CM · คู่มือเอาตัวรอดในเกมจีบสาว ฉบับ(ไม่อยาก)ตายตอนจบ

ตอนที่ 83

บทที่ 82: เซอร์ไพรส์คือเรื่องน่าหงุดหงิด!!!

“ว้าว!”

ยานิก้าอุทาน ดวงตาเบิกกว้างวาววับด้วยความตื่นเต้น ขณะมองบรรยากาศราวงานเทศกาลในย่านการค้า—ภาพ ผู้คน เสียงหัวเราะ กลิ่นหอมอวล และสีหน้าที่เปี่ยมด้วยความสุขบนใบหน้าของทุกคน ล้วนหลอมรวมกันเป็นบรรยากาศเฉลิมฉลองที่ให้ความรู้สึกเหนือกาลเวลา

“ฮิฮิ~ นายดีใจไหมที่ฉันลากนายมาด้วย?” เธอเอ่ยพลางหันมายิ้ม

“อืม…ฉันก็ว่าอย่างนั้นนะ” ลูคัสตอบด้วยน้ำเสียงกึ่งลังเล สายตากวาดมองความคึกคักรอบตัว ยังคงแฝงความรำคาญเล็กน้อย

ก่อนหน้านี้ เขากำลังขลุกอยู่ในห้องฝึกส่วนตัว ฝึกฝนวิชาดาบอย่างเอาจริงเอาจัง—จนกระทั่งเพื่อนสมัยเด็กผมแดงคนนี้บุกเข้ามาลากเขาออกมาย่านคึกคักแห่งนี้แบบไม่ให้ตั้งตัว

แม้จะรู้สึกหงุดหงิดกับความเอาแต่ใจของยานิก้า แต่ลูคัสก็เลือกจะปล่อยผ่าน เขารู้ดีว่าการบ่นใส่เธอจะยิ่งกระตุ้นให้เธอหาเรื่องกวนเขามากขึ้น

ยานิก้าหมุนตัวกลับมาประจันหน้า ดวงตาเต็มไปด้วยประกายซุกซน “มาเถอะ ลูคัส! ทำใจให้สบายหน่อย! ที่นี่น่าทึ่งมากเลยนะ นายว่าไหม?”

ลูคัสถอนหายใจยาว แต่ก็อดให้มุมปากยกยิ้มบาง ๆ ไม่ได้ “อ่า…ก็ไม่เลวนะ แค่ไม่คิดว่าจะเป็นแบบนี้เท่านั้น”

การพักบ้างเป็นครั้งคราว…ก็ไม่เลวร้ายนัก เขาคิด ขณะรู้สึกว่าความตึงเครียดค่อย ๆ คลายจากร่างกาย แรงผลักเร่งเร้าเพื่อตามเป้าหมาย รวมถึงการต่อสู้กับไรลีย์ในอนาคต…สามารถรอได้ การครุ่นคิดถึงมันตอนนี้มีแต่จะสิ้นเปลืองพลังงานโดยเปล่าประโยชน์

สำหรับตอนนี้ เขายอมปล่อยตัวให้จมอยู่กับปัจจุบัน ปล่อยวางการไล่ล่าที่ไม่รู้จักจบสิ้น

ยานิก้ายิ้มกว้างอย่างพอใจ ก่อนคว้ามือเขาแล้วดึงเข้าสู่กระแสฝูงชน “เอาล่ะ ไหน ๆ นายก็มาที่นี่แล้ว เรามาใช้เวลานี้ให้คุ้มที่สุดกันเถอะ! ดูนั่นสิ—มีแผงขายไม้เสียบอยู่ตรงนั้น กลิ่นหอมจนฉันทนไม่ไหวแล้ว!”

