ตอนที่ 84
บทที่ 83: อีฟลีน
“เฮะ~ งั้นคุณอีฟลีนก็คิดว่าคุณหนูโรสสมควรได้รับตำแหน่งสูงสุดในภาควิชาเวทมนตร์เหมือนกันใช่ไหม?”
ดวงตาของยานิก้าเป็นประกายระยับด้วยความตื่นเต้น ขณะโน้มตัวเข้ามาใกล้อย่างมีแรงดึงดูด
“ช-ใช่” ฉันตอบตะกุกตะกัก พยายามเอ่ยให้คล้ายกับน้ำเสียงของเธอ แต่ก็ยังคงรักษาความมั่นคงไว้ในถ้อยคำ
“ฮิฮิ ฉันรู้อยู่แล้ว! ผู้หญิงผมซีดคนนั้นที่ขโมยตำแหน่งไป... ฉันรู้ว่าเธอเป็นเจ้าหญิง แต่ก็ไม่คิดว่าเธอจะไร้ยางอายถึงขั้นเอาตำแหน่งสูงสุดไป ทั้งที่รู้ว่ามีคนที่สมควรได้รับมันมากกว่าเสียอีก เธออาจจะถูกมองว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในโรงเรียนก็จริง... แต่ความงามของเจ้าหญิงสโนว์ก็ไม่ได้อยู่เหนือกฎของโรงเรียนใช่ไหม?”
“...ฉันก็ว่างั้นนะ ฟุฟุ” ฉันตอบ พลางพยายามซ่อนความประหม่าไว้ภายใต้เสียงหัวเราะเบาแผ่ว ยานิก้ายังคงยิ้มอย่างพึงพอใจตรงหน้า ราวกับกำลังหมกมุ่นอยู่กับบทสนทนานี้เต็มที่
เวลาผ่านไปแล้วราวสามสิบนาทีตั้งแต่เรามาถึงร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งนี้—และยานิก้าก็ยังไม่หยุดพูดเลยสักครั้งเดียว ตั้งแต่ถามชื่อของฉัน ไปจนถึงเรื่องที่ฉันชอบ ไม่ชอบ และแม้กระทั่งภูมิหลังของฉัน ราวกับตั้งใจจะล้วงเอาทุกสิ่งที่เกี่ยวกับฉันออกมาให้หมด
ความกระตือรือร้นของเธอนั้นทั้งน่าหลงใหลและชวนให้เหนื่อยล้าในเวลาเดียวกัน จนฉันรู้สึกว่าลำคอแห้งผากจากการโต้ตอบตลอดมา
แม้ฉันจะอยากหนีไปตั้งแต่วินาทีแรกที่เผชิญหน้าสองคนนี้ แต่ความพยายามขอโทษของยานิก้าที่เสนอเลี้ยงอาหารเย็นฟรีก็เป็นสิ่งที่ปฏิเสธได้ยาก—โดยเฉพาะเมื่อวิธีที่เธอจับมือฉันนั้นให้ความรู้สึกเหมือนจะบีบกระดูกให้แหลกได้ทันที หากฉันเอ่ยปฏิเสธอีกครั้ง
ตั้งแต่แปลงร่างเป็นรูปลักษณ์ใหม่นี้ ฉันก็สังเกตพบแนวโน้มที่น่าเป็นห่วง... ฉันรู้สึกอ่อนแอเกินไป
[หมายเหตุ: สถานะถูกตัดออกชั่วคราว เนื่องจากชีววิทยาของผู้ใช้ใหม่]
[หมายเหตุ: จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหาจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัย จนกว่าผู้ใช้จะกลับมาสู่สภาวะที่เหมาะสม]
‘เอาล่ะ ขอบคุณสำหรับการอัปเดตที่สายไปนะ... ระบบ’
[หมายเหตุ: ยินดีครับ!]
