CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 48

บทที่ 48: หัวใจของสโนว์ 2

"ขอโทษครับ..."

"มีแค่นี้จริงๆ เหรอที่จะพูด?" เสียงของสโนว์แฝงด้วยความหงุดหงิด ขณะเธอยกคิ้วขึ้นเพียงข้างเดียว จ้องฉันด้วยแววตาคมกริบ

พูดกันตรงๆ แล้ว ฉันจะเอ่ยอะไรได้นอกจากคำขอโทษ?

สถานการณ์ที่เรากำลังเผชิญอยู่ในตอนนี้ เกิดขึ้นเพราะฉันพยายามใช้ประโยชน์จากระบบเพิ่มเลเวลที่ติดตั้งมาในตัวให้คุ้มค่าที่สุด

ก็จริง... ฉันอาจลืมมันไปกลางคัน แต่ความจริงก็ไม่เปลี่ยน — ความน่าอึดอัดทั้งหมดนี้เป็นผลจากการกระทำของฉันเอง แล้วฉันควรจะหาคำขอโทษที่ทำให้เธอพอใจดีไหม?

ในฐานะคนที่รู้เรื่องราวเกือบทั้งหมด — หรือไม่ก็ทั้งหมด — เกี่ยวกับสิ่งที่สโนว์ชื่นชอบ ฉันแน่ใจว่าหากบอกอะไรบางอย่างที่ดึงดูดความสนใจของเธอได้ มันคงช่วยเบี่ยงเบนความสนใจจากความหยาบคายของฉันที่ทิ้งเธอไว้ข้างหลัง

"เอาเถอะ... ช่างมันเถอะ" อยู่ๆ เธอก็ถอนหายใจยาวอย่างอ่อนล้า พลางเอ่ยขึ้น น้ำเสียงบ่งบอกว่าการไม่ต่อความยาวสาวความยืดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง

แม้จะเห็นได้ชัดว่าเธอยังไม่พอใจ แต่เธอก็ยอมปล่อยผ่านไป บางทีอาจไม่ต้องการทำให้เรื่องซับซ้อนเกินไป

ความสัมพันธ์ระหว่างเราก็อึดอัดมากพอแล้ว — การทำให้มันตึงเครียดยิ่งขึ้นคงไม่มีประโยชน์อะไร

นั่นคงเป็นสิ่งที่เธอกำลังคิดอยู่ในตอนนี้

และถ้าพิจารณาจากบุคลิกของเธอแล้ว ก็สมเหตุสมผล แม้ในเวลานี้ เธออาจกำลังคิดหาหนทางใช้ประโยชน์จากฉันอยู่ก็เป็นได้

ผู้หญิงที่ดูไร้เดียงสาเกินไป... คุณไม่มีทางประมาทได้หรอกจริงไหม?

แต่ในเมื่อฉันตกเป็นเป้าสายตาของเธอตั้งแต่วันที่เจอกันในโรงอาหารแล้ว การพยายามหลบเลี่ยงความสนใจของเธอจึงเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้อีกต่อไป

เมื่อมองไปรอบด้าน ก็เห็นชัดเจนว่าสโนว์ได้สร้างความเสียหายรุนแรงให้กับป่าส่วนนี้

ทุกสิ่งทุกอย่างถูกแช่แข็งจนถึงแก่น — ตั้งแต่พื้นดินไปจนถึงต้นไม้ และแม้แต่สัตว์ประหลาดที่ยืนแน่นิ่งราวรูปปั้นน้ำแข็ง

นี่เธอใช้ เขตแดนศูนย์สมบรูณ์ หรือ?

เขตแดนศูนย์สมบรูณ์ คือเวทมนตร์น้ำแข็งระดับสูงที่สามารถทำให้ทุกสิ่งภายในรัศมี 20 เมตรกลายเป็นน้ำแข็งได้ในพริบตา

ความจริงที่ว่าเธอต้องใช้เวททรงพลังเช่นนี้ แสดงให้เห็นชัดว่าเธอทุ่มเทเพียงใด

จำนวนสัตว์ประหลาดที่ถูกแช่แข็งกระจัดกระจายอยู่รอบๆ เป็นหลักฐานยืนยันถึงขนาดของการต่อสู้อันดุเดือด