ท่ามกลางเสียงพูดคุยและกลิ่นอาหาร ลูคัสค่อย ๆ ปล่อยให้ตัวเองถูกดึงเข้าสู่กระแสของงานเทศกาล…

โคมไฟหลากสีห้อยเรียงรายเหนือศีรษะ สาดแสงอบอุ่นลงบนถนนที่พลุกพล่านด้วยชีวิต ผู้คนเดินขวักไขว่ท่ามกลางกลิ่นหอมเย้ายวนจากอาหารข้างทางนานาชนิด—กลิ่นเนื้อย่าง ผักย่าง และเครื่องเทศผสมผสานกันจนทำให้ท้องร้องโดยไม่รู้ตัว

เสียงดนตรีสดใสจากนักดนตรีริมทางคลอไปกับจังหวะการก้าวเดินของผู้คน เด็ก ๆ วิ่งเล่นไปมา เสียงหัวเราะของพวกเขาแทรกสอดอย่างลงตัวกับเสียงพูดคุยของฝูงชน สร้างท่วงทำนองแห่งความสุขที่อบอวลไปทั่ว

แม้จะลังเลในตอนแรก แต่ลูคัสก็พบว่าตัวเองเริ่มผ่อนคลาย—และในที่สุดก็ปล่อยใจให้เพลิดเพลินกับบรรยากาศที่มีชีวิตชีวานี้ ยานิก้า—ผู้ที่มักเป็นหัวใจของงานสังสรรค์—อยู่ในสภาพที่เธอเป็นตัวของตัวเองที่สุด เธอทักทายผู้คนอย่างเป็นกันเอง และลองชิมขนมจากแผงขายอาหารไปทีละเจ้าอย่างไม่มีเหน็ดเหนื่อย

“นี่ไม่ทำให้นายคิดถึงเทศกาลที่บ้านเราหรือ?” ยานิก้าเอ่ยพลางเหลือบตามองเขา ดวงตาสะท้อนความทรงจำอันอบอุ่นจากหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่พวกเขาจากมา

“อ่า…” ลูคัสตอบรับ เสียงของเขานุ่มลง แฝงร่องรอยของความคิดถึง เขานึกถึงภาพงานเทศกาลในหมู่บ้าน—เสียงหัวเราะของเพื่อนบ้าน ความรู้สึกผูกพันของผู้คน และความสุขเรียบง่ายที่แผ่ซ่าน เทศกาลในเมืองนี้แม้จะใหญ่โตกว่ามาก แต่แก่นแท้ก็ชวนให้นึกถึงกันอย่างประหลาด

ทั้งคู่เดินมาหยุดหน้าแผงขายบาร์บีคิว กลิ่นเนื้อหมักสมุนไพรย่างบนเตาถ่านลอยมาปะทะจมูก พ่อค้าชายวัยกลางคนทักทายด้วยรอยยิ้มกว้าง “ยินดีต้อนรับ! สนใจลองไม้เสียบที่ดีที่สุดในย่านนี้ไหมครับ?”

ยานิก้าพยักหน้ารัว ๆ ดวงตาเป็นประกายราวเด็กได้ของเล่น “จัดมาเลยค่ะ!”

ลูคัสมองเธอด้วยสายตาที่อบอุ่น แม้เธอจะชวนปวดหัวในบางครั้ง แต่ความกระตือรือร้นของเธอกลับแพร่กระจายจนเขาแอบยิ้มตามไม่ได้ และเขาก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าทำไมเธอถึงยืนกรานจะพาเขามาที่นี่—นี่คือช่วงพักหายใจที่เขาไม่เคยยอมให้ตัวเองได้สัมผัสมานาน

เมื่อไม้เสียบย่างร้อน ๆ ถูกส่งมาในมือ พวกเขาก็นั่งกินไปพร้อมกับมองผู้คนรอบตัว ยานิก้าใช้ศอกสะกิดเขาเบา ๆ “เห็นไหม? ดีกว่านั่งอยู่ในห้องฝึกอับ ๆ เยอะเลยใช่ไหมล่ะ?”

ลูคัสหัวเราะในลำคอ “เอาล่ะ…เธอชนะ นี่มันก็ดีไม่เลว”

ยานิก้ายิ้มกว้างราวกับรู้คำตอบนี้มาตั้งแต่แรก “ฉันรู้อยู่แล้วว่านายต้องเปลี่ยนใจ! เอาล่ะ ไปดูแผงข้างโน้นกันเถอะ ฉันได้ยินว่าพวกเขามีขนมหวานเด็ดที่สุดในงาน!”

