เพื่อพิสูจน์ให้ทั้งตัวเองและโลกเห็นว่าฉันสามารถเหยียบย่ำทุกอุปสรรคที่ขวางทางได้
การอยู่รอดในโลกโหดร้ายนี้ ต้องอาศัยมากกว่าโชคหรือการพึ่งพาอลิซกับนางเอกคนอื่นๆ
ไม่—ถ้าฉันจะเอาชนะเรื่องราวเบื้องหน้าได้ ฉันต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ถึงขีดสุด แข็งแกร่งพอที่จะยืนเทียบ... หรืออาจก้าวข้ามตัวเอกอย่างลูคัสเสียด้วยซ้ำ
แม้มันจะเป็นงานที่น่าเกรงขาม และแทบเป็นไปไม่ได้ในสภาพปัจจุบันของฉัน แต่ในฐานะนักเล่นเกมตัวยง ฉันมีอาวุธลับที่ล้ำค่า—ความรู้ในอนาคต
ด้วยการมองการณ์ไกล ฉันรู้ทั้งสิ่งที่จะเกิดและวิธีฝ่าข้ามน่านน้ำที่เต็มไปด้วยอันตรายนี้
“ฮ่าๆๆ... เข้ามาเลย พวกตัวประกอบ!”
เสียงตะโกนก้องผสมทั้งความหงุดหงิดและความฮึกเหิม
แม้โอกาสจะไม่เข้าข้าง ฉันก็ปฏิเสธที่จะยอมรับความพ่ายแพ้
ไฟแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนในอก ฉันพร้อมท้าทายโชคชะตาและคว้าชัย
ก็อบลินสองตัวกระโจนเข้ามา มีดสั้นในมือชุ่มด้วยยาพิษ(ขี้)ที่ร้ายแรงถึงตาย เพียงการพลาดเพียงเสี้ยววินาทีหมายถึงจุดจบในโลกอำมหิตนี้
แต่ฉันไม่ถอย—ฉันพุ่งสวนด้วยการโจมตีตอบโต้ที่รวดเร็วเฉียบคม
คมดาบเปล่งแสงสีฟ้าราวแสงสวรรค์ ผ่าเนื้อและกระดูกอย่างไร้ความปรานี
เพียงพริบตา หัวของมันทั้งคู่กลิ้งตกลงกับพื้น เลือดพุ่งเป็นเส้นโค้งสีแดงเข้ม ร่างไร้วิญญาณทรุดลงตามมา
กลิ่นสนิมคาวเลือดผสมกับกลิ่นฉุนของพิษหนาหนักในอากาศ
[เลเวลอัพ!]
[17 → 18]
[คะแนนสถานะที่ใช้ได้: 10 + 3]
[ยินดีด้วย! คุณได้เรียนรู้ทักษะใหม่!]
[ทักษะใหม่: การใช้ดาบขั้นพื้นฐาน] [ความชำนาญ (2%)]
ฝูงก็อบลินที่เหลือชะงัก ลังเลเพียงครู่เมื่อเห็นการพลิกเกม ฉันฉวยโอกาสนั้น ดวงตาจับจ้องตรงไปยังไอ้สารเลวที่ยืนยิ้มเยาะอยู่ด้านหลัง—ผู้นำของฝูง
ฮอบก็อบลิน... เป้าหมายของฉันอยู่ตรงนั้น!