ฉันเหลือบมองสโนว์ซึ่งกำลังตรวจสอบผลงานของตนด้วยสายตาวิเคราะห์

แม้ท่าทางจะสงบ แต่ก็ไม่อาจปิดบังร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้าได้

ชุดที่เคยเรียบกริบยับเล็กน้อย เหงื่อบางเบาเกาะบนหน้าผาก

แม้จะดูสงบนิ่ง แต่ปริมาณพลังเวทที่เธอใช้ไปนั้นมากอย่างเห็นได้ชัด

ฉันก้าวเข้าใกล้ ขณะที่เธอยังคงนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์น้ำแข็ง แววตาของฉันจับสังเกตการสั่นไหวเล็กๆ ในมือของเธอ และรอยแดงจางๆ บนแก้มกับใบหู

เมื่อรวมเข้ากับลมหายใจที่เธอพยายามกลั้นไว้ ฉันก็รู้ได้ทันทีว่าปริมาณมานาที่เธอใช้เกินกว่าปกติ

สัตว์ประหลาดพวกนั้น... ผลักเธอจนถึงขีดจำกัดจริงๆ หรือ?

สายตาของฉันเลื่อนไปยังรูปปั้นน้ำแข็งขนาดใหญ่ด้านหลังเธอ — รูปร่างของสัตว์ประหลาดคล้ายหมีที่ดูคุ้นตาอย่างประหลาด...

เมื่อมองใกล้ๆ ฉันก็ตระหนักได้ทันทีว่ามันคืออะไร

"เวอริแบร์?" ฉันเผลอพึมพำออกมาเบาๆ ขณะจ้องมองสัตว์ประหลาดน้ำแข็งขนาดมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหลังเธอ ร่างสูงใหญ่กว่า 30 เมตร

มันควรจะเป็นบอสขนาดใหญ่ที่สามารถพ่นเวทไฟระดับกลางถึงสูงได้อย่างร้ายกาจ

แม้มันจะเป็นเพียงบอสระดับ B แต่ก็ต้องยอมรับว่าน่าประทับใจไม่น้อยที่เธอสามารถโค่นมันลงได้เพียงครั้งเดียว โดยเฉพาะเมื่อรอบตัวเธอยังเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ

สโนว์เหลือบมองสัตว์ร้ายที่ถูกแช่แข็ง ก่อนหันกลับมาสบตาฉัน สีหน้าของเธอเป็นส่วนผสมระหว่างความภาคภูมิใจกับความเหนื่อยล้า

"ใช่... มันคือเวอริแบร์ ค่อนข้างสร้างปัญหา แต่ก็ไม่ใช่อะไรที่ฉันจะรับมือไม่ได้"

"คุณทำงานหนักนะ" ฉันเอ่ยชมด้วยน้ำเสียงจริงใจ

แม้จะมีบุคลิกเย่อหยิ่งและเฉียบแหลม แต่สโนว์ก็นับเป็นหนึ่งในนางเอกไม่กี่คนที่เข้าใจความหมายของการทำงานหนักอย่างแท้จริง

เธอไม่ได้เติบโตมาแข็งแกร่งเพียงเพราะอาศัยพรสวรรค์ หากแต่ผ่านการฝึกฝนและอดทนอย่างหนักหน่วง

"นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร..." เธอตอบปัด พยายามปกปิดความเหนื่อยล้าที่สะสมไว้

ทว่าฉันบอกได้จากแววตาว่าเธอพอใจเล็กน้อยกับคำชมนั้น

ในตอนนี้เธอไม่จำเป็นต้องฝืนทำตัวแข็งกร้าวก็ได้ เพราะเรามีเพียงสองคนที่นี่ แต่เมื่อคำนึงถึงอดีตของเธอ การเปิดใจและแสดงด้านอ่อนแอต่อหน้าคนแปลกหน้าย่อมไม่ใช่เรื่องง่าย

ด้วยความเคารพต่อความต้องการของเธอ ฉันจึงไม่เซ้าซี้ต่อ แต่หันไปโฟกัสกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในการสอบครั้งนี้แทน

เมื่อบอสตัวหนึ่งในรายการที่ฉันต้องกำจัดถูกจัดการไปแล้ว และลูคัสก็น่าจะเอาชนะบอสที่เขาต้องเจอกับจานิก้าได้เช่นกัน จำนวนบอสที่เหลือก็ลดลงเหลือเพียงสามตัว

[หมาป่าพิฆาตพายุ]

[อสรพิษกรดนรก]