เธอดึงมือเขาอีกครั้ง และในครั้งนี้ ลูคัสก็ยอมก้าวตามโดยไม่ขัดขืน ปล่อยให้เสียงหัวเราะและแสงสีของเทศกาลพาเขาไหลไปกับค่ำคืนที่ยังอีกยาวไกล…

ภายใต้การนำของยานิก้า ลูคัสก็พบว่าตัวเองถูกดึงเข้าสู่การผจญภัยเล็ก ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า

ค่ำคืนนี้เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ อาหารรสเลิศ และจิตวิญญาณแห่งความรื่นเริงของเทศกาล—และเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ที่เขารู้สึกว่าตัวเองสามารถผ่อนคลาย และสนุกไปกับช่วงเวลาได้…ทั้งหมดต้องขอบคุณเพื่อนผู้มีพลังชีวิตล้นเหลือของเขา

ทั้งคู่เดินเตร่ไปตามแผงขายต่าง ๆ ชิมขนมหวาน เล่นเกม และหัวเราะกันอย่างเป็นธรรมชาติ

แม้กระทั่งลูคัสยังเผลอทุ่มสมาธิให้กับเกมโยนห่วงจนชนะตุ๊กตาสัตว์ตัวเล็กให้ยานิก้า ซึ่งทำให้เธอยิ้มกว้างอย่างปลื้มใจ

พวกเขายังหยุดดูการแสดงของนักควงไฟและนักพ่นไฟ เสียงฮือฮาของฝูงชนดังล้อมรอบ ราวกับเวลาหยุดลงในชั่วขณะ

เมื่อดวงดาวเริ่มโรยตัวเหนือฟ้า เวลาก็ไหลผ่านไปโดยที่ทั้งสองแทบไม่รู้ตัว

ในที่สุด พวกเขาก็เดินเคียงกันไปตามถนนที่ยังคงคึกคัก มือประสานกันเพื่อไม่ให้หลงท่ามกลางคลื่นผู้คน

ยานิก้ากำลังเลียแอปเปิลเคลือบน้ำตาลที่ลูคัสซื้อให้ ส่วนลูคัสก็กินสายไหมที่เธอหยิบให้เขา

ท่ามกลางฝูงชนที่หนาแน่น ทั้งสองดูไม่ต่างจากคู่รักหนุ่มสาวธรรมดาที่กำลังใช้ช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิตร่วมกัน

“...สรุป นายโอเคแล้วใช่ไหม?” ยานิก้าถามพลางเหลือบมองเขา

“หมายถึงอะไร?” ลูคัสเลิกคิ้วหันมามอง

“ก็นาย…เอาแต่จดจ่อกับใครบางคนช่วงนี้ไง~”

“ห๊ะ?”

“เอาน่า…อย่ามาโกหกฉันเลย นายรู้ใช่ไหมว่าการหมกมุ่นกับไรลีย์ของนายมันชัดขนาดไหน?”

“ฉันไม่ได้หมกมุ่นกับไรลีย์” ลูคัสส่ายหัว ปฏิเสธทันควัน

ยานิก้าถอนหายใจเบา ๆ “ถ้านายพูดกับการกระทำมันสอดคล้องกัน เราก็คงไม่ต้องมาคุยเรื่องนี้ นายเอาแต่ทำอะไรโดยไม่รู้ตัวว่าทำไปเพื่ออะไร พยายามสร้างความประทับใจให้เขาแทบทุกวัน และถ้ายังไม่พอ—ตั้งแต่เปิดเทอมมาสิ่งเดียวที่นายพูดถึงก็มีแค่เรื่องวิธีจะเอาชนะเขา ทำไมนายถึงหมกมุ่นกับเขาขนาดนั้น?”