คิลเลียน ฮอลล์—สัญลักษณ์แห่งความมั่งคั่งและอภิสิทธิ์ในสถาบัน—เป็นที่พำนักซึ่งสงวนไว้เพียงสำหรับชนชั้นสูงเท่านั้น นักเรียนที่อยู่ในอันดับสูงสุด ผู้ซึ่งทั้งความสามารถทางวิชาการและทักษะฝีมือได้ยกระดับพวกเขาให้แตกต่างจากฝูงชน
สถานที่แห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความหรูหราและความประณีต ทุกความต้องการ ทุกความปรารถนาของผู้อยู่อาศัย ล้วนได้รับการดูแลด้วยความเอาใจใส่ราวกับเป็นสมบัติอันล้ำค่า
ภายในห้องโถงอันศักดิ์สิทธิ์ของมัน เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่หาที่เปรียบไม่ได้—พื้นที่ฝึกซ้อมส่วนตัว ห้องพักหรูหราดุจวัง และบริการที่ปรับแต่งเพื่อรองรับความต้องการของแต่ละบุคคลอย่างพิถีพิถัน
การได้เหยียบเข้ามาในคิลเลียน ฮอลล์ ก็เหมือนกับการเหยียบขึ้นสู่จุดสูงสุดแห่งความสำเร็จทางวิชาการ สิทธิพิเศษนี้มอบให้เพียงกับผู้ที่เป็น “ที่สุด” ของนักเรียนเท่านั้น
—นักเรียน 10 อันดับแรกของแต่ละปี—
หรือกล่าวได้ว่า นักเรียนห้องเรียน A
หนึ่งในผู้ได้รับเกียรติให้เรียกที่นี่ว่า “บ้าน” คือ ซอ กเยอุล นักเรียนปีหนึ่งของแผนกอัศวิน ผู้มีชื่อเสียงโดดเด่น
เวลานี้ เธอนอนเอนกายอยู่บนเตียงนุ่มท่ามกลางบรรยากาศโอ่อ่า ความหรูหราห่อหุ้มเธอไว้ราวกับอ้อมกอดอันแสนอบอุ่น ในมือมีหนังสือเล่มหนาที่เธอกำลังอ่านอย่างตั้งใจ ทว่าความคิดกลับล่องลอยไปยังเหตุการณ์ของวันนี้
แม้เธอจะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ความรู้สึกเสียดายบางอย่างก็ยังคงเกาะกุมอยู่ในใจ
เธออยากจะยื่นมือออกไป เพื่อสร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนใหม่ที่อาจเกิดขึ้นได้ ทว่าท้ายที่สุด สิ่งที่ทำได้ก็มีเพียงการมอบขนมเล็กน้อยกับจดหมายขอบคุณธรรมดาๆ ใบหนึ่งเท่านั้น
ความคิดนี้ทำให้เธอหวั่นใจว่าอีกฝ่ายอาจมองเธอเป็นเพียงคนแปลกหน้า... ความรู้สึกอับอายและไม่มั่นใจค่อยๆ กัดกินหัวใจ
ซอกอดหมอนนุ่มข้างตัวแน่น หลับตาซบลงไปอย่างแผ่วเบา หวังจะหาความปลอบประโลมจากความนุ่มนั้น
ชั่วขณะหนึ่ง—เธอได้เผชิญหน้ากับความเปราะบางของตัวเอง
“ในที่สุด... ฉันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย” เธอกระซิบเบา คำพูดแฝงรสขมแห่งการยอมรับความล้มเหลวที่เธอเห็นอยู่ตรงหน้า
ตั้งแต่ยังเล็ก ซอก็ไม่ถนัดเรื่องการสร้างสายสัมพันธ์กับผู้คน ไม่ใช่เพราะเธอไม่พยายาม เพียงแต่ช่องว่างระหว่างตัวเธอกับคนรอบข้างนั้นยากจะข้ามพ้น
เมื่อเธอตัดสินใจออกจากความคุ้นเคยของอาณาจักรตะวันออก มุ่งหน้าสู่สถาบันอันมีชื่อเสียง เธอก็ทำด้วยความหวังว่าจะได้ก้าวออกจากกรอบปลอดภัยของตนเอง และได้สัมผัสสิ่งที่เธอโหยหามานาน—มิตรภาพ