[เต่านักล่าทมิฬ]

สองตัวระดับ A และหนึ่งตัวระดับ B

ดูเหมือนทุกอย่างจะดำเนินไปได้ด้วยดี ในอัตรานี้ แผนการฟาร์มของฉันในครั้งนี้ก็จะสำเร็จลุล่วง—อย่างน้อยก็จนกว่าจะมีบางสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น

ฉันได้เคลียร์ทั้งดันเจี้ยนและฝูงสัตว์ประหลาดส่วนใหญ่ในป่านี้แล้ว ดังนั้นพรุ่งนี้ฉันควรจะเข้าไปยังส่วนที่ลึกกว่าของป่า

ในขณะเดียวกัน ฉันก็จะมองหา เต่าโจร ด้วย เพราะฉันได้เตรียมวิธีรับมือกับจุดอ่อนของมันไว้ล่วงหน้าแล้ว

ส่วนจะต้องแยกทางกับสโนว์ในวันพรุ่งนี้หรือไม่นั้น ก็ต้องตัดสินใจตามสถานการณ์ แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญคือการตั้งค่ายพัก

ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้าเกือบหมดแล้ว และเสียงกึกก้องของเหล่าสัตว์ประหลาดยามค่ำคืนก็เริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ

การสร้างแนวป้องกันในเวลานี้เป็นสิ่งจำเป็น

"เรามาตั้งแคมป์สำหรับคืนนี้กันเถอะ" ฉันแนะนำ พลางกวาดตามองหาทำเลที่เหมาะสม

สโนว์พยักหน้ารับคำ ก่อนลุกขึ้นจากบัลลังก์น้ำแข็งของเธอ ซึ่งสลายกลายเป็นหมอกสีขาวเย็นยะเยือกทันทีที่เธอขยับตัว เธอพยายามจะทรงตัวให้มั่นคง แต่—

"อ๊ะ!"

ทันทีที่เธอก้าวไปข้างหน้า เสียงร้องแผ่วหวานก็หลุดออกจากริมฝีปากโดยไม่ตั้งใจ ก่อนที่เธอจะรีบยกมือขึ้นปิดปาก ความเจ็บปวดฉายชัดบนใบหน้าขณะร่างกายโอนเอนไปด้านข้าง แต่ก่อนที่เธอจะล้มกระแทกพื้น ฉันก็คว้าเอาไว้ทัน

"คุณโอเคไหม?"

"ฉ–ฉันสบายดี!" เธอรีบตอบ น้ำเสียงแฝงความอับอายเล็กน้อย

เพียงแค่เห็นแววเจ็บปวดนั้น ฉันก็รู้ว่ามันแย่กว่าที่เธอแสดงออกมามาก

ในเกมต้นฉบับ หากเธอไม่ได้ลูคัสเป็นคู่หู คู่หูของเธอจะกลายเป็นคากามิ หนึ่งในตัวละครสายแทงค์เพียงไม่กี่คนที่มีอยู่

เมื่อจับคู่กัน ทั้งสองจะกวาดล้างสัตว์ประหลาดและอสูรที่ขวางทางได้อย่างรวดเร็ว จบการสอบด้วยอันดับหนึ่ง สอง หรือสาม ขึ้นอยู่กับว่าผู้เล่นอยู่ตรงไหนในเนื้อเรื่อง

แต่ครั้งนี้... เธอไม่มีทั้งลูคัสและคากามิ

สิ่งที่เธอมีมีเพียงฉัน—และฉันก็ยังทิ้งให้เธอเผชิญทุกอย่างเพียงลำพัง

ฉันมั่นใจในความรู้เกี่ยวกับตัวละครเธอจากเกมมากเกินไป จนลืมไปว่าความแข็งแกร่งในโลกจริงนี้แตกต่างออกไป

ไม่ว่าจะทรงพลังเพียงใด ถ้าไม่มีแทงค์คอยคุ้มกัน เธอก็เป็นได้เพียง ปืนใหญ่แก้ว เท่านั้น

ฉันนี่มันห่วยแตกจริงๆ ใช่ไหม? ความรู้สึกผิดกดทับลงบนบ่าฉัน หนักหน่วงจนแทบหายใจติดขัด