เธอเข้าใจดีว่าไรลีย์คือแรงกระตุ้นให้ลูคัสมุ่งมั่นพัฒนาตัวเอง…แต่สิ่งที่เธอเห็นกำลังคืบคลานจากแรงบันดาลใจไปสู่การหมกมุ่น และความกังวลลึก ๆ ในใจเธอก็เริ่มดังเกินจะเพิกเฉย

ลูคัสสูดลมหายใจลึก สายตาเหม่อลงมองพื้นขณะที่ทั้งสองยังคงก้าวเดินต่อไป

“มันไม่ใช่การหมกมุ่น ยานิก้า…มันมากกว่านั้น”

ความทรงจำแวบขึ้น—ครั้งแรกที่เขาได้เห็นไรลีย์ ลูคัสก็มั่นใจว่ามีบางสิ่งเชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันอย่างลึกซึ้ง ราวกับถูกผูกพันด้วยโชคชะตา

เขาเห็น ออร่าสีทอง ในส่วนลึกของหัวใจไรลีย์—ออร่าที่เขาเคยพบในคนเพียงสองคนเท่านั้นในชีวิต: วีรบุรุษที่ช่วยเขาจากเงื้อมมือปีศาจในวัยเยาว์ และวีรบุรุษสวมหน้ากากผู้เป็นเข็มทิศศีลธรรม นำทางเขามาจนถึงวันนี้

ตั้งแต่ยังเด็ก ลูคัสมีพรสวรรค์ที่สามารถมองทะลุผ่านเปลือกนอกและสัมผัสได้ถึงแก่นแท้ของหัวใจผู้อื่น…

แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไม

ในส่วนลึกของผู้คน—สีสัน รูปร่าง และแม้แต่เศษเสี้ยวของตัวตน มักจะปรากฏในความคิดของลูคัสทุกครั้งที่เขาได้พบหรือเจอใครสักคนเป็นครั้งแรก

“ไรลีย์…ให้ความรู้สึกเหมือน วีรบุรุษสวมหน้ากาก” ลูคัสยอมรับ น้ำเสียงเจือความไม่แน่ใจ

“นายหมายถึงคนที่เคยให้คำแนะนำนายใช่ไหม?” ยานิก้าถาม พลางเลิกคิ้ว

“ใช่”

ยานิก้าถอนหายใจ สีหน้าอ่อนลงเล็กน้อย “ฟังนะ ลูคัส…ฉันเข้าใจว่าสายตาของนายอาจเห็นได้มากกว่าที่ฉันมองเห็น แต่การเชื่อมโยงใครสักคนจากแค่การคาดเดามันไม่ถูกต้องหรอกนะ นอกจากนี้…เขาดูเหมือนผู้ชายสวมหน้ากากที่ช่วยนายในเมืองวันนั้นเหรอ?”

“อืม…ก็ไม่เชิง” ลูคัสตอบในที่สุด เมื่อนึกถึงบุคลิกของไรลีย์—หยิ่ง อวดดี และแข็งกร้าว ต่างจากวีรบุรุษสวมหน้ากากที่เขาจำได้ ซึ่งทั้งเสียสละและชาญฉลาด

“เห็นไหม?” ยานิก้าพูด พร้อมใช้ศอกกระทุ้งเขาเบา ๆ “นายไม่สามารถตัดสินใครจากภาพที่นายเห็นเพียงอย่างเดียวได้ ผู้คนซับซ้อนกว่านั้น แค่เพราะไรลีย์มีออร่าคล้ายกัน…ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นคนเดียวกัน นายควรตัดสินเขาจากการกระทำ และจากตัวตนที่เขาเป็น ตอนนี้”

“โอเค…” คำตอบสั้นและไม่ใส่ใจนักของเขาทำให้ยานิก้าหงุดหงิดน้อย ๆ แต่เธอก็ตัดสินใจปล่อยมันไปในตอนนี้—ไม่อยากทำลายบรรยากาศ ‘เดท’ ของพวกเขา

เธอถอนหายใจแรงเล็กน้อย ก่อนยื่นมือไปจับใบหน้าหล่อเหลาของเพื่อนสมัยเด็ก บีบแก้มเขาอย่างขี้เล่น