ระหว่างทาง เธอได้พบพันธมิตรที่ไม่คาดคิด—ลูคัส เพื่อนร่วมชั้นที่ช่วยเธอไว้เมื่อเธอหลงอยู่ในโถงทางเดินซับซ้อนของสถาบัน
ความเมตตาของเขาทิ้งร่องรอยความประทับใจในใจเธอ เปรียบดังแสงสว่างนำทางในภารกิจเชื่อมต่อผู้คน
เมื่อปิดหน้าสุดท้ายของหนังสือ วิธีหาเพื่อน ซอก็ถอนหายใจออกมาด้วยความยอมจำนน
แม้จะทุ่มเทอ่านทุกตัวอักษร แต่เธอก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้เข้าใกล้คำตอบของการสร้างมิตรภาพยั่งยืนเลย
ด้วยความตั้งใจใหม่ เธอลุกจากเตียง ความคิดยังคงวนเวียนอยู่กับช่วงเวลาที่ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่ในหน้ากระดาษ
วันนี้ชั้นเรียนเลิกเร็วกว่าปกติ ทิ้งให้เธอเผชิญหน้ากับความเงียบในห้องเพียงลำพัง มีเพียงความคิดของตัวเองเป็นเพื่อน
เธอหยุดยืนหน้ากระจกบานใหญ่ จัดผมที่ยุ่งเล็กน้อย เครื่องแบบของเธอยังสะอาดเรียบร้อยจากกิจกรรมตลอดวัน แต่ในดวงตาสะท้อนนั้นกลับมีแววกระสับกระส่าย
เธอโหยหาสิ่งที่มากกว่าการอยู่เพียงลำพัง
“ฉันต้องการหนังสือเล่มใหม่” (ฉันต้องการหาเพื่อน) เธอบีบมือแน่นพร้อมเอ่ยในใจ
ห้องสมุด—สถานที่ที่กลายเป็นเขตปลอดภัยของเธอ แม้เพิ่งเปิดเรียนได้ไม่ถึงสัปดาห์ เธอก็เดินทางมาที่นี่บ่อยครั้ง
เมื่อย่างเท้าผ่านบานประตู เธอพยักหน้าให้กับอนิส บรรณารักษ์ผู้เงียบขรึม แล้วก้าวตรงไปยังส่วนด้านหลังของชั้นวาง ที่ซึ่งเธอรู้ว่าหนังสือหายากมักจะซ่อนตัวอยู่
อนิสเคยบอกกับเธอว่า หนังสือที่ซ่อนในมุมนี้มักเก็บเคล็ดลับและข้อมูลล้ำค่า โดยเฉพาะสำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม... เหมือนเธอ ทว่าทุกครั้งที่พูดเช่นนั้น เขาก็มักจะเกาแก้มอย่างขัดเขิน
สายตาของซอกวาดไปตามสันหนังสือมากมาย—
วิธีหาเงินในฐานะเด็ก
เจ้าชายผู้ถูกหมั้นหมายกับเจ้าชาย
เจ้าหญิงกับแมว
ชื่อหนังสือแต่ละเล่มแม้จะจุดประกายความสนใจเพียงเล็กน้อยในใจเธอ แต่ซอมีเป้าหมายชัดเจนในวันนี้—เธอต้องหาหนังสือที่จะช่วยให้เธอเอาชนะกำแพงแห่งความยากลำบากในการหาเพื่อน
ทว่าก่อนที่เธอจะเลือกได้ ความรู้สึกที่เฉียบคมก็เตือนเธอถึงความปั่นป่วนของมานาที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันใกล้ๆ ราวกับเสียงกระซิบในกระดูกสันหลัง สัญชาตญาณเข้าควบคุมทันที—เธอใช้ ก้าวสวรรค์ พุ่งตรงไปยังต้นตอของความปั่นป่วนนั้น
สำหรับคนอื่น การตอบสนองนี้อาจดูเกินเหตุ แต่ซอรู้ดีว่าในโลกที่ความแปรปรวนของมานามักหมายถึงการปรากฏตัวของดันเจี้ยนอันตราย ทุกวินาทีล้วนเป็นเดิมพัน
เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ สิ่งที่เธอเห็นทำให้ลมหายใจสะดุด—ชายหนุ่มผมทองผู้ยืนอยู่ลำพัง กอดหนังสือไว้ในอ้อมแขนอย่างแน่วแน่จนชวนให้สงสัย
“...เขาไม่ใช่คนที่ชนฉันตอนเช้าหรือ?”