ฉันค่อยๆ พยุงเธอให้นั่งลง ความเหนื่อยล้าฉายชัดในดวงตาสีงามนั้น แม้เธอจะพยายามรักษาท่าทีสงบ แต่ก็เห็นได้ว่ากำลังใกล้ถึงขีดจำกัด

แม้ร่างกายจะประท้วงอย่างชัดเจน เธอก็ยังดื้อดึงพยายามลุกขึ้นยืนทันที

เมื่อเธอฟื้นท่าทางได้ เธอก็พยายามจะถอยออกห่างจากฉัน แต่ฉันกดมือเบาๆ บนไหล่เธอ รั้งเอาไว้

"แบบนี้ไม่ดีนะ"

"อะไร?" เธอถาม ดวงตาจ้องสบกับฉัน

ฉันไม่ตอบ แต่ก้มลงช้อนตัวเธอขึ้นในท่าอุ้มเจ้าหญิง "ขอโทษนะครับ... เจ้าหญิง" ฉันเอ่ยเสียงแผ่ว

เธอขยับตัวพยายามดิ้น แต่ก็ไร้ผล

ความต่างในค่าสถานะพลังของเรามากเกินไป การผลักดันของเธอให้ความรู้สึกเหมือนเด็กเล็กพยายามออกแรงสุดกำลัง—น่ารักจนฉันเกือบหลุดยิ้ม

"น–นายกำลังทำอะไรอยู่ เจ้าคนโง่? ฉันเป็นเจ้าหญิงนะ นายรู้หรือเปล่า การแตะต้องฉันโดยไม่ได้รับอนุญาต..."

"มันจำเป็นในตอนนี้" ฉันตัดบท "คุณเหนื่อยมาก... และคุณต้องพัก"

การดิ้นรนของเธอค่อยๆ หยุดลง เมื่อเธอรู้ว่าการต่อต้านไม่มีประโยชน์ แก้มของเธอขึ้นสีแดงก่ำ จะเพราะความเหนื่อยหรือความอับอาย ฉันก็ไม่แน่ใจ

ฉันก้าวเดินอย่างระมัดระวัง อุ้มเธอไว้ในอ้อมแขน มุ่งหน้าไปยังจุดที่เหมาะจะตั้งแคมป์

"ฉันเดินเองได้" เธอบ่น เสียงที่เอ่ยออกมาไร้ซึ่งความมั่นใจดั่งเดิม

"อาจจะใช่... แต่คุณไม่จำเป็นต้องทำ" ฉันตอบ ก่อนจะวางเธอลงบนพื้นหญ้านุ่มอย่างแผ่วเบา

ไม่ต้องห่วงนะ... เจ้าหญิงที่รักของผม ผมจะดูแลคุณเองในตอนนี้

น่าอับอาย... น่าละอาย... น่าสมเพช...

ถ้อยคำเหล่านั้นก้องสะท้อนอยู่ในหัวของสโนว์

เธอพยายามสุดความสามารถที่จะปิดบังความเจ็บปวด แต่เขากลับมองทะลุทุกสิ่งอย่างที่เธอพยายามปิดบัง...

มันน่าอับอายขนาดไหนกันนะ...

แก้มของสโนว์ร้อนผ่าวเมื่อภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัว

มือที่มั่นคงแต่แฝงความอ่อนโยน อุ้มเธอราวกับเธอเป็นสิ่งที่บอบบางที่สุดในโลก, แววตาเต็มไปด้วยความห่วงใยแม้ทั้งสองจะไม่ได้รู้จักกันลึกซึ้ง, และรอยยิ้มอบอุ่นที่เขามอบให้หลังเอ่ยชมเธอ... ทั้งหมดนั้นช่างรู้สึกเหนือจริงและแปลกใหม่สำหรับเธอ

"สโนว์... จำไว้เสมอว่าเจ้าคือดวงดาวที่จะกลายเป็นดวงอาทิตย์ของอาณาจักรในไม่ช้า"

"ค่ะ, ท่านหญิง..."