ฉันถอนหายใจยาว ยอมรับกับตัวเองว่าความหิวเริ่มก่อตัวขึ้นในท้อง และในที่สุดก็ตัดสินใจมาด้วย แม้จะไม่เต็มใจนักก็ตาม
ทว่าการรับมือกับสองคนนี้กลับกลายเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าที่คาดไว้มากนัก
เมื่อก้าวเข้าสู่ร้านอาหาร ฉันก็รู้ทันทีว่านี่อาจเป็นโอกาสเดียวที่จะได้พูดคุยกันอย่างเปิดเผยและจริงใจ โดยไม่ต้องกังวลว่าคำพูดหรือการกระทำใดจะส่งผลอย่างไร
หากฉันยังคงเป็นไรลีย์อยู่ละก็ บทสนทนานี้คงแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง—ยานิก้าคงลังเลมากกว่านี้ และผู้ชายที่เอาแต่จ้องมองฉัน... ลูคัส คงแสดงท่าทีก้าวร้าว พร้อมจะท้าทายฉันในทุกลมหายใจ
ร้านอาหารแห่งนี้ดูแปลกตาแต่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา แสงจากโคมไฟอาบไล้โต๊ะไม้ให้เปล่งประกายอบอุ่น กลิ่นเนื้อย่างและเครื่องเทศหอมฉุยลอยคลุ้งในอากาศ ดึงดูดให้ความรู้สึกทั้งผ่อนคลายและระแวดระวังในเวลาเดียวกัน
ความกระตือรือร้นของยานิก้าไม่มีทีท่าจะลดลง
เธอถามคำถามฉันอย่างต่อเนื่อง—ตั้งแต่ความสนใจ งานอดิเรก ไปจนถึงเรื่องเล็กน้อยมากมาย ดวงตาของเธอเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็นอย่างแท้จริง
ในทางกลับกัน ลูคัสนั่งเงียบอยู่ฝั่งตรงข้าม เพียงแค่เหลือบมองฉันเป็นครั้งคราว สายตานั้นผสมผสานระหว่างความสับสนและความสนใจที่เขาไม่แม้แต่จะพยายามปิดบัง
การรักษาบุคลิกที่แข็งแกร่งและหยิ่งยโสอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ทำให้เหนื่อยเสมอ—และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมฉันจึงมักจะหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้หรือแม้แต่มีปฏิสัมพันธ์กับลูคัสโดยตรง
ทว่าการได้พูดคุยโดยไม่ต้องสวมหน้ากาก และได้เห็นด้านหนึ่งของคนทั้งสองที่ฉันไม่เคยพบมาก่อน ทั้งภายในขอบเขตของเกมหรือในฐานะไรลีย์เอง กลับเป็นความรู้สึกที่สดชื่นอย่างคาดไม่ถึง
“คุณชาย อาหารของท่านมาแล้วครับ”
เสียงประกาศอย่างสุภาพของบริกรดังขึ้น เขาก้าวเข้ามาหาเราแล้ววางจานอาหารลงบนโต๊ะทีละจาน
ในที่สุด ยานิก้าก็หยุดพรั่งพรูความคิดเห็นและคำถามลงชั่วคราว สายตาของเธอเบนไปยังอาหารที่น่ารับประทานตรงหน้าแทน
แม้ว่าฉันจะไม่ได้ทำตัวเหมือนสุนัขหิวโซที่น้ำลายไหลเหมือนยานิก้า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ามันยากเหลือเกินที่จะรักษาสีหน้าที่ไม่แสดงความสนใจ—โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความหิวกำลังพุ่งถึงขีดสุด
‘ฉันเดาว่าฉันใช้มานามากเกินไปในดันเจี้ยน’
“เอาล่ะ เรามาทานกันเถอะ?” ยานิก้ายิ้มกว้าง เสียงใสของเธอเป็นคำเชิญที่ทั้งลูคัสและฉันไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อเราเริ่มลงมือทาน อากาศรอบโต๊ะค่อย ๆ คลายความตึงเครียดลง กลายเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลาย ความกระตือรือร้นของยานิก้าที่มีต่ออาหารนั้นแพร่ซึมราวกับเชื้อ—จนแม้แต่ลูคัสที่ปกติมักรักษาท่าทีสุขุม ก็ยังดูเหมือนจะเพลิดเพลินไปกับรสชาติของมื้อนี้
“นี่มันอร่อยมาก!” ยานิก้าอุทาน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความยินดี “ฉันไม่เคยลิ้มรสอะไรแบบนี้มาก่อนเลย!”
ลูคัสพยักหน้าเห็นด้วย ตักอาหารเข้าปากอีกคำ “ใช่ มันอร่อยมาก”
ฉันเองก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มกับปฏิกิริยาของทั้งคู่ “ฉันเห็นด้วย อาหารที่นี่น่าทึ่งจริง ๆ”
ครู่หนึ่ง เราทั้งสามต่างทานกันเงียบ ๆ ในความสบายใจ ปล่อยให้รสชาติของอาหารค่อย ๆ คลี่ตัวบนลิ้น มันเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศที่น่ายินดีจากความตึงเครียดและความเครียดตามปกติในชีวิตประจำวันของฉัน
...