“อะไระ…ยา…นิก้า?” ลูคัสพึมพำ เสียงอู้อี้เพราะแก้มถูกดึง

“ไม่มีอะไรหรอก…เอาเป็นว่า ลืมเรื่องที่เราคุยกันเมื่อกี้ไปเถอะ! ตอนนี้เรามาสนุกกับคืนที่เหลือกันดีกว่า” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้มสดใส

ลูคัสพยักหน้า สีหน้าอ่อนลงในที่สุด และเมื่อทั้งคู่เดินฝ่าฝูงชนไปเรื่อย ๆ ท่ามกลางงานเทศกาล คำพูดของยานิก้าก็ยังคงก้องอยู่ในใจเขา

ความสามารถในการมองเห็นออร่าและแก่นแท้ของคนอื่น เป็นสิ่งที่นำทางเขามาโดยตลอด—แต่บางที เขาก็ต้องย้ำเตือนตัวเองให้ยึดอยู่กับความเป็นจริงเสมอ

เพราะผู้คนมีมากกว่าแค่ออร่าที่แผ่ออกมา…พวกเขาคือผลลัพธ์ของการกระทำ การตัดสินใจ และเส้นทางที่เลือกเดิน

บรรยากาศของเทศกาลรอบตัวเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสุขอันเรียบง่ายและความซับซ้อนของชีวิต

โคมไฟเหนือศีรษะสาดแสงอบอุ่นไปทั่วถนน ขณะที่เสียงหัวเราะและเสียงดนตรีลอยคลอไปในอากาศอันมีชีวิตชีวา…

“ขอบคุณนะ…ยานิก้า” ลูคัสเอ่ยเสียงนุ่ม คลื่นความรู้สึกขอบคุณซัดเข้ามาในใจอย่างแรง

“เอาล่ะ ถ้านายเข้าใจก็ดีแล้ว…แต่ฟังนะ ฉันไม่ได้ทำเพราะฉัน เป็นห่วง นายหรอกนะ โอเค?” ยานิก้าตอบ แก้มขึ้นสีชมพูอย่างห้ามไม่อยู่

“ใช่ ๆ” ลูคัสหัวเราะเบา ๆ สายตาแอบจับจ้องสีหน้าที่กำลังเขินของเธอ เขารู้ดีว่าตลอดมานั้น เขาอาจเป็นภาระให้เธอในหลายครั้ง และในใจลึก ๆ เขาก็สาบานว่าจะทะนุถนอมเพื่อนคนนี้ให้มากขึ้น

“เฮ้…ทำไมนายไม่หาอะไรกินดี ๆ ล่ะ?” ยานิก้าพยายามเปลี่ยนหัวข้อ

“เราเพิ่งกินไปไม่ใช่เหรอ?” ลูคัสเลิกคิ้ว—ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงด้วยซ้ำตั้งแต่พวกเขาเพิ่งซัดอาหารข้างทางกับขนมหวานหมดไป “น-นี่เธอจะอ้วนนะ”

“อ-อะไรนะ?! ฉันไม่ได้อ้วน!!!” ยานิก้าตาโต ใบหน้าแดงก่ำด้วยทั้งความโกรธและเขิน ก่อนจะเริ่มระดมชกเขาเบา ๆ

“ฉันไม่ได้บอกว่าเธออ้วน!” ลูคัสรีบยกมือขึ้นกันตัวจากการโจมตีที่ดูเหมือนเล่น ๆ

“นายพูดไปแล้วนะ!” เธอโต้ทันควัน การชกเริ่มแฝงมานาโดยไม่รู้ตัว ทำให้รวดเร็วและหนักขึ้น

“โอ๊ย ๆ เข้าใจแล้ว! ฉันขอโทษ ได้โปรด…ใจเย็นก่อน—” ลูคัสถอยหลังเรื่อย ๆ จนในที่สุด…

ปั้ก!