ในฐานะคนที่เติบโตมาโดยมีผู้อื่นมองขึ้นหา นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกถึงความวุ่นวายภายในใจ—ความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย

มันแปลกใหม่... และเธอไม่ชอบมันเลย

แต่ถึงอย่างนั้น ความรู้สึกนั้นกลับให้ความผ่อนคลายอย่างน่าประหลาด

นี่เป็นครั้งแรกที่มีใครบางคนแสดงความกังวลอย่างแท้จริงต่อเธอ—บางสิ่งที่ตลอดสิบหกปีในชีวิต เธอไม่เคยได้สัมผัสมาก่อน

เธอถูกสอนเสมอว่าต้องแข็งแกร่ง, ห้ามแสดงความอ่อนแอ, ต้องเป็นแบบอย่างที่ส่องประกายให้ผู้อื่นเดินตาม

ทว่าชั่วขณะนั้น... เมื่อร่างของเธอถูกอุ้มขึ้นอย่างง่ายดาย เธอกลับรู้สึกถึงความอ่อนแอที่ทั้งน่าหวาดกลัวและน่าปลอบประโลมในเวลาเดียวกัน

ความคิดของสโนว์ไหลย้อนกลับไปยังการฝึกฝนอย่างทรหด, ชั่วโมงแล้วชั่วโมงเล่าที่ใช้เพื่อขัดเกลาวิชาเวทมนตร์, และแรงกดดันไม่รู้จบที่จะต้อง “สมบูรณ์แบบ”

เธอถูกคาดหวังให้เป็นเลิศเสมอ... ต้องเป็นคนที่ดีที่สุด

ไม่มีพื้นที่ให้ผิดพลาด ไม่มีพื้นที่ให้แสดงความเปราะบาง

แต่ตอนนี้ เธอกลับนั่งอยู่ตรงนี้—หัวใจสั่นไหวระหว่างความอับอายกับความโล่งอก—เพราะมีคนหนึ่งมองทะลุหน้ากากที่เธอสวมไว้ และยื่นมือมอบความช่วยเหลืออย่างจริงใจ

เธอเหลือบสายตาไปยังเขา ซึ่งกำลังนั่งอยู่ข้างกองไฟ คอยเฝ้าระวังอย่างเงียบงัน

ใบหน้าของเขาสงบนิ่ง, ดวงตาจดจ่อ, และดูเหมือนจะลอยอยู่ในห้วงความคิด

เธออดไม่ได้ที่จะสงสัย—เขากำลังคิดอะไรอยู่?

เขามองว่าเธอเป็นเพียงหญิงสาวที่อ่อนแอ? หรือเขามองเห็นน้ำหนักของภาระที่เธอแบกรับ—ความคาดหวังที่มาพร้อมกับตัวตนของเธอ?

"สโนว์?" เสียงของเขาฉีกกระชากเธอออกจากห้วงความคิด

เธอเงยหน้าขึ้น สบตาเขา

ในแววตานั้นไม่มีแม้แต่เงาของการตัดสิน มีเพียงความห่วงใย... และบางสิ่งที่เธอไม่อาจเรียกชื่อได้

"คะ?"

"คุณรู้สึกดีขึ้นหรือยัง?"

สโนว์พยักหน้าเบาๆ "ดีขึ้นแล้วค่ะ... ขอบคุณ"

"ดีแล้วครับ"

เขาหันกลับไปยังเตาไฟชั่วคราว จัดเตรียมเนื้อสัตว์หายากที่เพิ่งล่าได้ พร้อมกับผลไม้และผักหลากชนิด กลิ่นหอมอวลไปทั่วอากาศ

สโนว์มองภาพนั้นแล้วจิตใจพลันว้าวุ่น—เธอจะทำอย่างไรเพื่อให้ชายผู้นี้กลายเป็นของเธอ?

พ่อของเธอสั่งไว้ชัดเจน ให้รักษาพันธมิตรกับผู้ที่เป็นดั่ง “ดวงอาทิตย์” และ “ดวงจันทร์” ของอาณาจักร ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม

พวกเขาบอกว่าความภักดีสามารถได้มาจากผู้ที่จริงใจเท่านั้น...

และนั่นคือสิ่งที่ฉัน—ผู้ซึ่งใช้ชีวิตโดยอาศัยการใช้ประโยชน์จากผู้อื่น—ไม่เคยทำได้...

การพยายามสร้างความประทับใจด้วยวิธีเดิม... ใช้ไม่ได้กับเขาแน่

เขาอยู่เหนือเธอหลายขั้นในด้านพละกำลัง และยังมีความเป็นไปได้สูงว่าเขาอาจเป็น ปรมาจารย์ที่ซ่อนเร้น

หากใช้วิธีเผชิญหน้าอย่างตรงไปตรงมา... ผลลัพธ์ก็คงไม่ต่างอะไรจากการปาหินลงทะเล

แม้ว่าเธอจะเอ่ยขอร้องให้เขาทำงานให้ด้วยความจริงใจ แม้จะเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดของเธอให้ฟัง—เขาจะเชื่อหรือไม่? เขาจะสนใจหรือเปล่า?