‘น่าสงสัย’—นั่นคือคำที่ติดอยู่ในความคิดของลูคัสในวินาทีที่ดวงตาของเขาหยุดอยู่บนร่างหญิงสาวลึกลับที่นั่งตรงหน้า
แม้ภายนอก เธอจะดูเหมือนหญิงสาวที่เป็นกันเองและธรรมดา ซึ่งสามารถพบเจอได้ทั่วไปในโรงเรียน แต่เขารู้ดีว่ามีบางอย่างที่แตกต่างและโดดเด่นเกี่ยวกับตัวเธอ
ความงามของเธอเปล่งประกายราวดวงตะวัน แต่ในส่วนลึกของออร่ากลับส่องประกายด้วยสีน้ำเงิน—เฉดสีเดียวกับดวงจันทร์สองดวงที่ส่องอยู่บนท้องฟ้าในยามค่ำคืน—สีสันที่เขาไม่เคยพบในใครมาก่อน
และนั่น... ก็ยังไม่ใช่สิ่งที่ทำให้เขาสงสัยในตัวเธอ ไม่ใช่แม้กระทั่งระดับความงามที่ดูเกินธรรมชาติของเธอด้วยซ้ำ
มันเป็นความรู้สึกที่รบกวนจิตใจ—ความรู้สึกว่าลูคัสรู้จักหญิงสาวตรงหน้า แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนและมั่นใจว่านี่คือครั้งแรกที่พวกเขาได้พบกัน
ในฐานะคนที่สามารถแยกแยะคนและภาพลวงตาได้เพียงแค่อ่านจากออร่า ลูคัสย่อมรู้ดีว่าหญิงสาวคนนี้คือหนึ่งในคนไม่กี่คนที่เขาเคยพบ—ในโลกของออร่าของเขา “คนที่ไม่เหมือนใคร” มักไม่มีทางมีใครซ้ำกัน
‘แต่ทำไมเธอถึงดูคุ้นเคยอย่างน่ากลัว?’
ทุกครั้งที่เธอเอ่ยปาก เสียงของเธอมีบางสิ่งคุ้นเคยแฝงอยู่—บางสิ่งที่เขาไม่อาจสลัดทิ้งจากหัวได้ วิธีที่เธอเคลื่อนไหว ความแตกต่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ในท่าทาง แม้กระทั่งเสียงหัวเราะ—ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนเป็นเสียงสะท้อนจากใครบางคนที่เขารู้จักอย่างลึกซึ้ง
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามขุดค้นหาคำตอบมากเท่าไร ความทรงจำนั้นก็ยังคงหลบเลี่ยง ราวกับอยู่แค่เพียงปลายนิ้วเอื้อมถึง
ไม่สิ... เขาเคยมีความคิดอยู่แวบหนึ่งว่ามันเป็นใคร แต่ก็ต้องส่ายหัวปฏิเสธความไร้สาระของความคิดนั้นในทันที
...
ยามเย็นยังคงดำเนินต่อไป และในขณะที่ทั้งสามกำลังเพลิดเพลินกับอาหารตรงหน้า ลูคัสก็อดไม่ได้ที่จะเหลือบมองอีฟลีนเป็นระยะ
ทุกครั้งที่ทำ เขาก็จะถูกความคุ้นเคยแบบเดิม ๆ ผสมกับความไม่ลงรอยแปลกประหลาดเข้ามาเกาะกุมในใจ
มันราวกับชิ้นส่วนของปริศนาที่เกือบจะเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์ แต่กลับยังเว้นช่องว่างเล็ก ๆ ที่เขาไม่สามารถเติมเต็มได้
เสียงพูดคุยของยานิก้าไหลลื่นเป็นฉากหลัง เติมเต็มความเงียบรอบโต๊ะ และลูคัสก็รู้สึกขอบคุณที่มันทำให้เขามีเวลาครุ่นคิดโดยไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจากบทสนทนาโดยตรง
เขาฟังเพียงครึ่งหู ขณะที่ยานิก้าพูดถึงวัยเด็กที่พวกเขาเคยใช้ร่วมกัน การฝึกฝนของทั้งคู่ และข่าวซุบซิบล่าสุดในโรงเรียน—แต่ใจของเขากลับหมกมุ่นอยู่กับปริศนาที่ชื่อ “อีฟลีน”
วิธีที่ใบหน้าของเธอทับซ้อนกับใครบางคนที่เขารู้จักดี ออร่าที่เข้ากันได้อย่างประหลาดแต่ก็ขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง—ทั้งหมดนี้ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจอย่างลึกซึ้ง
นี่เป็นเพียงเพราะเขากำลังคิดถึงเขามากเกินไปอยู่หรือเปล่า...?