เขาชนใครสักคนข้างหลังโดยไม่ตั้งใจ

“อ๊ะ~” เสียงอุทานใสแฝงความเย้ายวนดังขึ้น

ลูคัสค่อย ๆ หันกลับไป ยื่นมือขวาออกเพื่อช่วย “ค-คุณไม่เป็นไรนะ—” ทว่าคำพูดก็ชะงักลง เขาหยุดหายใจชั่วขณะ

เรือนผมสีทองราวรัศมีดวงอาทิตย์ ดวงตาสีน้ำเงินใสล้ำดั่งท้องทะเลกว้างไกล—ความงามตรงหน้าทำให้เขาเผลอจ้องโดยไม่กะพริบ

“ฉ-ฉันขอโทษจริง ๆ” เขาพูดตะกุกตะกัก ยื่นมือเพื่อช่วยพยุงเธอขึ้น

แต่หญิงสาวเพียงปัดมือเขาเบา ๆ แล้วลุกขึ้นด้วยตัวเอง ปัดชุดให้เข้าที่ก่อนจะส่งรอยยิ้มอ่อนโยนมาให้

“ไม่เป็นไรค่ะ…” น้ำเสียงหวานใสแต่แฝงอำนาจ “ได้โปรดระวังให้มากกว่านี้ครั้งหน้า—”

ประโยคของเธอหยุดลงกะทันหัน เมื่อดวงตาสบกับของเขา สีหน้าประหม่าแผ่ว ๆ ปรากฏบนใบหน้าราวกับเธอจำอะไรบางอย่างในตัวเขาได้

“อ๊ะ~!!! ฉันขอโทษจริง ๆ ได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วย! มันไม่ใช่ความผิดของผู้ชายคนนี้ ฉันสัญญา!!!” ยานิก้าพุ่งเข้ามาในที่เกิดเหตุ รีบเอ่ยขอโทษรัว ๆ ราวกับกลัวจะสายเกินไป

อย่างไรก็ตาม…คำพูดของเธอกลายเป็นเพียงเสียงพร่าไกล ๆ ในพื้นหลัง เมื่อสายตาของเรายังคงตรึงแน่นอยู่กันและกัน

“อ๊ะ~!!! ฉันขอโทษจริง ๆ ได้โปรดให้อภัยพวกเราด้วย! มันไม่ใช่ความผิดของผู้ชายคนนี้ ฉันสัญญา!!!”

เสียงขอโทษรัว ๆ ของยานิก้าดังก้องอยู่รอบตัว ทว่ามันกลับเลือนหายไปจากสติของฉัน—เพราะสมาธิทั้งหมดถูกดูดกลืนไปโดยร่างตรงหน้า

ลูคัส…

แววตาของเขา—ที่จับจ้องมาที่ฉัน—ทำให้ลมหายใจชะงักในลำคอ

หลังจากเวลาทั้งหมดนี้…ทำไมเขาถึงมาอยู่ตรงนี้ ตอนนี้?

ทำไมกัน…ฉันถึงไม่รู้สึกถึงการมีอยู่ของเขาเลย?

ดวงตาสีทองคู่นั้นยังคงตรึงอยู่กับฉัน และในชั่วขณะนั้น โลกโดยรอบก็เหมือนหยุดเคลื่อนไหว อัตราการเต้นหัวใจของฉันพุ่งสูงขึ้นอย่างควบคุมไม่อยู่ ความกังวลซึมลึกเข้าสู่ทุกเส้นประสาท

เขาจำฉันไม่ได้…ใช่ไหม?

ความคิดนั้นหมุนวนไม่หยุดในหัว ขณะที่ฉันพยายามกดทับความตื่นตระหนกไม่ให้แสดงออกทางสีหน้า ทว่าเปลวความอับอายกลับเริ่มแผ่ซ่านขึ้นมาอย่างรวดเร็ว—เพราะรู้ดีว่าดวงตาของเขา…อาจจะมองทะลุทุกสิ่งที่ฉันพยายามปกปิด

ฮ่า…ซวยแล้วจริง ๆ! ฉันน่าจะกลับหอพักไปตั้งแต่แรก…

คอมเมนต์ตอนนี้

ยังไม่มีคอมเมนต์