สโนว์ไม่รู้... และเธอก็หวั่นเกินกว่าจะถามตรงๆ

ความหงุดหงิดในใจเพิ่มขึ้น เมื่อเธอเริ่มตระหนักว่า ไรลีย์เป็นผู้ชายที่ทั้งซับซ้อนและน่ารำคาญเพียงใด เขาเหมือนสายลม—อิสระ, ไร้ทิศทาง, และไม่อาจถูกจับขังไว้ได้

เมื่อเทียบกับลูคัสที่หลอกง่ายและยึดมั่นในหน้าที่กับเกียรติของอัศวิน ไรลีย์ไม่มีข้อผูกมัดใดๆ ทั้งสิ้น

การยื่นข้อเสนออะไรบางอย่าง... จะเป็นทางเลือกเดียวงั้นเหรอ? เธอคิด พลันรู้สึกทั้งหงุดหงิดและสิ้นหวัง

แม้ภายนอกเธอจะดูสงบนิ่งและมั่นใจ แต่ลึกๆ แล้ว เธอไม่แน่ใจเลยว่าควรเดินหมากต่อไปอย่างไร

อย่างไรก็ตาม มีสิ่งหนึ่งที่ชัดเจน—เธอต้องหาวิธีทำให้เขามองเธอเป็นมากกว่าเพียง “เจ้าหญิง” ต้องทำให้เขามองเธอในฐานะคนที่เท่าเทียมกัน... เป็นบุคคลที่คู่ควรจะต่อสู้เพื่อ

และหากต้องยอมสละบางสิ่งอันมีค่าเพื่อแลกกับความภักดีของเขา—งั้นก็ให้เป็นไป

เมื่อความมืดโรยตัวและอาหารค่ำถูกจัดการจนหมด สโนว์ก็ตัดสินใจลงมือ

เธอร่ายเวทสร้างบ้านน้ำแข็งขนาดเล็ก พอเหมาะสำหรับคนสองคน

ถึงเวลาแล้ว... เธอคิด พร้อมตั้งใจจะคว้าโอกาสนี้ให้ได้

เธอเหลือบไปมองไรลีย์ซึ่งกำลังลุกขึ้นจากก้อนหินที่ใช้เป็นที่นั่งพัก

เขาดูเหนื่อยและง่วง เห็นได้ชัดว่าแบกรับภาระงานเกือบทั้งหมดในวันนี้—ทั้งการสร้างกำแพงป้องกัน, ติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยรอบค่าย, และทำอาหาร

ในเวลานี้ เขาแทบจะกลายเป็นทั้งเชฟ, พ่อบ้าน, และอัศวินของเธอในคนเดียว

และสำหรับความพยายามนั้น... รางวัลคงสมควรแล้วใช่ไหม?

ตลอดทั้งวัน สโนว์พยายามชวนเขาพูดคุย หวังสร้างสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้น

แต่ทุกครั้งที่เธอเปิดบทสนทนา เขามักจะตอบเพียง “ครับ” หรือ “ไม่” สั้นๆ จนทุกอย่างจางหายไปในไม่กี่ประโยค

เธอสัมผัสได้ชัดเจนว่าเขาจงใจทำเช่นนี้—และมันจะต้องหยุดลง

"ไรลีย์..."

"ครับ?" เขาหันมามอง

"ฉันลุกไม่ขึ้น... นายช่วยพาฉันไปหน่อยได้ไหม?" สโนว์เอ่ย พลางพยักหน้าไปทางบ้านน้ำแข็งที่เพิ่งสร้างเสร็จ

ถ้าความสุภาพอ่อนโยนใช้ไม่ได้ผล... บางทีการรุกคืบอย่างยืนกรานอาจได้ผลดีกว่า

ริมฝีปากของเธอคลี่ยิ้มบาง... แฝงแววซุกซน ขณะจ้องมองสีหน้าที่ไรลีย์กำลังทำอยู่—สีหน้าที่ชวนให้รู้สึกว่าเขากำลังพยายามกลั้นความขบขันและความประหลาดใจในคราวเดียวกัน...

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์