เพียงคิดเช่นนั้น ขนบนแขนของเขาก็ลุกซู่โดยไม่ตั้งใจ ลูคัสส่ายหัวแรง ราวกับต้องการปัดเป่าความคิดนั้นออกไป—ไรลีย์เป็น “ผู้ชาย” ส่วนอีฟลีนเป็น “ผู้หญิง”
นั่นคือข้อเท็จจริง
รูปลักษณ์อาจคล้ายกัน... แต่คุณอีฟลีนกลับมีบุคลิกที่ใจดีกว่า และงดงามกว่าในแบบที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิง
ยังไม่นับว่ามานาที่มหาศาลที่แผ่ออกมาจากเธอแสดงให้เห็นชัดว่าเธอเป็น “จอมเวท” ซึ่งตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับไรลีย์ที่เป็น “อัศวิน”
ลูคัสถอนหายใจเบา ๆ อย่างไม่เชื่อในความคิดไร้สาระของตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็พบว่ามันยากเหลือเกินที่จะฝืนกลืนสเต๊กชิ้นสุดท้ายในจานลงไปให้หมด...
การจ้องมองเพียงอย่างเดียวไม่มีทางทำให้เขาได้คำตอบที่ชัดเจน—และลูคัสก็รู้เรื่องนั้นดี
หลังจากไตร่ตรอง เขาก็ตัดสินใจจะทดสอบความสงสัยของตัวเอง
“คุณอีฟลีน...” ลูคัสเอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือด้วยความลังเล
“มีอะไรหรือคะ...?” อีฟลีนตอบกลับ สายตาของเธอมั่นคง แต่ในแววตาก็ยังมีความอยากรู้อยากเห็น
“ผม...ขอดูมือของคุณได้ไหม?”
“ค-ขอโทษนะคะ?” คิ้วของอีฟลีนเลิกขึ้นอย่างประหลาดใจ
“ลูคัส! นายคิดว่านายกำลังขออะไรจากผู้หญิงกันเนี่ย?” ยานิก้าโพล่งแทรก น้ำเสียงสูงแหลมเต็มไปด้วยความไม่เห็นด้วย
“อ่า... ไม่, ฉันหมายถึง—” ลูคัสรีบพูดตะกุกตะกัก ตระหนักได้ในทันทีว่าคำขอของเขาฟังดูไม่เหมาะสมเพียงใด
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ คุณยานิก้า” อีฟลีนกล่าวอย่างนุ่มนวล ก่อนจะยื่นมือเรียวออกมาตรงหน้าเขา แล้วค่อย ๆ คลี่ฝ่ามือออก “มีบางอย่างที่คุณอยากรู้หรือเปล่าคะ คุณลูคัส?” เธอถามด้วยน้ำเสียงไร้เดียงสา
ลูคัสรู้สึกทั้งโล่งใจและอับอายไปพร้อมกัน เขากุมมือของอีฟลีนไว้อย่างระมัดระวัง ความอบอุ่นและความนุ่มนวลของผิวสัมผัสซึมซาบเข้าสู่ฝ่ามือของเขา
เขาพิจารณานิ้วเรียวยาว ฝ่ามือ และเส้นลายที่สลักลงบนผิวอย่างละเอียด
‘ไม่มีเลย...’ ความคิดผุดขึ้นในใจ—เต็มไปด้วยทั้งความสับสนและความสนใจ
ไม่มีรอยด้าน ไม่แม้แต่ร่องรอยเล็กน้อยของการใช้งาน มือคู่นี้นุ่มราวกับมือทารกแรกเกิด เรียบเนียนและไร้ที่ติจนชัดเจนว่าไม่เคยผ่านศิลปะการต่อสู้หรือการฝึกทางกายภาพใด ๆ มาก่อน
เมื่อเขาหันไปสำรวจการไหลเวียนของมานา ดวงตาของเขาก็จับเส้นทางภายในได้อย่างแม่นยำ—พลังเวทเคลื่อนไหลอย่างเป็นธรรมชาติ เชื่อมโยงหัวใจกับจิตใจอย่างสมบูรณ์แบบ... เธอเป็น “จอมเวท” อย่างไม่ต้องสงสัย
“...เอ่อ คุณลูคัส?”