สายตาของเธอสำรวจใบหน้าของเขาอย่างละเอียด ก่อนพยักหน้ายืนยันกับตัวเอง ใช่—เขาคือคนนั้นจริงๆ
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขามาที่นี่เพื่อหาหนังสือเหมือนกันหรือ? หรือว่าเขาก็เผชิญปัญหาแบบเดียวกับที่เธอกำลังเผชิญอยู่? แสงแห่งความหวังแผ่วบางก็ก่อตัวขึ้น—ถ้าพวกเขาเหมือนกัน การสร้างมิตรภาพคงง่ายขึ้นมาก
แต่ก่อนที่เธอจะได้ก้าวต่อ แสงสีฟ้าเจิดจ้าก็ปะทุออกมาจากหนังสือในมือเขา แสงนั้นโอบล้อมร่างเขาราวกับแสงสวรรค์ ในพริบตา ต่างหูไพลินคู่หนึ่งก็ปรากฏขึ้นที่มือเขา และเขาก็สวมมันอย่างใจเย็นราวกับเป็นเรื่องปกติ
ดวงตาของซอเบิกกว้าง เวทมนตร์นี้—ธรรมชาติของมันคือพลังแห่งสวรรค์โดยไม่ต้องสงสัย
“เขา...เป็นจอมเวทแห่งสวรรค์?” เธอครุ่นคิด แต่แล้วความสงสัยก็ซ้อนทับอีกชั้น—หากเป็นเช่นนั้น ทำไมเขาถึงเรียนในแผนกอัศวิน? สิ่งที่เธอเห็นมันไม่สอดคล้องกันเลย
สายตาของเขาเลื่อนไปข้างหน้าอย่างกะทันหัน และโดยสัญชาตญาณ เธอก็ใช้ ก้าวเงา ซ่อนตัวจากการมองเห็น แม้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องหลบ แต่แรงกดดันแปลกประหลาดจากดวงตาที่สงบนิ่งและลึกซึ้งของเขาทำให้หัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ
เขาออกจากห้องสมุดไป และความอยากรู้อยากเห็นก็ผลักดันให้ซอตามเขาไปอย่างเงียบๆ จากระยะห่างพอควร
จนกระทั่งเขาเลี้ยวเข้าไปในซอยแคบๆ แล้วหายไปในทางเข้าดันเจี้ยนลับ—และเธอก็เข้าไปด้วย...
กลิ่นอับชื้นของดันเจี้ยนตีเข้าจมูกทันทีที่เธอก้าวเข้าไปในความมืด ทางเดินเต็มไปด้วยเศษซากน่าขยะแขยง แต่เธอก็ยังเดินต่อ มุ่งมั่นติดตามชายลึกลับผู้นี้
ท่ามกลางบรรยากาศกดดัน เธอสังเกตว่าเขากลับเดินอย่างสงบและมั่นคง ราวกับไม่รู้สึกถึงอันตรายรอบด้าน
‘เขาใช้เวทมนตร์เพื่อตัดกลิ่นหรือเปล่านะ... สมกับเป็นจอมเวทแห่งสวรรค์จริงๆ’
และเมื่อก็อบลินเริ่มขยับปิดล้อมเขา ซอก็มองเห็นโอกาส—ถ้าเธอช่วยเขาในเวลานี้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาอาจเริ่มต้นได้ง่ายขึ้น
เธอกำคาตานะแน่น เตรียมพุ่งไปปัดลูกธนูที่จะมาถึง...
แต่ทันใดนั้น ก็อบลินกลับชะงักและแตกตื่น หนีไปทุกทิศราวกับเจอสัตว์นักล่าที่เกรงกลัวในสัญชาตญาณ
ซอยืนอึ้ง—ไม่ใช่แค่ฝูงนี้ แต่สิ่งมีชีวิตทุกตัวในรัศมีสองร้อยเมตรต่างวิ่งหนีอย่างไร้เหตุผล
เธอรู้ทันที... ว่านี่เป็นเพราะตัวเธอเอง
และในความเงียบเย็นเยียบของดันเจี้ยน เธอมองเขาที่ตอนนี้ต้องรับมือกับฝูงก็อบลินอีกด้านหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย
...ทั้งหมดนี้ เป็นความผิดของเธออย่างชัดเจน