“ครับ?” เขาสะดุ้งเล็กน้อย หลุดออกจากภวังค์ความคิด
“มีอะไรที่คุณกำลังมองหาเป็นพิเศษหรือเปล่าคะ?” อีฟลีนถาม เสียงของเธอนุ่มนวล แต่ในแววตายังเจือความอยากรู้อยากเห็น
ลูคัสลังเลอยู่ครู่หนึ่ง พยายามหาคำพูดที่เหมาะสมจะใช้ “ผม... แค่อยากจะยืนยันบางอย่างเท่านั้น ขอโทษด้วยที่ทำให้เกิดความสับสน” เขากล่าวพร้อมกับก้มหัวลงในทันที
“เป็นอย่างนั้นเหรอคะ...?” อีฟลีนตอบด้วยรอยยิ้มอ่อนโยนที่ไม่ทำให้เขารู้สึกถูกตำหนิ แต่กลับยิ่งทำให้ความรู้สึกผิดทวีคูณ
ใบหน้าของลูคัสขึ้นสีแดงจัดด้วยความอับอาย เมื่อเขาตระหนักว่าการกระทำของตนไม่เพียงไม่เหมาะสม แต่ยังขัดกับหลักธรรมเนียมที่เขายึดถือมาตลอด ในฐานะคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นอัศวิน—อัศวินย่อมไม่มีสิทธิ์แตะต้องมือของสตรีงดงาม เว้นเสียแต่ว่าทั้งสองจะเป็นเพื่อนสนิทหรือครอบครัวกัน
และการที่เขาลืมธรรมเนียมเช่นนั้น เพียงเพราะความสงสัยส่วนตัว ก็ยิ่งทำให้ความขัดแย้งในใจรุนแรงขึ้น พร้อมกับความสับสนที่สั่นคลอนจิตใจ
“นายพยายามจะทำอะไรกันแน่ ลูคัส?” ยานิก้าถามขึ้นทันควัน สายตาของเธอเต็มไปด้วยความรำคาญ—นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเห็นเขาทำตัวแบบนี้
“...” ลูคัสนั่งเงียบ ไม่อาจหาข้ออ้างใด ๆ ที่เหมาะสมมาปกปิดความจริงได้
แม้เธอจะสังเกตว่าลูคัสมีท่าทีแปลก ๆ ตั้งแต่วันที่เจอไรลีย์ แต่ครั้งนี้ก็แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ยิ่งไปกว่านั้น เขาดูเหมือนจะหลงใหลอีฟลีนอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นสิ่งที่ยานิก้าไม่เคยเห็นจากเขามาก่อน—แม้แต่กับหญิงงามเหนือธรรมชาติอย่างเจ้าหญิงสโนว์ก็ยังไม่เคยเป็นแบบนี้
‘เขามีอะไรกับคนผมบลอนด์งั้นเหรอ?’ ยานิก้าขมวดคิ้ว ความสงสัยกึ่งกังวลเริ่มคืบคลานเข้ามาในใจ ขณะที่สายตาเหลือบมองอีฟลีนที่ยังคงมีท่าทีไร้เดียงสา
ในตอนแรก เธอเคยคิดว่าโชคชะตาได้มอบเพื่อน “ผู้หญิง” ที่สมบูรณ์แบบให้กับเธอเสียที—สิ่งที่เธอไม่เคยพบเจอตั้งแต่มาอยู่ที่โรงเรียนแห่งนี้ แต่ตอนนี้ ความคิดนั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นการตระหนักว่าบางที จักรวาลอาจมอบ “คู่แข่ง” ที่สมบูรณ์แบบให้กับเธอแทน
ความคิดของยานิก้าวิ่งพล่านไปข้างหน้า เต็มไปด้วยการตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ผิดปกติของลูคัส มันไม่ใช่เพียงความสุภาพหรือความอยากรู้อยากเห็นธรรมดา—มีบางอย่างมากกว่านั้นในทุกครั้งที่เขาสบตากับอีฟลีน ในสายสัมพันธ์ที่แทบจะจับต้องได้ระหว่างทั้งสอง และในแรงดึงดูดที่ปฏิเสธไม่ได้ซึ่งลูคัสเผลอแสดงออกมาอย่างเปิดเผย
ทั้งหมดนี้... ทำให้ยานิก้ารู้สึกไม่สบายใจอย่างประหลาด
‘ปลอดภัย...’
ฟู่ว~!
ฉันคิดว่าเขาจับได้แล้ว ตอนที่อยู่ ๆ ก็ขอจับมือฉันอย่างกะทันหัน... แต่ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงสถานะครั้งนี้ จะสร้าง “ปาฏิหาริย์” ให้กับฉันได้จริง ๆ
ฉันรู้ได้จากวิธีที่เขาเอาแต่มองมา—ความสงสัยของเขากำลังค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ
สายตาของเขาสำรวจทุกการเคลื่อนไหว ตั้งแต่วิธีที่ฉันหายใจไปจนถึงท่วงท่าที่ใช้ในยามนั่งเฉย ๆ
ในฐานะนักศิลปะการต่อสู้ การอ่านสัญญาณเล็ก ๆ ที่แฝงอยู่ในท่าทาง และการจับความเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ตั้งใจ เป็นเรื่องง่ายสำหรับคนอย่างลูคัส—โดยเฉพาะเมื่อเขามีดวงตาสีทองที่ได้รับพรนั้น
และที่น่ากังวลที่สุด... ออร่าของฉัน มัน “เข้ากัน” เกินไปกับตัวฉันในฐานะไรลีย์
เขาคงกำลังสับสนหนัก—เมื่อจิตใจและหัวใจบอกข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับคนตรงหน้าที่เขากำลังจ้องมองปัญหานั้น... ไม่มีทางที่เขาจะแก้ได้ง่าย ๆ เพราะมันติดอยู่ในกรอบข้อจำกัดของโลกสังคม
ฉันแอบโล่งใจ ที่ศีลธรรมของเขาในฐานะอัศวินยังคงปกป้องเขาจากการถามคำถามส่วนตัวที่ล้ำเส้นเกินไปก็จริงอยู่ที่ยานิก้าจัดการโยนคำถามแทบทั้งหมดมาอยู่ในมือเธอเอง แต่ฉันก็มีความรู้สึกว่า—ถ้าฉันอยู่ตรงนี้นานกว่านี้ ความลับของฉันจะต้องหลุดแน่นอน
ยังไม่นับว่าฉันไม่รู้เลยว่า การแปลงร่างครั้งนี้จะสิ้นสุดเมื่อไหร่... และฉันไม่มีทางให้ตัวเองกลับกลายเป็นไรลีย์กลางที่สาธารณะแบบนี้ได้
‘ระบบ แกควรจะเตือนฉันเมื่อมันใกล้จะหมดเวลา!’
[หมายเหตุ: ....]
‘อย่างน้อยก็ยืนยันหน่อยสิ—เฮ้อ...’ ‘ทำไมฉันถึงพยายามโต้เถียงกับเจ้าบ้านี่ในเวลานี้นะ?’
เมื่อดูเหมือนลูคัสจะสงบสติลง เขาก็เริ่มกินอาหารที่เหลืออย่างเงียบ ๆ แต่ยังไม่วายแอบเหลือบมองฉันเป็นระยะ—อย่างไม่ทันตั้งใจและไม่ค่อยสบายใจนัก
เขาอาจจะคิดว่ากำลังซ่อนสายตาได้อย่างแนบเนียน... แต่สำหรับฉัน ที่เคยถูกจับจ้องตลอดเวลาจากมังกรที่สามารถทำลายโลกได้ การรับรู้การเฝ้ามองของใครสักคนเป็นเพียง “เรื่องเด็ก ๆ” เท่านั้น
เขาเทียบกับลียาน่าไม่ได้เลย
ก็ใช่ว่าฉันจะปฏิเสธความเป็นไปได้ว่า เขาอาจจะมองฉันเพราะความงามของฉัน—แต่ โอกาสนั้นต่ำมาก...‘ผู้ชายคนนี้ทึ่มพอ ๆ กับหลุมดำ—แม้แต่สโนว์ที่สวยจนสวรรค์ยังต้องเหลียวมอง ถ้าเธอเดินเข้ามาหาเขาอย่างเปิดเผย ฉันก็ยังสงสัยว่าเขาจะสังเกตเห็น หรือแม้แต่สนใจรูปลักษณ์ตั้งแต่แรกด้วยซ้ำ’
เรายังคงกินอาหารกันต่อ—จนกระทั่งเสียงของลูคัสดังขึ้น ทำลายความเงียบที่ชวนอึดอัด
“คุณอีฟลีน... ผมตั้งใจจะถามเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่คุณมีความเห็นอย่างไรกับ ‘อัศวิน’ ครับ?”
‘จริงจังนะ? ผู้ชายคนนี้กำลังพูดเรื่องเพี้ยนอะไรออกมาตอนนี้?’